17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 2nd, 2011 at 9:26 am

ชุมชนคนเปลือย

“ไม่ สวมรองเท้า ไม่สวมเสื้อ ไม่ให้บริการ” สิ่งนี้คือถ้อยคำที่ติดอยู่บนแผ่นป้ายที่พบเห็นได้ทั่วไป ตามร้านค้าต่าง ๆ ในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ ขณะที่ ร้านอาหารหลายแห่งก็เตรียมที่จะเพิ่มข้อความอีกว่า “ไม่สวมกางเกง” ลงไปด้วย ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งต่อประเด็นการเปลือยกายในเขตชุมชนชาวเกย์ของเมือง

แต่วู้ดดี้ มิลเลอร์ หนุ่มใหญ่วัย 55 ปี ชอบเดินเที่ยวไปตามถนนในย่านคาสโตร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นชุมชนของชาวรักเพศเดียวกันแห่งใหญ่สุดของสหรัฐ เขาเดินทอดน่องโดยไม่สวมอะไรเลย ยกเว้นรองเท้าผ้าใบ หมวกเบสบอล และนาฬิกาเท่านั้น มิลเลอร์บอกว่า เขาชอบเปลือยกายในวันที่มีอากาศดี เพื่อที่จะได้สัมผัสกับแสงแดดและอากาศที่สดชื่นได้อย่างเต็มที่ สำหรับมิลเลอร์เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มนักเปลือยกายที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ ของเมืองซานฟรานซิสโก ที่มีชื่อว่า เน็กเก็ด กายส์ ซึ่งมิลเลอร์กล่าวว่า เขาไม่เห็นว่า ร่างกายคนเราจะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

ย่านคาสโตร เป็นชุมชนสำคัญของกลุ่มรักเพศเดียวกันมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ที่นี่มีร้านเซ็กซ์ช็อปอยู่ร่วมกับบ้านเรือนของประชาชน รวมถึงร้านอาหารและบาร์ต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นชุมชนที่มีแนวคิดเสรีและเปิดเผยมากที่สุดในเมืองซานฟรานซิสโก

แต่ย่านคาสโตรกำลังถูกควบคุมจากสกอตต์ ไวเนอร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านนี้มา 14 ปี และเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกสภาเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งไวเนอร์เตรียมเสนอร่างกฎหมายให้กลุ่มผู้นิยมการเปลือยกายต้องปูผ้าลงบน เก้าอี้หรือม้านั่งสาธารณะทุกครั้งก่อนที่จะนั่ง และสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ก่อนที่จะเข้าไปในร้านอาหาร ผู้ใดฝ่าฝืนในครั้งแรกจะถูกปรับเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,000 บาท) และ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,000 บาท) สำหรับความผิดครั้งที่สอง แต่จะเพิ่ม
เป็น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30,000 บาท) หรือมากกว่านั้น พร้อมติดคุก 1 ปีในความผิดครั้งที่สาม

ขณะที่ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีกฎหมายห้ามโชว์อวัยวะเพศที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร แต่จอร์จ เดวิส วัย 65 ปี นักธุรกิจและนักเขียน ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเปลือยกายของย่านคาสโตร และเมื่อปี 2550 เขาลงสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเมืองซานฟรานซิสโก โดยชูนโยบายเพิ่มทางเลือกให้แก่นักเปลือยกายในการใช้สวนสาธารณะโกลเดน เกต พาร์ค กล่าวว่า ร้านอาหารควรให้บริการแก่นักเปลือยกาย หลังจากร่างกฎหมายของไวเนอร์ระบุห้ามร้านอาหารให้บริการแก่กลุ่มคนดังกล่าว

เจมส์ วิกเกียโน วัย 57 ปี ชาวเมืองซาน  ฟรานซิสโก และมักเดินทางไปย่านคาสโตรบ่อย ๆไม่เห็นด้วยต่อการเปลือยกาย และยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เมื่อมีเด็ก ๆ อยู่ด้วย อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างแดน อาจมองว่า คาสโตรกำลังกลายเป็นอาณานิคมเปลือยไปแล้ว ส่วนแดน เกลเซอร์ เจ้าของร้านเบเกอรี่ฮอท คุกกี้ คิดว่า คนเปลือยอาจกลายเป็นจุดท่องเที่ยวในอนาคต และเชื่อว่า สิ่งนี้อาจจะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ดีขึ้น และผู้ที่นิยมการเปลือยกายก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ซึ่งเขายังได้คิดค้นคุกกี้ที่เป็นรูปทรงอวัยวะเพศชายทำออกมาขายอีกด้วย.

ฮิวแมน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 9:52 pm

ครูพรานกระต่ายจัดแสดงมุทิตาจิต29ก.ย.54

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 เป็นประธานในงานแสดงมุทิตาจิต แก่ข้าราชการครูและลูกจ้างประจำ ที่เกษียณอายุราชการ และลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ พร้อมด้วย นายสมยศ รอดพร้อม รอง ผอ.สพป.กพ.เขต 1 นายสุดเขต สวยสม รอง สพป.กพ.เขต 1 ได้เข้าร่วมงานด้วย ซึ่งภายในงานมีข้าราชการครูและแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมจำนวนมาก

  • สำหรับผู้เกษียณอายุราชการในปีนี้ ทั้ง 2 กรณี มีจำนวน 20 คน มีเผู้เกษียณอายุราชการ 60 ปี พียง 1 คน คือ นายทองอินทร์ จันทร์ทุ่ง ลูกจ้างประจำ ช่างไม้ชั้น 3 ร.ร.บ้านพรานกระต่าย และข้าราชการครูที่ลาออกก่อนกำหนด จำนวน 14 คน

  • สร้างบรรยากาศ ครูอุ่นเรือน เกตุเอี่ยม  ร้องเพลงมอบแด่ครูเกษียณอายุราชการ และ นายประชากร สอนสกุล (สีไวโอลิน) นายสุรสิทธิ์ จันทนา (เล่นกีร์ต้า) ครูดนตรีจาก ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว

  • คณะนักร้องเพลงประสานเสียง จาก ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว ขับร้องเพลง “พระคุณที่สาม” เพลงใจรัก” “เพลงครูในดวงใจ” ทุกคนได้ฟังแล้วประทับใจมาก

  • นายประชากร สอนสกุล ครูดนตรี ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว นำเครื่องเปียนโน ที่ได้รับแจกจาก สพป.กพ.เขต 1 ออกบรรเลงในงานด้วย

  • นายปัจจัย พลกล้า ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคุยป่ายาง กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด มอบรางวัลแก่นักเรียนที่แสดงบนเวที

  • นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ผอ.สพป.กพ.เขต 1 กล่าวแสดงความยินดีที่ข้าราชการครูและลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุราชการ ว่า เป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่รุ่นน้อง ๆ ได้เป็นอย่างดีที่ต่อสู้ชีวิตและครองตนอยู่ได้จนถึงวันนี้ และให้สติแก่ข้าราชการครูที่นั่งอยู่ด้านล่าง “ให้ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท”

  • (จากซ็าย) นายทองอินทร์ จันทร์ทุ่ง ช่างไม้ชั้น 3, นายกันตพล ,นายนิรันดร์ กระต่ายทอง, นายพิชัย วัชรนันทวิศาล, นายศิริพงษ์ ศิริษา, นางดารินี วชิรโกเมน,

  • นายไบูลย์ น้ำสังข์, นายสุรินทร์ พลขันธ์, นายสุรเดช สีกล่อม, นางสาวระวีวรรณ วชิรโกเมน, นายวิโรจน์ หงษ์นำบัญชาชัย, นายประทิน หลิฯ เจริญและ นางจำเนียร หลินเจริญ

 

  • นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ผอ.สพป.กพ.เขต 1 มอบช่อดอกไม้และของที่ระลึก

  • นายสมยศ รอดพร้อม รอง ผอ.สพป.กพ.เขต 1 มอบของที่ระลึก

  • นายสมเดช สุรเดช ผอ.ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว พร้อมด้วยคณะครู มอบของที่ระลึก และถ่ายภาพร่วมกัน

  • ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก….ยืนไม่พอ…นั่งกับพื้นก็ได้

  • ผอ.อุดม เรื่อศรีจันทร์ ผอ.ร.ร.วัดพระบรมธาตุ อ.เมืองกำแพงเพชร มาร่วมแสดงมุทิตาจิตแก่ครูนิรันดร์ กระต่ายทองด้วย และตนเองก็ลาออกก่อนกำหนดด้วยเช่นกัน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 7:57 pm

อ.นิติฯ มธ. ชี้ข้อเสนอ “นิติราษฎร์” ผลักให้บ้านเมืองขัดแย้งสู่กลียุค-ช่วยทักษิณ

ASTVผู้จัดการ – รศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อ.นิติศาสตร์ มธ. โต้กลุ่มนิติราษฎร์อวดรู้ แต่ขาดประสบการณ์บ้านเมือง ชี้ข้อเสนอให้ย้อนเวลากลับไปก่อนiรัฐประหาร 49 จะยิ่งทำให้บ้านเมืองขัดแย้ง ถามแล้ว รบ.ยิ่งลักษณ์ ที่มาจาก รธน.50 ต้องยกเลิกไปด้วยหรือไม่ แนะอย่าพยายามปรับกฎหมายให้เข้ากับคน อัดมีคนเตือนแล้วแต่ไม่ฟังเหมือน “คนที่ทำชั่วโดยที่ไม่รู้ว่าตนกำลังทำชั่ว” ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่อบ้านเมือง

วันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) ที่ผ่านมา เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย สำนักข่าวอิศรา ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อกรณีที่กลุ่มนักวิชาการกลุ่มหนึ่งในนามคณะนิติ ราษฎร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันประกอบไปด้วย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์, นางสาวจันทจิรา เอี่ยมมยุรา, นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, นายธีระ สุธีวรางกูร, นางสาวสาวตรี สุขศรี, นายปิยะบุตร แสงกนกกุล และ นายปูนเทพ ศิรินุพงศ์ ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี นิติราษฎร์ และเผยแพร่สู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 เสนอให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เช่น ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกเลิกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค ยกเลิกคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ คตส. ชงเรื่อง ไม่ว่า คดีทุจริตที่ดินรัชดาที่ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2 ปี รวมถึงคดีความอื่นๆ ของ คตส.

