17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 17th, 2011 at 9:29 pm

สถานีก.ค.ศ.: ไขข้อข้องใจการประเมินวิทยฐานะ เกณฑ์ ว5 (1)

ศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ.

หลังจากที่ ก.ค.ศ. ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผล งานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และ/หรือที่เรียกว่า เกณฑ์เชิงประจักษ์ หรือเกณฑ์ ว5 นั้น ปรากฏว่าขณะนี้มีผลผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการ นี้ประมาณ 400 กว่าราย ในขณะเดียวกันก็มีข้อหารือต่างๆ เข้ามายังสำนักงาน ก.ค.ศ. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ฯ นี้หลายกรณีด้วยกัน สำนักงานก.ค.ศ.เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนครู จึงขอนำมาไขข้อข้องใจกันในสถานี ก.ค.ศ. แห่งนี้ ดังนี้

1.ถาม ก.ค.ศ.มีแนวทางการพิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติอย่างไร เหตุใดบางรางวัลที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับอย่างแพร่หลาย เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ จึงไม่ได้รับการรับรอง

ตอบ ก.ค.ศ.ได้พิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไปตามแนวทางที่ ก.ค.ศ. กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ ว5/2554 ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ คือ

1) ส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ให้รางวัลหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดหลัก เกณฑ์ในการให้รางวัล หรือมีส่วนร่วมในการประเมิน หรือเป็นรางวัลที่หน่วยงานอื่นที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศเป็นผู้ให้ รางวัล

2) ส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัล ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาว่ารางวัลนั้นส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัลมีการดำเนินการให้ รางวัลอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันยังคงมีการให้รางวัลอยู่

3) มีหลักเกณฑ์การให้รางวัล กระบวนการประเมิน วิธีการและตัวชี้วัดที่ชัดเจน พิจารณาจาก

3.1 การเปิดโอกาสให้ข้าราชการมีโอกาสเข้ารับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง เช่น ในสังกัดทั่วประเทศ ทุกสังกัดทั่วประเทศ หรือระหว่างสังกัดร่วมกันทั่วประเทศ หรือโครงการในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษต่างๆ และ

3.2 ส่วนราชการ/หน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์มีการประเมินในขั้นสุดท้าย และ

3.3 หัวหน้าส่วนราชการ/หัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานอื่น เป็นผู้ลงนามในการประกาศเกียรติคุณ/เกียรติบัตรโล่ ฯลฯ

4) ส่งผลการต่อการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานจนเป็นที่ประจักษ์ พิจารณาจาก

4.1 มีผลงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนการพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาการจัดการศึกษาการส่งเสริมสนับสนุน การจัดการเรียนการสอน เช่น การสร้างนวัตกรรมการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ เสริมสร้างทักษะ ทัศนคติและคุณลักษณะอันพึงประสงค์แก่ผู้เรียน เป็นต้น

4.2 กรณีที่เสนอรางวัลเป็นงานวิจัย งานวิจัยนั้นต้องส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนสถานศึกษา การจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียน การสอน ทั้งนี้ ก.ค.ศ.ได้พิจารณารับรองรางวัลฯตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ซึ่งอาจมีบางรางวัลที่ส่วนราชการไม่ได้เสนอ หรือบางรางวัลที่ส่วนราชการเสนอ แต่เมื่อพิจารณาแล้วมีองค์ประกอบไม่ครบทุกองค์ประกอบ เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ สพฐ.มิได้มีการตรวจสอบในขั้นสุดท้าย จึงยังมิได้ให้การรับรองในครั้งนี้ ยังมีอีกหลายคำถามขอให้ติดตามในฉบับหน้าต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการ ขอแจ้งเลื่อนการประชุมสมัชชาการศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6 ในโอกาสวันครูโลก ณ อิมแพคเมืองทองธานี จากเดิมวันที่ 17-19 ตุลาคม 2554 ไปเป็นปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีการเกิดภาวะน้ำหลากและอุทกภัยในหลายพื้นที่ใน ประเทศไทย

Tags: ,
comments Comments (5)    -
October 17th, 2011 at 9:23 pm

สพฐ.เลิกคิดยุบรร.เล็ก

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือถึงแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กกับตัวแทนกลุ่มสภาการศึกษาทาง เลือก และผู้เกี่ยวข้อง โดยสพฐ.จะไม่ยุบรวม หรือยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กแล้ว แต่จะปรับเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการแทน เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของชุมชน โดยตนได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปวางแผนบริหารจัดการโรงเรียน ขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจะต้องให้ชุมชน และองค์กรพัฒนาภาคเอกชน(เอ็นจีโอ)ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยทำข้อตกลงรวมถึง ช่วยทำแผนในการแก้ปัญหาด้วย ซึ่งที่ผ่านมานโยบายยุบรวมและยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม โรงเรียนเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน เป็นอันดับแรก ซึ่งโรงเรียนกลุ่มนี้มีประมาณ 2,500 โรง แต่ขณะนี้มีแนวทางปรับเปลี่ยนที่ชัดเจน เราต้องมองใหม่ว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีโอกาสที่จะทำประโยชน์ในการเรียนรู้ให้ แก่ชุมชน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:25 am

“อำนวย” จวกสมาร์ทการ์ดเรียนฟรีไร้สาระ

“อำนวย” จวกแนวคิด สพฐ.ใช้สมาร์ทการ์ดในโครงการเรียนฟรี ชี้ไร้สาระ สิ้นเปลืองงบฯ กว่าพันล้านโดยใช่เหตุ ใช้วิธีเก่าแจกเงินตรงให้นักเรียนดีอยู่แล้ว

สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวคิดจะนำบัตรสมาร์ทการ์ดมาใช้ในโครงการเรียนฟรี ในปีการศึกษา 2555 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนให้ธนาคารออมสินไปจัดทำรูปแบบวิธีการก่อนกลับมาเสนอ ในเดือน พ.ย.นี้ โดย สพฐ.ให้เหตุผลว่า การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดจะทำให้ สพฐ.และโรงเรียนวางระบบการแจกเงินเรียนฟรีได้มีประสิทธิภาพกว่าการใช้คูปอง สามารถป้องกันการทุจริตในการส่งมอบรายการที่อุดหนุน และสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย เพราะสามารถตรวจสอบจากฐานข้อมูลกลางของ สพฐ.ได้ ทั้งนี้ รายการที่นักเรียนจะสามารถรูดบัตรซื้อรายการอุดหนุนได้ อาทิ ค่าเสื้อผ้านักเรียน ค่าหนังสือเรียน เป็นต้น

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2554 นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไร้สาระมาก เพราะหาก สพฐ.จะนำเพียงไม่กี่รายการที่อุดหนุนมาแจกผ่านการรูดบัตรนั้น ก็คิดว่าคงไม่คุ้มค่ากับการทำบัตรและการวางระบบสมาร์ทการ์ด ที่จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก ลองคิดดูว่าหากมีเด็ก 10 ล้านคน ต้องใช้บัตรสมาร์ทการ์ด และต้นทุนทำบัตรประมาณ 50 บาท ทำให้ สพฐ.จะต้องใช้งบฯ ถึง 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงบฯ การวางระบบและการจัดซื้อเครื่องรูดบัตรให้โรงเรียนอีก รวมทั้งโครงการแล้วอาจต้องใช้งบฯ ถึงพันล้านบาท และอาจมีปัญหาจุกจิกตามมาได้ เพราะบางรายการอย่างค่าเสื้อผ้านักเรียนที่ สพฐ.จะแจกให้นักเรียนประมาณหัวละ 500-600 บาท ซึ่งโรงเรียนก็จ่ายตรงให้นักเรียนอยู่แล้ว

