17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 16th, 2011 at 7:03 am

ติวเข้มเศรษฐกิจพอเพียง

 เพราะทราบดีว่า เมื่อครูพอเพียงจึงสอนให้เด็ก ๆ พอเพียงได้ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยังได้จัดเวิร์กช็อปเสริมศักยภาพผู้บริหารและคุณครูพอเพียง กับแนวคิด “การเรียนรู้ในองค์กร” ณ ศูนย์ฝึกอบรมอภิบาล บ้านผู้หว่าน จังหวัดนครปฐม เพื่อส่งเสริมโครงการพัฒนาเยาวชนโดยการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้ดำเนินการมากว่า 6 ปีแล้ว ดร.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม วิทยากรออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ในการอบรมครั้งนี้ เล่าว่า การอบรมจะทำให้ผู้บริหารและครูพอเพียงของแต่ละโรงเรียนกำหนดวิสัยทัศน์ที่ ชัดเจนร่วมกันในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีผู้บริหารโรงเรียนเป็นแกนนำพาครูและนักเรียนทำ เมื่อได้วิสัยทัศน์ร่วมแล้วก็จะเป็นโจทย์ต่อไปที่แต่ละโรงเรียนจะต้องมีแผน งานและคณะทำงาน เพื่อนำไปแปลงลงในหลักสูตร วิชาการเรียนการสอน และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อปลูกฝังอุปนิสัยพอเพียงให้เกิดขึ้น

นอกจากการขีดเส้นให้เข้าใจความหมายของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงไปในทางเดียวกัน แล้ว คณะผู้บริหารและคุณครูพอเพียงยังได้รู้จักกับหลักคิดข้ออื่น ๆ ของการทำโรงเรียนให้เป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” เช่น แนวคิดเรื่อง “การเป็นนายเหนือตนเอง” ผ่านการชมและสะท้อนแง่คิดจากภาพยนตร์เรื่อง The King’s Speech การแบ่งกลุ่มย่อยสนทนากันอย่างลึกซึ้งถึงแนวคิด “การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม” “การมีวิธีคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง” รวมถึง “การคิดเชิงระบบ” ซึ่งจะทำให้เห็นภาพความเชื่อมโยงของสังคมไทยกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ทั้งหมดนี้แต่ละโรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อนปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงของตนเองได้ตามความเหมาะสม

อ.ดุษิต พรหมชนะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเวิร์กช็อปครั้งนี้ว่า ทำให้ได้รับความคิดใหม่ ๆ ได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ของแต่ละคน โดยสามารถตกผลึกเป็นความคิดใหม่ ๆ เอาไปต่อยอดกับความคิดเดิมในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ โรงเรียนได้เป็นอย่างดี.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 10:32 pm

จับตาไต้ฝุ่น “บายัน” จ่อถล่มไทย

 จับตาพายุไต้ฝุ่นบายันจ่อถล่มไทย 15-19 ต.ค.นี้ เผยกรุงเทพฯชั้นในเสี่ยงน้ำท่วม 50:50 เมื่อวันนี้ ( 14 ต.ค.) ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ช่วงสองสัปดาห์มานี้ร่องมรสุมแช่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ทำให้มีฝนกระจายทั่วและตกหนักบางแห่ง และจากแบบจำลองของ Joint Typhoon Warning Center (JTWC) ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีความแม่นยำในการคาดการณ์ด้านอุตุนิยมวิทยาเชื่อถือได้ถึง  80 เปอร์เซ็นต์ พบว่าในช่วง 15-19 ต.ค.พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกทม.อาจจะได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นบายัน มีจุดก่อเกิดในทะเลทางตะวันออกหมู่เกาะฟิลิปปินส์ หากพายุไต้ฝุ่นเข้ามาจะทำให้มีฝนมากซ้ำเติมสถานการณ์ที่วิกฤตอยู่แล้วให้ รุนแรงขึ้นอีก ทั้งพายุไต้ฝุ่น น้ำเหนือจากเขื่อน และน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงนี้  ถือว่าเป็นช่วงที่ 3 น้ำมาพบกันพอดี กรุงเทพมหานครชั้นในอาจจะได้รับผลกระทบ มีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2526 อยู่ในช่วงเดือนตุลาคมเหมือนกัน แต่ปีนี้จะแตกต่างกว่าเพราะมีปรากฏการณ์ลานิญญาซ้อนลานิญญา อยู่ในช่วงเดือนตุลาคมเหมือนกัน ดังนั้น ต้องติดตามและจับตาข้อมูลพายุอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ถูกต้อง ตลอดจนมีมาตรการในการป้องกันที่เข้มข้น ดร.ธนวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรุงเทพฯชั้นใน จะท่วมหรือไม่ยังในภาวะ 50:50 แต่ กทม.ชั้นนอกเชื่อว่าจะมีน้ำท่วม ยังไงน้ำท่วม 50 เซนติเมตร – 1 เมตร หากพายุลูกนี้มาการระบายจะทำไม่ทันปริมาณน้ำที่สูงจะล้นข้ามแนวคันกันน้ำ เกิดน้ำท่วม กทม.ชั้นใน ตอนนี้รัฐบาลต้องแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจากหนักให้กลายเป็นเบา การที่รัฐบาลตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.)เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูล และสถานการณ์ที่ชัดเจนกับประชาชน นอกจากนี้อยากให้ตั้งศูนย์อพยพผู้ประสบภัย และเตรียมแพทย์ นักสุขภาพจิต เข้ามาดูแลจิตใจผู้ประสบภัย สถานการณ์ตอนนี้ยังวิกฤต จากนี้ไปอีก 3 สัปดาห์ ถ้ากทม.รอดจากน้ำท่วมจะค่อยๆ เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะร่องมรสุมจะลงไปที่ภาคใต้ แต่ภาคใต้ก็เสี่ยงน้ำท่วมหนักมากในช่วงสิ้นปีนี้ ต้องเตรียมตั้งรับ.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 6:00 pm

อึ้ง จีนเล่นศาลเตี้ยอีก จับหญิงสาวลักทรัพย์ถอดผ้า ลากมากลางถนนพร้อมข้อความประจาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ว่า เกิดเหตุชาวเมืองไท่หัว ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเจียงซือ ประเทศจีน ก่อเหตุรุมทำร้ายและประจานหญิงสาวก่อเหตุย่องเบารายหนึ่ง โดยกลุ่มได้ร่วมกันทุบตีหญิงสาวรายนี้ และจับเธอถอดผ้า และลากเธอมาเดินประจานกลางท้องถนน

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า หญิงสาวรายนี้ ถูกจับได้ขณะกำลังย่องเบาลักทรัพย์ และถูกชาวบ้านทุบตี และจับแก้ผ้าและฉีกกางเกงในทิ้ง  และกลุ่มยังเขียนข้อความว่า”ฉันเป็นหัวขโมย”บริเวณหลังเธอ ก่อนจะลากตัวเธอมายังท้องถนนเพื่อประจานต่อผู้คน

เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ มนุษยชน โดยบางรายระบุว่า เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าชาวบ้านจะนำผู้หญิงที่ถูกถอดผ้าออกมาประจานกลางถนน โดยเธอจะทำผิดจริงแต่ก็มีสิทธิมนุษยชน และประชาชนควรปล่อยให้ศาลทางการเป็นผู้ตัดสินมากกว่า แต่บางรายระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็น”บทลงโทษที่เหมาะสมแล้ว”

นับเป็นเหตุครั้งที่สองแล้วที่สังคมจีนใช้วิธีศาลเตี้ยจัดการกับผู้กระทำ ผิด โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเม.ย.เพิ่งเกิดเหตุชาวบ้านจับชายจีนรายหนึ่งที่ก่อเหตุขโมยของ โดยจับเขาแก้ผ้าและเขียนข้อความ”หัวขโมย”และลากตัวเขาไปประจานกลางถนน.