ในเวลาต่อมาข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างมากโดยเฉพาะในแวดวงกฎหมาย โดยกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้ชี้ให้เห็นว่าข้อเสนอของนักกฎหมายที่อ้างตัว เองว่าเป็นกลุ่มนิติราษฎร์นั้น เป็นข้อเสนอเพื่อปูทางให้มีการดำเนินการล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งปัจจุบันหลบหนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปีจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในต่างประเทศ และไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติเพราะยิ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ในวงกว้าง

ในประเด็นดังกล่าว รศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาได้ให้ความเห็นไว้ว่า ข้อเสนอของนักวิชาการในนามกลุ่มนิติราษฎร์ไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมายใดๆ อีกทั้งระบุว่านักกฎหมายนิติราษฎร์ขาดประสบการณ์ แต่ชอบทำเป็นรู้มากทั้งๆ ที่ไปเรียนต่างประเทศมาแค่ปีสองปี

“ผมจึงบอกว่า ความคิดของนิติราษฎร์น่าจะเป็นความคิดของคนหนึ่งเท่านั้นเองซึ่งอาจรู้มาก แต่ไม่มีประสบการณ์ในการเมืองบ้านตัวเองมากนัก ดังนั้น ถ้าเขาจะเคลื่อนไหวต่อโดยไม่ใช้ในนามของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็จะเป็นเรื่องดี ไม่งั้นคนอื่นก็เดือดร้อนเหมือนกัน ผมก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า ถ้าเขาไม่มีธรรมศาสตร์สนับสนุน เขาจะอยู่ได้หรือไม่” รศ.ดร.ทวีเกียรติกล่าว

เมื่อถามต่อกว่าข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์มีความเป็นไปได้ในทาง ปฏิบัติหรือไม่ รศ.ดร.ทวีเกียรติระบุว่าเป็นไปไม่ได้ และจะยิ่งทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งจนถึงขั้นเข้าสู่กลียุค ทางที่ดีการประสานรอยร้าวต้องมองไปสู่อนาคตไม่ใช่กลับไปพยายามแก้ไขสิ่งที่ เกิดขึ้นในอดีต เช่น จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นมาอีก, จะทำอย่างไรให้สามารถเอาคนที่คอร์รัปชันมาลงโทษให้ได้ หรือ จะทำอย่างไรไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรอิสระ

“การที่บอกว่าจะย้อนแค่รัฐประหาร 2549 ก็ไม่รู้เอาหลักอะไร เลือกย้อนอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าจะย้อนก็ต้องย้อนให้สุด อันนี้วิจารณญาณจึงไม่แจ่มชัด เอาล่ะแล้วถ้าย้อนไปถึง 2549 แล้วการที่จะเลือกเอาไอ้นี่ไม่เอาไอ้นั่น แล้วใครจะเป็นคนตัดสินว่า เฉพาะคดีนี้เอาด้วย คดีนั้นไม่เอา แล้วปัญหาที่ผมอยากถาม นิติราษฎร์ ตรงๆ ว่า คุณคิดถึง วิธีการที่จะเอาคนทุจริตเข้ามาลงโทษยังไงบ้าง เพราะปัญหาสำคัญที่เกิดการปฏิวัติ ก็คือ การทุจริตคอรัปชั่นที่องค์กรอิสระทั้งหลายซึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการกับคนเหล่านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกานักการเมือง ศาลปกครอง ก็ล้วนตั้งจากรัฐธรรมนูญ 2540 และเกิดในยุคคุณทักษิณด้วย ปัญหาคือ ศาลเหล่านี้ใช้ไม่ได้เพราะถูกแทรกแซง ดังนั้น คุณต้องตอบคำถามให้ได้ว่า คุณจะทำอย่างไรถึงจะทำให้องค์กรเหล่านี้ไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาลขณะนั้น แล้วขอถามย้อน ถ้าไม่มีการรัฐประหารตอนนั้น แล้วเราจะเอาคนเหล่านี้เข้ามาลงโทษหรือเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่าง ไร” นักกฎหมายจาก มธ.ระบุ พร้อมกล่าวต่อว่า

“ว่าไปแล้ว รัฐบาลชุดนี้ก็มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ถ้าเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เลว รัฐบาลนี้ก็ต้องยกเลิกไปด้วย สิ่งที่ผมอยากเสนอกลุ่มนิติราษฎร์ ก็คือ คุณอย่าปรับกฎหมายให้เข้ากับคน มันควรจะเอาคนปรับเข้ากับกฎหมาย คือ กฎหมายมีแล้ว คุณก็ใช้กฎหมายที่มีปัจจุบันทำไปและทุกคนก็เป็นไปตามระบบทุกอย่าง รัฐธรรมนูญ 2540 หรือ รัฐธรรมนูญ 2550 จะดีไม่ดีอย่างไร ก็ได้คนเหล่านี้มา ก็ไม่เห็นต่างกันเท่าไร แล้วถ้าเราย้อนหลังก็ได้รัฐบาลเหล่านี้แหละ ฉะนั้น ถ้าคุณมองสังคมไทยเป็น คุณก็จะรู้ว่า ตัวกฎหมายที่มันวุ่นวายอย่างนี้ เพราะเวลาคนทำอย่างหนึ่ง คุณก็แก้กฎหมายตามคน พรรคไทยรักไทยตั้งแต่แรกๆ ก็ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถึงขั้นถูกยุบพรรคเป็น 1-2 ครั้ง แทนที่จะเลิกซื้อสิทธิ์ขายเสียง กลับแก้กฎหมายให้ไม่มีการยุบพรรคมันก็เท่ากับเป็นการแก้กฎหมายให้เข้ากับ พฤติกรรมคน ไม่ใช่ปรับพฤติกรรมคนให้เข้ากับกฎหมายเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันได้ ฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์วรเจตน์เป็นการเขียนกฎหมายขึ้นมาเพื่อปรับให้เข้า กับสถานการณ์ ไม่ใช่นำคนให้เข้ากับกฎหมาย”

ส่วนกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ออกมาแก้ตัวว่าไม่ได้เสนอข้อเสนอดังกล่าว เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือ บางคนตั้งข้อสังเกตได้อาจเสนอขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจให้ไปเข้าทาง พ.ต.ต.ทักษิณ รศ.ดร.ทวีเกียรติ ให้ความเห็นว่า จริงๆ มีคนเตือนกลุ่มนิติราษฎร์ถึงประเด็นนี้แล้ว แต่ก็ยังดันทุรังทำต่อ ซึ่งเปรียบได้กับ “คนที่ทำชั่วโดยที่ไม่รู้ว่าตนกำลังทำชั่ว” ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียที่ร้ายแรงต่อบ้านเมือง

**********************************

รศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ “นิติราษฎร์อย่าปรับกม.เข้ากับคน”

@คิดอย่างไรกับข้อเสนอของ กลุ่มคณาจารย์คณะนิติราษฎร์ ธรรมศาสตร์ ที่เสนอให้ลบล้างกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหาร 19 กันยา 2549
ผมมองว่า มันไม่มีอะไรที่น่าสนใจเพราะคำแถลงการณ์ของเขาที่ว่า ประกาศให้รัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ใช้ไม่ได้หรือ ประกาศให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือ เรื่องอะไร ถามว่า เขาจะให้ใครประกาศ ผมเคยเห็นสำนวนแบบนี้ สำหรับประกาศของคณะปฏิวัติเท่านั้นเอง ฉะนั้น แถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์ จึงไม่ชอบด้วยทางกฎหมายใดๆ ผมบอกได้ว่า นักกฎหมายในธรรมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจประกาศนิติราษฎร์ เพราะมันก็เหมือนกับว่า ตัวเองก็สนับสนุนเผด็จการนั่นแหละ คือ อยากให้มีประกาศต่างๆขึ้นมา แม้แต่ในข้อสุดท้ายที่เขาบอกว่า คณะนิติราษฎร์เสนอไปเพื่อให้จัดทำในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็ถือว่า ข้อเสนอไม่มีฐานทางกฎหมายเลย เสียดายที่คนลงชื่อเป็นนักกฎหมายมหาชนทั้งนั้น จบบ้าง ไม่จบบ้างก็แล้วแต่

ขณะเดียวกัน ผมเห็นว่า อ.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้เหตุผลทางกฎหมายมากกว่า โดยมองว่า จะถอยหลังลบล้างความผิดไปถึงไหน และหลักการก็ควรดูว่า ทำไมถึงมีการปฏิวัติ สำหรับผม การปฏิวัติเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าเราถอยหลังดูการปฏิวัติ มันมีการดำเนินการกับคนที่ทุจริตหรือไม่ และถ้าไม่มีการทุจริตตั้งแต่แรก เงื่อนไขการปฏิวัติก็คงไม่เกิด เพราะมันมีการแทรกแซงองค์กรอิสระตลอดเวลา ซึ่งการปฏิวัติก็เป็นการนำตัวคนผิดมาลงโทษ ผมก็ไม่เห็นว่า ทำไมคณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ถอยหลังไปแค่ 19 กันยา 2549

ส่วนที่คณะนิติราษฎร์ ยกเรื่องรัฐบาลวิชี่ของฝรั่งเศส หรือ ฮิตเลอร์ ผมว่า มันคนละปัญหากัน และถ้าว่าจริงๆ แล้ว รัฐบาลวิชี่ หรือ ฮิตเลอร์ก็ได้มาโดยระบบรัฐสภา ผมจึงอยากถามว่า ถ้าคุณเคารพระบบรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ คุณต้องยอมรับรัฐบาลฮิตเลอร์ และรัฐบาลวิชี่ เพราะเขาได้มาจากระบบรัฐสภา และก็ถูกต้องตามกฎหมายทั้งคู่ แต่ความที่เขาเป็นเผด็จการจึงทำให้ต่างชาติเข้ามาย่ำยีประเทศเขา ฉะนั้นการที่ต่างชาติเข้ามามันก็เหมือนการปฏิวัติอย่างหนึ่งนั่นแหละ ดังนั้น ที่อ้างเรื่องวิชี่หรือฮิตเลอร์ก็ไม่น่าจะตรง และผมก็ประหลาดใจว่า นักเรียนไทยของคณะนิติราษฎร์ไปเรียนต่างประเทศมาแค่ 1-2 ปี แต่กลับไปรู้มาก ยกตัวอย่าง ฮิตเลอร์กับวิชี่ซึ่งเป็นยุคสมัยสงครามโลก ทั้งที่ของไทยเองก็เทียบได้ยุคจอมพล ป. ที่เราเองก็เข้ากับญี่ปุ่น พอเวลาเราแพ้ เราก็ประกาศสงครามให้เป็นโมฆะ อย่างว่า เขาคงยังไม่เกิดหรือเรียนตรงนี้จึงไปยกย่องฝรั่งมากเกินไป

ส่วนอีกประเด็นที่คณะนิติราษฎร์ มองเหมือนกับว่า เป็นผลพวงของต้นไม้ที่มีพิษ ผลไม้ที่เกิดมาจึงมีพิษตาม แต่เราก็ไม่เคยตั้งคำถามว่า แล้วต้นไม้พิษมันเกิดมาจากไหน ในเมื่อแต่เดิมมันไม่ได้มีอะไร แล้วอยู่ต้นไม้พิษก็เกิดขึ้น ซึ่งในทางกลับกัน สังคมที่เรากำลังดีๆ อยู่ก็ไม่รู้ว่า กลุ่มนิติราษฎร์ จะกลายเป็นต้นไม้พิษเองหรือไม่ ที่จะปล่อยผลพวงที่เป็นพิษต่อๆ มา ฉะนั้นต่อให้คุณร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาจากนี้ก็ถือว่าเป็นผลพวงจากต้นไม้พิษเหมือนกัน

รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เกิดจากต้นไม้มี พิษ ผมถือว่า มันมีฉบับเดียวในประเทศไทยคือ ปี 2517 สมัยนั้นเกิด 14 ตุลา 2516 พอเกิดตอนนั้น ไม่มีรัฐบาล รัฐสภา เสร็จแล้วก็เกิดสภาสนามม้า มีการเลือกตั้งเข้ามาโดยประชาชนล้วนๆ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 ถ้าจะถอยหลังไปจริงๆ ฝ่ายนิติราษฎร์ศึกษากฎหมายไทยซักหน่อย ก็จะรู้ว่า ปี 2517 ก็มีรัฐธรรมนูญที่ดี ถ้าคิดว่าจะเป็นอย่างนั้นก็น่าเอาฉบับนั้นมาใช้ ผมจึงบอกว่า ความคิดของนิติราษฎร์น่าจะเป็นความคิดของคนหนึ่งเท่านั้นเองซึ่งอาจรู้มาก แต่ไม่มีประสบการณ์ในการเมืองบ้านตัวเองมากนัก ดังนั้น ถ้าเขาจะเคลื่อนไหวต่อโดยไม่ใช้ในนามของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็จะเป็นเรื่องดี ไม่งั้นคนอื่นก็เดือดร้อนเหมือนกัน ผมก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า ถ้าเขาไม่มีธรรมศาสตร์สนับสนุน เขาจะอยู่ได้หรือไม่

@หลักการลบล้างความผิดของการรัฐประหาร 19 กันยา ควรจะมีหรือไม่ โดยอ้างว่า ทุกอย่างจะได้กลับไปนับหนึ่ง ไม่มีความขัดแย้ง
มันเป็นไปไม่ได้หรอกโดยเฉพาะการสร้าง ความปรองดอง ของที่มันแตกร้าว เราก็ต้องทำหน้าที่ประสานต่อไป ไม่ใช่กลับไปย้อนอีกที เพราะมันย้อนไปไม่ได้ เราควรจะมองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรต่อเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้น เพราะถ้าถอยไปก่อนปฏิวัติจะเห็นว่า มีความขัดแย้งมาก่อน ฉะนั้นการถอยหลังไป มันไม่ช่วยให้แก้ปัญหาความขัดแย้งได้ มันต้องประสานรอยร้าวไปข้างหน้า ฉะนั้น ข้อเสนอนี้ไม่มีประโยชน์ มันเหมือนกับการใช้กฎหมายย้อนหลัง

@ย้อนหลังในความหมายอาจารย์คืออะไร แค่ไหน
ผมก็ไม่เข้าใจว่า เขาเสนอย้อนหลังเพื่ออะไร อาจจะเป็นเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ ซึ่งคนไทยไหนก็ตามก็ไม่เห็นด้วย รวมทั้งผม แต่การย้อนหลังเพื่อรื้อถอนสิ่งเหล่านี้มันทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เพราะการปฏิวัติก็เกิดจากความขัดแย้ง ถ้าถอยไปจริงความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นอีก สู้เรามองไปข้างหน้าว่า อย่าให้มีการปฏิวัติเกิดขึ้น

@แล้วถ้าต้องย้อนจริง ควรย้อนถึงเมื่อไร 2475 หรือไม่
การที่บอกว่าจะย้อนแค่รัฐประหาร 2549 ก็ไม่รู้เอาหลักอะไร เลือกย้อนอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าจะย้อนก็ต้องย้อนให้สุด อันนี้วิจารณญาณจึงไม่แจ่มชัด เอาล่ะแล้วถ้าย้อนไปถึง 2549 แล้วการที่จะเลือกเอาไอ้นี่ไม่เอาไอ้นั่น แล้วใครจะเป็นคนตัดสินว่า เฉพาะคดีนี้เอาด้วย คดีนั้นไม่เอา แล้วปัญหาที่ผมอยากถาม นิติราษฎร์ ตรงๆ ว่า คุณคิดถึง วิธีการที่จะเอาคนทุจริตเข้ามาลงโทษยังไงบ้าง เพราะปัญหาสำคัญที่เกิดการปฏิวัติ ก็คือ การทุจริตคอรัปชั่นที่องค์กรอิสระทั้งหลายซึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการกับคนเหล่านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกานักการเมือง ศาลปกครอง ก็ล้วนตั้งจากรัฐธรรมนูญ 2540 และเกิดในยุคคุณทักษิณด้วย ปัญหาคือ ศาลเหล่านี้ใช้ไม่ได้เพราะถูกแทรกแซง ดังนั้น คุณต้องตอบคำถามให้ได้ว่า คุณจะทำอย่างไรถึงจะทำให้องค์กรเหล่านี้ไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาลขณะนั้น แล้วขอถามย้อน ถ้าไม่มีการรัฐประหารตอนนั้น แล้วเราจะเอาคนเหล่านี้เข้ามาลงโทษหรือเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่าง ไร

ถ้าสังเกตดูว่า การรัฐประหารอันที่แล้วคือ เอาคนที่สงสัยว่า คอรัปชั่นตามข้อกล่าวหาทั้งหลายมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แล้วก็อยู่ภายใต้ระบบของผู้พิพากษาอาชีพด้วย นิติราษฎร์ไม่เคยตอบคำถามว่า จะเอาคนที่คอรัปชั่นมาลงโทษได้อย่างไร ขณะที่สำนวนการสอบสวนก็ทำตรงไปตรงมา แล้ววันนี้ก็จะไปรื้อฟื้นอีก ผมก็หาไม่ได้ว่า ต้นไม้ที่มีพิษ มันผิดจากตรงไหนแล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้น วันนี้ เราต้องช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรเมื่อผลพวงมันออกมาถึงจะทำให้ผลไม้ที่เป็นพิษ กลายเป็นต้นไม้ที่ดีขึ้นมาได้ ไม่ใช่ไปถอยหลังอย่างนี้ เพราะไม่งั้นก็จะถอยหลังไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เหมือนกับว่า คุณพยายามลบประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อลบแล้ว ปัจจุบันก็ไม่มี อนาคตก็ไม่เหลือ

ว่าไปแล้ว รัฐบาลชุดนี้ก็มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ถ้าเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เลว รัฐบาลนี้ก็ต้องยกเลิกไปด้วย สิ่งที่ผมอยากเสนอกลุ่มนิติราษฎร์ ก็คือ คุณอย่าปรับกฎหมายให้เข้ากับคน มันควรจะเอาคนปรับเข้ากับกฎหมาย คือ กฎหมายมีแล้ว คุณก็ใช้กฎหมายที่มีปัจจุบันทำไปและทุกคนก็เป็นไปตามระบบทุกอย่าง รัฐธรรมนูญ 2540 หรือ รัฐธรรมนูญ2550 จะดีไม่ดีอย่างไร ก็ได้คนเหล่านี้มา ก็ไม่เห็นต่างกันเท่าไร แล้วถ้าเราย้อนหลังก็ได้รัฐบาลเหล่านี้แหละ ฉะนั้น ถ้าคุณมองสังคมไทยเป็น คุณก็จะรู้ว่า ตัวกฎหมายที่มันวุ่นวายอย่างนี้ เพราะเวลาคนทำอย่างหนึ่ง คุณก็แก้กฎหมายตามคน พรรคไทยรักไทยตั้งแต่แรกๆ ก็ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถึงขั้นถูกยุบพรรคเป็น 1-2 ครั้ง แทนที่จะเลิกซื้อสิทธิ์ขายเสียง กลับแก้กฎหมายให้ไม่มีการยุบพรรคมันก็เท่ากับเป็นการแก้กฎหมายให้เข้ากับ พฤติกรรมคน ไม่ใช่ปรับพฤติกรรมคนให้เข้ากับกฎหมายเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันได้ ฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์วรเจตน์เป็นการเขียนกฎหมายขึ้นมาเพื่อปรับให้เข้า กับสถานการณ์ ไม่ใช่นำคนให้เข้ากับกฎหมาย

@นิติราษฎร์พยายามชี้แจงว่า คุณทักษิณต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบแบบกระบวนการปกติ
ก็นี่ไง พอหลังรัฐประหาร เขาก็ใช้รูปแบบเดียวกับที่มีอยู่เดิมแบบปกติทำได้ แต่มันก็ต้องถามกลับว่า กระบวนการปกติก่อนที่จะมีการรัฐประหารก็ทำไม่ได้ ตำรวจไม่จับ อย่างว่าแต่คุณทักษิณเลย กำนันเป๊าะ ตำรวจก็ยังไม่จับเลย การเรียกตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็ไม่มีใครทำ แสดงว่า กระบวนการปกติมันใช้ไม่ได้คุณพูดได้โดยหลักการว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการปกติ แต่ว่าก่อนปฏิวัติ เขาก็มีกระบวนการปกติของเขา แต่เอาตัวเข้าสู่กระบวนการนั้นไม่ได้ เพราะถูกแทรกแซง อย่างคุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรองก็ยังไม่ถูกจับเลยตามกระบวนการปกติ คนที่เผาเมือง นำม็อบบอกให้ทำโน้นทำนี่ ยังไม่ถูกจับเลย นี่คือ กระบวนการปกติ ถามว่า แล้วจะรอให้ขาดอายุความไหม

@ถ้ามองแบบเข้าใจนิติราษฎร์ ว่า เขาต้องการสร้างจิตสำนึกไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะถ้ารัฐประหารต่อไปก็ควรโดนลงโทษ ไม่สามารถนิรโทษกรรมได้
มองอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็ขอเอาคำอาจารย์วรเจตน์มาพูดว่า ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการและกฎหมายก็มีไว้แล้วว่า ผู้ใดกบฎล้มล้างก็ทำได้ แต่ถามว่า คุณทำได้ไหม ฉะนั้นคำตอบก็มีอยู่แล้วว่า ทำไม่ได้อยู่ดี ดังนั้น สิ่งที่เขาพูดหรือเสนอมามันก็กลับเข้าสู่ตัวเองหมดว่าทำไม่ได้ เพราะกระบวนการมันไม่ได้เข้มแข็ง มันต้องค่อยๆไปของมันแบบนี้