ดังนั้น สพฐ.จะมาทำให้ยุ่งยากทำไม หรือหากกลัวว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น มันก็คงไม่มีใครโกงอยู่แล้ว เพราะจำนวนเงินดังกล่าวน้อย หากมีการโกงจริงก็ต้องให้ผู้ปกครองมาเรียกร้องก่อน แล้ว สพฐ.ก็ค่อยมาตรวจสอบย้อนหลังเอาก็ได้ สพฐ.ควรจะใช้ระบบแจกตรงแบบเก่าจะดีกว่า และควรปรับกติกาการแจกว่าหากเด็กคนไหนต้องการได้รับการอุดหนุนตามโครงการเรียนฟรี ก็ให้ทำเรื่องขอ ไม่ใช่ไปแจกหมดเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งจะสามารถลดการใช้งบฯ ลงได้

“ผมคิดว่าโครงการที่จะใช้บัตรสมาร์ทการ์ด ดูท่าทางจะแย่กว่าโครงการแจกแท็บเล็ตอีก เพราะตนได้ตั้งข้อสงสัยว่าแนวคิดดังกล่าวอาจจะมีการถอนทุน หรือมีการหากินกันของใครบางคน” ประธานชมรมค่านิยมฯ กล่าว

นายอำนวยกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ตนยังตั้งข้อสงสัยว่า ศธ.ในยุคของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ ได้พยายามรื้อนโยบายเก่าที่ดี อย่างนโยบายห้ามรับแป๊ะเจี๊ยะของรัฐบาลเก่า ซึ่งก็ดีอยู่แล้ว แต่กลับไปรื้อว่าจะมีการเปิดรับ ซึ่งอันนี้ก็ไม่สมควร แต่นโยบายที่ดีอย่างการรับตรงส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบตรง อันนี้ไม่เห็นมีใครพูดถึง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตนก็ได้รับข้อมูลจาก ผอ.โรงเรียนอัตราการแข่งขันสูงในกรุงเทพฯ กว่า 10 ราย ว่า ก่อนหน้าที่นายวรวัจน์จะมีแนวคิดเปิดให้โรงเรียนรับแป๊ะเจี๊ยะบนดินนั้น ได้มี ผอ.โรงเรียนที่เคยรับแป๊ะเจี๊ยะหลายคนไปวิ่งเต้นขอนายวรวัจน์เพื่อให้กำหนด เป็นนโยบาย และเพื่อเรียกผลประโยชน์ที่เคยได้รับให้กลับมา.

 

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 12 ตุลาคม 2554

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:14 am

สพฐ.ตั้งงบฯ55 จ้างครู 5,290อัตรา เงินเดือน 9,140บ.พร้อมประกันสังคม

สพฐ.ตั้งงบฯ55จ้างครู5,290อัตราเงินเดือน9,140บ.พร้อมประกันสังคมแก้ขาดแคลนใน226เขตฯทั่วประเทศ
เมื่อวัน ที่ 12 ตุลาคม นายชินภัทร ภูมิรัตนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสถานศึกษา ที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ จำนวน 45 แห่งว่า หลังจากเปิดให้ยื่นคำร้องของย้ายประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 9-19 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายที่มีตนเป็นประธาน ได้พิจารณากลั่นกรองรายชื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งในจำนวน 45 แห่งนั้น เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 42 แห่ง ที่เหลือเป็นโรงเรียนประถมศึกษา ทั้งนี้ หาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาใดเห็นชอบจากที่ได้เสนอไป ก็สามารถดำเนินการแต่งตั้งต่อไป

นายชินภัทรกล่าวต่อว่า ส่วน การจัดสรรอัตรากำลังเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในปีงบประมาณ2555 นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำคำของบประมาณจัดสรรครูอัตราจ้างเพื่อปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่ขาด แคลนครูแล้ว จำนวน 5,290 อัตรา เงินเดือน 9,140 บาท พร้อมสมทบเงินประกันสังคม จำนวน 5% โดยเป็นการจ้างต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2554 ซึ่งมีเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับการจัดสรรอัตราทั้งหมด 226 เขตพื้นที่การศึกษา อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กรุงเทพมหานคร จำนวน 27 อัตราสพป.กระบี่ จำนวน 21 อัตรา สพป.กาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 56 อัตรา สพป.กาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 68 อัตรา สพป.ชลบุรี เขต 3 จำนวน 69 อัตราสพป.เชียงราย เขต 3 จำนวน 67 อัตรา สพป.เชียงใหม่เขต 3 จำนวน 84 อัตรา สพป.สมุทรสาคร จำนวน 77 อัตรา สพป.นครปฐม เขต 2 จำนวน 56 อัตราสพป.ภูเก็ต จำนวน 63 ตำแหน่ง สพป.แม่ฮ่องสอนเขต 1 จำนวน 66 อัตรา สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 จำนวน 77 อัตรา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติให้ปรับลดงบประมาณปี 2555 ของแต่ละกระทรวง 10% นั้น ในส่วนของ สพฐ.จะปรับลดงบประมาณรายจ่ายพื้นฐานบางส่วน เช่น งบประมาณอาหารกลางวัน แต่จะไม่ให้กระทบกับนักเรียนอย่างแน่นอน ส่วนงบประมาณที่จำเป็นอย่างเงินเดือนและงบประมาณอุดหนุนรายหัวขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถปรับลดได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวล” นายชินภัทรกล่าว

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:06 am

ชูครูยุโรปเป็นต้นแบบ “ครูไทย” แม่พิมพ์ “ปลอดหนี้”

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)เปิดเผยว่า จากการศึกษาดูงานด้านการศึกษาสวัสดิการและสวัสดิภาพครูในยุโรปที่สหพันธรัฐ เยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ พอจะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องของรายได้ของครูและบุคลากรทางการ ศึกษาของไทยกับประเทศในยุโรป เพราะอาชีพครูในยุโรปจะมีรายได้ค่อนข้างสูง อีกทั้งเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีรองจากอาชีพแพทย์ โดยรัฐจะเข้ามาดูแลเรื่องสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็มีสหภาพครูที่เข้ามามีบทบาทในการต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการ ให้ครู ทำให้มีความมั่นคงในอาชีพได้รับการยอมรับของสังคม ที่สำคัญไม่มีปัญหาหนี้สิน เนื่องจากมีรายได้ที่สูงพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องนำกลับมาคิด

“จากการดูงาน มองว่าการแก้ปัญหาที่ถูกทาง คือแก้ที่จุดเริ่มต้นคือรายได้ครูต้องมีมากกว่ารายจ่าย ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดดัง นั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคุรุสภาสกสค. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)รวมถึงองค์กรครูต้องมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางที่จะทำให้ครูมีรายได้มากกว่ารายจ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการศึกษาดูงาน คือแนวคิดของคนในยุโรปที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงเรื่องการใช้จ่ายอย่างมีวินัยซึ่งทำให้ไม่เป็นหนี้ ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องกลับมาส่งเสริมเรื่องการพึ่งพาตน เองและความมีวินัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง” นายบำเหน็จกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:01 am