 

 

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 5:48 pm

“ยิ่งลักษณ์”ให้ยึดการแถลงข่าวของ “ประชา” เป็นหลัก หากฉุกเฉิน ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ศูนยปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม ศปภ. ถึงปัญหาที่เกิดความสับสนในการแถลงข่าวของผู้บริหาร ศปภ. เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ว่า การแถลงอย่างเป็นทางการ คือการแถลงของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ.
“ดิฉันจะรับว่า ศปภ.จะไปปรับปรุงการแถลงข่าว แต่จริงๆ แล้วในส่วนนั้นไม่ใช่การแถลงข่าวแต่เป็นการให้ข้อมูล ในส่วนของการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจะออกโดย ผอ.ศปภ. ปัญหานี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งเดียว ดิฉันจะรับไปคุยกันภายในเพื่อให้เกิดความชัดเจน ยืนยันว่า ศปภ.ยังเชื่อได้ ซึ่งถ้าเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ จะใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เพื่อให้เกิดความชัดเจน” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ว่าฯกทม.ออกมาชี้แจงหากมีเหตุอะไรในพื้นที่ กทม.จะชี้แจงเอง สรุปแล้วเป็นอำนาจของ ศปภ.หรือ กทม. น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า อำนาจทั้งหมดในส่วนของภาพรวมอยู่ที่ ศปภ. และ ศปภ.จะทำงานร่วมกับ กทม. แต่ในส่วนพื้นที่ชั้นใน กทม. เพื่อให้เกิดความชัดเจนจะส่งต่อให้ กทม.ชี้แจง
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า สถานการณ์น้ำล่าสุดจากทางเหนือในภาพรวมอยู่ในระดับทรงตัว อีกทั้งฝนไม่มากนักปริมาณน้ำลดหลั่นกันไป ซึ่งจะค่อยๆ ปรับปริมาณน้ำในเขื่อนให้ลดลงด้วย นอกจากนี้ ปริมาณน้ำตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมายังคงที่ ส่วนปัญหารอยต่อระหว่างจังหวัดปทุมธานีกับ กทม. กรณีเขื่อนกั้นไม่อยู่ ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปรักษาในส่วนนี้แล้ว ซึ่งไม่ว่าน้ำจะล้นอย่างไรเรามีแนวคลองข้างๆ รองรับ จะไม่ลามเข้าในพื้นที่หลัก ดังนั้น น้ำในภาคกลางในส่วน กทม. ไม่สูงมากนัก
“เรามีแนวคันกั้นน้ำอยู่เพื่อปกป้อง กทม.ชั้นใน และนอกแนวคันกั้นน้ำเรามีแนวเขื่อนต่างๆ และคลองที่จะระบายเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาเราขุดสำเร็จไปแล้ว 2 คลอง ซึ่งจะเริ่มปล่อยระบายน้ำลง ทำให้ในส่วนนี้อาจจะทยอยทุเลาลง แต่จะไม่เห็นน้ำลดมากนัก สรุปว่าผลกระทบที่มีต่อ กทม. จะอยู่ส่วนนอกแนวคันกั้นน้ำ และเป็นเฉพาะรอยต่อในส่วนของการกั้นคลองที่ไม่ได้ต่อเชื่อมกันสำเร็จ แต่น้ำจะอยู่เป็นบริเวณกว้าง ส่วนการสร้างแนวกั้นชั้น 2 ป้องกันพื้นที่ กทม. ตอนนี้สำรวจอยู่ จะเชิญ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. มาหารือในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 5:42 pm

นายกฯปูการันตีน้ำไม่ท่วมกรุง

 นายกฯปูการันตีน้ำไม่ท่วม กทม.หลังตรวจคันกั้นน้ำหลักหก แก้ต่างแทนผู้ว่าฯอยุธยาไม่ดูแลชาวบ้านเดือดร้อน

เมื่อวันนี้ (14 ต.ค.) เวลา 16.25 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังไปตรวจเยี่ยมแนวคันกั้นน้ำบริเวณหลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี  ว่า มั่นใจว่าจะรับสถานการณ์น้ำได้ เพราะหลังจากลงไปดูแนวคลองและสั่งให้เสริมกระสอบทรายให้สูงขึ้นอีก โดยภาพรวมรัฐบาลดูแลประชาชนทุกจังหวัด มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่เจอกับภาวะน้ำท่วม แต่เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะทำแนวคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายไม่ได้กระจายไปมากกว่านี้ จึงเป็นที่มาในการขอความร่วมมือประชาชนในการทำคันกั้นน้ำที่ไปตรวจคันกั้น น้ำร่วมกับผู้ว่าฯกทม.เพื่อให้เห็นความมั่นใจ หลังจากไปตรวจแล้วขอให้ความมั่นใจว่าไม่น่าจะมีผลกระทบกับกทม.เพราะวันนี้ น้ำไม่ค่อยมาก แม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือมธ.ศูนย์รังสิต จะได้รับการดูแลอย่างดี ยืนยันว่าการแถลงข่าว ศปภ.เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด แต่เป็นการรายงานจากข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ในเบื้องต้น จึงอยากให้ประชาชนชาว กทม.สบายใจได้ เพราะวันนี้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะในกทม.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวประชาชนในจ.พระนครศรีอยุธยาไม่พอใจผู้ว่าราชการ จังหวัดที่ไม่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนมาหลายวันแล้ว ว่า ไม่เป็นความจริง ผู้ว่าฯดูแลพื้นที่มาโดยตลอดบางทีต้องขอความเห็นใจผู้ว่าฯด้วยเพราะมีหลาย พื้นที่ต้องดูแลและทำงานแก้ไขปัญหามาตลอดหลายเดือน.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 5:40 pm

หักเงินเดือนส.ส.ช่วยน้ำท่วม

 สภาฯเตรียมหักเงินเดือนส.ส.ช่วยน้ำท่วมพร้อมจัดระดมทุนรับบริจาค ทางช่อง 11

เมื่อวันนี้ ( 14 ต.ค.) นายไพจิต ศรีวรขาน  ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)กิจการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีดำริตั้ง“คณะกรรมการสภาร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม” โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานฯ พร้อมด้วย พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา โดยจะประชุมนัดแรกในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือถึงแนวทางช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมขอให้ ส.ส. ข้าราชการฝ่ายการเมือง และข้าราชการรัฐสภา เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในเบื้องต้นจะเป็นรูปแบบการแจ้งความจำนงในการหักเงินเดือน  ค่าตอบแทน  ส่วนจะหักเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ต้องขึ้นกับที่ประชุม รวมถึงจะจัดตั้งศูนย์รับบริจาคและขอความร่วมมือจาก ส.ส.เป็นรายบุคคลด้วย

นายไพจิต กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในส่วนของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะ ได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการช่วยเหลือ รวมถึงให้จัดงานระดมทุน รับบริจาค ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย  ช่อง 11  ในวันที่ 25 หรือ 26 ต.ค.นี้  สำหรับการกระจายหรือแจกจ่ายสิ่งของไปยังผู้ประสบภัยจะอาศัยช่องทางของ ส.ส.แต่ละพื้นที่เป็นหลัก.

