17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 11th, 2011 at 6:52 pm

แนะแจกแท็บเล็ตให้ครู

น.ส.ศศิ ธารา พิชัยชาญณรงค์ รักษาการปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้แทนองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกประจำประเทศไทย ได้เข้าหารือกับตนในเรื่องจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่เด็ก โดยยูเนสโกมีผลการศึกษาการใช้แท็บเล็ตในเด็กแต่ละช่วงชั้น ซึ่งในหลายประเทศเริ่มใช้กันแล้ว ทั้งนี้ยูเนสโกจะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องขององค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงเครือข่าย ซึ่งตนเสนอว่าภาษาในเครื่องแท็บเล็ตควรจะต้องใช้ภาษาไทยทั้งหมด ส่วนช่วงชั้นที่จะใช้นั้นทางยูเนสโกเสนอว่าในหลายแห่ง อาทิ มาเลเซีย จีน มาเก๊า จะไม่เริ่มใช้ในเด็กชั้น ป. 1-6 แต่จะให้เด็กระดับมัธยมศึกษา และยังมีการแจกแท็บเล็ตให้ครูด้วย นอกจากนี้บางประเทศมีการให้คูปองเพื่อให้เด็กนำไปเลือกซื้อแท็บเล็ตเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งนี้ตนจะนำข้อสรุปที่ได้เสนอต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ  และจะนำไปหารือในที่ประชุมองค์กรหลักของ ศธ.ด้วย.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:51 pm

เปิดทางตั้งโรงงานในโรงเรียน

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวตอนหนึ่งในการนำคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เข้าพบ นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า  ส.อ.ท.มาขอรับฟังนโยบายด้านการศึกษา พร้อมหารือใน 5 ประเด็น  คือ 1. การเชื่อมโลกการศึกษากับโลกการทำงาน โดยให้สถาบันการศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา กับ ส.อ.ท.ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการดำเนินงานสหกิจศึกษา ทวิภาคี และระบบโรงเรียน-โรงงานอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้ผู้มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมมาเป็นครู และต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ 2. ปรับระบบการประเมินคุณภาพ 3. เร่งการดำเนินงานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ 4. ผลักดันการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาแบบกลุ่มจังหวัด และ 5. เสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินโครงการแจกแท็บเล็ตสำหรับนักเรียน

ด้าน นายวรวัจน์ กล่าวว่า ข้อเสนอของ ส.อ.ท.ส่วนใหญ่สอดคล้องกับนโยบายของตน ที่กำลังมีการจัดทำหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัด ซึ่ง ส.อ.ท.สามารถใช้ฐานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีทั้งที่ดิน บุคลากร และงบประมาณที่มีกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นฐานในการพัฒนาได้ ตนจะไม่ว่าเลยถ้าจะไปตั้งโรงงานอยู่ในวิทยาลัย หรือโรงเรียน ในสังกัด ศธ. เพราะวันนี้สถานศึกษาจะไม่ใช่สถานศึกษาเพื่อการเรียนรู้ แต่ต้องเป็นสถานศึกษาเพื่อรองรับอุตสาหกรรม หรือการประกอบการ ส่วนการประเมินคุณภาพการศึกษา หลักเกณฑ์และตัวชี้วัดจะเน้นบัณฑิตจบแล้วมีงานทำและสามารถทำงานได้หรือไม่ ซึ่งต่อไปหากสถาบันใดผลิตเด็กออกมาแล้วทำงานไม่ได้ สถาบันไม่ว่าจะเก่าแก่ขนาดไหนก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะศธ.จะจัดสรรงบประมาณ เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต และเงินกองทุนตั้งตัวได้ ให้สถาบันโดยพิจารณาจากผลผลิตที่จบออกมา ทั้งนี้ ส.อ.ท.ต้องตั้งคณะทำงานในระดับจังหวัดขึ้นมาทำงานแบบบูรณาการร่วมกับคณะทำ งานประจำจังหวัดของ ศธ.

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ที่มีการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันฯไปแล้วนั้น ตนดูโครงสร้างแล้วเห็นว่าองค์ประกอบคณะกรรมการบริหารสถาบันฯยังไม่ครบ อาทิ ขาดผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาหรือ มหาวิทยาลัย ที่มีการสอนวิชาชีพเช่นเดียวกัน ดังนั้น จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนโครงสร้างใหม่ ส่วนจะกระทบตำแหน่งประธานบอร์ดของนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบต้องหารือฝ่ายกฎหมายก่อน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:47 pm

ชงข้อมูลเพิ่มฟันพระเกษม

 ชงยื่นข้อมูลต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิ่มฟันพระเกษม

เมื่อวันนี้ ( 11 ต.ค.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าหลังจากเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ที่กองปราบปรามให้ดำเนินการกับพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์สามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์นั้น ล่าสุดทราบมาว่าอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์ ยื่นอุทธรณ์กรณีของพระเกษม ติดป้ายไม่ให้ไหว้พระพุทธรูป และศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2551 โดยอัยการจ.เพชรบูรณ์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไปตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย. 2553 ดังนั้น ตนจะเดินทางไปหาข้อมูลจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ใน จ.เพชรบูรณ์ พร้อมข้อมูลสำคัญทั้งพยานเอกสาร และพยานบุคคล และในวันที่ 14 ต.ค. จะนำข้อมูลทั้งหมดไปยื่นแถลงต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อประกอบการพิจารณา และจะขอให้องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาพฤติกรรมของพระเกษม เนื่องจากพระเกษมมีพฤติกรรมขัดต่อศีลธรรม และขัดต่อความศรัทธาของชาวพุทธ ขณะเดียวกันจะขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวด้วย เนื่องจากพระเกษมเจตนาหลบหนี และสร้างความแตกแยกในพระพุทธศาสนา คาดว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาคำร้องของตนประมาณ 1 สัปดาห์.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:45 pm

“พระเทพ” เสด็จฯเยี่ยมน้ำท่วมอยุธยา

 สมเด็จพระเทพฯเสด็จฯเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันนี้ (11 ต.ค.) เวลา 14.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครอยุธยา และพระราชทานถุงยังชีพ ณ โรงสีข้าวมูลนิธิชัยพัฒนา อ.ลาดบัวหลวง จากนั้นเสด็จฯ ทรงเยี่ยมผู้ประสบภัยที่มาพักอาศัยในศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยชั่วคราว ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างความปลาบปลื้มให้กับพสกนิกรผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้เวลา 10.30 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จไปทรงเยี่ยมครัวพระราชทาน และประทานน้ำมันเรือยนต์กับโครงการเติมน้ำใจให้น้ำมัน ณ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา หน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งภาครัฐ เอกชน พร้อมประชาชนเฝ้ารับเสด็จ.