จี้วิจัยแท็บเล็ตร.ร.ห่างไกล

พ.ญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำโครงการวิจัยทดลองใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอน 5 โรงเรียนนำร่องว่า ตนเห็นด้วยกับการทำวิจัย แต่อยากเสนอแนะให้วิจัยกับโรงเรียนต่างจังหวัด ตลอดจนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลด้วย ไม่ใช่ทำวิจัยแต่โรงเรียนชั้นนำซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะโรงเรียนตามพื้นที่ดังกล่าว ประสบปัญหาอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครูไม่เพียงพอ หรือ ผู้ปกครองไม่มีความรู้ในการแนะนำบุตรหลาน การทำวิจัยกับโรงเรียนเหล่านี้ จะทำให้ผลการวิจัยมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวว่า ก่อนรัฐบาลจะประกาศเป็นนโยบาย ทำไมจึงไม่วิจัยหรือศึกษาเรื่องนี้ก่อน ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะวิจัยกับนักเรียนร.ร.สาธิต มศว ประสานมิตร ที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย บุคลากรครู ซึ่งสพฐ. ต้องวัดผลวิจัยด้านอื่นด้วย ไม่ใช่วัดแค่ผลสัมฤทธิ์การเรียนเพียงอย่างเดียว เช่น พฤติกรรมเด็ก หรือความปลอดภัยหลังใช้แท็บเล็ต

“สพฐ. ต้องเป็นกลาง หากผลวิจัยออกมาไม่ดีก็ต้องปรับปรุง ทั้งนี้อยากให้ลงไปวิจัยกับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ซึ่งถือเป็นโรงเรียนกลุ่มใหญ่ที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของโรงเรียนทั้งหมด แต่โรงเรียนเหมือนสาธิต มศว ประสานมิตร มีไม่กี่สิบโรง จึงอาจนำผลวิจัยมาใช้ด้วยกันไม่ได้” ประธานชมรมค่านิยมฯ กล่าว

 

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:57 am

ศธ.สนองนโยบายปราบยาเสพติด เล็งแจก 2 ขั้นครูที่ทำสำเร็จ แถมให้สิทธิพิเศษขอย้ายได้ก่อน

กระทรวง ศึกษาธิการสนองนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลด้วยการปูนบำเหน็จ ให้กับครูที่จัดโครงการต่อต้านยาเสพติดประสบความสำเร็จ ด้วยการพิจารณาให้ 2 ขั้น หรือให้สิทธิโยกย้ายเป็นกลุ่มแรก โดย น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ รักษาการปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์หลังประชุมร่วมกับตัวแทนองค์กรหลักของ ศธ. เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของ ศธ.และนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพ ติดของรัฐบาลเพื่อให้การดำเนินการเห็นผลในทางปฏิบัติ จึงมีการเสนอหลายแนวทาง เช่น เฝ้าระวังนักเรียนกลุ่มเสี่ยง การปรับหลักสูตรพัฒนาการอบรมทั้งครูและนักเรียน

“รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในด้านต่างๆ เช่นโรงเรียนใดที่สามารถรณรงค์แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ อาจจะให้รางวัลเพิ่มงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้เป็นพิเศษ หรือบุคลากรทางการศึกษาที่สามารถจัดโครงการต่อต้านยาเสพติดได้ประสบความ สำเร็จ อาจให้ 2 ขั้น หรือให้สิทธิพิจารณาโยกย้ายเป็นอันดับแรกแก่กลุ่มครู ผู้บริหารที่ตั้งใจปฏิบัติตามนโยบาย ” น.ส.ศศิธารากล่าว และว่า นอกจากนั้นต้องกลับไปทบทวนข้อกฎหมายหรือมาตรการลงโทษครูที่กระทำความผิดด้วย เพราะปัจจุบันพบว่ามีทั้งนักเรียนที่เสพ นักเรียนที่ค้าและครูที่ขายยา โดยมอบให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อมูลนักเรียนที่ติดยา ครู นักเรียนที่ค้ายาเสพติด เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการวางแผนดำเนินการ และจำเป็นต้องทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัวด้วยการจัดกิจกรรมเรียกความสนใจจากสังคม เช่น จัดประกวดโรงเรียนสีขาว และทำลายยาเสพติดโชว์ เป็นต้น

น.ส.ศศิธารากล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวคิด จากนี้จะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารครู ศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำรายละเอียดเสนอที่ประชุมครั้งหน้า เมื่อที่ประชุมพิจารณาแล้วจะได้เสนอขอความเห็นชอบจากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

 

ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:54 am

คัด 5 โรงเรียนทดลองใช้แท็บเล็ต สพฐ.มอบ”มศว”วิจัยข้อดี-เสียวางสเป๊กมาตรฐาน

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้านโยบาย One PC Tablets per child ของรัฐบาล ที่เตรียมแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการศึกษาว่า ในเดือนต.ค.นี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มอบหมายให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสาน มิตร คัดเลือกห้องเรียนอย่างน้อย 2 ห้อง กำหนดเป็นห้องเรียนตัวอย่าง ทำวิจัยเปรียบเทียบให้เห็นข้อดีข้อเสียระหว่างห้องเรียนที่ได้รับการแจกแท็บ เล็ต และห้องที่ไม่ได้รับแจกแท็บเล็ต ซึ่งจะมีการจัดทำวิจัยในโรงเรียนทั้งหมด 5 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร 1 โรง และโรงเรียนในสังกัดของสพฐ. อีก 4 โรง ทั้งนี้จะมีการกำหนดคุณสมบัติของโรงเรียนก่อนการคัดเลือก โดยจะต้องมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับการวิจัย อาทิ จะต้องมีห้องเรียนอย่างน้อย 2 ห้อง ในแต่ละช่วงชั้น เป็นต้น โดยการวิจัยจะเริ่มที่ช่วงชั้นที่ 1 และ 2 โดย มศว ประสานมิตร เชื่อว่าจะสามารถควบคุมคุณภาพของการวิจัยได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่าการจัดทำวิจัยในครั้งนี้ จำเป็นต้องส่งครูและผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ลงไปประจำโรงเรียนที่จะทำ วิจัย อย่างน้อยโรงเรียนละ 2 คน ส่วนในเรื่องของแท็บเล็ตที่จะนำมาใช้ในการวิจัยนั้น จากการหารือร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ข้อสรุปว่าจะใช้วิธีการรับบริจาคแท็บเล็ตในการวิจัย ส่วนจะใช้สเป๊กของเครื่องดังกล่าวมาเป็นสเป๊กมาตรฐานที่จะใช้จริงหรือไม่ นั้น คงต้องรอผลสรุปการวิจัยออกมาก่อน

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:44 am

ศธ.เทเงินกองทุนฯ 700 ล.ปล่อยกู้ฉุกเฉินน้ำท่วม ปลอดดอกเบี้ย!