@การร่างรัฐธรรมนูญในปีหน้า จะเป็นอย่างไร เพราะมีแนวโน้มว่า น่าจะใส่เรื่องการยกเลิกลบล้างความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับ 19 ก.ย. คดีความพ.ต.ท.ทักษิณ เงินที่ศาลฎีกายึดในคดีทักษิณร่ำรวยผิดปกติ 4.6 หมื่นล้านบาท คดีความคตส.
ผม ว่าจะเกิดกลียุค เพราะเราไม่ได้แก้ปัญหาก่อนนั้น ก็เพราะการโกงของเขาถึงได้เกิดอันนี้ขึ้นมา ถ้ามีการล้างอันนี้ด้วยการถอยหลังมันก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาอีกรอบ การถอยหลังมันคือ ความขัดแย้งทั้งสิ้น ตอนนี้มันสงบแล้ว ถ้าเดินหน้าต่อก็เดินบนทางสงบไปตามระบบ แต่ถ้าถอยก็เท่ากับว่า กลุ่มนี้ประสงค์จะเกิดความขัดแย้งใช่ไหม โดยย้อนกลับไปสู่ยุคที่มีความขัดแย้ง และตอนนี้ฝ่ายที่เขาต่อสู้ก็ตีตื้น ได้คืนหมดแล้ว ได้เป็นรัฐบาลกลับมาแล้ว ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากจะช่วยเหลือคนๆ เดียว ที่ยังไม่ได้ คำตอบก็คือ เพื่อช่วยคุณทักษิณ เพราะคนอื่นเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเท่าไร แกนนำเสื้อแดงเขาก็ยอมรับ ไม่ได้ถูกจับ ศาลก็ให้ประกัน ให้สิทธิเต็มที่ ฉะนั้นการต่อสู้ทั้งหมดก็คือ เพื่อแก้ไขให้คนๆเดียว คือ คุณทักษิณ อย่างเรื่องพาสปอร์ตที่รมว.ต่างประเทศคิดจะคืนให้คุณทักษิณ ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรมาพูดเพราะถ้าคนไหนถูกศาลสั่งจำคุก เขาก็ยังให้พาสปอร์ตไม่ได้ แล้วจะไปคิดคืนได้อย่างไร มันข้ามช็อตเกิน

เรื่องอภัยโทษก็เหมือนกัน กฎหมายเขียนไว้ชัดว่าผู้ที่เข้าเงื่อนไขคือ ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด หรือ ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องคือ พ่อ แม่ ลูก เมีย ที่ขอได้ แต่เขาไม่ขอ ก็ไม่เข้าเงื่อนไข แต่เขาต้องการให้เอากฎหมายปรับให้เข้ากับเขา นี่คือ เขียนกฎหมายเพื่อให้เข้ากับคนๆเดียว ทำไมคนอื่นเขาขอกันหมด เลยตัวคุณคนเดียวที่ไม่ขอ ผมก็แปลกใจทำไมคุณไม่ขอ เขาคงคิดว่า ถ้าเขาขอแล้วจะเสียเหลี่ยมทั้งๆที่ศาลตัดสินแล้ว

@หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า รัฐบาลพยายามช่วยเหลือคุณทักษิณแก้ผิดเป็นถูกเป็นเช่นนั้นไหม
มันก็เป็นอย่างนั้น….ความจริงคุณ ทักษิณมีเงินเป็นหมื่นล้าน ถ้าเขาคิดอยากทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ก็ทำได้มากมาย แต่ก็กลับทำประโยชน์ให้กับตัวเองและผมก็เชื่อเลย เวลาไปเจรจาเรื่องน้ำมันในนามรัฐบาลหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่า แกต้องมีบริษัทหรือหุ้นน้ำมัน เหมือนที่เราเห็นในพม่าแล้ว แล้วเรื่องแค่นี้เอง ขออภัยโทษทำไมเขาถึงยื่นไม่ได้ให้คนอื่นยื่นแทน ทีนี้ถ้าเราไปแก้กฎหมายเพื่อคนๆ เดียว นิติราษฎร์ก็เข้าทางจะมาแก้ตัวอย่างไร เพราะทุกคนก็ได้ประโยชน์หมดแล้ว

@ถ้ามองเจตนาของนิติราษฎร์ก็เข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างนั้นหรือ แต่ถ้ามองแง่ดี อาจไม่ได้ตั้งใจ
แต่จังหวะคุณเป็นแบบนี้แล้วมีคนเตือนแล้ว และยังขืนทำต่อ ผมก็ถือว่า นี่ตั้งใจแล้ว ผมอยากบอกหลักอันหนึ่งที่เราเข้าใจผิดกัน ผม ถามคุณนะว่า คนที่ทำชั่วโดยรู้ว่าชั่ว กับ คนที่ทำชั่วโดยไม่รู้ว่า สิ่งนั้นชั่ว คนไหนควรจะถูกลงโทษหนักกว่ากัน เรามักจะตอบกันว่า คนแรก แต่ที่จริงต้องเป็นคนที่สอง เพราะคนที่สองมันทำความเสียหายกับบ้านเมืองมากกว่า คนแรกมันยังรู้ดีรู้ชั่ว แต่คนเรามันยังไม่รู้เลย มันก็ทำไปเรื่อย ฉะนั้นไอ้นี่มันต้องร้ายแรงมากกว่า

@การเมืองปีหน้า คิดว่าจะวุ่นวายหรือไม่
คงไม่ แต่มันจะอึมครืม เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมันสอนอะไรเราพอควร อย่างตอนนี้หลายคนรอดูว่า แล้วไงต่อ แล้วผมเชื่อว่า ในฝ่ายแดงก็มีหลายส่วน ถ้าตอบแทนบุญคุณกันไม่ครบมันก็จะเกิดเรื่องได้ และการที่เขาเคยเสี้ยมสอนอะไรเอาไว้ในช่วงที่ผ่านมา มันก็จะกลับมาทิ่มแทงตัวเอง ผมมองว่า เขาอาจจะทะเลาะกันเอง

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 7:53 pm

โปรดเกล้าฯ584นายทหาร…วิเคราะห์ใครเป็นใครในตำแหน่งสำคัญ

30 ต.ค.2554 มีพระบรมราชการโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จำนวน 584 นาย โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ใครเป็นใครในตำแหน่งสำคัญ นับว่าเป็นเรื่องน่าติดตาม…

บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ประจำปีนี้เกิดความล่าช้าเพราะตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมไม่ลงตัว โดย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ต้องการเสนอชื่อของ พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ (ตท.11) รองปลัดกระทรวงกลาโหม ขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง เพราะต้องการคนที่ไว้ใจขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ โดยที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ได้ขอความเห็นชอบจาก ผบ.เหล่าทัพ ซึ่ง ผบ.เหล่าทัพ ก็ไม่ได้ขัดข้อง

กระทั่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ได้นำบัญชีรายชื่อเสนอไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล่้า แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ดูบัญชีรายชื่อ จึงตีกลับให้กองทัพทบทวน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมมา เป็น พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ (ตท.11) ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.พรรคเพื่ีอไทย เนื่องจากภรรยาของ พล.อ.เสถียร เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคใน จ.อุบลราชธานี

ภรรยาของ พล.อ.เสถียร คือ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคำขวาง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นผู้สนับสนุนอันแข็งแกร่งในพื้นที่เลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี ซึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยชนะมากถึง 7 เขต

“พฤณฑ์”ติดพลเอก-ส่งน้องชาย ทส.นายกฯ

นอกจากนั้น มีการขยับให้ พล.อ.ชาตรี ทัตติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม พล.อ.อ.ไมตรี โอสถหงษ์ รองเสนาธิการทหาร และ พล.ร.อ.รุ่งรัตน์ บุณยรัตพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะที่ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย ขยับเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม พล.ท.พฤณท์ สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (อัตราพลเอก)

พล.ท.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระรวงกลาโหม เป็นเจ้ากรมเสมียตรา โดยมี พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ผู้บัญชาการสถาบัญวิชาการป้องกันประเทศ เป็นจเรทหารทั่วไป พ.อ.สุรศักย์ วัยคุณา เป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี และ พ.อ.พันลึก สุวรรณทัต เป็นนายทหารคนสนิทนายกรัฐมนตรี

“ธนะศักดิ์” ผงาดนั่ง ผบ.สส.

ส่วนบัญชีรายชื่อในส่วนของกองทัพไทย เป็นไปตามคาดหมายที่ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เสนอให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เสนาธิการทหาร ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. โดยมี พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ เจ้ากรมเสมียนตรา พล.อ.อ.หม่อมหลวงสุปรีชา กมลาศน์ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผุ้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ และ พล.อ.อ.บุญยฤทธิ์ เกิดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ​ เป็นรอง ผบ.สส.

และขยับให้ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองเสนาธิการทหารบก เป็นเสนาธิการทหาร พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุท ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพไทย พล.ร.ท.ไพบูลย์ ช้อยเพ็ง เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหาร และ พล.อ.ท.ระพีพัฒน์ หลาลเลิศบุญ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน เป็นรองเสนาธิการทหาร ส่วน พล.ท.สมหมาย เกาฎีระ ปลัดบัญชีทหาร เป็นหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ท.สุพรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เจ้ากรมข่าวทหาร เป็นเจ้ากรมยุทธการทหาร พล.ท.อรรถนพ ศิริศักดิ์ ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นเจ้ากรมข่าวทหาร พล.ท.วิทยวัส บุญยสัมพันธุ์ จเรทหาร เป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล

นอกจากนั้น ยังมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งเจ้ากรมกิจการชายแดน โดยให้ พล.ท.วรวิทย์ ดรุณชู ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพไทย เป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เพื่อเข้ามาสานงานต่อในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) เพื่อหวังที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) มาเป็น พล.ท.เชาวฤทธิ์ ประภาจิตร์ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล ซึ่งการมาดำรงตำแหน่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ถูกย้ายฟ้าผ่าเมื่อครั้งที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงล้อบรถที่กระทรวงมหาดไทย ทั้งๆ ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น และขยับให้ พล.ต.หฤษฎ์ พุ่มหิรัญ รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร น้องชายของ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร

“ดาว์พงษ์”ขึ้น รองผบ.ทบ.