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 5:37 pm

นายกฯป้อง“ปลอด”สั่งอพยพแตกตื่น

 นายกฯ ป้องปลอดประสพ สั่งชาวบ้านอพยพ บอกแค่หวังดี แต่ใช้คำพูดตื่นเต้นไปหน่อย

เมื่อ วันนี้ (14 ต.ค.) เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงข่าวแจ้งเตือนประชาชนใน จ.ปทุมธานี และกทม.ของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมาจนทำให้ตื่นตระหนก ว่า การแถลงข่าวของนายปลอดประสพ เป็นเพียงชี้แจงข้อมูลล่าสุดที่ได้รับรายงานเข้ามา ซึ่งเป็นช่วงของการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ยังไม่ได้มีการสรุป ซึ่งไม่ได้ถือว่าเป็นการแถลงอย่างเป็นทางการของ ศปภ. เพราะการแถลงอย่างเป็นทางการจะต้องมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ.ร่วมอยู่ด้วย แต่ด้วยความที่เป็นห่วงพี่น้องประชาชน ประกอบกับน้ำเสียงในการพูดของนายปลอดประสพอาจทำให้ผู้คนวิตกกังวล ตนจึงเป็นห่วงว่าประชาชนจะวิตกกังวลมากเกินไป จึงมอบหมายให้ทาง ศปภ.ได้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริง  ยืนยันว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างเป็นปกติ

เมื่อถามว่าหลังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะมีการปรามนายปลอดประสพเรื่องการแถลง ข่าวหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ความจริงนายปลอดประสพอาจจะเป็นห่วงประชาชน แต่คำพูดที่แถลงออกมาทำให้ประชาชนตื่นเต้น แต่ด้วยความที่มีเจตนาดี จึงอยากให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ระวัง เพราะอาจจะมีความเป็นไปได้ แต่ตนไม่อยากให้ประชาชนตระหนกตกใจ เพราะถ้าปริมาณน้ำจะเข้ามาถึงจริง เราก็มีเจ้าหน้าที่คอยประสานงานอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ ตนจะไปพูดคุยกันภายในเพื่อให้เกิดความชัดเจน และจะไปปรับวิธีการแจ้งเตือนประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและข้อมูล คลาดเคลื่อน เมื่อถามว่าแต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความเชื่อ ถือของประชาชนต่อการแจ้งเตือนของ ศปภ.ในครั้งต่อไปได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพิ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ไม่คิดว่าจะทำลายความเชื่อมั่นของ ศปภ. ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าใจด้วย ยืนยันว่าข้อมูลของ ศปภ.ยังเชื่อถือได้ ต่อไปหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริงหรือมีความจำเป็น ทาง ศปภ.จะใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในการชี้แจงต่อประชาชนเพื่อ ให้เกิดความชัดเจน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดที่คลองบ้านพร้าว อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ว่า เป็นไปอย่างที่ พล.ต.อ.ประชาได้ชี้แจงไปแล้ว โดยภาพรวมปริมาณน้ำจากทางตอนเหนือเริ่มทรงตัว เพียงแต่มีปัญหาในช่วงแนวรอยต่อ จ.ปทุมธานีที่กั้นไม่อยู่ ซึ่งตนได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปรักษาแนวรอยต่อไว้แล้ว แม้ว่าน้ำจะล้นแต่เรามีแนวคลองอยู่ข้างๆ ดังนั้นน้ำจะไม่ลามกินพื้นที่บริเวณกว้าง รวมทั้งในพื้นที่ กทม.น้ำก็จะไม่สูงมากนัก เพราะเรามีแนวคันกั้นน้ำเพื่อปกป้องกทม.ชั้นในอยู่  ส่วนพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำก็มีคลองรองรับ ซึ่งวันนี้ความคืบหน้าในการขุดคลองเพื่อระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ทำ เสร็จแล้ว 2 คลอง ซึ่งจะเริ่มระบายน้ำออกไปได้  และจะทำให้สถานการณ์ในภาคกลางจะเริ่มทุเลาลง  ขอยืนยันว่าผลกระทบที่จะเกิดกับพื้นที่ กทม.นั้นจะเป็นเฉพาะพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำในช่วงรอยต่อเท่านั้นและไม่ได้ ส่งผลกระทบในวงกว้าง

เมื่อถามว่าทางผู้ว่าฯกทม.ออกมาระบุว่าหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น กทม.จะเป็นผู้ชี้แจงเอง สรุปแล้วการแจ้งเตือนจะเป็นอำนาจของ กทม.หรือ ศปภ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อำนาจในภาพรวมเป็นของ ศปภ. ส่วนในเขตพื้นที่ด้านในก็จะส่งต่อให้ กทม.ชี้แจง ส่วนการทำแนวคันกั้นน้ำชั้นที่ 2 เพื่อรองรับกรณีที่แนวคันกั้นน้ำชั้นแรกไม่สามารถต้านกระแสน้ำได้นั้น  ตอนนี้กำลังให้ดำเนินการสำรวจอยู่ ซึ่งเช้าวันนี้ (14 ต.ค.) ตนได้เชิญผู้ว่าฯ กทม.มาพูดคุยกันแล้ว.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 12:49 pm

มูลนิธิศาลเจ้าพ่อปุงเถ่ากง พรานกระต่าย มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน

  • เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2554 เวลา 19.00 น. บริเวณศาลเจ้าพ่อปุงเถ่ากง พรานกระต่าย ได้ทำพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนขาดแคลนและยากจน เนื่องในงานประจำปีศาลเจ้าพ่อปุงเถ่ากง แก่โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว จำนวน 3 ทุน คือ นางสาวณัฐริกา ชาญเขตการ ชั้น ม.3 เด็กหญิงบังอร ครุฑแก้ว ชั้น ป.3 และ เด็กชายอัครชัย วรรณา ชั้น ป.1

สำหรับการมอบทุนในครั้งนี้ ได้รับการประสานงานจาก ท่าน ผอ.วีรัตน์ ตันเจริญ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว อดีต ผอ.ร.ร.วัดคูยาง กรรมการมูลนิธิ และมี นางพัชรี หายหัดถี เป็นครูผู้รับผิดชอบงานทุนการศึกษาของโรงเรียนประสานงานได้เรียบร้อย…ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีค่ะ

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 8:02 am

ทึ่งคลอดลูกหลังวิ่งแข่งมาราธอน

  • สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ว่า นางแอมเบอร์ มิลเลอร์ วัย 27 ปี แถบชานเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้เกือบ 39 สัปดาห์ แต่เข้าร่วมการแข่งขันวิ่งมาราธอน ระยะทาง 26.2 ไมล์ และเธอคลอดลูกเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังวิ่งเข้าสู่เส้นชัย โฆษกโรงพยาบาลเซ็นทรัล ดูเพจ ในเมืองชิคาโก ที่นางมิลเลอร์เข้าไปคลอดลูก เผยว่า นางมิลเลอร์ให้กำเนิดลูกสาว “จูน” ซึ่งเป็นลูกคนที่ 2 เมื่อวันอาทิตย์ โดยเธอและลูกสาวสุขภาพแข็งแรงทั้งคู่


นายโจสามีของนางมิลเลอร์ เผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ภรรยาชอบการวิ่งออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ เธอเข้าร่วมการแข่งขันวิ่ง “ชิคาโก มาราธอน” ระยะทาง 26.2 ไมล์ เมื่อวันอาทิตย์ ทั้งที่ตั้งท้องได้เกือบ 39 สัปดาห์แล้ว โดยเธอชวน “คาเลบ” ลูกชายคนโตเข้าร่วมวิ่งด้วย แต่การวิ่งของเธอและลูกชาย ใช้วิธีวิ่ง 2 ไมล์และเดิน 2 ไมล์ สลับกันไป จนกระทั่งเข้าสู่เส้นชัยในที่สุด และหลังจากนั้น เธอกับสามีและลูกชายร่วมฉลองด้วยการรับประทานอาหารร่วมกัน ที่ร้านอาหารนอกบ้านแห่งหนึ่ง แต่เธอรู้สึกปวดท้องเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. สามีจึงนำส่งโรงพยาบาล และคลอดลูกสาวเมื่อเวลา 22.29 น.