มอบ ก.ค.ศ.จัดหลักเกณฑ์เยียวยาครูนับแสน ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม สรุปวันนี้ 1,931 โรงเรียนจมน้ำเสียหาย 466 ล้านบาท

วันที่ 13 ต.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ดำเนินการจัดเงินกู้ยืมฉุกเฉินปลอดดอกเบี้ยประมาณ 700 ล้านบาท จากกองทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู มาให้เพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั่วประเทศ ซึ่งการปล่อยกู้ดังกล่าวเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นำเงินไปซ่อมแซมบ้านหรือใช้จ่ายในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยจะให้เร่งปล่อยกู้ได้เลยในเดือน ต.ค.นี้ ส่วนรายละเอียดต่างๆ เช่น วงเงินที่ปล่อยกู้ คุณสมบัติ จะได้ให้ ก.ค.ศ.เร่งดำเนินการต่อไปโดยข้าราชการครูคนใดที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถ ติดต่อได้ที่เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

“การปล่อยกู้ได้มอบเป็นนโยบายไปว่า ควรพิจารณาจากความจำเป็นของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาแต่ละคนว่า จะปล่อยกู้ได้ในวงเงินกี่บาท ซึ่งการปล่อยกู้ครั้งนี้จะเป็นการบรรเทาความเดือนร้อนของเพื่อนข้าราชการครู ส่วนโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนั้น หากในช่วงเปิดภาคเรียนน้ำยังท่วมอยู่ ก็ให้อยู่ในดุลพินิจของทางโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ ที่จะเลื่อนการเปิดเทอมหรือไม่ ส่วนโรงเรียนที่น้ำไม่ท่วมก็ต้องเปิดตามปกติ”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิกรคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมรวม 1,931 แห่งใน 52 จังหวัด 121 เขตพื้นที่การศึกษา ประมาณการความเสียหายเบื้องต้น 466 ล้านบาท โดย สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ความช่วยเหลือตามความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รวม 70 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือน้ำท่วม เพื่อดูแลสถานการณ์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยการดำเนินการแบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนริมแม่น้ำเจ้าพระยา มอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กทม. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กทม. เขต 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนโซนกทม.ตะวันออก มอบให้ สพม.กทม.เขต 2 เป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม สำหรับจำนวนนักเรียน และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบนั้น ยังไม่สามารถสำรวจข้อมูลได้ แต่คาดว่าน่าจะมีข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 1 แสนคน จาก 52 จังหวัด

“ขณะนี้ สพฐ.ได้จัดสรรงบฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปแล้วที่ สพป.กทม. จำนวน 1 ล้านบาท สพม.กทม.เขต 1 จำนวน 2 ล้านบาท สพม.กทม.เขต 2 จำนวน 5 ล้านบาท สพม.นครสวรรค์ เขต 1 จำนวน 3 ล้านบาท สพม.ปทุมธานี เขต 1 จำนวน 2 ล้านบาท สพม.นครสวรรค์ เขต 2 และ 3 สพม.อุทัยธานี เขต 1 และ 2 สพม.ปทุมธานี เขต 2 สพม.ลพบุรี เขต 1 และ 2 สพม.อ่างทอง สพม.อยุธยา และสพม.นนทบุรี จำนวนเขตละ 1 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถบรรเทาปัญหาในเบื้องต้นไปพลางก่อน” นายชินภัทร กล่าว

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:40 am

สพฐ. เตรียมเปิดสอบ ภาค ก “ผอ.-รองผอ.โรงเรียน” เดือน มกราคม 2555

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 10:24 pm

“มาร์ค” ชี้ต้นเดือนหน้ามีลุ้นน้ำลูกใหม่ แนะ”ปู” ปิดจุดอ่อนช่วย ปชช.

“มาร์ค” นำทีมลงหนองจอกฟังข้อมูลน้ำท่วม เชื่อมือคุณชายยังรับไหว เผยสถานการณ์น้ำทะเลผ่านจุดวิกฤตรอลุ้นอีกครั้งต้นเดือนหน้า กำชับกทม.ร่วมมือรัฐบาลรับมือน้ำเหนือ เตือนรัฐบาลเร่งปิดจุดอ่อนรอรับน้ำลูกใหม่ หนุนรัฐบาลปล่อยมือให้ทหารเข้าไปจัดการในพื้นที่วิกฤตเพราะมีศักยภาพพร้อม

วันที่ 16 ต.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชานายอภิสิทธิ์ชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ เดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่เขตมีนบุรี หนอกจอก และฟังการบรรยายสรุป ที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจการแก้ไขปัญหา และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กทม.ฝั่งตะวันออก โดยมีม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. และคณะผู้บริหารกทม. รวมทั้งผู้อำนวยการเขตมีนบุรี หนอกจอก ได้ให้การต้อนรับ

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายสรุป ว่า กทม.ได้เตรียมการอย่างเต็มที่ ตนก็พยายามติดตาม และในวันนี้ได้เดินทางมากรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ความจริงในขณะนี้สถานการณ์ในส่วนของน้ำทะเลเห็นว่าจุดที่หนักที่สุดได้ผ่าน พ้นไปแล้ว ส่วนอีกสองสัปดาห์ก็ค่อยมาว่ากันใหม่ ส่วนน้ำทางเหนือ ประเด็นหลักอยู่การควบคุมการระบายน้ำ ทั้งที่จ.ปทุมธานี และจ.นครปฐม ซึ่งกทม.และรัฐบาล ต้องประสานงานกันตลอด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนให้ความมั่นใจว่ากทม.ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ และทางผู้ว่ากทม. รองผู้ว่ากทม. ก็ประสานงานอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เนื่องจากยังมีน้ำที่ระบายลงมาค่อนข้างเยอะ ต้องบริหารจัดการให้ดี รวมถึงการทำความเข้าใจกับมวลชน เพราะยังเป็นจุดที่มีความเปราะบางและละเอียดอ่อน ส่วนที่ควบคุมไม่ได้ คือ น้ำฝน แต่ทางกทม.ยืนยันมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อคืนก็สามารถระบายน้ำได้ภายในสองชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกับกรมชลประทานหรือไม่ ที่จะมีการปิดเปิดประตูคลองสามวา นายอภิสทธิ์ กล่าวว่า ทางผู้ว่ากทม.ก็คุยอยู่ตลอด เราเห็นใจทุกฝ่าย แต่ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ และดูแลให้ดี เพราะที่รายงานเข้ามาตรงนี้ก็บอกว่าน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 1 – 2 ซม. สะสมก็เป็นปัญหา และพี่น้องชาวกทม.ฝั่งตะวันออก ก็ต้องอยู่กับสภาวะที่น้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว วันก่อนตนไปที่คลองสามวา ก็เห็นชัดเจน วันนี้ก็มาที่ลาดกระบังและมีนบุรีก็มีการท่วมขัง แต่ต้องไม่ประมาทติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และผู้ว่ากทม.ได้พูดชัดเจน ว่าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีอะไรท่านสามารถให้ข่าวสารกับประชาชนได้”

ส่วนภาพรวมของสถานการณ์ทั่วประเทศ เมื่อประเมินการทำงานของศปภ.แล้ว ให้ทหารอุดรูรั่วในจุดที่วิกฤต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ขอวิจารณ์อะไรมาก เพราะต้องการให้ทุกฝ่ายเร่งทำงานแก้ไขปัญหาที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไป แต่ตนคิดว่าที่ผ่านมาก็มีบทบาทในหลายเรื่อง และหวังว่าจะทำให้การทำงานปิดจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร หรือการคาดการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอยู่กับความเป็นจริง ซึ่งต้องยอมรับสภาพว่าน้ำที่ลงมาหลายครั้งเกินความคาดหมาย ในที่สุดแล้วการป้องกั้นก็เอาไม่อยู่ ตรงนี้จึงต้องพยายามย้ำเตือนตลอดเวลา ไม่ให้อยู่บนความประมาท ส่วนเรื่องความจำเป็นต้องใช้พรก.ฉุกเฉินหรือไม่ รัฐบาลเป็นผู้พิจารณา แต่ที่เราเสนอแนะไป เพราะเห็นว่าในบางพื้นที่ การจัดจะง่ายขึ้น เช่น ในจ.อยุธยา ก็จะต้องไปค้นหาว่ามีใครไปติดอยู่บ้าง แต่ถ้าเราใช้มาตรการและลักษณะการอพยพให้คนออกมาตั้งแต่ต้น เราก็จะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวชื่นชมการของกองทัพว่าได้ทำงานเต็มที่ ตนไปทุกแห่งก็เห็นว่ากองทัพและบุคลากร และกำลังพล ที่พร้อมจะลุยงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้พักมานานมากแล้ว การที่รัฐบาลมอบหมายให้กองทัพเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่ถือเป็นจุดวิกฤตนั้น เพราะมีศักยภาพ และมีความพร้อมในเรื่องเครืองมือ และกำลังพลมากที่สุด ซึ่งต้องทำงานอย่างใกล้ชิด เท่าที่ดูก็เห็นว่ากองทัพสนองนโยบายได้อย่างไม่มีปัญหา