ขณะที่กองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ดันเพื่อน “ตท.12″ ขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญหลายคน โดยเฉพาะการดัน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ จากเสนาธิการทหารบก ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก และขยับ พล.อ.ยุทธศิลป์ โดยชื่นงาม “ตท.11″ จากผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ขึ้นเป็นประธานคณะที่ปรึกษา ทบ. และเปิดทาง พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน “ตท.11″ เพื่อนร่วมรุ่นจากที่ปรึกษากองทัพบก ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ตามข้อตกลงที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยสัญญาว่าจะให้ตำแหน่งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนั้น ยังมีแรงหนุนจากรัฐบาลเพื่อไทยสนับสนุน เนื่องจากเป็น “น้องเขย” ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยด้วย

พล.ท.โปฎก บุนนาค ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. และขยับให้ พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล “ตท.13″ รองเสนาธิการทหารบก ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก เพื่อดูสายงานด้านยุทธการ พร้อมทั้งยังมีแรงหนุนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ผลักดันเพื่อให้ขึ้นมารับตำแหน่งนี้ พล.ต.ชลิต เมฆมุกดา เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ต.กฤษณ์ กิจสุวรรณ เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 พ.อ.จารุเกียรติ ชัยวงศ์ เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 ซึ่งถือเป็นกองพลใหม่ที่ตั้งขึ้นมาดูแลพื้นที่ จ.ขอนแก่น

ผบ.หน่วยสลายม็อบได้ดี-ขยับ 3 ผบ.กองพลทหารราบ

ส่วนตำแหน่งที่ฮือฮาของ ทบ. คือ พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ที่มีส่วนสำคัญในการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ พ.อ.การุณ รัตนสุวรรณ น้องชาย พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้ขึ้นเป็น ผบ.กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ส่วน พล.ต.พะโจมม์ ตามประทีบ เสธ.นสศ. น้องชาย พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีบ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ขยับเป็น ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1

สำหรับ 3 กองพลทหารราบที่มีบทบาทสำคัญในการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 และมีบทบาทในการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเดือน เม.ย.2552 และ เม.ย.-พ.ค.2553 ได้มีการเปลี่ยน ผบ.พล ทั้งหมด โดยโยก พล.ต.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) กลับเข้าเมืองนั่งเป็น ผบ.พล.1 รอ. เป็นสายตรง พล.อ.ดาว์พงษ์ ขณะที่ พ.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. ขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. ส่วน พล.ต.ภาณุวัชร นาควงษม์ ผบ.มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ขยับเป็น ผบ.กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ซึ่งทั้งสองคนถือเป็นทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์”

ตท.13 คุม 5 ฉลาม ทร.-พี่ชายพจมานขึ้นพลเรือเอก

ในส่วนของกองทัพเรือ (ทร.) ถือเป็นประวัติศาสตร์ของ ทร.ที่ตำแหน่ง 5 ฉลามเกษียณอายุราชการพร้อมกันหมด ทำให้มีการขยับตำแหน่งระดับหัวครั้งใหญ่ และนายทหารจาก ตท.13 ขึ้นเป็น 5 ฉลาม ทร.เกือบทั้งหมด โดย พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. “ตท.13” ที่ได้รับแรงสนับสนุนจาก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ขึ้นเป็น ผบ.ทร. เพื่อสานต่อโครงการเรือดำน้ำที่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งถือเป็นแคนดิเดทที่มีข่าวได้ตำแหน่ง ผบ.ทร.แบบนอนมากว่า 2 เดือนแล้ว

ขณะที่ พล.ร.อ.วีรพล กิจสมบัติ หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำ ผบ. “ตท.11” ขยับเป็น รองผบ.ทร. ส่วน พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ผู้ทรงวุฒิพิเศษ ทร. “ตท.12” ขึ้นเป็น ประธานคณะที่ปรึกษา ทร. ส่วนทาง พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง ผู้ทรงวุฒิพิเศษ ทร. “ตท.13” ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ทร. ส่วนหัวหน้าโครงการเรือดำน้ำมือสองเยอรมนี พล.ร.อ.ดำรงศักดิ์ ห้าวเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. “ตท.13” ขึ้นเป็น เสธ.ทร.

พล.ร.ท.ฆนัท ทองพูล ผบ.กองทัพเรือภาค 1 “ตท.12” ขึ้นเป็น ผบ.กองเรือยุทธการ พล.ร.ท.เกียรติศักดิ์ ดามาพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ (อัตราพลเอก) โดย พล.ร.ท.เกียรติศักดิ์ เป็นพี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร

กองทัพอากาศ (ทอ.) พล.อ.อ.ศรีเชาวน์ จันทร์เรือง (ตท.12) ผู้ช่วย ผบ.ทอ. เป็น รอง ผบ.ทอ. พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง (ตท.13) เสธ.ทอ. เป็นผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.ท.วินัย เปล่งวิทยา (ตท.12) ผบ.ควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (คปอ.) เป็นผู้ช่วย ผบ.ทอ. และ พล.อ.ท.เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ (ตท.13) รองเสธ.ทอ. เป็น เสธ.ทอ

ทหารหญิงติดนายพล 11 คน

สำหรับนายพลหญิงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มีทั้งหมด 11 คน คือ 1.พล.ต.หญิงดวงกมล สุคนธทรัพย์ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ 2.น.อ.หญิงฐิติวรรณ กาญจนโยธิน เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพไทย 3.พ.อ.หญิงอภินทร์พร พุธวัฒนะ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 4.พ.อ.หญิงวรรณรินทร์ เอี่ยมสอาด เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 5. พ.อ.หญิงภัสสรา ลาวัณย์ทักษิณ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 6.พ.อ.หญิงเกศินี ยุทธนาถจินดา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

7.น.อ.หญิงพัฒนทวิ ศรีสมวงศ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ทันตกรรมกรมแพทย์ทหารเรือ 8.น.อ.หญิงนภาวดี อิ่มพูลทรัพย์ เป็นผู้ชำนาญการกองทัพอากาศ 9.น.อ.หญิงประอรณี ถนัดพจนามาตย์ เป็นผู้ช่วยปลัดบัญชีทหารอากาศ 10.น.อ.หญิงเมตตา คันธา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ 11.น.อ.หญิงปทุมพร เหมโสรัจ เป็นผู้ชำนาญการกองทัพอากาศ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 7:36 pm

ฮือฮาชาวเน็ตอีก!กูเกิ้ลแปลภาษา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”Shinawatra looks great”

ฮือฮาอีกแล้วสำหรับบริการแปลภาษา Google Translate หลังจากเคยบริการแปลภาษาไทยคำว่า “พันตำรวจโท” เป็นคำภาษาอังกฤษว่า “Thaksin Shinawatra” กระทั่งกูเกิลได้ปรับปรุงผลการแปลคำดังกล่าวแล้วเป็น Police Lieutenant

ล่าสุด พบว่าบริการแปลภาษา Google Translate ยังแปลภาษาไทยคำว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในเชิงเรียกเสียงฮากับผู้ที่มาใช้บริการ

โดยเมื่อพิมพ์คำว่า “ยิ่งลักษณ์” กูเกิ้ลแปลภาษาจะขึ้นว่า The look and feel.

และเมื่อพิมพ์ว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ระบบแปลภาษาของกูเกิ้ลจะแปลออกมาเป็นคำว่า “Shinawatra looks great” ทำให้บรรดาชาวอินเทอเน็ตต่างประหลาดใจกับคำแปลดังกล่าว ซึ่งหมายความว่า “ชินวัตรดูเยี่ยมมากเลย”

 

 

GoogleTranslate นั้นเป็นเครื่องมือแปลภาษาที่กูเกิลเปิดให้ชาวเน็ตทั่วโลกใช้งานฟรี ความสามารถพิเศษคือการแปลภาษาได้ไม่จำกัดขนาด ทั้งข้อความที่เป็นประโยค เอกสารทั้งฉบับ รวมถึงเว็บเพจทั้งเว็บไซต์ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Google Translate สามารถแปลภาษาได้ดีกว่าโปรแกรมดิกชันนารีทั่วไป คือ การใช้ระบบแปลภาษาเชิงสถิติ หรือ “statistical machine translation” ซึ่งนำรูปแบบข้อความจำนวนมากที่ถูกใช้บนอินเทอร์เน็ต มาประมวลผลจนได้ข้อความที่มีความใกล้เคียงที่สุด

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 7:03 pm

“แพลงกิ้ง” ค้านตั้งนิคมอุตฯระยอง

 กลุ่มคนบ้านค่ายรักบ้านเกิด จ.ระยอง 300 คน ปิดถนนทำเก๋”แพลงกิ้ง”กันเกลื่อนถนน คัดค้านตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย

เมื่อ เวลา 13.00น.วันที่ 1 ต.ค. ที่บริเวณหน้าบริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง  กลุ่มคนบ้านค่ายรักบ้านเกิด กว่า 300 คน นำโดยนายเศรษฐา  ปิตุเตชะ ประธานสภาอบจ.ระยอง รวมตัวกันคัดค้านการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย(ไออาร์พีซี) ในพื้นที่ ต.หนองบัวและ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

จากนั้นแกนนำได้อ่านแถลงการณ์การคัดค้านตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย มีใจความว่า “พื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ตั้งอยู่เหนือแหล่งต้นน้ำแม่น้ำระยอง ที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาจำหน่ายให้กับคนระยอง ซึ่งอาจมีน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวทิ้งปะปนไหลลงแม่น้ำระยอง ดังนั้นพื้นที่ดังกล่าวไม่มีความเหมาะสมที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรม”  จากนั้นนายเศรษฐา ปิตุเตชะ พร้อมด้วยนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แกนนำ ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยกเลิกการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวกับนาย ประทีป วัฒนาศรีโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บ.ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองระยอง จำนวน 50 นาย มาคอยรักษาความสงบเรียบร้อย

นายเศรษฐา เปิดเผยว่า บริษัท ไออาร์พีซี  ได้อาศัยช่องว่างที่กฎหมายผังเมืองรวมจังหวัดระยองที่ยังไม่ประกาศใช้ ดำเนินการประกาศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ประเภทอนุรักษ์ชนบทและ เกษตรกรรม ท่ามกล่างเสียงร้องคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ จึงขอให้ทางไออาร์พีซี แสดงสปิริตยกเลิกการตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนบ้านค่ายรักบ้านเกิด ก็ได้ปิดถนนด้านหน้าบริษัทไออาร์พีซีฯ ฝั่งขาเข้าตัวเมืองระยอง ทำกิจกรรม”แพลงกิ้ง” แสดงสัญลักษณ์การคัดค้าน และเคลื่อนขบวน ไปตามถนนสุขุมวิท เข้าตัวเมืองระยอง เพื่อแจกเอกสารคัดค้านให้กับประชาชนในเขตเทศบาลนครระยองก่อนแยกย้ายเดิน ทางกลับ โดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 6:54 pm

ล่าไอ้โรคจิตลวงเด็กอนาจาร

 ล่าไอ้วิตถารลวงเด็กหญิง7ขวบทำอนาจารจับขวดโซดายัดอวัยวะเพศฉีกขาด พ่อพาแจ้งความตรวจร่างกายแพทย์ระบุอาการหนักเสียเลือดมาก

เมื่อ เวลา  15.30 น.วันที่ 1 ต.ค. ขณะ ร.ต.อ.สิงห์คาล นันทะชัย  ร้อยเวร สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ มีนายกวาง  (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี พา ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 7 ขวบ ลูกสาว มาแจ้งความ ว่าเมื่อช่วงเช้าเวลา 06.00 น.ขณะน้องบีช่วยเปิดร้านเสร็จ  เดินออกไปซื้อขนมที่ร้านอยู่ข้างๆกัน ระยะทางไม่เกิน 15 เมตร จากนั้นน้องบีได้หายไป สักพักเห็นน้องบี เดินร้องไห้กลับมากางเกงมีเลือดเต็มไปหมด สอบถามได้ความว่า  เดินไปซื้อขนมกินที่ร้านยายขณะกำลังเดินกลับบ้านมีลุงผู้ชายไม่รู้ว่าเป็น ใครขี่ รถจักรยานมาจอดแล้วบอกว่า จะเอาของมาทำที่ร้านพ่อให้หนูไปช่วยยกด้วยหนูบอกว่าไม่ไป ลุงเขาเลยอุ้มหนูซ้อนท้ายรถจักรยานขี่มาสุดซอย แล้วอุ้มหนูขึ้นไปบนตึกร้าง จับแก้ผ้าพร้อมเอามือปิดปากขู่ไม่ให้ร้องไม่อย่างนั้นจะฆ่าให้ตาย แล้วใช้ขวดโซดาสอดอวัยวะเพศจนเจ็บ และพยายามร้องแต่โดนมืออุดปากแทบหายใจไม่ออก หนูร้องไห้ตลอด จากนั้นนำตัวมาส่งร้านขนมข้างร้านพ่อ แล้วขู่ไม่ให้บอกใคร