 

 

Tags:
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 7:25 am

“กษัตริย์จิกมี”อภิเษกสมรสเรียบง่าย(มีภาพชุด)

เผยพระราชพิธีอภิเษกสมรส “กษัตริย์จิกมี” กับหญิงสามัญชน “น.ส.เจตซัน เปมา” จัดเรียบง่ายแต่งดงามด้วยสีสรรและราชประเพณีอันเก่าแก่ของ “ภูฏาน”

วันนี้ (13 ต.ค.)สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองพูนาคา ประเทศภูฏาน ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งมีพระชนมายุ 31 พรรษา ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระคู่หมั้นหญิงสามัญชน น.ส.เจตซุน เปมา วัย 21 ปี ตามราชประเพณีโบราณของชาวภูฏานภายในพระอารามหลวงของป้อมปราการเก่าแก่ใน เมืองพูนาคา เมืองหลวงเก่าของภูฏาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ท่ามกลางความปิติยินดีของผสกนิกร 700,000 คน ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่เรียบง่ายแต่ก็งดงามด้วยสีสรรและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ของประเทศบนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้
พระราชพิธีอภิเษกสมรส เริ่มขึ้นในเวลา 08.20 น.ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น และเป็นมงคลฤกษ์ตามที่โหรหลวงถวาย โดยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ฉลองพระองค์ในชุดแต่งกายประจำชาติตามราชประเพณี เสด็จลงมาจากราชบัลลังก์ทอง ต่อหน้าพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เพื่อสวมมงกุฎไหมทองบนศีรษะของพระคู่หมั้น น.ส.เจตซัน เปมา โดยทรงแย้มพระสรวลด้วยความปิติยินดียิ่ง จากนั้น พระสงฆ์สวดมงคลคาถา แล้วขึ้นประทับบนราชบัลลังก์เคียงข้างสมเด็จพระราชาธิบดี ในฐานะพระราชินีองค์ใหม่แห่งภูฎาน
ภายในสถานที่ประกอบพระราช พิธีอภิเษกสมรส มีสมเด็จพระสังฆราชทำหน้าที่ประธาน ซึ่งก็เป็นพระราชพิธีอันบริสุทธิ์สวยงาม ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ของทางการ และแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับพิธีเษกสมรสของเจ้าชายวิลเลียม กับ น.ส.เคท มิดเดิลตัน แห่งราชวงศ์อังกฤษ เพราะไม่มีเจ้าชายต่างชาติ หรือประมุขต่างชาติ ได้รับเชิญเข้าร่วมพิธี มีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น ขณะที่ชาวบ้านหลายพันคนนั้นก็ต้องไปชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์แทนที่บริเวณ ทุ่งหญ้าใกล้กัน
สำหรับของขวัญที่พระราชบิดาของสมเด็จพระ ราชาธิบดีจิกมี ทรงมอบให้กับคู่บ่าวสาวนั้น เป็นชุดของขวัญ ประกอบด้วย กระจกเงา นมเปรี้ยว หญ้า และหอยสังข์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการถวายพระพร หมายถึงการมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระสติปัญญา ความสะอาดบริสุทธิ์ และ ความปรารถนาดีอื่นๆ ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งผสกนิกรได้ถวายความยินดีแด่กษัตริย์ผู้ทรงพระเยาว์แห่งภูฏาน ซึ่งมีพระจริยาวัตรงดงาม และทรงครองความเป็นโสดมาจนถึงพระชนมายุ 31 พรรษา และในที่สุดพระองค์ก็สามารถหาเจ้าสาวแม้จะเป็นหญิงสามัญชนและอายุห่างถึง 10 ปี แต่ก็ทรงสมหวังและสามารถสืบทอดราชบัลลังก์ได้อย่างสมบูรณ์ ทรงสร้างครอบครัวของพระองค์ขึ้นมาได้ หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์บัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาเมื่อปี 2551
สำหรับ ประเทศภูฏานหรือดินแดนแห่งมังกรสายฟ้านั้นไม่อนุญาตให้มีโทรทัศน์ต่างชาติ เข้ามาจนกระทั่งปี 2542 และเป็นประเทศเดียวในโลกซึ่งรัฐบาลใช้ดัชนีความสุขมวลรวมสำหรับประชาชนแทน ที่จะใช้ดัชนีวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจ นายคาร์มา ชิตีม ประธานคณะกรรมการดัชนีความสุขมวลรวม กล่าวว่า พระราชพิธีอภิเษกสมรสทำให้ชาวภูฏานมีความสุขเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งสองพระองค์ยังทรงมีหมายกำหนดการที่จะปรากฏพระองค์พร้อมกันต่อหน้าสาธาร ชนเป็นครั้งแรก ในงานฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรส ที่สนามกีฬาในกรุงทิมพู ในวันเสาร์ที่ 15 ต.ค.นี้

ภาพชุด

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 14th, 2011 at 6:52 am

นายกฯฉุน “ปลอด” ทำป่วนสั่งแก้ข่าว

ศปภ.มั่วผ่านไปไม่ถึงครึ่ง ชม. “ประชา” นำทีมแถลงปัดเร่งให้ชาวปทุมธานี-กทม.ตอนเหนืออพยพจากบ้าน บอกรับมือสถานการณ์ได้แล้ว คาดประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าวซ่อมเสร็จวันนี้

วันนี้ ( 13 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศปภ.ว่าภายหลังจากที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ และนายวิม รุ่งวัฒนจินดา โฆษก ศปภ. ได้ออกมาแถลงเตือนประชาชนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี และตอนเหนือของ กทม. ให้อพยพในทันที เพราะไม่สามารถรับมือกับน้ำที่ทะลักจากประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว จ.ปทุมธานีได้แล้ว  ต่อมาเวลาผ่านไปไม่ถึง 30 นาที ในเวลา 19.15 น. ทาง ศปภ. นำโดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ. ได้มีการแถลงด่วนอีกครั้ง โดยพล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ล่าสุดได้รับรายงานสถานการณ์เข้ามาว่าในประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว จ.ปทุมธานี ที่แตกนั้น สามารถซ่อมเสร็จได้ทัน และคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง ณ เวลานี้น่าจะรับสถานการณ์ได้อยู่ โดยน้ำที่ออกมาสามารถบังคับทิศทางการไหลไปในเส้นทางที่เตรียมไว้ได้มากพอ สมควร แต่พี่น้องประชาชนก็ควรต้องเตรียมการไว้เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ และขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่ง ศปภ.จะรายงานให้ทราบเป็นระยะ แต่ขณะนี้ยืนยันว่า ศปภ.ยังรับสถานการณ์ได้อยู่ เมื่อถามว่าประกาศแจ้งให้อพยพยังคงอยู่หรือไม่ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ เป็นแต่เพียงการเตรียมการ ซึ่งก็ได้แจ้งผู้ว่าฯ ให้เตรียมความพร้อมเรื่องแผนเผชิญเหตุ แต่ ณ เวลาสถานการณ์ยังเป็นปกติ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ด้านนายปลอดประสพ กล่าวว่า ในส่วนของกทม.ชั้นในยืนยันว่ามีความปลอดภัย 100 % เพราะมีถนนหลายสายทีกั้นไว้ ส่วนในเขตพื้นที่ที่ได้แถลงแจ้งเตือนไว้ตั้งแต่ต้น หากท่านใดที่มีอาคารบ้านพักอาศัยสูงเกิน 1 เมตรก็ไม่ต้องตกใจ เพราะในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุดน้ำจะสูงไม่เกิน 1 เมตร

เมื่อถามย้ำว่าประชาชนที่บ้านชั้นเดียว หรือบ้านสูงไม่ถึง 1 เมตรยังต้องอพยพตามประกาศอยู่ใช่หรือไม่ นายปลอดประสพ กล่าวว่า คำสั่งให้ย้ายออกจากที่อยู่อาศัยก่อนหน้านี้เป็นไปตามสถานการณ์ แต่ขณะนี้ประตูระบายน้ำที่คลองบ้านพร้าวสามารถซ่อมได้แล้ว 50 % และยังมีถนนหมายเลข 3309 ที่ช่วยกั้นน้ำได้อีก 10 ซม.