” ขณะนี้การติดตาม การให้ข่าวสาร ในเรื่องของสถานการณ์น้ำ และการสื่อสารให้เป็นเอกสภาพ ให้เกิดความมั่นใจ การบอกถึงมาตรการรองรับ ที่จะตอบสนองเวลาที่จะเกิดเหตุการณ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุด สำหรับประชาชนเวลานี้เราพูดกันหลายปัญหาที่กทม.เราก็พูดถึงการป้องกั้น แต่พื้นที่อย่างอยุธยา และนครสวรรค์ ในขณะนี้วิกฤตมาก การเข้าไปช่วยเหลือก็เป็นงานอีกลัษณะหนึ่ง จะไปพูดในภาพรวมคงไม่ได้ การสร้างความมั่นใจและความมีเอกภาพการใช้อำนาจต่างๆของรัฐ เป็นตัวช่วยให้สังคมเข้ามาแก้ปัญหาง่ายขึ้น ทุกหน่วยงานมีการระดมการบริจาค แต่เวลาที่หลายหน่วยงานเข้าไปช่วย มีจุดที่จะประสานงานให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพนั้น ยังมีปัญหาเกือบทั้งหมด”

เมื่อถามถึง กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่าหลังจากที่แก้ไขสถานการณ์เสร็จแล้ว ในลำดับถัดไป รัฐบาลจะทำการฟื้นฟูเยี่ยวยา และคิดเมกกะโปรเจค 25 ลุ่มน้ำ นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า ตนเห็นให้สัมภาษณ์ว่าไม่แนะนำอะไรกับรัฐบาลในเรื่องน้ำท่วมไม่ใช่หรือแล้ว ถ้าน้ำไม่ลดล่ะ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายอภิสิทธิ์ และคณะได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยที่สุเหร่าบ้านเกาะ และหมู่บ้านวัฒนา เขตมีนบุรี หนองจอก พร้อมมอบถุงยังชีพ อย่างไรก็ตามได้มีทหารจากกองพันทหารสารวัตรที่ 11 จำนวนร้อยนำกำลังพลมาช่วยเหลือ บรรจุกระสอบทรายและสร้างพนังกั้นน้ำ ระหว่างนั้นได้มีชาวบ้านนำกำผังบุ้งมามอบให้กับนายอภิสิทธิ์ และม.ร.ว.สุขุมพันธ์แทนดอกไม้เป็นการต้อนรับด้วย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 10:06 pm

โซเชิยลเน็ตเวิร์กเชิดชูสมเด็จพระเทพประทับยีเอ็มซีช่วยพสกนิกร

เชิดชูทั่ว “โซเชิยลเน็ตเวิร์ก” สมเด็จพระเทพฯ เสด็จประทับ “ยีเอ็มซี” ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ภาพ สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ ทรงลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยประทับบนรถยีเอ็มซี  ของทหาร ซึ่งได้รับความชื่นชมจากเหล่าคนที่อยู่ใน “โซเชียลเน็ตเวิร์ก”  พร้อมทั้งระบุว่านี่คือเหตุการณ์ดีๆที่ข่าวไม่ออก

ก่อนหน้านี้มีการ โพสต์ข้อความ ระบุว่า ” Facebook ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้นำภาพดังกล่าวออกมาเผยแพร่ พร้อมระบุว่า

“เรียนพี่น้องประชาชน สมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นห่วงประ​ชาชนมาก ทั้งเยี่ยมเยือนราษฎร ทรงชิมอาหารที่แจกจ่ายให้รา​ษฎรประสบภัย อย่างไม่รังเกียจ ทรงประสานงานกับหน่วยงานต่า​งๆในพื้นที่ด้วยพระองค์เอง”

“แต่เบื้อง หน้าสื่อเราก็ทราบ​ซึ้งถึงความเป็นห่วงของพระอ​งค์แแล้ว ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของสื่อการปิดทองหลังพระของพระอง​ค์ ทำให้เราเห็นรูปนี้แล้วรู้สึกทราบซึ้งมาก เห็นแล้วน้ำตาคลอเบ้า !!!”

“พระองค์ ทรงลงพื้นที่ประสบอุ​ทกภัยโดยไม่บอกใคร ไม่มีข่าวออก แม้แต่ข่าวพระราชสำนัก มีแค่เพียงการแชร์รูปต่อๆ กั​นมากที่สุดในขณะนี้ พร้อมข้อความ “ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ”

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเป็นภาพเมื่อครั้งพระองค์ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรประสบภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาล ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา 25 ต.ค.2553

 

 

 

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 9:22 pm

รีสอร์ทแห่งการเรียนรู้

 โรงเรียน วัดหนองคัน (ไจ พิทยาคาร) อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี อีกหนึ่งโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ในโครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมเฉลิมพระเกียรติ “ตามรอยเท้าพ่อ…กับฮอนด้า” ซึ่งมีการปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียนมา ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน

โรงเรียนวัดหนองคันมีจุดเด่นที่เป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนคือการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยได้สร้างให้คณะครูและนักเรียน รวมไปถึงชุมชนที่เกี่ยวข้อง เกิดจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด พร้อมสอดแทรกเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนเด็กนักเรียนในแต่ละรายวิชา โดยตั้งเป้าพัฒนาโรงเรียนให้เป็น “รีสอร์ทแห่งการเรียนรู้” เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างยั่งยืน พร้อมให้รุ่นพี่ถ่ายทอดสู่รุ่นน้อง ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น

ความโดดเด่นของโรงเรียนวัดหนองคันที่แตกต่างและไม่เหมือนใครอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือ นวัตกรรมกังหันลมจากวัสดุเหลือใช้ ด้วยทำเลที่ตั้งของโรงเรียนที่อยู่ใกล้ชายทะเลทำให้มีต้นทุนด้านพลังงานลม จุดประกายให้เกิดการนำพลังงานทดแทนอย่างพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ วิดน้ำ และปั่นไฟใช้ในโรงเรียน โดยมีพัฒนาการของกังหันลมอย่างต่อเนื่อง จากกังหันลมสังกะสีรุ่นแรกใต้อาคารเรียน จนวันนี้เป็นกังหันลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่คู่โรงเรียน