หลังรับแจ้ง ร.ต.อ.สิงห์ขาล จึงนำตัว ด.ญ.บี ไปตรวจรักษาที่ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าเด็กมีอาการหนักเพราะถูกของแข็งขนาดใหญ่ทิ่มแทงเข้า ไปในอวัยวะเพศทำให้เกิดบาดแผลฉีกขาดเกือบถึงรูทวารหนักเลือดไหลไม่หยุดอาการ สาหัส จึงนำตัวส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ทางโรงพยาบาลจึงให้นอนรักษาตัวเนื่องจากเด็กเสียเลือดมาก

จากการสืบสวนมีพยานเห็นเหตุการณ์ให้การว่า  ขณะที่กำลังยืนซื้อของอยู่เห็นชายอายุประมาณ 40 ปี รูปร่างท้วม ผิวดำ ไว้ผมทรงสกรีนเฮด ไว้หนวด สูงประมาณ 160 ซม. สวมเสื้อคลุมสีดำข้างหลังเสื้อมี โลโก้รูปหัวใจคล้ายเสื้อคลุมของ รพ.แห่งหนึ่ง นุ่งกางเกงยีนฟอก สวมร้องเท้าแตะ   ขี่รถจักรยาน สีดำสภาพเก่าเข้าไปในซอย ส่วนคนซ้อนเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักแต่ที่กางเกงมีเลือดเปราะเปื้อนเต็ม ไปหมด พยานนึกว่าพ่อพาลูกไปหาหมอที่อนามัยไม่รู้ว่าเป็นคนร้ายพาเด็กไปอนาจาร

ร.ต.อ.สิงห์ขาล ร้อยเวร เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในพื้นที่หรือ มาพำนักอยู่ในพื้นที่เพราะขณะก่อเหตุได้ขี่รถ จักรยานตระเวนหาเหยื่อ  และทราบจากเด็กว่าคนร้ายไม่ได้ลงมือข่มขืนเด็กแต่ใช้ขวดทิ่มแทงเข้าไปใน อวัยวะเพศซึ่งพฤติกรรมวิกลจริตและสิ่งที่กระทำต่อเด็กมีโอกาสถึงเสียชีวิต ได้  หากผู้ใดพบเห็นบุคคลลักษณะที่กล่าวมา ขอให้แจ้งไปที่เบอร์ 02-462 7888 และเบอร์ 086-200 6292  ได้โดยตรง เพราะเกรงว่าคนร้ายคนน่าจะเป็นพวกซาดิสต์วิตถาร ถ้าปล่อยไว้อาจจะต้องไปทำกับเด็กคนอื่นอีก

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 6:52 pm

เพื่อไทยขวาง “มาร์ค” ออกจ้ออากาศ

 ย้อนเกล็ดปชป.“จิรายุ”ขวาง“มาร์ค”จ้อออกอากาศ ชี้ผู้นำพรรคฝ่ายค้านไม่ควรได้เวลาของรัฐบาล

วันนี้ (1ต.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพ ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า สืบเนื่องจากกรณีที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรเวลาออก อากาศให้ผู้นำฝ่ายค้านได้สื่อสารกับประชาชนนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายค้านจะไปใช้เวทีรัฐบาล เพราะสมัยที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน เคยขอพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลขณะนั้นมาตลอด 2 ปีแต่ไม่เคยได้รับโอกาสพร้อมกับคำตอบที่ว่าไม่เคยมีผู้นำฝ่ายค้านคนใดจัด รายการออกอากาศ ดังนั้นเพื่อความยุติธรรมตนคิดว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านไม่ควรได้ใช้เวลาของรัฐบาลเช่นกัน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 1st, 2011 at 10:26 am

ยังฮิตซื้อเลขเด็ดนายกฯ

ท้ายงวดราคาพุ่ง ไม่หวั่นน้ำท่วม  คลังรับหนังสือคัดค้านกาสิโสจากกลุ่มนักกฎหมาย-เพื่อนนักศึกษา

เมื่อ วันที่ 30 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซื้อขายสลากประจำงวดวันที่ 1 ต.ค.ว่า แม้ช่วงต้นงวดเป็นไปอย่างเงียบเหงา แต่ช่วงท้ายงวดกลับมาคึกคักได้ แม้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะประสบปัญหาอุทกภัยก็ตาม  ทั้งนี้เนื่องจากช่วงต้นงวดราคาขายส่งสลากฯ สูงมากใบละ 89 บาท ก่อนที่ราคาร่วงลงมาต่อเนื่องและต่ำสุดใบละ 85 บาท เพราะกังวลปัญหาน้ำท่วม และขณะนี้แทบไม่มีสลากฯเหลืออยู่จนราคาปรับขึ้นสูงสุดที่ 94 บาท  สำหรับเลขดังที่บรรดาเซียนหวย นิยมซื้อมากในงวดนี้ ล้วนเป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี อาทิ 44 ปี อายุน.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่งผลให้ราคาขายปลีกพุ่งขึ้นไปถึงใบละ 150 บาททีเดียว รองลงมาคืออายุย่าง 45 ปี นายกหญิงคนที่ 16 ของโลก และพ.ศ.เกิด  510 10 รวมทั้ง 834 ทะเบียนรถประจำตำแหน่ง 924 วันมหิดล 84 อายุในหลวงฯ 79 อายุราชินีฯ 88 อายุหลวงพ่อคูณ 876 คลอดลูกบนรถแท็กซี่ และ 911 นายวันวันที่ยังคงตามกันอยู่
นายนรวัฒน์ โชติกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า  เป็นผู้แทนกระทรวงการคลังเข้ารับหนังสือข้อเรียกร้องคัดค้านแนวคิดการจัด ตั้งบ่อนกาสิโนหรือ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์  คอมเพล็กซ์ จากกลุ่มนักศึกษากฎหมายเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยรามคำแหงและเพื่อนนักศึกษา 6 สถาบันไว้แล้ว และจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้รมว.คลังพิจารณาต่อไป

Tags:
comments Comments (0)    -
September 30th, 2011 at 4:47 pm

ผอ.สพป.กพ.เขต1ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด

ทำบุญวันเกิด “สมวุฒิ ศรีอำไพ” ผอ.สพป.กพ.เขต 1

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ได้ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด   ถวายภัตตาหาร แด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป มีรองผู้อำนวยการ สพป.กพ.เขต ผู้บริหารโรงเรียน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมจำนวนมาก

Tags:
comments Comments (0)    -
September 29th, 2011 at 10:16 pm

“ชูวิทย์”น้อมรับศาลสั่งยึดทรัพย์

 “ชูวิทย์” น้อมรับ คำสั่งศาลยึดทรัพย์  ยอมรับที่ผ่านมาทำผิด ยันไม่กระทบสถานะ ส.ส.

เมื่อ วันที่ 29 ก.ย. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวยอมรับคำพิพากษาของศาลที่ตัดสิน แต่มูลค่าในการยึดทรัพย์นั้นแค่ 3.4 แสนบาท ไม่ใช่ 3.4 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนก็รู้ว่าที่ผ่านมาตนทำอะไร ตนก็ทำก็ยอมรับผิด แต่อย่างไรก็ตามคำพิพากษาไม่ส่งผลกระทบการทำหน้าที่ ส.ส. ของตน ไม่เกี่ยวกัน การยึดทรัพย์เป็นคดีแพ่ง แต่ตนก็อยากเรียกร้องให้ดำเนินการกับสถานบริการที่กำลังเปิดในลักษณะนี้ด้วย ก็ควรทำมาตรฐานเดียวกันกับคดีของตน และคดีใดที่ศาลชั้นต้นฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ยกแล้ว ก็ควรมีการฎีกาแบบคดีของตนบ้าง

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายึดทรัพย์ของนายชูวิทย์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ตกเป็นของแผ่นดิน อาจทำให้ความเป็นส.ส.สิ้นสุดลงหรือไม่ ว่า กรณีของนายชูวิทย์ กกต.คงต้องดูข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นเรื่องอะไร ซึ่งกรณีสมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลงจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106  แต่หากกรณีของนายชูวิทย์ศาลได้พิพากษามีโทษอาญาก็อาจมีปัญหาความเป็นสมาชิก ภาพ ส.ส.ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องดูก่อนว่าศาลพิพากษายึดทรัพย์เป็นคดีทางแพ่งตามพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ ถ้าเป็นมาตรการทางแพ่งก็อาจไม่เข้าเหตุให้ความเป็นส.ส.สิ้นสุดลง แต่หากเป็นกรณีร่ำรวยผิดปกติก็อาจเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102  ได้ ดังนั้นจึงต้องดูข้อเท็จจริงก่อนเพราะขณะนี้ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ถ้ามีข้อสงสัยก็สามารถส่งเรื่องมาให้กกต.ดูได้.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
September 29th, 2011 at 9:49 pm

เปิดแล้วงานสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง

นายชูชาติ  หาญสวัสดิ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานในพิธี  โดยมีนายวันชัย  สุทิน  ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร  เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน  “ประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง”  ประจำปี  ๒๕๕๔  เมื่อวันที่  ๒๗  กันยายน  ๒๕๕๔  เวลา  ๑๖.๔๕  น.  ณ บริเวณลานโพธิ์หน้าที่ว่าการอำเมืองกำแพงเพชร  เพื่อเผยแพร่ผลิตผลทางการเกษตรและของดีเมืองกำแพงเพชร  ตลอดจนอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี  และวัฒนธรรมอันดีงามและส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกำแพงเพชร ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

นายวีระ  เกตุแก้ว  และนายศักดิ์ชัด  เพชรแกมทอง  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1ได้เข้าร่วมพิธีเปิดงานในครั้งนี้ด้วย

ขบวนรถของแต่ละอำเภอที่ตกแต่งได้อย่างสวยงาม  พร้อมด้วยธิดากล้วยไข่

การแสดงของอำเภอต่าง ๆ ที่ได้ซักซ้อมกันมาอย่างดี  เพื่อมาแสดงโชว์ในงานนี้โดยเฉพาะ

ขอบคุณภาพข่าวจาก ปชส.สพป.กพ.เขต 1

Tags: , , ,
comments Comments (0)    -
September 29th, 2011 at 6:28 pm

ครูนิรันดร์ เออร์รี่ “คืนวันที่พากเพียร สู่วันเกษียณอันภาคภูมิ”

สพป.กพ.เขต 1 จัดงานแสดงมุทิตาจิต แก่ข้าราชการครูเกษียณอายุราชการ และลาออกก่อนกำหนด

  • เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 เวลา 09.30 น. นายวันชัย สุทิน ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้ไปเป็นประธานในงาน “คืนวันที่พากเพียร  สู่วันเกษียณอันภาคภูมิ” ณ ห้องลิไท โรงแรมเพชร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โดยมี นายสมวุฒิ ศรีอำไพ เป็นเจ้าภาพงาน

ภายในงานมีข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการ และลาออกจากราชการก่อนกำหนด จำนวน 72 คน

 

Tags:
comments Comments (0)    -
September 28th, 2011 at 11:47 pm

เปิดกรุสมบัติปู 1 “ปลอดประสพ”รวยสุด

 ปปช. ได้ฤกษ์เปิดกรุสมบัติ“  ครม. ปู 1 “ ตะลึงมีมูลค่ารวม 4.7 พันล้านบาท เผย “ปลอดประสพ” รวยสุดมีทรัพย์สินเกือบแตะ พันล้านบาท  “ยิ่งลักษณ์” ตามมาติดๆ 541 ล้านบาท ขณะที่ “กิตติศักดิ์ “ จนสุดมีทรัพย์สินติดตัวแค่ 3 ล้านเศษ

วันนี้ (28 ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช)  มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ครม.รัฐบาล  ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรีจำนวน 36 คน หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554

สำหรับบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สิน 536,758,045 บาท ประกอบด้วย เงินสด 13,961,180 บาท เงินฝากในบัญชีธนาคาร 13 บัญชี 381,156,160 บาท เงินลงทุน 81,376,146 บาท เงินให้กู้ยืม 110,301,369 บาท ที่ดิน 65,186,350 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 162,368,182 บาท ยานพาหนะ 18,690,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 1,028,655 บาท ทรัพย์สินอื่น 45,690,000บาท

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรส ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส โดยระบุว่ามีทรัพย์สิน 76,779,386 บาท มีหนี้สิน 369,658,334 บาท ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตร มีทรัพย์สิน 4,373,955 บาท รวม น.ส.ยิ่งลักษณ์มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 541,132,001 บาท

ส่วน ครม.คนอื่นที่น่าสนใจประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีทรัพย์สิน 75,074,228 บาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน178,209,858 บาท พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ มีทรัพย์สิน 27,491,960 บาท นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.พาณิชย์ มีทรัพย์สิน 59,905,465 บาท

นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มีทรัพย์สิน 441,647,903 บาท นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ มีทรัพย์สิน 99,481,874 บาท น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 17,465,981 บาท พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม มีทรัพย์สิน 380,446,881 บาท นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง มีทรัพย์สิน 113,328,544 บาท นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง มีทรัพย์สิน 4,449,394 บาท นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง มีทรัพย์สิน 166,042,486 บาท

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ มีทรัพย์สิน 45,682,742 บาท นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีทรัพย์สิน 18,701,114 บาท นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 5,135,860 บาท นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรฯ มีทรัพย์สิน 31,821,925 บาท พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต 46,924,310 บาท พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก มีทรัพย์สิน 174,311,731 บาท นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รมช.คมนาคม มีทรัพย์สิน 3,937,398 บาท

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีทรัพย์สิน 31 ล้านบาท น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีทรัพย์สิน 11,641,750 บาท

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน มีทรัพย์สิน 193,277,297 บาท นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ มีทรัพย์สิน 43,762,458 บาท นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ มีทรัพย์สิน 26,460,264 บาท นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย มีทรัพย์สิน 123,661,591 บาท นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย มีทรัพย์สิน 43,686,094 บาท

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม มีทรัพย์สิน 279,085,202 บาท นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน มีทรัพย์สิน 32,097,764 บาท นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม มีทรัพย์สิน 82,816,096 บาท

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทรัพย์สิน 963,499,502 บาท นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 24,082,821 บาท นางบุญรื่น ศรีธเรศ รมช.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 28,672,495 บาท นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รมช.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 216,915,759 บาท นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 11,308,381 บาท นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รมช.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 6,145,764 บาท นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม มีทรัพย์สิน 238,670,113 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สินรวมทั้งหมด 4,787,975,806 บาท โดยรัฐมนตรีที่รวยที่สุดคือ นายปลอดประสพ มีทรัพย์สิน 963,499,502 บาท อันดับ 2 คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สิน 541,132,001 บาท อันดับ 3 นายชุมพล มีทรัพย์สิน 441,647,903 บาท ส่วนรัฐมนตรีที่จนที่สุด คือ นายกิตติศักดิ์ มีทรัพย์สิน 3,937,398 บาท รองลงมาคือ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รมช.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 6,145,764 บาท

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
September 28th, 2011 at 5:29 pm

เขาแก้วรับการประเมินสถานศึกษาพอเพียง สพป.กพ.เขต1

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2554 นายสมเดช สุรเดช ผอ.ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว ได้เข้าให้กำลังใจคณะครู นักเรียน ที่นำผลงานเกี่ยวกับสถานศึกษาพอเพียง เข้ารับการประเมิน ณ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (ศูนย์ SEP) สพป.กพ.เขต 1 ในขณะที่คณะกรรมการเข้าประเมินได้รับความสนใจจากคณะครู นักเรียน โรงเรียนอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะมีผลงานที่เป็นชิ้นงาน เอกสารต่าง ๆ แล้ว ยังได้นำเพลงเศรษฐกิจพอเพียง และเพลงของขวัญจากก้อนดิน เป็นการร้องเพลงประสานเสียงด้วย.

  • นายศรายุทธ สีทอง ประธานสภานักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว นำเสนอผลงานในหัวข้อ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโรงเรียนของฉัน”

  • นักเรียนจาก ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว ทีมงานจากกลุ่มขับร้องเพลงประสานเสียง ร้องเพลง “ของขวัญจากก้อนดิน” และ “พอเพียงและเพียงพอ”

  • สมเดช สุรเดช เดินเยี่ยมเยียนบูธแสดงผลงานของโรงเรียนต่าง ๆ ล้วนแต่คุณภาพทั้งนั้น

  • นายศักดิ์ชัย เพชรแกมทอง รอง ผอ.สพป.กพ.เขต 1 ประธานคณะกรรมการประเมิน ขณะกำลังทำการประเมิน

  • หน้าตาคณะกรรมการประเมิน ที่กำลังเคร่งเครียดกับการประเมิน

  • บรยากาศของการแสดงนิทรรศการ


Tags:
comments Comments (0)    -
September 28th, 2011 at 9:15 am

ย้าย “ศศิธารา” นั่งเก้าอี้ ปลัด ศธ.

ย้าย “อภิชาติ” คุมอุดมศึกษา ส่ง ”ประเสริฐ” ไปเช็ดล้างทุจริตอาชีวะ ประธานบอร์ด กอศ.ให้เวลาพิสูจน์งาน
เมื่อวันที่ 27 ก.ย.54 นาย พงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งหมด 11 ราย ดังนี้

1. นายอภิชาติ จีรวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)

2. น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็นปลัด ศธ.

3. นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็น เลขาธิการ กอศ.

4. นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น เลขาธิการ กศน. 

5. นายอกนิษฐ์ คลังแสง ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองเลขาธิการ กอศ.

6. นายวิมล จำนงบุตร รอง กอศ. เป็น ผู้ตรวจราชการ ศธ.

7. นายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รอง กอศ.

8. นางสุทธศรี วงษ์สมาน รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็น ผู้ตรวจราชการ ศธ.

9. น.ส.จิรพรรณ ปุณเกษม ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองเลขาธิการสภาการศึกษา

10. นางวราภรณ์ สีหนาท ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองเลขาธิการ กกอ.

และ

11. นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)
การ แต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่มีผู้บริหารระดับ 11 และ 10 เกษียณอายุราชการ คือ นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ กกอ. นางแน่งน้อย พัวพัฒนกุล รองเลขาธิการ กกอ. นายพันธ์ศักดิ์ โรจนการ รองเลขาธิการ กอศ. และนายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ กพฐ. ซึ่งได้รับโอนเป็นข้าราชการพลเรือนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพื่อดำรงตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิชาการศึกษา

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ กล่าว ว่าการโยกย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งนายอภิชาติ ก็รู้สายงานของพื้นฐานอยู่มาก สามารถเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษากับพื้นฐานได้ดี และได้ให้นายสุเมธ เป็นที่ปรึกษาคอยช่วยดูแล และเหตุผลการย้าย น.ส.ศศิธารา มาเป็น ปลัด ศธ. แม้ว่าจะมีเรื่องร้องเรียนการทุจริตและถูกฟ้องศาลอาญา แต่ถือว่าคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด ส่วนเรื่องการทำงานก็คิดว่าเป็นการหมุนเวียนภายใน ศธ.ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก

“กรณี นี้ต้องให้กระบวนการของกฎหมายถึงที่สุดก่อน เราจะไปลงโทษใครก่อนไม่ได้ ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งผมก็ให้ย้ายออกไปจาก สอศ.แล้ว” นายวรวัจน์ กล่าว 

ด้านนายธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประธานบอร์ด กอศ.กล่าว ว่า ทราบว่านายประเสริฐ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่จะทำงานร่วมกับบอร์ดได้หรือไม่ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะต้องการคนที่รวดเร็วฉับไว มีคุณธรรม และเห็นแก่เยาวชนของชาติเป็นสำคัญ และคาดหวังว่า เลขาธิการ กอศ.คนใหม่ จะมาดูแลเยียวยาข้าราชการที่สูญเสียโอกาส จากการเข้าสู่ตำแหน่งเป็นจำนวนมากด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก –> สยามรัฐ


 

“ศศิธารา”บุญหล่นทับนั่งปลัดศธ.