ทางด้านนายพระนาย สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงว่า ขณะนี้ได้รับแจ้งข่าวดีว่าทีมแก้ไขสถานการณ์ที่ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีกำลัง มาถึงที่คลองบ้านพร้าว ซึ่งทุกคนมั่นใจว่าวันที่ 14 ต.ค.นี้ น่าจะซ่อมแล้วเสร็จ ดังนั้นน้ำบริเวณอ.สามโคก จะไม่ทะลักเข้ากทม.แน่นอน จึงขอให้ผู้ว่าฯในแต่ละจังหวัดแจ้งไปยังประชาชนว่าสถานการณ์ยังควบคุมได้

ต่อมาเวลา 19.45 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินออกจากห้องประชุม ศปภ. เพื่อขึ้นรถเดินทางกลับบ้านพัก โดยไม่ตอบคำถามใด ๆ เกี่ยวกับความสับสนในการแจ้งเตือนประชาชนให้เก็บของและอพยพ

รายงานงานข่าวแจ้งว่า การแถลงของนายปลอดประสพสร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบอยู่ใน ศปภ.เป็นอย่างมาก เนื่องจากเร่งออกมาแถลงข่าวทั้ง ๆ ที่การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น โดยไม่ปรึกษาใคร แม้แต่นายกรัฐมนตรียังไม่ทราบเรื่อง ซึ่งระหว่างที่นายปลอดประสพแถลงข่าวอยู่นั้น ผู้ที่อยู่ในห้องประชุม รวมทั้งนายกฯ ก็เห็นการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวดังกล่าวถึงกับตกใจ หลังจากนั้นจึงสั่งการให้มาแถลงแก้ข่าวเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 13th, 2011 at 9:26 pm

กลุ่มพรานกระต่ายประชุมเตรียมจัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 13.30 น. นายสมเดช สุรเดช ประธานกลุ่มโรงเรียนพรานกระต่าย ได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกลุ่มโรงเรียนพรานกระต่าย เพื่อเตรียมการวางแผนการจัดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับกลุ่มโรงเรียน โดยได้เชิญผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 7 โรงเรียนประกอบด้วย โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนบ้านพรานกระต่าย โรงเรียนอนุบาลพรานกระต่าย โรงเรียนบ้านเขาสว่างอารมณ์ โรงเรียนบ้านหนองตากล้า โรงเรียนวัดโพธาราม และโรงเรียนบ้านใหม่เขานิยม

และในการประชุมครั้งนี้ได้เชิญผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนที่ตั้งอยู่ในเขตกลุ่มโรงเรียน อีก 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ โรงเรียนอนุบาลดรุณานุกูล โรงเรียนดรุณานุกูล(หัวถนน) เข้าประชุมด้วย

ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลายเรื่อง คือ เรื่องขอทบทวนกำหนดการจัดการแข่งขันใหม่ ขอเลื่อนจากเดิมวันที่ 30 – 31 ตุลาคม 2554 เลื่อนเป็น วันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2554 ส่งรายชื่อให้ สพป.กพ.เขต 1 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554ส่วนสถานที่แข่งขันขอความร่วมมือจาก โรงเรียนบ้านพรานกระต่าย โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว และ โรงเรียนอนุบาลพรานกระต่าย

สำหรับกำหนดการแข่งขันในระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1(ในฐานะเจ้าภาพจัดเฉพาะระดับปฐมวัยและประถมศึกษา) ชื่อ “มหกรรมเปิดโลกการศึกษาศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 61 ประจำการศึกษา 2554″กำหนดแข่งขัน ในวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2554 สถานที่แข่งขันกำหนดไว้ดังนี้คือ ศูนย์SEP โรงเรียนวัดคูยาง โรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร โรงเรียนบ้านบ่อสามแสน โรงเรียนชุมชนบ้านหนองปลิง คัดเป็นตัวแทนระดับเขตพื้นที่ สพป.กพ.เขต 1

ส่วนเจ้าภาพระดับมัธยมศึกษา มอบให้ สำนักงกานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ที่ 41 เป็นผู้จัดการแข่งขัน โดยให้ข้าราชการครูได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางเว็บไซด์ของ สพม.เขต 41

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 13th, 2011 at 3:27 pm

‘พิสิฐ’เตือนรัฐระวังกับดักหนี้ ซ้ำรอยกรีซ

คณบดีคณะ เศรษฐศาสตร์ มช. เตือนภาครัฐอย่าหลอกตัวเองหนี้ต่ำ ชี้อาจเจอกับดักหนี้แบบ “กรีซ” ได้ แนะกระทรวงคลังคิดนโยบายให้ตกผนึกก่อนประกาศใช้

เปิด ฉากยิ่งใหญ่สำหรับนโยบาย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1″ โดยเฉพาะนโยบายรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ค่าแรงขั้นต่ำ รวมไปถึงโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากคนทุกชนชั้น ไล่เรียงตั้งแต่คนรายได้น้อยไปจนระดับมหาเศรษฐี และแน่นอนว่า นโยบายที่ออกมาล้วนแต่ต้องใช้เงินงบประมาณอย่างมหาศาล จึงไม่แปลกที่จะมีคำถามเชิงเป็นห่วงออกมาจากทั้งฝ่ายนักวิชาการและนัก เศรษฐศาสตร์จากทั่วประเทศ 

พิสิฐ ลี้อาธรรม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ค่อนข้างกังวลกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ โดยเขาให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลมีแผนนำมาใช้ อยากให้คิดอย่างรอบคอบและพิจารณาจนตกผลึกก่อนนำมาใช้ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้น ที่สำคัญ ไม่อยากให้รัฐบาลคิดว่าหนี้สาธารณะของประเทศยังต่ำ เพราะเราอาจติดกับดักหนี้เหมือนกับที่กรีซกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ได้

“ทุกวันนี้ เรายังหลอกตัวเองว่าหนี้เราต่ำแค่ 40% ของจีดีพี แต่เราลืมไปว่า รายได้เราก็ต่ำด้วย แค่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นแม้เขาจะมีหนี้สาธารณะสูง ถึง 80-90% แต่รายได้ต่อจีดีพีเขาก็สูงด้วย โดยเฉลี่ยอยู่ระดับ 40-50% ดังนั้น เราอย่าหลอกตัวเองอีกเลยว่าเรายังมีความสามารถในการก่อหนี้ เพราะเราอาจติดกับดักหนี้แบบที่กรีซเจออยู่ตอนนี้ก็ได้”

นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลยังมีหนี้ที่ไม่ได้โชว์อยู่ในตัวเลขหนี้สาธารณะอีก มากมาย ซึ่งเป็นหนี้จากโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งปัจจุบันนี้ถ้าไปดูตัวเลขหนี้ตามโรงพยาบาลรัฐต่างๆ จะเห็นว่าเพิ่มสูงขึ้นมาก รวมไปถึงหนี้ที่อยู่ในรูปของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งถ้าเกิดปัญหามา รัฐบาลเองก็ต้องเป็นผู้ชดใช้อยู่ดี

สำหรับกลไกการดำเนินนโยบายของรัฐบาลนั้น “พิสิฐ” แนะนำว่า ก่อนจะออกมาตรการใดๆ รัฐบาลควรคิดให้ตกผลึกก่อนว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของมาตรการนั้นๆ คือ อะไรกันแน่ อย่างกรณีของรถยนต์คันแรก รัฐบาลต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ตกลงจะสนับสนุนในเรื่องอะไร ระหว่างการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานโดยหันมาใช้รถสาธารณะ หรือสนับสนุนให้เด็กจบใหม่มีรถยนต์ใช้ ส่วนในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น เขาย้ำว่าไม่ได้ต่อต้านในเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง เพราะยังไงค่าแรงขั้นต่ำก็ต้องเพิ่มอยู่แล้วในท้ายที่สุด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่การปรับขึ้นไม่ควรไปทำให้มันผิดธรรมชาติ เพราะจะทำให้กลไกต่างๆ บิดเบี้ยวไปหมด

“พิสิฐ” บอกด้วยว่า กรณีค่าแรงขั้นต่ำนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) นั้น อาจได้รับผลกระทบได้ จากเดิมที่ใช้ระบบจ้างงานตามปกติ ก็อาจเปลี่ยนมาใช้วิธีเหมางานแทน หรือไม่ก็อาจใช้วิธีแอบจ้างงาน จนทำให้เกิดปัญหาแรงงานนอกระบบได้

“วิธีที่รัฐบาลควรทำมากที่สุด คือ ดึงแรงงานที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยปัจจุบันแรงงานในประเทศไทยมีทั้งหมด 38 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้อยู่ในระบบเพียง 14 ล้านคน ขณะที่อีก 24 ล้านคนล้วนอยู่นอกระบบ หากภาครัฐสามารถดึงแรงงานเหล่านี้ให้เข้ามาอยู่ในระบบได้ ก็จะถือเป็นประสบความสำเร็จอย่างมาก”

“พิสิฐ” ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐดันออกมา ไม่จำเป็นต้องห่วงในเรื่องการเลือกตั้งมากเกินไป เพราะยังมีเวลาเหลืออีก 4 ปี ดังนั้น จึงควรมุ่งบริหารเศรษฐกิจให้ดี และนโยบายต่างๆ ต้องชัดเจน ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ที่สำคัญ การดำเนินนโยบายระหว่าง นโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง ควรจะต้องไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

“ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง คือ แบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยมาต่อเนื่อง เพราะเงินเฟ้อมันสูงขึ้น แต่รัฐบาลกลับดำเนินนโยบาย ลด แลก แจก แถม ในเรื่องรถยนต์กับบ้าน โดยไม่รู้ว่ามีเป้าหมายอะไรกันแน่ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่าย แถมให้ดอกเบี้ย 0% ขณะที่แบงก์ชาติพยายามขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง มันเลยทำให้เกิดคำถามว่า การผสานนโยบายระหว่าง การเงิน กับการคลังมีมากน้อยแค่ไหน”

สำหรับกรณีนี้ “พิสิฐ” ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจของไทยช่วงที่ผ่านมา ยังไม่จำเป็นต้องใช้แรงกระตุ้นมากนัก เพราะถ้าดูการเติบโตก็ยังอยู่ระดับ 3-5% ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังดี และเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ตกต่ำเหมือนที่อื่น ดังนั้น ความจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นจึงไม่มากนัก ซึ่งดูแล้วนโยบายการเงินช่วงที่ผ่านมาดูจะมองเศรษฐกิจทะลุได้ดีกว่า ขณะที่นโยบายการคลังเองอาจมีแรงบีบมากเกินไป

เขายังบอกด้วยว่า ถ้าดูเงินเฟ้อปัจจุบันที่เฉลี่ยอยู่ระดับ 4% เทียบกับดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% ก็คงต้องลุ้นให้เงินเฟ้อไม่ปรับขึ้นไปสูงมากกว่านี้ เพราะถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง เหมือนกับที่จีนและอินเดียเผชิญอยู่ คือ แม้เขาพยายามแตะเบรกทางเศรษฐกิจแต่เงินเฟ้อยังคงวิ่งสูงขึ้น

“เงินเฟ้อมันเหมือนกับ Snowball เวลามันเกิดแล้ว มันจะขึ้นต่อเนื่อง โตไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่สามารถหยุดมันได้ มันก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น มันไม่ได้เป็นแบบที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลบอกกันว่า ปรับเงินเดือนแล้วเงินเฟ้อมันเกิดครั้งเดียวก็จบ แต่มันมีเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกจนมีผลต่อเนื่อง”

“พิสิฐ” ยังให้ความเห็นในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund หรือ SWF) ด้วยว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ใช่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทั้งประเทศ โดยทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดมาจากการค้าขายที่เกินดุล เงินที่ไหลเข้ามาลงทุน จนทำให้ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน

เขากล่าวว่า ปัจจุบันแบงก์ชาตินำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในรูปของพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ระดับต่ำมาก ขณะเดียวกัน แบงก์ชาติเองก็มีหน้าที่ต้องดูแลปริมาณเงินในระบบ ต้องดูดซับสภาพคล่องกับมาเพื่อไม่ให้กระทบต่อเงินเฟ้อ ซึ่งการดูดซับสภาพคล่องก็ต้องมีการออกพันธบัตรขาย แบงก์ชาติจึงมีภาระต้นทุนที่ต้องดูแลในส่วนนี้ด้วย

“เราไปลงทุนในบอนด์ที่มีดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ต้องออกบอนด์ในประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เท่ากับเราสูญเสียโอกาสไปเท่าไร เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยทุกๆ 1% หมายความว่า ทุนสำรองที่เรามีอยู่ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ เราต้องสูญเสียดอกเบี้ยปีละ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเงินจำนวนนี้ สามารถนำไปลงทุนอะไรได้อีกเยอะแยะ”

นอกจากนี้ “พิสิฐ” ยังให้ความเห็นว่า รูปแบบการลงทุนของแบงก์ชาติในปัจจุบัน เหมาะกับช่วงที่ทุนสำรองอยู่ในระดับต่ำ แต่ช่วงที่ทุนสำรองสูงแบบนี้ ก็คงต้องถามว่าเราจะสะสมไว้เยอะแยะทำไม แล้วทำให้สูญเสียโอกาสในการหารายได้ให้กับประเทศด้วย
“พิสิฐ” ยังระบุด้วยว่า ถ้าดูประเทศเกาหลีใต้ พอเขามีทุนสำรอง สูงแตะระดับ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ เขาก็เริ่มกันเงินส่วนหนึ่งหรือประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เอาไปตั้งกองทุนในลักษณะนี้ขึ้นมา ประเทศอื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ใช้วิธีลักษณะเดียวกัน

เขาบอกด้วยว่า หากเราจะตั้งกองทุน ไม่ได้หมายความว่าต้องไปแยกเงินออกมาจากแบงก์ชาติ ซึ่งเราอาจใช้วิธีจัดตั้งหน่วยงานพิเศษของประเทศขึ้นมา แล้วออกพันธบัตรขายกับแบงก์ชาติก็ได้ โดยที่หน่วยงานนี้ต้องทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ ที่สำคัญ ปลอดพ้นจากการเมือง และก็นำเงินตรงนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าจะสร้างดอกผลที่ดีให้กับประเทศ

“ในความเห็นของผมแล้ว มองว่าตอนนี้เรามีทุนสำรองระดับ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ถ้าดึงออกมาซัก 1-2 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็น่าจะโอเค เพียงแต่การบริหารต้องมีความเป็นอิสระ เพราะสิ่งที่อัตราที่สุดของเรื่องนี้ คือ การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานไม่เป็นไปตามกลไกตลาด”

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 13th, 2011 at 3:14 pm

เขื่อนภูมิพลปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินแล้ว – ลดระบายน้ำลงอีก 40 ล้าน ลบ.ม.