 

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:00 am

ส.ว.แนะรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 สกัดวิกฤตน้ำท่วม ชี้ช่วยเพิ่มอำนาจให้นายกฯสั่งการทุกหน่วยงานช่วยแก้ปัญหาได้ “รสนา” จวกรัฐบาลไร้ฝีมือ

วันนี้ (10 ต.ค.)  ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สมาชิกได้หารือถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในขณะนี้ โดย นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลต้องกล้าประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม เพราะเมื่อประกาศแล้ว ในมาตรา 5 ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเต็มที่ในการสั่งการกระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานต่างๆให้ระดมเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน มาช่วยแก้ปัญหาได้ และยังทำให้หน่วยงานต่างๆมีอำนาจใช้งบประมาณได้ โดยไม่ต้องคอย จะช่วยให้การแก้ปัญหามีเอกภาพ โดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีอำนาจประกาศให้ จ.อยุธยา ลพบุรี เป็นพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉินได้

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพฯ  กล่าวว่า  ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมเกิดจาการวางแผนผิดพลาดของรัฐบาล เพราะ การเก็บน้ำในเขื่อนมากเกินไป ทำให้เมื่อมีปริมาณฝนจากพายุมาก เขื่อนจึงไม่สามารถรองรับน้ำที่เพิ่มขึ้นได้ ถือเป็นปัญหาที่เกิดจากการขาดการวางแผน และฝ่ายการเมืองขาดการตัดสินใจอย่างทันท่วงที  ส่วนการสร้างอาคารกีดขวางเส้นทางน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นจะต้องเร่งดันน้ำออกไปก่อนที่น้ำทะเลจะหนุนภายใน 2-3 วันนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่า รัฐบาลดำเนินการอะไร อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ รวมถึงขอให้ระวังเรื่องการควบคุมโรคระบาดหลังน้ำท่วม เช่น ท้องร่วง ท้องเสียด้วย.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 5:37 am

หวั่น พท.แก้พ.ร.บ.กลาโหม ทำกองทัพพัง

 รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยันพรรคไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับพ.ร.บ.กลาโหม หวั่น เพื่อไทย แก้ ทำกองทัพพัง

วันนี้ (10 ต.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงต้องการที่จะแก้ไขพ.ร.บ.จัดระเบียบ ราชการกระทรวงกลาโหม ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพ.ร.บ.กลาโหมแต่อย่างใด แต่เห็นว่าการมี พ.ร.บ.กลาโหมฉบับนี้ จะทำให้มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารที่มีประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง  ต้องยอมรับว่าองค์กรใดที่ปล่อยให้มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองปัญหาก็จะเกิด ขึ้น เห็นได้จากอดีตที่ผ่านมามีการแต่งตั้งเครือญาติหรือเพื่อนเข้ามาในกองทัพ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเราไม่อยากเห็นภาพที่เปลี่ยนรัฐบาลในแต่ละครั้งก็จะมีการโยกย้ายข้า ราชการโดยเฉพาะองค์กรทหารที่มีหน้าที่ปกปักรักษาประเทศชาติต้องมาสั่นคลอน ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ก็มีการใช้ พ.ร.บ.กลาโหมฉบับนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ทั้งนี้การกระทำของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้เหมือนกับต้องการที่จะรวบอำนาจของ ข้าราชการหรือไม่ สอดรับกับนักวิชาการบางกลุ่มบางสำนักเริ่มจะออกมีการมาแสดงความคิดเห็นการ แก้ไขพ.ร.บ.ฉบับนี้ ตนก็อยากให้พี่น้องประชาชนคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและคน เสื้อแดงในการที่จะต้องการแก้ไขพ.ร.บ.ฉบับนี้ และถึงแม้เสียงของพรรคเพื่อไทยจะมีเกินกึ่งหนึ่งในสภาฯมากพอสมควรแต่ก็ไม่ ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยจะทำได้ทุกอย่างทุกอย่าง ทุกอย่างต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรมและนิติธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ซึ่งเป็นบิดาของนายสกลธีและเป็นอดีตเลขาฯคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คม ช.)มาก่อนมองเรื่องนี้อย่างไร นายสกลธีกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ คมช. แต่เป็นสิ่งที่กองทัพโดยภาพรวมต้องการออกมาอยู่นอกเหนือจากการเมือง ซึ่งมีเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เข้าไปยุ่งกับกองทัพและดึงให้กองทัพเข้ามายุ่ง กับการเมือง เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.วินัย เป็นห่วงหรือปรารภเรื่องนี้เป็นพิเศษหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า ไม่ได้ปรารภอะไรเป็นพิเศษเพียงแต่รู้สึกเป็นห่วง ซึ่งตนคิดว่า การที่หน่วยงานราชการแทรกแซงยากถือว่าเป็นผลดี รัฐบาลมาทำงานพอหมดวาระก็ต้องไปเพราะฉะนั้นถ้าปล่อยให้มีการมาวางคนของตัว เองและเปลี่ยนรัฐบาลก็มาเปลี่ยนคนอีก การแต่งตั้งโยกย้ายก็จะมีการปรับอย่างไม่สิ้นสุด และย้ายแบบไม่มีคุณธรรมตลอดเวลา ซึ่งทำให้องค์กรพังในที่สุด.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 5:34 am

วุฒิสภาหนุนแก้พรบ.กลาโหมระบุเป็นเผด็จการ

วุฒิสภาหนุนแก้ พ.ร.บ.กลาโหม ชี้เป็นเผด็จการ ไม่มีชาติไหนที่กองทัพจะใหญ่กว่ารัฐบาล ชี้ปฏิวัติเมื่อไหร่นองเลือดแน่ ด้านเพื่อไทยแจงแก้เพื่อถ่วงดุลอำนาจ ไม่ให้มีการล็อกสเปกสืบทอดอำนาจทางทหาร ข้องใจ ปชป.ค้านหัวชนฝาสงสัยบางคนกลัวเสียประโยชน์ “มาร์ค” ย้ำต้องจำกัดอำนาจฝ่ายการเมืองไม่ให้เข้าไปแทรกแซง นักวิชาการชี้พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหากับระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด เกือบทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจได้เป็นรัฐบาล ชื่นชมคณะนิติราษฎร์กล้าหาญลบล้างผลพวงรัฐประหาร 49