อาจารย์ปิติยามาศ หลีวัฒนาสิริกุล หรือ ครูต่าย ครูผู้รับผิดชอบฐานการเรียนรู้พลังงานทดแทนเล่าให้ฟังว่า กังหันลมนี้ทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตรผ่าครึ่ง ประโยชน์ที่ได้ คือถ้ากังหันหมุนได้ครึ่งรอบจะสามารถวิดน้ำจากบ่อได้ และหากพัดได้ 1 รอบก็จะปั่นไฟใช้ได้ การปั่นน้ำ ใน 1 วันจะได้ประมาณ 1,000–1,500 ลูกบาศก์เมตร การปั่นไฟ กังหันหมุน 9 รอบจะเกิดกระแสไฟฟ้า 12 โวลต์ ซึ่งจากการนำไปใช้งานจริง กังหันลมตัวนี้ใช้ประโยชน์ได้อเนกประสงค์ ทั้งปั่นไฟใช้ในอาคารเรียน สูบน้ำจากบ่อและเก็บน้ำในถัง เพื่อนำน้ำไปใช้รดน้ำต้นไม้ และใช้ในห้องน้ำต่อได้อีกด้วย

ไอเดียสิ่งประดิษฐ์นี้ ทางโรงเรียนได้มาจาก นายองอาจ วิสิทธิวงค์ คุณครูภูมิปัญญาที่มาช่วยสร้างสิ่งประดิษฐ์และสอนเด็ก ๆ นักเรียนในวิชาการประดิษฐ์และการต่อประจุไฟฟ้าให้กับเด็ก ๆ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว

นอกจากนี้ภายในโรงเรียนวัดหนองคัน ยังมีแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ให้ผู้สนใจและคณะโรงเรียนเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานอีกมากมาย.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 9:18 pm

“ปู”ไม่กลัว”ฮอว์กอาย”ล้วงความลับ

 นายกฯไม่กลัว”ฮอว์กอาย”ล้วงข้อมูลลับ  รอสหรัฐส่งมาช่วยน้ำท่วม  เร่งย้ายเครื่องจักรนิคมนวนครเมื่อเวลา 15.15 น.วันที่ 16 ต.ค.  ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีประเทศสหรัฐอเมริกา จะส่งเครื่องบินฮอว์กอายเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือประเทศไทยใช้กู้ภัยใน พื้นที่น้ำท่วม ว่า สหรัฐฯจะส่งเครื่องบินดังกล่าวมาประเทศไทยแน่นอน แต่ยังไม่ทราบจะมาเมื่อไหร่ เพราะทางสหรัฐฯต้องประสานทางเทคนิคกับกองทัพอากาศไทย พิจารณาเรื่องการบินทางอากาศก่อนเมื่อถามว่าเป็นห่วงเรื่องข้อมูลที่เป็นชั้นความลับของไท ยและจะกระทบต่อความมั่นคงของไทยหรือไม่ เพราะเครื่องบินดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงล้วงลับข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่กลัว เพราะพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ เป็นผู้ประสานงานอยู่แล้ว คงพูดคุยกันในรายละเอียดมีกระทรวงการต่างประเทศร่วมด้วย ไม่มีปัญหา

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการควบคุมสถานการณ์ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่า ขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันพยายามดูด้านเทคนิคต่างๆในการช่วยขนย้ายเครื่องจักร แม้น้ำมีปริมาณมาก แต่พยายามป้องกันในแต่ละโซน แต่ในภาพรวมถือว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้ โดยบางส่วนเริ่มดีขึ้น แต่เนื่องจากช่วง 1-2 วันนี้มีน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลกระทบบ้าง แต่เราได้มอบหมายการทำงานที่ชัดเจน และได้รับความร่วมมือจากกองทัพไทย ที่ช่วยเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆเข้ามาให้เต็มที่มากขึ้น  ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯตนให้ความมั่นใจได้ว่าน้ำจะไม่ท่วม เพราะเราได้ป้องกันในหลายส่วนอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนมั่นใจ

ส่วนพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯนั้นอยู่ที่ความร่วมมือจากประชาชนอย่าดึงแนวคัน กั้นน้ำออก และให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่เรื่องคันกั้นน้ำ จะทำให้กรุงเทพฯปลอดภัยจากน้ำท่วมได้ อย่างไรก็ตาม น้ำมีทุกที่ เราต้องเลือกดูแลบางพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยผู้ประสบอุทกภัยครั้งนี้ เพราะจำเป็นต้องช่วยกันในภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ สำหรับการระบายน้ำนั้น ได้เร่งกทาง ทั้งการเร่งขุดคลองทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกกรุงเทพฯรวมถึงระดมเรือดันน้ำ สู่ทะเล มีทีมงานอีกชุดพยายามหาวิธีเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด สำหรับการขุดลอกคลองฝั่งตะวันออก ยังไม่ทราบว่าเสร็จไปแล้วกี่แห่ง แต่ทันตามกำหนดการอยู่แล้ว คาดว่าน่าจะขุดลอกคลองเสร็จทั้งหมดไม่เกิน 1 สัปดาห์ ไล่เรียงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทางให้ระบายน้ำเร็วที่สุด ส่วนฝั่งตะวันตกเริ่มขุดลอกคลองแล้ว กองทัพรับปากว่าเสร็จภายใน 5 วัน

สำหรับพื้นที่ จ.สมุทรปราการ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น  ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้มอบหมายกระทรวงคมนาคมดูแล และตามพื้นที่มีแนวป้องกันน้ำอยู่แล้วและทำแนวป้องกันเพิ่มอีก เชื่อว่ารองรับพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ต่อข้อถามถึงข่าวาเรือที่ ร่วมการดันน้ำที่แม่น้ำท่าจีนจำนวนไม่ครบตามที่แจ้งไว้  แต่ได้รับเงินค่าน้ำมันและกลับไปทันที นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่รับรายงานเรื่องนี้ แต่ภาพเรือที่สื่อมวลชนเห็นในวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่เรือที่ใช้ในแม่น้ำ 3 สายมี 1,000 กว่าลำ มีเรือภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้อาสา

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 7:08 am

ทลายโรงงานผลิตลูกขายพบสาวท้อง17คน

ไนจีเรียบุกทลายโรงงานผลิตลูกขาย ตะลึงพบเด็กหญิง 17 คนกำลังตั้งท้อง เผยได้ค่าตอบแทนจิ๊บจ้อยแค่ 4-5 พันบาท

วัน ที่ 15 ต.ค. สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย ว่า ตำรวจบุกตรวจค้นและจับกุมเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง ในเมืองอิเฮียลา รัฐอนัมบราทางใต้ของไนจีเรีย ซึ่งเปิดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบังหน้า โดยพบเด็กหญิง 17 คนกำลังตั้งครรภ์ และเจ้าหน้าที่สงสัยว่า เป็นขบวนการผลิตลูกขาย แบบเดียวกับที่เคยถูกจับกุมมาแล้ว

นายอีเมกา ชุควูเอเมกา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติไนจีเรีย เผยในวันนี้ (15 ต.ค.) ว่า ตำรวจสืบทราบเบาะแส ก่อนจะบุกจับกุมเจ้าของบ้าน และเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกจ้างให้ทำหน้าที่ ทำให้เด็กหญิงทั้ง 17 คนตั้งครรภ์ และเชื่อว่าเด็กหญิงเหล่านี้สมัครใจตั้งท้อง เนื่องจากได้รับข้อเสนอค่าตอบแทน หลังการคลอดลูก และเด็กถูกขายให้ผู้ที่สนใจในตลาดมืด หรือคู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตร เจ้าหน้าที่กำลังติดต่อพ่อแม่หรือญาติของเด็กหญิงทั้ง 17 คน เพื่อสอบสวนขยายผล