ตาก- เขื่อนภูมิพลปิดบานประตูระบายน้ำฉุกเฉินแล้วตั้งแต่บ่ายวันนี้ (13 ต.ค.) หลังน้ำเหนือลดลงต่อเนื่อง พร้อมลดการระบายน้ำเหลือ 60 ล้าน ลบ.ม./วัน

       นายบุญอินทร์ ชื่นชวลิต ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลมีปริมาณลดลง ซึ่งเมื่อวานนี้ (12 ต.ค.) มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลเพียง 82.19 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

       ทางเขื่อนภูมิพล ร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ซึ่งมีอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธาน จึงมีมติลดการระบายน้ำลง โดยปิดบานประตูระบายน้ำฉุกเฉินทั้งหมดในช่วงบ่ายวันนี้ (13 ต.ค.) เหลือการระบายน้ำผ่านทางเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพียงวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อลดการปริมาณน้ำที่ไหลไปสู่ลุ่มเจ้าพระยา และในพื้นที่ภาคกลางที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้

       ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพลเปิดเผยต่อไปว่า ส่วนสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลขณะนี้ระดับน้ำอยู่ที่ 259.65 เมตร รทก. สูงกว่าปีที่ผ่านมา 26.06 เมตร เขื่อนภูมิพลยังสามารถรับน้ำได้อีก 108.84 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 0.81% ซึ่งปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้ว 6,608.14 ลูกบาศก์เมตร

       สำหรับในวันนี้ (13 ต.ค.) เขื่อนภูมิพลยังระบายน้ำผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีอัตราการไหล 835 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และอัตราการไหลของแม่น้ำวัง ประมาณ 265 ลูกบาศก์เมตร/วินาที รวมอัตราการไหลในแม่น้ำปิง 1,100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งแม่น้ำปิงสามารถรับได้ จึงจะขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำปิง บริเวณจังหวัดตาก และกำแพงเพชรได้คลายความวิตกกังวลลง เพราะเขื่อนภูมิพลได้ปิดบานประตูระบายน้ำฉุกเฉิน (สปิลเวย์) ตั้งแต่บ่ายวันนี้ (13 ต.ค.) คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมคงจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้

Tags:
comments Comments (0)    -
October 13th, 2011 at 2:57 pm

ก.ค.ศ.ย้ำครูมีผลงานระดับชาติไม่ได้เลื่อนวิทยฐานะอัตโนมัติ

ต้องมีการประเมินผลงานอีกที

นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่าหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดให้หน่วยงานทำการคัดเลือกส่งรายชื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดเข้าประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญ การพิเศษ (ชกพ.) และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ชช.) นั้น ปรากฏว่าหน่วยงานต่างๆได้เสนอคำขอเข้ามาแล้วกว่า 400 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนนำเสนอรายชื่อให้ที่ประชุมก.ค.ศ. เห็นชอบ จากนั้นจะมีการลงไปประเมินผลงานในระดับพื้นที่อีกครั้ง  ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับรางวัลระดับชาติและได้รับการเสนอ ชื่อมาแล้ว ทุกคนจะได้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะโดยอัตโนมัติ

“การลงไปประเมินผลงานในพื้นที่นั้น จะต้องดูว่าผลงานระดับชาติที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการประเมินได้รับ มานั้น มีผลต่อการจัดการเรียนการสอนมากน้อยแค่ไหนด้วย” เลขาธิการก.ค.ศ.กล่าวและว่า สำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวุฒิการ ศึกษาระดับปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ขณะนี้กำลังรอรายละเอียดและหลักเกณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อยู่

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.กำลังรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างแก้ไขพ.ร.บ.ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีการเสนอปรับแก้ในหลายมาตรา อาทิ มาตรา 20 ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. มีฐานะเป็นกรมและเป็นนิติบุคคล โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกโดยย่อว่า “เลขาธิการ ก.ค.ศ.” เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารงานราชการของสำนักงาน ก.ค.ศ. ขึ้นตรงต่อ รมว.ศึกษาธิการ มาตรา 38 ตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนของตําแหน่งผู้บริหารสถาน ศึกษาและผู้บริหารการศึกษาได้เพิ่มตำแหน่ง ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการ ศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) จังหวัด/กทม. รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด เป็นต้น.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 7:50 pm

ประชุมคณะกรรมการติดตามระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนและประเมินผลของเทศบาลตำบลพรานกระต่าย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 13.30 น. นายสมเดช สุรเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนและประเมินผลของเทศบาลตำบลพรานกระต่าย  ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลพรานกระต่าย

ระเบียบวาระการประชุม มีดังนี้ คือ เรื่องการเลือกประธานคณะกรรมการใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากคนเดิมได้หมดวาระ ผลการประชุมมีมติให้ นายอุบลปรีชา สุชัยยะ สมาชิกสภาเทศบาล เป็นประธาน

สำหรับระเบียบวาระการประชุมมีสาระสำคัญคือ ได้มีการรายงานสรุปการวางแผนพัฒนา 3 ปี

ในปี 2554 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ จำนวน 9 ยุทธศาสตร์ มีโครงการ 126 โครงการ จำนวนเงิน 88,646,784.00 บาท

ในปี 2555 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ จำนวน 9 ยุทธศาสตร์ มีโครงการ 137 โครงการ จำนวนเงิน 48,541,200.00 บาท

ในปี 2556 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ จำนวน 9 ยุทธศาสตร์ มีโครงการ 138 โครงการ จำนวนเงิน 37,454,000.00 บาท

เรื่อง เกี่ยวกับการวางแผนกำกับติดตามการดำเนินการตามแผนพัฒนา 3 ปี ของปี 2555 และ ปี 2556 กำหนดไว้ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะก่อนการดำเนินการตามแผน โดยให้เทศบาลตำบลพรานกระต่าย ได้นัดหมายการประชุมเพื่อรับทราบรายละเอียดของแผนพัฒนาที่จะต้องปฏิบัติ  ระยะที่ 2 ระยะระหว่างการดำเนินการตามแผน(6 เดือน)เพื่อดูความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามแผน  และ  ระยะที่ 3 ระยะหลังเสร็จสิ้นโครงการ

ก่อนการปิดการประชุม ที่ประชุมได้เสนอแนะเรื่องอื่น ๆ ไว้ดังนี้ คือ 1. ก่อนการประชุม ให้เทศบาลมีหนังสือนัดหมายคณะกรรมการล่วงหน้าพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์  2. การรับรองระเบียวาระการประชุมครั้งที่แล้ว ควรนำเข้ามารายงานให้ที่ประชุมเห็นชอบด้วย

ปิดการประชุมเวลา 15.30 น.