ข้องใจปชป.ค้าน พ.ร.บ.กลาโหม

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาการแก้พ.ร.บ.การจัดระเบียบข้าราชการกระทรวง กลาโหม เป็นการฟื้นระบบทักษิณเพื่อให้พรรคเพื่อไทยควบคุมกองทัพว่า ไม่เป็นความจริง เป็นการใส่ร้ายป้ายสี เพราะ พ.ร.บ.กลาโหม 2551 มี ส.ส.เพื่อไทย รวมทั้งนักวิชาการบางคนสนับสนุนให้แก้ เพราะเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ เป็นกฎหมายที่เกิดในยุค คมช. และการผ่านกฎหมายทำกันอย่างเร่งรีบ ทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจล็อกสเปก

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า วันนี้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว หากจะแก้ไขเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจก็อาจแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามความเห็นเรื่องการแก้ พ.ร.บ.กลาโหมต้องนำเข้าหารือในที่ประชุมพรรคก่อน เพราะการแก้ พ.ร.บ.นี้ต้องอาศัยสภาผู้แทนราษฎร แต่รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใด ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จึงค้านหัวชนฝา อยากถามว่าเหตุที่ไม่อยากให้แก้ เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ เพราะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางคนมีพ่อเคยอยู่ในคณะรัฐประหาร แสดงว่ากำลังปกป้องใครอยู่หรือไม่

วุฒิฯลั่นยังไงก็ต้องแก้

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การเชิญตัวแทน 3 เหล่าทัพมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นสิ่งไม่เหมาะสมนั้น นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เป็นแค่เกมการเมืองเพื่อต้องการดิสเครดิตรัฐบาล การที่คณะกรรมาธิการฯจะเรียกใครมาให้ข้อมูล ต้องเป็นไปตามมติคณะกรรมาธิการฯเสียงข้างมาก ซึ่งมีทั้ง ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน หากใช้อำนาจเรียกอย่างไม่ถูกต้อง คณะกรรมาธิการฯก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุก 2-10 ปี ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯต้องระวังเรื่องการเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลอยู่แล้ว การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาคัดค้านเรื่องนี้เป็นการเอาใจใครอยู่หรือไม่

ด้านนายประสิทธิ์ โพธสุธน ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหาร วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวจะให้แก้ พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงกลาโหมว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องมีการแก้ไขแน่นอน มีอย่างที่ไหนกองทัพใหญ่กว่ารัฐบาล และพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้ออกมาในสภาวะปกติ แต่ออกในยุคปฏิวัติ เมื่อถามว่าหากแก้พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ได้ นายประสิทธิ์ตอบว่า ขัดแย้งอะไร กองทัพต้องอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล

ยันกองทัพต้องอยู่ใต้รัฐบาล

เมื่อถามว่า กองทัพระบุว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวป้องกันการล้วงลูกจากรัฐบาล นายประสิทธิ์กล่าวว่า กลัวล้วงลูกหรือจะแข็งข้อกันแน่ กองทัพมีไว้ป้องกันประเทศ ไม่ใช่ได้งบน้อยก็จะปฏิวัติ เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเอาแน่ แต่จะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้น ตอนนี้ก็โยนหินถามทางไปก่อน เมื่อถามต่อว่า หากทหารไม่ยอมอาจเกิดการปฏิวัติได้ นายประสิทธิ์กล่าวว่า อย่าลืมว่าหน่วยงานอื่นอย่างกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ได้เล็กกว่าแม่ทัพ ยังต้องบริหารภายใต้การกำกับของรัฐบาล มีประเทศไทยนี่แหละที่ทหารใหญ่มาก

“ผมไม่เชื่อเรื่องปฏิวัติ ประเทศไม่ใช่ที่ลองผิดลองถูกอีกแล้ว การจะปฏิวัติหรือไม่ไม่ได้อยู่ที่การแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่อยู่ที่การบริหารงานของรัฐบาล หากนโยบายที่ออกมาไม่ถูกใจประชาชน เขาต้องไปอยู่แล้วไม่ต้องปฏิวัติหรอก แต่ถ้าออกมาถูกใจเรื่องทำปฏิวัติก็ลืมไปได้เลย ขืนทำนองเลือดแน่” ประธานที่ปรึกษา กมธ.ทหาร วุฒิสภากล่าว

“มาร์ค”ติงอย่าแทรกแซงทหาร

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอแก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหมว่า คงต้องมีคำถามเบื้องต้นก่อนว่าปัจจุบันปัญหาของการบริหารในเชิงนโยบายคือ อะไร ที่บอกว่าติดขัดกฎหมายถ้าไม่มีคำตอบตรงนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปแก้ไข อยากให้เข้าใจว่าที่เราปฏิรูปการเมืองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 40 ส่วนหนึ่งคืออย่าไปขยายอำนาจของฝ่ายการเมืองมากจนเกินไป ส่วนเรื่องการตรวจสอบและการบริหารต้องไม่ให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงมากเกินไป

เมื่อถามว่า ขณะนี้กำลังเกิดปัญหาระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับ รมว.คลังในเรื่องนโยบายการเงิน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากให้เคารพเจตนารมณ์ของระบบที่วางกันมา เพราะว่าเก็บเกี่ยวบทเรียนจากอดีต หากฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงมากเกินไปความเสียหายจะเกิดขึ้นมาก วิกฤติปี 40 น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญ เมื่อถามต่อว่า การที่ รมว.คลังใช้คำพูดที่รุนแรงระบุว่าให้ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้สมองในการแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ ถือว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ควรจะทำ ต่อข้อถามว่า เป็นการทำให้สถานะของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสั่นคลอนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ท่านผู้ว่าฯต้องเดินหน้าทำสิ่งที่ถูกต้อง

ปชป.มีปัญหากับประชาธิปไตย

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเสวนาในหัวข้อ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมการเมืองและประชาธิปไตยไทย” โดยนายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า กรณีที่คณะนิติราษฎร์ออกแถลงการณ์ให้ลบล้างผลพวงรัฐประหารเดือน ก.ย. 49 หากมองในแง่การเมืองนับเป็นมิติที่ดี อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการรัฐประหารยังคงมีอยู่ตลอด ซึ่งทางหลักนิติธรรมแล้วมันไม่ถูก