จากข้อมูลของสำนักงานป้องกันการค้ามนุษย์แห่งชาติไนจีเรีย ระบุว่า จากการสอบปากคำเด็กหญิงที่เคยถูกล่อลวง เข้าร่วมการขบวนผลิตลูกขาย แต่ละคนจะได้รับค่าตอบแทนระหว่าง 25,000 – 30,000 ไนร่า (ประมาณ 4,665 – 5,600 บาท) ส่วนเด็กทารกจะถูกขายในราคาระหว่าง 300,000 – 1,000,000 ไนร่า

เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจในรัฐอาเบีย ทางใต้ของไนจีเรีย บุกทลายแก๊งผลิตลูกขาย ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งตั้งเป็นสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าบังหน้า สามารถช่วยเหลือเด็กหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ 32 คน และจากการสอบปากคำ ส่วนใหญ่ตั้งครรภ์เพราะถูกข่มขู่บีบบังคับ.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 7:06 am

ชวนทำดนตรีสร้างสรรค์สังคม

 แม้ เพลงจะไม่คุ้นหู แต่ท่วงท่าการร้อง ผสานกับเนื้อหาของเพลงที่สร้างสรรค์ ให้กำลังใจในการต่อสู้ และสะท้อนมุมมองทางสังคม ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านหันไปชื่นชมกับกลุ่มนักดนตรีวัยโจ๋ที่มาแสดงความ สามารถในคอนเสิร์ตดนตรีมีพลัง เปิดโครงการ “พลังเพลง พลังปัญญา Triple H Music” ณ ลานเอ็มบีเค เซ็นเตอร์

พลังเพลงพลังปัญญา เป็นโครงการประกวดวงดนตรีน้ำดีให้มีที่ยืนทางสังคม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยปีนี้จัดมาเป็นปีที่ 3 แล้ว

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวดี ๆ มาจากคนกลุ่มหนึ่งที่มีความฝัน ไม่อยากให้บทเพลงเพื่อชีวิตถูกจำกัดไว้เพียงบางกลุ่ม แต่อยากนำเอาแนวคิดของเพลงเพื่อชีวิตมาใส่ทำนองเพลงทุกแนว เผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างทั่วถึง ส่วน Triple H music มาจาก H 3 ตัว ได้แก่ Heart Head Hand คือมาด้วยหัวใจ คิดอย่างสร้างสรรค์ ลงมือทำอย่างตั้งใจ

สำหรับโครงการในปีนี้ กำลังเปิดรับสมัครผู้สนใจ อายุระหว่าง 17-25 ปี รวมวงกันตั้งแต่ 4-8 คน โดยส่งเดโมที่แต่งขึ้นมาใหม่ 1 เพลง ที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ ให้แง่คิดที่ดี  จากนั้นจะคัดเลือกให้เหลือเพียง 15 วง ที่จะมีโอกาสเข้ามาร่วมอบรมซึ่งจะเน้นใน 2 ลักษณะ คือ แนวคิดการสร้างสรรค์เพลง ที่เน้นประเด็นทางสังคม และทักษะการเล่นดนตรีแบบมืออาชีพ วงที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเงินทุนเพื่อทำมินิอัลบั้มวงละ 50,000 บาท  ทั้งนี้กรรมการจะพิจารณาภาพรวมของเพลง โดยเฉพาะคำร้องที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ ไม่มองเพียงทักษะด้านดนตรีอย่างเดียว

Tags: ,
comments Comments (1)    -
October 16th, 2011 at 7:03 am

ติวเข้มเศรษฐกิจพอเพียง

 เพราะทราบดีว่า เมื่อครูพอเพียงจึงสอนให้เด็ก ๆ พอเพียงได้ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยังได้จัดเวิร์กช็อปเสริมศักยภาพผู้บริหารและคุณครูพอเพียง กับแนวคิด “การเรียนรู้ในองค์กร” ณ ศูนย์ฝึกอบรมอภิบาล บ้านผู้หว่าน จังหวัดนครปฐม เพื่อส่งเสริมโครงการพัฒนาเยาวชนโดยการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้ดำเนินการมากว่า 6 ปีแล้ว ดร.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม วิทยากรออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ในการอบรมครั้งนี้ เล่าว่า การอบรมจะทำให้ผู้บริหารและครูพอเพียงของแต่ละโรงเรียนกำหนดวิสัยทัศน์ที่ ชัดเจนร่วมกันในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีผู้บริหารโรงเรียนเป็นแกนนำพาครูและนักเรียนทำ เมื่อได้วิสัยทัศน์ร่วมแล้วก็จะเป็นโจทย์ต่อไปที่แต่ละโรงเรียนจะต้องมีแผน งานและคณะทำงาน เพื่อนำไปแปลงลงในหลักสูตร วิชาการเรียนการสอน และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อปลูกฝังอุปนิสัยพอเพียงให้เกิดขึ้น

นอกจากการขีดเส้นให้เข้าใจความหมายของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงไปในทางเดียวกัน แล้ว คณะผู้บริหารและคุณครูพอเพียงยังได้รู้จักกับหลักคิดข้ออื่น ๆ ของการทำโรงเรียนให้เป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” เช่น แนวคิดเรื่อง “การเป็นนายเหนือตนเอง” ผ่านการชมและสะท้อนแง่คิดจากภาพยนตร์เรื่อง The King’s Speech การแบ่งกลุ่มย่อยสนทนากันอย่างลึกซึ้งถึงแนวคิด “การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม” “การมีวิธีคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง” รวมถึง “การคิดเชิงระบบ” ซึ่งจะทำให้เห็นภาพความเชื่อมโยงของสังคมไทยกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ทั้งหมดนี้แต่ละโรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อนปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงของตนเองได้ตามความเหมาะสม

อ.ดุษิต พรหมชนะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเวิร์กช็อปครั้งนี้ว่า ทำให้ได้รับความคิดใหม่ ๆ ได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ของแต่ละคน โดยสามารถตกผลึกเป็นความคิดใหม่ ๆ เอาไปต่อยอดกับความคิดเดิมในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ โรงเรียนได้เป็นอย่างดี.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 10:32 pm