ภาพประกอบ


ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับครู นักเรียน เพิ่มเติมได้ที่

www.สมเดช.com


Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 4:11 pm

ประมวลภาพสถานการณ์น้ำท่วม

 เตือนภาคกลางตอนล่าง ตะวันออก ภาคใต้ตอนบนฝนชุกหนาแน่น ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก

กรม อุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ลักษณะอากาศทั่วไป ประจำวันนี้ (12 ต.ค.) ตั้งแต่เวลา 04:00 น. ว่า ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ยังคงทำให้บริเวณดังกล่าว มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณจังหวัดระนอง พังงาภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ระวังอันตรายจากฝนตกหนักในระยะนี้ อนึ่ง ในระยะ 1- 2 วันนี้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนลดลง

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา ลมเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค บริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา  ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศา ลมตะวันตก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ประมวลภาพ

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 4:01 pm

ป.สั่งไม่ฟ้อง “พสิษฐ์ “แพร่คลิปยุบ ปชป.

ชี้ไม่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ โยนให้ อสส. ชี้ขาดฟ้อง – ไม่ฟ้อง    

วันนี้( 12 ต.ค.)ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  พนักงานสอบสวนกองปราบปรามโดย พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง ผบก.ป.  ได้นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อายุ 40 ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ และน.ส.ชุติมา หรือพิมพ์พิจญ์ แสนสินรังสี  อายุ 29  ปีเจ้าหน้าที่ระดับ 3 หน้าห้องประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ผู้ต้องหาคดี เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันล่วงรู้ความลับในราชการ เปิดเผยความลับโดยประการให้เกิดความเสียหายตามกฎหมายอาญามาตรา164  และความผิดฐานร่วมกันเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการน่าจะเกิดความเสียหาย ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  พ.ศ.2550  มาตรา 14 เสนอให้พนักงานอัยการพิจารณา

จากกรณีที่เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก. 1 ป.กล่าวหาว่า  นายพสิษฐ์ และพวกแอบนำกล้องเว็บแคมไปซ่อนในห้องประชุมตุลาการรัฐธรรมนูญ แล้วบันทึกภาพขณะตุลาการกำลังหารือกันในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคลิปวิดิโอรวม5คลิป และมีการเผยแพร่ในระบบอินเตอร์เน็ต ในช่องทาง “ยูทูป” ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนสัญชาติสหรัฐ โดยผู้กระทำเจตนาให้มีการเผยแพร่ข้อมูลลับทางเครือข่ายทั่วโลก และมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารในต่างประเทศ  อย่างไรก็ตามเมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวน แต่ได้การประกันตัวออกไป จึงส่งเฉพาะสำนวนการสอบสวนให้อัยการตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา142  โดยกำหนดให้อัยการสูงสุด เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และทำความเห็นชี้ขาดว่า จะมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ การพิจารณาของ พนักงานสอบสวนนั้นมีหลายประเด็นคือ  ผู้ต้องหาเป็นเจ้าพนักงานต้องรับผิดตามมาตรา164หรือไม่เห็นว่า ความผิดตามกฎหมายนี้ผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงาน แม้นายพสิษฐ์ กับพวกเป็นบุคคลทั่วไปแต่เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย 2 มีการกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่า คลิปที่เผยแพร่มี  5 รายการ คลิปแรกเป็นภาพบุคคลระดับสูง คลิปที่สอง เป็นภาพ ทนายความของพรรคการเมืองหนึ่งไปพบบุคคลหนึ่ง และพูดคุยกันเรื่องยุบพรรคประชาธิปัตย์ คลิปที่ 3  เป็นภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังพูดคุยกันเรื่องยุบพรรคการเมือง โดยน่าเชื่อว่า ภาพถูกบันทึกมาจากเก้าอี้ของนายพสิษฐ์ คลิปที่4  เป็นการสนทนาต่อเนื่องกับคลิปที่  3  และมีการพูดว่า”เพื่อป้องกันการครหา ให้ดึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.มาร่วมรับผิดชอบด้วย” คลิปที่5 เป็นการสนทนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดคุยกันเรื่องให้ความช่วยเหลือส.ส. คนหนึ่ง ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน  พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีพยานปากใดเห็นผู้ต้องหาเป็นผู้นำกล้องไปซ่อนในห้องประชุม หรือบันทึกภาพ ไม่มีใครเห็นว่าผู้ต้องหา  นำคลิปเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แล้วเผยแพร่ทางยูทูป มีแต่ผู้ใช้ยูสเนมว่า “โอ้ มายก็อด 3009” โดยไม่ระบุอีเมล์แอดเดรส จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้พยายามขอตรวจสอบข้อมูล จากบริษัท ยูทูปฯซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกูเกิล สัญชาติสหรัฐฯ ก็ได้รับแจ้งกลับมาว่า คดีลักษณะดังกล่าว ไม่ตรงกับความผิดในสหรัฐฯ จึงไม่อาจสนับสนุนข้อมูลให้ได้

พนักงานสอบสวนจึงยุติการสอบสวน พร้อมทำความเห็นเสนออัยการสมควร”สั่งไม่ฟ้อง”ผู้ต้องหาทั้งสอง และปล่อยผู้ต้องหาไปตามกฎมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา143 โดยระหว่างนี้ คดีอยู่ระหว่างการกลั่นกรองของคณะทำงานอัยการสูงสุด คาดว่าจะเสนอความเห็นต่อนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พิจารณา ชี้ขาดได้ในสัปดาห์

Tags:
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 3:12 pm

ประกาศแล้วโรงเรียนนำร่องแท็ปเล็ต 4 ภูมิภาค

ประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการนำร่อง One Tablet PC per Child

ตามที่ สพฐ. รับสมัครโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการนำร่อง One Tablet PC per Child ในระหว่างวันที่ 3 – 7 ตุลาคม 2554 นั้น
บัดนี้ สพฐ. ได้พิจารณาคัดเลือกโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการนำร่องเรียบร้อยแล้ว รายละเอียดดังประกาศ ที่แนบมาด้วยนี้

ดูประกาศ……คลิกที่นี่

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 7:23 pm

ครม.ไม่อนุมัติ 12-14 ต.ค. เป็นวันหยุด

“ชุมพล”เผย ครม.ไม่อนุมัติ 12-14 ต.ค. เป็นวันหยุด ชี้ยังไม่ควรประกาศภาวะฉุกเฉิน ด้านอุทกภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เกี่ยวกับกระแสข่าวที่ ครม.อาจพิจารณาให้ประกาศวันหยุดราชการ 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 12-14 ตุลาคม เพื่อให้ประชาชนขนย้ายสิ่งของหนีน้ำได้ทัน เนื่องจากปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดค่อนข้างวิกฤต ว่า ยังไม่มีการพิจารณาวาระดังกล่าว เพราะหากประกาศวันหยุดราชการ จะไม่มีเจ้าหน้าที่มาทำงาน และการช่วยเหลือประชาชนจะชะงัก ไม่มีคนดูแลผู้ประสบภัย หากจะมีการประกาศวันหยุดราชการ จะพิจารณาตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีที่ฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน เสนอให้มีการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ภายหลังการประชุม ครม. นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่อนุมัติให้วันที่ 12-14 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการแล้ว แต่ให้หน่วยงานท้องถิ่นพิจารณาตามความเหมาะสม และเจ้าหน้าที่รัฐสามารถลาไปช่วยเหลือน้ำท่วมได้ นายชุมพล กล่าวต่อว่า ยังเห็นว่าไม่ควรประกาศภาวะฉุกเฉินด้านอุทกภัย เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติตื่นตระหนก โดยยืนยันว่าขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ได้รับผลกระทบ ประเมินจากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทางสุวรรณภูมิยังอยู่ที่ 4 หมื่นคนต่อวันเท่าเดิม ส่วนเป้ายังคงอยู่ที่ 19 ล้านคนเช่นเดิม ยังไม่มีการปรับลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ

Tags:
comments Comments (0)    -