“70 กว่าปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเรามีการเปลี่ยนรัฐบาลมาก แต่ก็ไม่มีคนมาคัดค้านหรือต้านรัฐประหารแต่อย่างใด จำได้ว่าการต่อต้านที่ชัดเจนเริ่มขึ้นที่สมัย รสช.ครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่คนหลายกลุ่มออกมาแสดงการต่อต้าน ผมตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีปัญหากับประชาธิปไตยมากที่ สุด ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร พรรคที่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลมักจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ได้กล่าวหาแต่เรื่องมันบังเอิญเป็นแบบนั้นตลอด” นายธเนศกล่าว

ชื่นชมนิติราษฎร์กล้าหาญ

นายธเนศกล่าวด้วยว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ส่งผลกระเทือนการเมืองทั้งหมด เพราะการเมืองขณะนี้ถูกวางโดยอำนาจนอกระบบโดยผ่านรัฐประหาร ปรากฏการณ์คนเสื้อแดงตอบโต้รัฐประหารเป็นการทำให้คนจำนวนมากในรอบนอกของ ประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ปล่อยให้คน กทม.ตัดสินเพียงอย่างเดียว ดังนั้นประชาธิปไตยที่คณะผู้ก่อการได้วางไว้ตั้งแต่ปี 2475 เป็นการอภิวัฒน์เพื่อให้คนจำนวนมากมาเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเปลี่ยนแปลงประเทศ

ขณะที่นางมรกต เจวจินดา ไมยเออร์ อาจารย์โครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองปี 2475 ไม่ใช่การรัฐประหารแต่เป็นการอภิวัฒน์ เพราะคณะราษฎรกระทำเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจและการเมือง และขอชื่นชมคณะนิติราษฎร์ที่กล้าออกมาแสดงให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐประหารปี 2549 ตนตั้งข้อสังเกตว่าหากก่อนวันที่ 19 ก.ย. 49 แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นคนที่มาจากฐานอำนาจกลุ่มใหม่ที่ไม่ได้มาจากระบบของทหาร ก็ต้องถูกรัฐประหารเช่นกัน เพราะรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะชนชั้นกลาง

เสนอศาลรธน.ตัดสินรัฐประหาร

จากนั้นนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่คณะนิติราษฎร์ประกาศให้ลบล้างผลพวงในการทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ถ้าเทียบกับการประกาศสงครามโลกของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ จึงควรนำมาเป็นกรณีศึกษา คณะนิติราษฎร์ควรจะหาคดีในเรื่องเกี่ยวกับกรณีในวันที่ 19 ก.ย.เพื่อส่งไปยังศาลให้พิจารณา ถ้าศาลพิจารณาแล้วมีการขัดรัฐธรรมนูญ ผลพวงการประกาศของ คมช.และรัฐธรรมนูญปี  2550 ก็จะต้องยุติ ส่งผลไปยังรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถูกนำกลับขึ้นมาใช้ทันที โดยส่วนตัวมองว่าสภาวะจิตใจของตุลาการจะมองว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าหากมีการ ฉีกรัฐธรรมนูญ ตุลาการก็ยังยืนว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่

นายโภคิน พลกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทางคณะรัฐประหารทำไว้ การทำรัฐประหารเป็นการลบล้างระบอบประชาธิปไตย ส่วนตัวมองว่าข้อเสนอที่ให้ลบล้างผลพวงในการทำรัฐประหารและให้ย้อนไปใช้รัฐ ธรรมนูญ 2475 นั้นตนเห็นว่ามันไกลเกินไป ตนมองว่าควรจะนำคดีที่เกิดขึ้นไปยกให้ศาล ว่าการกระทำต่าง ๆ ของคณะรัฐประหารขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเกิดว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญจะทำให้ผลพวงของการทำรัฐ ประหาร 19 ก.ย. 49 ถูกลบล้างไป ตุลาการจะต้องแสดงความกล้าในการพิจารณา จะต้องยืนยันอยู่ในสิ่งที่ถูกต้อง เชื่อว่าประชาชนจะอยู่เคียงข้างตุลาการที่มีความถูกต้อง เพราะวันนี้สังคมไทยต้องการเห็นสิ่งที่ถูกต้อง.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 10th, 2011 at 7:32 pm

นครสวรรค์จมบาดาล

บรรยากาศตัวเมืองนครสวรรค์อยู่ในสภาพจมบาดาล เป็นบริเวณกว้าง หลังแนวกั้นน้ำ ไม่สามารถต้านทานแรงดันน้ำได้ไหว ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลทะลักเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา(10 ต.ค.54)

Tags:
comments Comments (0)    -
October 10th, 2011 at 7:10 pm

ให้ส.ส.ช่วยน้ำท่วมไม่เกิน3แสน

ให้ส.ส.ช่วยน้ำท่วมไม่เกิน3แสน

“กกต”แก้ประกาศให้“ส.ส.”ช่วยน้ำท่วมได้ไม่เกิน 3 แสน พรรคไม่เกิน 3 ล้าน หากเกินวงเงินต้องนำไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งครั้งต่อไป รมช.ศึกษาฯลุยตรวจสถานการณ์น้ำท่วม สั่งทุกภาคส่วนเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม

          10ต.ค.2554 นายธนิศร์  ศรีประเทศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต. เมื่อวันที่ 5 ต.ค. มีมติเอกฉันท์ให้แก้ไขปรับปรุง ประกาศ กกต. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ตามปกติประเพณีของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง และสมาชิกซึ่งเป็น ส.ส. หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2551 ซึ่งบังคับใช้ในปัจจุบัน โดยมีมติ ให้แก้ไขวงเงินจากเดิม ที่กำหนดให้พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง และสมาชิกซึ่งเป็น ส.ส. หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถบริจาคทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ซึ่งให้ความช่วยเหลือในแต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท หากบริจาคเกินวงเงินดังกล่าว จะต้องนำเงินส่วนที่เกิน 3,000 บาท มารวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 

           นายธนิศร์ กล่าวว่า  นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ได้ ลงนามในประกาศกกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการให้เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ตามปกติประเพณีของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง และสมาชิกซึ่งเป็นส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2554  เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ตามที่กกต.พิจารณา โดยประกาศดังกล่าวได้ปรับแก้ไขเพิ่มวงเงินให้ความช่วยเหลือซึ่งการให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ตามปกติประเพณีของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง และส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แก่บุคคล คณะบุคคล และนิติบุคคล ในเขตเลือกตั้งที่ผู้บริจาค หรือให้การสนับสนุนนั้น เป็นผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ มีราคา หรือมูลค่าในแต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท เว้นแต่การให้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีพรรคการเมืองให้ได้ไม่เกิน 3,000,000 บาท สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง และ ส.ส. หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท  แต่หากผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดบริจาคเกินวงเงินดังกล่าวจะต้องนำไปรวม เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย

          อย่างไรก็ตาม ประกาศ กกต. ฉบับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนี้ จะมีผลใช้บังคับ ในวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน กกต. อยู่ ระหว่างการจัดส่งเรื่อง เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยขอความร่วมมือจาก สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยด่วนต่อไป

รมช.ศึกษาสั่งเร่งเสริมพนังรับน้ำชีทะลักท่วมบ้าน-นาข้าว

          นางบุญรื่น ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมกับมอบเงินช่วยเหลือค่าอาหารให้กับประชาชนในต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ระดมคนกว่า 1,000 คนกำลังช่วยกันเร่งนำกระสอบทรายมาเสริมพนังกั้นลำน้ำชีตั้งแต่บ้านโนนแดง ยาวไปจนถึงบ้านท่าเยี่ยมระยะทางกว่า 10 กม. เพื่อป้องกันน้ำในลำน้ำชีไหลทะลักเข้าท่วมบ้านและพื้นที่การเกษตรของประชาชน พร้อมกับเตรียมรับมือมวลน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์จ.ขอนแก่นและมวลน้ำจาก จ.ชัยภูมิ ซึ่งจะไหลมาถึงพื้นที่ภายใน 1-2 วันนี้

          นางบุญรื่น กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงในสถานการณ์น้ำท่วมในทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการให้ตนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชน อย่างใกล้ชิด โดยจากการลงพื้นที่อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์พบว่าปริมาณน้ำในลำน้ำชีเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและล้นพนัง กั้นเข้ามาในหลายจุด ซึ่งชาวบ้านต้องช่วยกันเร่งนำกระสอบทรายมาเสริมให้สูงขึ้น ดังนั้นจึงได้สั่งการให้อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้จัดเตรียมอุปกรณ์การ ช่วยเหลือ และบุคลากรไว้ตลอด 24 ชั่วโมงหากเกิดสถานการณ์ขึ้น

ชาวสระลงเรือร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหยื่อน้ำท่วม

 นายอนุชา สุขเชิงชาย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า พื้นที่ตำบลสระลงเรือมีทั้งสิ้น 17 หมู่บ้าน เมื่อถึงช่วงฤดูฝนจะมีน้ำหลากไหลเข้าท่วมพื้นที่ทุกหมู่บ้าน รวมถึงพื้นที่เกษตร ทุกปีที่ผ่านมาพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายจำนวนหลายหมื่นไร่ โดยเฉพาะไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย และนาข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรอาชีพหลักของประชาชน โดยตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาฝนได้ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและน้ำเริ่มไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตร และบ้านเรือนบ้างแล้วแต่ไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่ที่ถูกน้ำท่วมจะเป็นพื้นที่ลุ่ม

 แต่อย่างไรก็ตามตนและ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ประมาท และจากการตรวจสอบพื้นที่หลังจากฝนได้ตกลงมาในช่วงวันที่ 6 – 9 กันยายนที่ผ่านมาพบว่า ถนนมีสภาพชำรุดเสียหาย โดยเฉพาะถนนภายในหมู่ที่ 5 บ้านสระจันทอง มีสภาพขาดและเกิดการทรุดตัวของท่อลอดเหลี่ยม ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการสัญจรไปมาเบื้องต้นมีประชาชนเสียชีวิต 1 ราย คือ นางสาว น้อย ฤกษ์ดี อายุ 38 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านพุบอน สาเหตุเนื่องมาจาก นางสาวน้อยป่วยเป็นโรคลมชัก และอาการกำเริบขณะที่อยู่บ้านเพียงลำพัง และเกิดพลัดตกลงมาที่พื้นล่างขณะที่มีน้ำท่วมขังประมาณ 40 ซ.ม.ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เป็นเหตุให้จมน้ำเสียชีวิต เบื้องต้นได้รายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบตามอำนาจหน้าที่ไปแล้ว และจากสภาพถนนที่ขาดตนได้ประสานไปยังอำเภอและกองพันทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการดำเนินงานสร้างสะพานเหล็ก (สะพานแบรี่) เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาแล้วเช่นกัน

 สำหรับแนว ทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลสระลงเรืออย่างยั่งยืนนั้น ในฐานะที่ตนเป็นคนพื้นที่ มองว่าในช่วงฤดูน้ำหลากของทุกปีปริมาณน้ำในตำบลจะมาก ซึ่งจะตรงข้ามกับในช่วงฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำจะมีปริมาณน้อยมาก โดยศักยภาพของพื้นที่แล้วมองว่าถ้าหากมีการขุดลอกลำห้วยและก่อสร้างฝายน้ำ ล้น ในแบบโครงการแก้มลิงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในลำห้วยธรรมชาติของตำบล ก็จะส่งผลให้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เบาบางลงและลดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งตรงนี้ขอฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมของ แต่ละพื้นที่ ซึ่งตนจะทำหนังสือเกี่ยวกับโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 โครงการแก้มลิง ถึงกรมชลประทานให้ทราบต่อไป

 รายงานข่าวว่า ถึงแม้พื้นที่ตำบลสระลงเรือกำลังประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันเหตุการณ์ยังไม่รุนแรงเท่ากับพื้นที่ส่วนใหญ่ของ ประเทศที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ เบื้องต้นประชาชนชาวตำบลสระลงเรือ ได้ร่วมกันบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง โดยเฉพาะน้ำดื่มสามารถบริจาครวมกันได้ประมาณ 7,000 โหล และข้าวสารอีกจำนวน 5 เกวียน ซึ่งจะมีการปล่อยคาราวานรถบรรทุก 10 ล้อจำนวน 6 คันออกจากพื้นที่เทศบาลตำบลสระลงเรือในวันอาทิตย์ ที่ 16 ต.ค.เวลาประมาณ 07.00 น.นี้ เพื่อนำสิ่งของไปช่วยเหลือประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้