ครม.อนุมัติ 11 รายชื่อแต่งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ศธ.  “วรวัจน์” ดึง “ศศิธารา” จากเลขาธิการ กอศ.ขึ้นนั่งปลัด ศธ.ระบุไม่หวั่นมีคดีอาญาติดตัว เพราะคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด โยก “อภิชาติ” จากปลัด ศธ.ไปนั่งเลขาธิการ กกอ.แทน “สุเมธ” ที่เกษียณ มองมีความสามารถเชื่อมต่อการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอุดมศึกษาได้  

นายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของ ศธ. ว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ศธ.ตามที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศธ. ได้เสนอจำนวน 11 ราย ดังนี้
1.นายอภิชาติ จีระวุฒิ จากปลัด ศธ. ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.)
2.น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ จากเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ไปดำรงตำแหน่งปลัด ศธ.
3.นายประเสริฐ บุญเรือง จากเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการสำนักงาน กศน.) ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กอศ.
4.นายพิษณุ ตุลสุข จากผู้ตรวจราชการ ศธ. ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงาน กศน.
5.นายอกนิษฐ์ คลังแสง จากผู้ตรวจราชการ ศธ. ไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กอศ.
6.นายวิมล จำนงบุตร จากรองเลขาธิการ กอศ. ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ.
7.นายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล จากผู้ตรวจราชการ ศธ. ไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กอศ. 8.นางสุทธศรี วงษ์สมาน จากรองเลขาธิการสภาการศึกษา (รองเลขาธิการ สกศ.) ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ.
9.น.ส.จิรพรรณ ปุณเกษม จากผู้ตรวจราชการ ศธ. ไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สกศ.
10.นางวราภรณ์ สีหนาท จากผู้ตรวจราชการ ศธ. ไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กกอ. และ 11.นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า จากผู้ตรวจราชการ ศธ. ไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ  กพฐ.) ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป

 ขณะที่นายวรวัจน์ชี้แจงว่า การโยกย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับเหตุผลที่โยกย้ายนายอภิชาติ ก็เพราะนายอภิชาติรู้สายงานของการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก ดังนั้น จะสามารถเชื่อมการทำงานระหว่างอุดมศึกษากับการศึกษาพื้นฐานได้ดี และให้นายสุเมธ ว่าที่อดีตเลขาธิการ กกอ.ที่จะเกษียณอายุราชการในอาทิตย์นี้ เป็นที่ปรึกษาคอยช่วยดูแลอยู่ด้วย ส่วนเหตุผลการโยกย้าย น.ส.ศศิธารามาเป็นปลัด ศธ.แทนนั้น แม้ว่าจะมีเรื่องร้องเรียนการทุจริตมากมายและยังถูกฟ้องศาลอาญานั้น ตนถือว่าคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สิ้นสุด ดังนั้น เรื่องของกฎหมายก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายให้ถึงที่ สิ้นสุดก่อนถึงจะตัดสินอีกครั้ง
 “หากโยกย้ายมาแล้วทำงานได้ ผมก็ให้ทำงานต่อ แต่หากย้ายมาแล้วทำงานต่อไม่ได้ ผมก็จะไม่ปล่อยไว้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองว่าจะต้องใช้เวลากี่เดือน แต่จะมองว่าคนคนนั้นทำงานได้หรือไม่” รมว.ศธ.กล่าว.

 

Tags:
comments Comments (0)    -
September 28th, 2011 at 3:31 am

บอร์ดอาชีวะเตือน ‘วรวัจน์’ ครั้งที่ 3 ถ้าละเลยอาจเจอมาตรา157

ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บอร์ด กอศ.โดยตนในฐานะประธานบอร์ดได้ทำหนังสือถึงนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เพื่อติดตามการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ กอศ. ที่ขัดขวางนโยบายและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเฉพาะทาง 4 แห่ง ซึ่งผิดขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่ผ่านความเห็นของบอร์ด กอศ.และไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินความพร้อมตามมาตรา 11 (2) พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 โดยหนังสือติดตามฉบับนี้เป็นฉบับที่ 3 แล้วที่ บอร์ด กอศ.ทำถึงนายวรวัจน์ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ส่งผล กระทบต่อการจัดการศึกษาให้แก่เยาวชนของชาติ

“ถึงแม้ว่านายวรวัจน์จะระบุขณะนี้กรณีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 4 แห่งได้ตกไปแล้วโดยจะทำเรื่องเสนอ ครม.เพื่อทบทวนก็ตาม แต่การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเลขาธิการ กอศ.เป็นคนละเรื่องกันเพราะความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว การสอบสวนวินัยก็ต้องเดินหน้าต่อไป ส่วนผลการสอบสวนจะออกมาอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากนายวรวัจน์ยังไม่ดำเนินการอีกบอร์ด กอศ.ก็อาจต้องพิจารณาเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของนายวรวัจน์ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วย” ศ.ดร.ธีรวุฒิกล่าวและว่า ทั้งนี้การที่ตนต้องทำหนังสือติดตามเรื่องดังกล่าวถึงนายวรวัจน์เป็นฉบับที่ 3 เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่บอร์ดมอบหมายเนื่องจากบอร์ดเห็นว่าเลขาธิการ กอศ.ควรปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นหากตนไม่ทำก็จะถูกผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด กอศ.ฟ้องได้ว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน เพราะทุกคนต้องทำตามหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 26 ก.ย.ได้มีจดหมายปิดแสตมป์จากผู้ที่อ้างว่าเป็นชาวอาชีวะที่ถูกน้ำท่วมปาก กำลังจะจมน้ำตาย ส่งถึงผู้สื่อข่าวกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบุว่าเป็นจดหมายร้องเรียนถึง รมว.ศึกษาธิการ เนื้อความจดหมายได้กล่าวถึงความผิดปกติในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ครุภัณฑ์ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาท ประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงินกว่า 675 ล้านบาท ซึ่งเลขาธิการ กอศ.มอบหมายให้ ผอ.วิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นผู้ประสานงานจัดหาครุภัณฑ์ รวมทั้งพิจารณารายชื่อคณะกรรมการจัดทำคุณลักษณะครุภัณฑ์และคณะกรรมการจัด ซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งระบุด้วยว่า เลขาธิการ กอศ.ได้ลงนามเห็นชอบและอนุมัติตามที่ ผอ.วิทยาลัยคนดังกล่าวเสนอในวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่โดยปกติการลงนามบันทึกถึงเลขาธิการ กอศ.ต้องเป็นหน้าที่ของ ผอ.สำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา แต่ต่อมาภายหลังได้มีการร้องเรียนขึ้นมาจึงมีการประกาศยกเลิกการจัดซื้อจัด จ้างดังกล่าว โดยระบุว่าต้องการนำเงินไปแก้ปัญหาน้ำท่วมรวมทั้งได้มีการตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย.

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
September 27th, 2011 at 7:18 am

นายกฯเข้าเฝ้า”ในหลวง”

“ในหลวง” เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายกฯเข้าเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์

เมื่อ เวลา 17.30น. วันนี้(26 ก.ย.)  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นการส่วนพระองค์

Tags: ,
comments Comments (0)    -
September 26th, 2011 at 8:42 pm

• สพฐ.ยันประเมินเพิ่มงด.1.5หมื่นผอ.ร.ร.หนุนปรับอัตโนมัติทันที

นาย ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเพิ่มเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ ทั้งข้าราชการลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว และทหารกองประจำการ ที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีให้มีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 15,000 บาท โดยในระยะสั้นจะจ่ายเป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยืนยันว่าการปรับเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะไม่ปรับให้ อัตโนมัติแต่จะต้องมีการประเมินสมรรถนะของแต่ละบุคคลก่อน โดยได้มอบหมายให้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.)สพฐ. ไปตั้งวงเสวนาร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและหาแนวทางการประเมินร่วมกัน โดยตั้งอยู่ในหลักการที่คำนึงถึงประโยชน์ของราชการและส่วนรวม ไม่ใช่ไปปรับอัตโนมัติ

“ต้องอธิบายให้เข้าใจว่านโยบายการปรับเงินเดือนของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ราชการได้มีเงินเดือนที่สูงขึ้นแต่ต้องมีคำตอบให้กับสังคมด้วยว่า สมรรถนะและการทำงานของเขาจะเพิ่มขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อราชการตามไปด้วย ส่วนที่ว่าจะโดนตั้งคำถามหรือต่อต้านจากข้าราชการครูหรือไม่ เพราะข้าราชการอื่นๆ ได้ขึ้นอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีการประเมินนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องดูหลายส่วนเพราะมีครูบางกลุ่มก็บอกว่าครูที่ทำงานมา นานก็ไม่ได้รับประโยชน์จากมติ ครม.ดังกล่าว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจในกฎกติกาต่างๆ” เลขาธิการกพฐ.กล่าว

ด้านนายเสน่ห์ กันธะมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่คำ (ประชานุเคราะห์)จ.เชียงราย กล่าวว่า หากหน่วยงานราชการอื่นได้ปรับขึ้นเงินเดือนในทันทีข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาก็ควรจะได้ปรับขึ้นด้วย เพราะในระบบเศรษฐกิจเช่นนี้หากข้าราชการครูมีเงินค่าครองชีพเพิ่มขึ้นก็จะ สามารถแบ่งเบาภาระได้มาก แต่ถ้าจำเป็นต้องมีการประเมินจริงๆ เกณฑ์ประเมินก็ไม่ควรจะมีความยุ่งยากหรือทำให้ครูมีภาระงานเพิ่มขึ้น

นายนพพล เหลาโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ กรุงเทพฯกล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าเลขาธิการ กพฐ.มีเหตุผลอะไรที่จะให้ข้าราชการครูต้องรับการประเมินก่อนเพิ่มค่าครองชีพ ซึ่งโดยส่วนตัวมีความเห็นว่าหากหน่วยงานราชการอื่นได้ปรับเพิ่มโดยอัตโนมัติ ข้าราชการครูก็ควรได้เพิ่มทันทีเช่นกัน แต่หากจะต้องมีการประเมินจริงก็คิดว่าผู้บังคับบัญชาน่าจะมีเหตุผล คือเพื่อให้การทำงานมีมาตรฐานและตอบสังคมได้ว่าเมื่อมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น สมรรถนะในการทำงานก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตนแน่ใจว่า สพฐ.จะไม่ยอมให้ข้าราชการครูเสียเปรียบหน่วยงานอื่นแน่นอน

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

Tags:
comments Comments (0)    -
September 26th, 2011 at 8:26 pm

ปิดค่ายแล้ว ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว

นายสมาน บางพาน นายกเทศมนตรีตำบลพรานกระต่าย

โรงเรียนชุมชนบ้านบ้านเขาแก้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2554 เวลา 13.00 น. นายสมาน บางพาน นายกเทศมนตรีตำบลบ้านพราน อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร ได้เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมค่ายคุณธรรม จริยธรรม เด็กและเยาวชน ปี 2554 ตำบลพรานกระต่าย โดยมีนายสมเดช สุรเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว ให้การต้อนรับ

สำหรับการอบรม ค่ายคุณธรรมจริยธรรม เด็กและเยาวชน ปี 2554 กำหนดจัดการอบรม 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 23 ถึง 25 กันยายน 2554 ณ อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว

  • ผ่านการอบรมแล้ว มอบเกียรติบัตรเป็นหลักฐานที่ไม่สำคัญ แต่….ที่สำคัญ คือ การนำไปใช้ไปปฏิบัติต่างหาก

  • มอบเกียรติบัตรเป็นที่ระลึกด้วยเช่นกัน…ตัวแทนวิทยากรพี่เลี้ยง

นายสมาน บางพาน ฝากว่า….ความคาดหวังของสังคมไทย คือ มีเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพ

  • บอกความรู้สึก…ในใจ….มีอะไร….พูดออกมา

  • สอนให้ทำปุ๋ยชีวภาพ…..ปลอดภัย

  • เอ้า….สับเข้า…ช่วยกันสับ

  • แหม!….น่ากินจัง


 


  • เวนิต อนุสรณ์ประดิษฐ์ รอง ผอ.ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว มอบของที่ระลึก

 

Tags: , , , ,
comments Comments (0)    -