จับตาไต้ฝุ่น “บายัน” จ่อถล่มไทย

 จับตาพายุไต้ฝุ่นบายันจ่อถล่มไทย 15-19 ต.ค.นี้ เผยกรุงเทพฯชั้นในเสี่ยงน้ำท่วม 50:50 เมื่อวันนี้ ( 14 ต.ค.) ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ช่วงสองสัปดาห์มานี้ร่องมรสุมแช่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ทำให้มีฝนกระจายทั่วและตกหนักบางแห่ง และจากแบบจำลองของ Joint Typhoon Warning Center (JTWC) ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีความแม่นยำในการคาดการณ์ด้านอุตุนิยมวิทยาเชื่อถือได้ถึง  80 เปอร์เซ็นต์ พบว่าในช่วง 15-19 ต.ค.พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกทม.อาจจะได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นบายัน มีจุดก่อเกิดในทะเลทางตะวันออกหมู่เกาะฟิลิปปินส์ หากพายุไต้ฝุ่นเข้ามาจะทำให้มีฝนมากซ้ำเติมสถานการณ์ที่วิกฤตอยู่แล้วให้ รุนแรงขึ้นอีก ทั้งพายุไต้ฝุ่น น้ำเหนือจากเขื่อน และน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงนี้  ถือว่าเป็นช่วงที่ 3 น้ำมาพบกันพอดี กรุงเทพมหานครชั้นในอาจจะได้รับผลกระทบ มีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2526 อยู่ในช่วงเดือนตุลาคมเหมือนกัน แต่ปีนี้จะแตกต่างกว่าเพราะมีปรากฏการณ์ลานิญญาซ้อนลานิญญา อยู่ในช่วงเดือนตุลาคมเหมือนกัน ดังนั้น ต้องติดตามและจับตาข้อมูลพายุอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ถูกต้อง ตลอดจนมีมาตรการในการป้องกันที่เข้มข้น ดร.ธนวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรุงเทพฯชั้นใน จะท่วมหรือไม่ยังในภาวะ 50:50 แต่ กทม.ชั้นนอกเชื่อว่าจะมีน้ำท่วม ยังไงน้ำท่วม 50 เซนติเมตร – 1 เมตร หากพายุลูกนี้มาการระบายจะทำไม่ทันปริมาณน้ำที่สูงจะล้นข้ามแนวคันกันน้ำ เกิดน้ำท่วม กทม.ชั้นใน ตอนนี้รัฐบาลต้องแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจากหนักให้กลายเป็นเบา การที่รัฐบาลตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.)เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูล และสถานการณ์ที่ชัดเจนกับประชาชน นอกจากนี้อยากให้ตั้งศูนย์อพยพผู้ประสบภัย และเตรียมแพทย์ นักสุขภาพจิต เข้ามาดูแลจิตใจผู้ประสบภัย สถานการณ์ตอนนี้ยังวิกฤต จากนี้ไปอีก 3 สัปดาห์ ถ้ากทม.รอดจากน้ำท่วมจะค่อยๆ เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะร่องมรสุมจะลงไปที่ภาคใต้ แต่ภาคใต้ก็เสี่ยงน้ำท่วมหนักมากในช่วงสิ้นปีนี้ ต้องเตรียมตั้งรับ.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 6:00 pm

อึ้ง จีนเล่นศาลเตี้ยอีก จับหญิงสาวลักทรัพย์ถอดผ้า ลากมากลางถนนพร้อมข้อความประจาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ว่า เกิดเหตุชาวเมืองไท่หัว ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเจียงซือ ประเทศจีน ก่อเหตุรุมทำร้ายและประจานหญิงสาวก่อเหตุย่องเบารายหนึ่ง โดยกลุ่มได้ร่วมกันทุบตีหญิงสาวรายนี้ และจับเธอถอดผ้า และลากเธอมาเดินประจานกลางท้องถนน

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า หญิงสาวรายนี้ ถูกจับได้ขณะกำลังย่องเบาลักทรัพย์ และถูกชาวบ้านทุบตี และจับแก้ผ้าและฉีกกางเกงในทิ้ง  และกลุ่มยังเขียนข้อความว่า”ฉันเป็นหัวขโมย”บริเวณหลังเธอ ก่อนจะลากตัวเธอมายังท้องถนนเพื่อประจานต่อผู้คน

เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ มนุษยชน โดยบางรายระบุว่า เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าชาวบ้านจะนำผู้หญิงที่ถูกถอดผ้าออกมาประจานกลางถนน โดยเธอจะทำผิดจริงแต่ก็มีสิทธิมนุษยชน และประชาชนควรปล่อยให้ศาลทางการเป็นผู้ตัดสินมากกว่า แต่บางรายระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็น”บทลงโทษที่เหมาะสมแล้ว”

นับเป็นเหตุครั้งที่สองแล้วที่สังคมจีนใช้วิธีศาลเตี้ยจัดการกับผู้กระทำ ผิด โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเม.ย.เพิ่งเกิดเหตุชาวบ้านจับชายจีนรายหนึ่งที่ก่อเหตุขโมยของ โดยจับเขาแก้ผ้าและเขียนข้อความ”หัวขโมย”และลากตัวเขาไปประจานกลางถนน.

 

 

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 5:48 pm

“ยิ่งลักษณ์”ให้ยึดการแถลงข่าวของ “ประชา” เป็นหลัก หากฉุกเฉิน ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ศูนยปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม ศปภ. ถึงปัญหาที่เกิดความสับสนในการแถลงข่าวของผู้บริหาร ศปภ. เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ว่า การแถลงอย่างเป็นทางการ คือการแถลงของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ.
“ดิฉันจะรับว่า ศปภ.จะไปปรับปรุงการแถลงข่าว แต่จริงๆ แล้วในส่วนนั้นไม่ใช่การแถลงข่าวแต่เป็นการให้ข้อมูล ในส่วนของการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจะออกโดย ผอ.ศปภ. ปัญหานี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งเดียว ดิฉันจะรับไปคุยกันภายในเพื่อให้เกิดความชัดเจน ยืนยันว่า ศปภ.ยังเชื่อได้ ซึ่งถ้าเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ จะใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เพื่อให้เกิดความชัดเจน” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ว่าฯกทม.ออกมาชี้แจงหากมีเหตุอะไรในพื้นที่ กทม.จะชี้แจงเอง สรุปแล้วเป็นอำนาจของ ศปภ.หรือ กทม. น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า อำนาจทั้งหมดในส่วนของภาพรวมอยู่ที่ ศปภ. และ ศปภ.จะทำงานร่วมกับ กทม. แต่ในส่วนพื้นที่ชั้นใน กทม. เพื่อให้เกิดความชัดเจนจะส่งต่อให้ กทม.ชี้แจง
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า สถานการณ์น้ำล่าสุดจากทางเหนือในภาพรวมอยู่ในระดับทรงตัว อีกทั้งฝนไม่มากนักปริมาณน้ำลดหลั่นกันไป ซึ่งจะค่อยๆ ปรับปริมาณน้ำในเขื่อนให้ลดลงด้วย นอกจากนี้ ปริมาณน้ำตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมายังคงที่ ส่วนปัญหารอยต่อระหว่างจังหวัดปทุมธานีกับ กทม. กรณีเขื่อนกั้นไม่อยู่ ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปรักษาในส่วนนี้แล้ว ซึ่งไม่ว่าน้ำจะล้นอย่างไรเรามีแนวคลองข้างๆ รองรับ จะไม่ลามเข้าในพื้นที่หลัก ดังนั้น น้ำในภาคกลางในส่วน กทม. ไม่สูงมากนัก
“เรามีแนวคันกั้นน้ำอยู่เพื่อปกป้อง กทม.ชั้นใน และนอกแนวคันกั้นน้ำเรามีแนวเขื่อนต่างๆ และคลองที่จะระบายเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาเราขุดสำเร็จไปแล้ว 2 คลอง ซึ่งจะเริ่มปล่อยระบายน้ำลง ทำให้ในส่วนนี้อาจจะทยอยทุเลาลง แต่จะไม่เห็นน้ำลดมากนัก สรุปว่าผลกระทบที่มีต่อ กทม. จะอยู่ส่วนนอกแนวคันกั้นน้ำ และเป็นเฉพาะรอยต่อในส่วนของการกั้นคลองที่ไม่ได้ต่อเชื่อมกันสำเร็จ แต่น้ำจะอยู่เป็นบริเวณกว้าง ส่วนการสร้างแนวกั้นชั้น 2 ป้องกันพื้นที่ กทม. ตอนนี้สำรวจอยู่ จะเชิญ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. มาหารือในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

Tags: ,
comments Comments (0)    -