Tags:
comments Comments (0)    -
October 10th, 2011 at 6:33 pm

แฉซ้ำกำนันขู่ลูกบ้านปูด“หัวคิวบางระกำโมเดล”-พิรุธ!เด้งดาบ ตร.ช่วยชาวบ้าน

พิษณุโลก – คนบางระกำบุกศาลากลางร้องศูนย์ดำรงธรรม เอาผิด “กำนันชุมแสงสงคราม” ข่มขู่ลูกบ้านไล่ออกจากหมู่บ้าน โวยใส่หอกกระจายข่าว แถมอ้างชื่อ ส.ส.- ผู้ว่าฯ ขณะที่ดาบตำรวจชุมแสงฯช่วยชาวบ้าน แฉข่าวส่วยบางระกำโมเดล ถูกคำสั่งช่วยราชการด่วน แถมมี SMS ขู่ซ้ำ

วันนี้ (10 ต.ค.54) ที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นางละเอียด รักภูมิ ชาวบ้านปากคลองหมู่ 11 ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก พร้อมชาวบ้านประมาณ 15 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนให้เอาผิด กำนันตำบลชุมแสงสงคราม โดยระบุว่า ใช้อำนาจในทางที่ผิด โดยมีนายอธิปไตร ไกรราช นิติกรจังหวัดพิษณุโลก ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องราว พร้อมส่งเรื่องไปยังนายอำเภอและผู้ว่าฯต่อไป

       โดยหนังสือร้องเรียนระบุว่า เนื่องด้วยนายมนัส ทับแผลง กำนันตำบลชุมแสงสงคราม ได้ใช้หอกระจายข่าวในทางที่ผิด คือ ด่าลูกบ้าน พูดเรื่องที่ไม่สมความพูด รวมทั้งนำชื่อของนายอำเภอบางระกำ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ส.ส.มากล่าวอ้างการข่มขู่ประชาชน สร้างความรำคราญ และทำให้ชาวบ้านเกิดความเครียด รวมถึงส่อทุจริตเกี่ยวกับการกู้เงินของหมู่บ้าน (กข.คจ.) และการรับรองบ้านเลขที่ แต่ไม่มีบ้านตั้งอยู่จริง เพื่อเอื้อประโยชน์ในการรับสิทธิ์ต่างๆ รวมถึงการรับรองบ้านที่น้ำไม่ท่วม ให้ได้รับเงิน แต่ชาวบ้านที่น้ำท่วมจริง กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ

       ชาวบ้านจึงรวมตัวกันมาของความเป็นธรรม ขอให้กำนันมนัส ทับแผลง ประกาศแต่ข่าวทางราชการ ไม่ใช่เปิดหอกระจายข่าว เพื่อด่าชาวบ้าน ตอนนี้น้ำท่วมสูงอีกครั้ง “วอนท่านช่วยชาวบ้านให้พ้นจากการอยู่ใต้การใช้อำนาจทางมิชอบ”

       นางชลอน บุญมา ชาวบ้านปากคลองหมู่ 11 ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก บอกว่า หลังจากที่ตนและกลุ่มชาวบ้าน ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ไปร้องเรียนนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ว่า กำนันตำบลชุมแสงสงคราม ออกเสียงตามสายด่าลูกบ้าน เพราะไปปูดข่าวหัวคิวน้ำท่วมเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาแล้ว
       ล่าสุดวันนี้ (10 ต.ค.)เขานำภาพถ่ายตนและลูก รวมถึงชาวบ้านคนอื่นไปเผยแพร่ และบอกอีกว่า ถ้าใครชี้ตัว คนที่อยู่ในรูปได้จะให้ข้าว 2 ถุง (จากปกติการแจกถุงยังชีพ จะได้เพียง 1 ถุง) ทำให้พวกชาวบ้านถูกประจาน แถมมีผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปสอบถาม ก็หาข้ออ้างสารพัด แล้วออกเสียงตามสายซ้ำอีก

       นางละเอียด รักภูมิ ชาวบ้านฝากคลองหมู่ 11 ต.บางระกำ ยังบอกอีกว่า กำนันกู้เงิน กข.คจ.ไปคนเดียว 46,000 บาท แต่พวกชาวบ้านกู้มากไม่ได้ ได้แค่คนละ 10,000 บาทเท่านั้น ถือว่า เอาเปรียบ นอกจากนี้ตนยังทราบอีกว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้คำสั่งโยกย้ายดาบตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้า อส.ตร.ชุมแสงสงคราม ที่ช่วยลูกบ้านจำนวนมากและอยู่กลุ่มของตนที่ปูดข่าวหัวคิวเงินชดเชยน้ำท่วม รวมไปถึงเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลต่างๆในหมู่บ้าน แต่วันนี้กลับต้องถูกย้ายออกนอกพื้นที่

       “ตนบอกได้คำเดียวว่า เสียดาย ก่อนที่จะถูกย้ายก็มีข้อความส่งทางโทรศัพท์ขู่เขาเป็นระยะ กระทั่งทราบว่า อิทธิพลมืดมีจริง”

       และเมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อเท็จจริงพบ ว่า ได้มีคำสั่ง ตร.ภูธร.จว.พล.เลขที่ 968/2554 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2554 ให้ ดาบตำรวจ โฆษวิส ปัญญะติ ช่วยราชการจังหวัดตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก จริงตามที่ชาวบ้านบางระกำอ้างถึง

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 9th, 2011 at 9:10 pm

ปชป.ให้เวลาอสส.แจงเอกสารถึง11ตค.นี้

ประชาธิปัตย์ ให้เวลา อสส. แจงเอกสารไม่ฎีกาหุ้นชินฯ ถึง 11 ต.ค. นี้ แถมเตรียมตรวจสอบคดี CTX ด้วย

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายของพรรค เปิดเผยกับสำนักข่าว INN เกี่ยวกับความคืบหน้าการขอเอกสารความเห็นจากอัยการสูงสุด กรณีไม่ฎีกาในคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป ของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และพวก ว่า ในวันนี้ ทีมกฎหมายได้มีการประชุมหารือกันแล้ว และมีความเห็นว่าจะรอเอกสารจากอัยการสูงสุด ตามกรอบเวลาที่เคยตั้งไว้ คือประมาณวันที่ 11 ต.ค. นี้ แต่หากไม่ได้รับเอกสาร ก็จะมีการดำเนินการขั้นต่อไปทางสื่อมวลชนอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายวิรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ยังเตรียมที่จะจี้อัยการสูงสุด ในคดีการทุจริต CTX ด้วยเช่นกัน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 9th, 2011 at 9:01 pm

ชายอังกฤษนอนคุก “คดีแพร่เอดส์” ให้หญิงนับร้อย-อ้างติดโรคจาก “ไทย”

เท เลกราฟ/บีบีซี – ตำรวจอังกฤษประกาศเตือนผู้หญิงหลายร้อยคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับ ไซมอน แมคเคลียว ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้ออกมาแสดงตัวร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาคนนี้ถูกตัดสินโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ข้อหาเจตนาก่อความบาดเจ็บสาหัสแก่ร่างกายของบุคคล “ด้วยการแพร่เชื้อเอดส์” ที่เชื่อว่า ติดมาจากโสเภณีในประเทศไทย ให้กับคู่นอนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จำนวนมาก

ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่า มีเชื้อเอชไอวีแฝงอยู่ในร่างกาย ไซมอน แมคเคลียว ชาวเมืองมิดเดิลสโบรห์ วัย 38 ปี ยังเจตนาหลับนอนกับผู้หญิงโดยไม่ป้องกันนับร้อยคน ในจำนวนนี้รวมทั้งกลุ่มผู้หญิงขายบริการ นอกจากนี้ เขามักเดินทางมาประเทศไทย และคาดว่า แมคเคลียว ติดเชื้อโรคร้ายจากโสเภณีไทย เมื่อปี 2005

เมื่อวันอังคาร (4) ที่ผ่านมา ศาลอาญาเขตทีส์ไซด์พิพากษาลงโทษจำคุกแมคเคลียว เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่า เจตนาแพร่เชื้อเอดส์ให้บุคคลอื่น ตามข้อกล่าวหา “ประสงค์ก่อความบาดเจ็บสาหัสแก่ร่างกายของบุคคล” หลังศาลมีคำสั่งตรวจสอบผลเลือดของเขา

แอนดี กรีนวูด ตำรวจฝ่ายสืบสวนเมืองผู้ดี แถลงผ่านสื่อว่า “ใครก็ตามที่เคยมีความสัมพันธ์กับแมคเคลียว ควรเข้าให้การกับเจ้าหน้าที่ … มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ต้องหามีความสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จำนวนมาก เราขอเรียกร้องให้ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อติดต่อเราในทันที”

“เหยื่อจะทุกข์ทรมานไปจนช่วงชีวิต จากพฤติกรรมที่มีเจตนาอำมหิตของผู้ต้องหา”

ทั้งนี้ ไซมอน แมคเคลียว ถูกจับกุมเมื่อปี 2009 หลังจากคู่นอนของเขาคนหนึ่งตรวจพบว่า เธอกำลังติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่กำลังตั้งครรภ์กับแมคเคลียว ทว่า โชคดีที่ลูกของเธอไม่ได้รับเชื้อมรณะนี้เข้าไปด้วย หลังจากคลอดก่อนกำหนดในเวลาต่อมา

เหยื่อผู้เป็นโจทก์รายนี้ เปิดใจว่า ขณะที่ผู้ต้องหาถูกจำคุกแค่ 2 ปี 8 เดือน แต่เธอเหมือนถูกจองจำไปตลอดชีวิต

ด้าน ไซมอน แมคเคลียว กล่าวผ่านทนายความว่า รู้สึกเสียใจและสำนึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างยิ่ง ขณะที่ตำรวจอังกฤษเผยแพร่ภาพของผู้ต้องหาไปยังสื่อทุกสำนัก โดยหวังให้ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาการเพิ่มโทษให้สาสมกับการกระทำ

ระหว่างการพิจารณาคดี แมคเคลียว ให้การว่า เคยหลับนอนกับผู้หญิง รวมทั้งโสเภณี โดยไม่ป้องกันมาแล้วนับร้อยคน โดยเขาได้อยู่กินกับผู้หญิงบริการในไทย ช่วงปี 2005 ก่อนเข้ารับการตรวจเลือดในปี 2006 ซึ่งผลตรวจออกมาว่า เขาติดเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ตาม แมคเคลียว ยังเคยไปสวิตเซอร์แลนด์ และอาจเคยใช้บริการโสเภณีที่นั่นเช่นกัน

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 9th, 2011 at 8:09 pm

นักวิชาการชี้รัฐประหารประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์เกือบทุกครั้ง

รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน

เสวนา รำลึก”ปรีดี พนมยงค์” ลั่นมีรัฐประหาร พรรคประชาธิปัตย์มักได้ได้ประโยชน์เกือบทุกครั้ง ด้าน”มรกต”ชม”นิติราษฎร์”กล้าเสนอล้มล้างรัฐประหาร

มธ. -ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมการเมืองและประชาธิปไตยไทย”  โดยมีดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ นางมรกต เจวจินดา ไมยเออร์ จากโครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

ดร.ธเนศ กล่าวว่า กรณีที่คณะนิติราษฎร์ออกแถลงการณ์ให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร ก.ย. 2549 และทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จนมีบางกลุ่มออกมาระบุว่า ถ้าจะลบล้างต้องเริ่มตั้งแต่ยุคของคณะราษฎรปี 2475 หากมองในแง่การเมืองนับเป็นมิติที่ดี เพราะแสดงว่า การเมืองในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมายังไม่นิ่ง ยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ทั้งนี้ คำถามที่ถูกจุดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มไหน จะทำให้ทุกคนหันมามองปัญหาทางการเมืองมากขึ้น จึงจะทำให้เราได้เห็นพัฒนาการขณะนี้ว่า ประชาธิปไตยของเรามาอยู่ตรงไหน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า การรัฐประหารยังคงมีอยู่ตลอด ทำให้มีการถกเถียงกันเหตุการณ์แบบนี้ถูกหรือไม่ เพราะทางหลักนิติธรรมแล้วมันไม่ถูกต้อง

นายธเนศ กล่าวต่อว่า วิวาทะครั้งล่าสุดน่าสนใจ เนื่องจากมีประเด็นที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้มีการลบล้างรัฐประหาร นับเป็นครั้งใหม่ที่หลุดจากกรอบธรรมเนียมของการทำรัฐประหาร หลังจากถูกกดทับเอาไว้ โดยจะไม่ขอตอบว่า ฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด เพราะไม่มีประโยชน์จะวิจารณ์ใครอยู่เบื้องหลัง เพราะการเมืองมันมีเรื่องผลประโยชน์อยู่แล้ว แต่ปัญหาในระยะต่อไป หากมีการทำไปแล้วใครได้ ใครเสียประโยชน์ อันนี้น่าสนใจ เพราะกระบวนการทางกฎหมายมันมีระเบียบของมันอยู่ แต่จะต้องมีการยอมรับจากภาคส่วนเอกชน สังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งนานาชาติด้วย ดังนั้นกว่าที่กฎหมายจะออกมา ต้องมีมาตรการต่างๆ ต้องดูว่า จะไปเปลี่ยนจารีตกฎหมายไทยหรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าจะมาทำความเข้าใจกัน

ดร.ธเนศ กล่าวต่อว่า การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์ในความเห็นส่วนตัวมาก เกินไป ซึ่งต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน โดยใช้หลักกฎหมาย ส่วนตัวขอตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีปัญหากับประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร พรรคที่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล มักจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ได้กล่าวหา แต่เรื่องมันบังเอิญเป็นแบบนั้นตลอด ดังนั้นคิดว่าการรัฐประหารเป็นต้นกำเนิดของปัญหาทุกวันนี้ รวมถึงปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดร.ธเนศ กล่าวอีกว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่เสนอให้ลบล้างพวงการทำรัฐประหารปี 49 ส่งผลกระเทือนการเมือง ทั้งหมด เพราะการเมืองขณะนี้เป็นการถูกวางอำนาจโดยอำนาจนอกระบบ ที่ในช่วงในหลายปีที่ผ่านมาเป็นการเข้าสู่อำนาจโดยผ่านรัฐประหาร ซึ่งเห็นได้ว่า คนที่ได้ประโยชน์จากการรัฐประหาร คือประชาชนในเมืองที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง ดังนั้นประชาธิปไตยที่คณะผู้ก่อการได้วางไว้ตั้งแต่ปี 2475 เป็นการอภิวัฒน์ เพื่อให้คนจำนวนมากมาเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเปลี่ยนแปลงประเทศ

ชม”ปรีดี”เป็น”สตีฟ จ็อบ” แห่งสยาม

ด้าน นาง มรกต กล่าวว่า หลังจากการปฏิวัติปี 2535 เหตุใดนายปรีดี ถึงถูกพูดถึงตลอดเวลา ดังนั้นต้องเปรียบนายปรีดีเหมือนกับเป็น”สตีฟ จ็อบ”แห่งสยาม ยืนถือลูกแอปเปิ้ลไว้ แต่ไม่ได้กัด นายปรีดีเป็นทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนของคณะราษฎร จุดแข็งคือด้านมันสมองในแง่ความพยายาม จะทำให้เกิดการอภิวัฒน์ปี 2475 เป็นการอภิวัฒน์ที่เปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอย่างลึกเต็มที่ ทั้งด้านการผลิต โครงสร้างเชิงเศรษฐกิจ ต้องการให้คนธรรมดาทั่วไป สามารถกินดีอยู่ดี ประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ถือเป็นการมองไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ

ส่วนจุดอ่อน คือความคิดที่ก้าวหน้า แต่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่มีอีกกลุ่มที่ไม่ต้องการจะเสียอำนาจ จึงใช้ความคิดเรื่องคอมมิวนิสต์ มาโจมตีนายปรีดี ขณะเดียวกันต้องขอชื่นชมคณะนิติราษฎร์ที่กล้าออกมาแสดงให้ลบล้างผลพวงจากการ รัฐประหารปี 2549 จนทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ต้องการช่วยเหลือคนๆเดียว คือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 9th, 2011 at 8:06 pm

เยี่ยมผอ.โรงเรียนร่มเกล้า

เยี่ยมผอ.โรงเรียนร่มเกล้า

  • พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯเข้าเยี่ยมนายสกุล ทองเอียด ผอ.ร.ร.ร่มเกล้า ที่รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ ที่ถูกคนร้ายประกบยิง
Tags:
comments Comments (0)    -
October 9th, 2011 at 3:57 pm

“มาร์ค” ติง “จตุพร” โหมแก้ พ.ร.บ.กลาโหม แทรกแซงงานมั่นคง

ผู้นำฝ่ายค้านแนะ รบ.แก้ปัญหาในเชิงรุก อย่ามัวไล่ตามปัญหา สะกิด “ปู” บัญชาการแก้ปัญหาด้วยตนเองเพื่อให้การบริหารจัดการทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น ข้องใจ พท. ดื้อรั้น คิดแก้ พ.ร.บ.กลาโหม ชี้พฤติกรรมเข้าข่ายขยายฐานอำนาจ-หวังแทรกแซงงานความมั่นคง แนะย้อนดูเจตนาแนวทางปฏิรูปการเมืองหวังลดบทบาทฝ่ายบริหาร

วันนี้ (9 ต.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี ถึงกรณีหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะลุกลามเข้า เขตกรุงเทพมหานครว่า เรื่องนี้ทาง กทม.กับรัฐบาลต้องประสานงานกันในเรื่องของการระบายน้ำ ส่วนแนวป้องกันต่างๆ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปดูที่ จ.ปทุมธานี ยอมรับว่าคงต้องทำงานกันหนัก ซึ่งที่ จ.ปทุมธานีก็มีหลายฝ่ายเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนคิดว่ารัฐบาลน่าจะเร่งทำความชัดเจนในหลายพื้นที่ทั้งปริมณฑล ทั้งภาคกลางตอนล่างว่าจะมีการจัดระบบ และสื่อสารในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอพยพคนอย่างไร เพราะเราจะเห็นว่าหลายหน่วยงานอาจจะมีการนำเสนอ เช่น มหาวิทยาลัยในเรื่องนี้ แต่จริงๆ แล้วอยากให้รัฐบาลมีศูนย์ในส่วนหน้าที่ประกาศได้เลยว่าภัยได้เกิดขึ้นที่จุด ไหนอย่างไร แล้วต้องอพยพไปอยู่ที่ไหน เพื่อให้การบริหารจัดการสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการให้สัมภาษณ์ของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่ระบุว่าประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พลาดไป คิดว่าอาจจะมีส่วนหนึ่งที่ส่งผลกระทบ ตนคิดว่าขณะนี้ต้องตั้งหลักว่าพยายามทำงานล้ำหน้าปัญหา แทนที่จะไล่ดูตามพื้นที่ที่เกิดปัญหาขึ้น ในพื้นที่ซึ่งปัญหายังไม่เกิดหรือกำลังต่อสู้ป้องกันกันอยู่มันก็มีแผนว่า ถ้าเอาไม่อยู่จะต้องอพยพกันอย่างไร เมื่อถามว่าเวลานี้ถือว่าเราอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คิดว่าในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ถ้ารัฐบาลมีความจำเป็นที่จะประกาศบางพื้นที่ว่าเป็นพื้นที่ที่มีภาวะฉุกเฉิน ก็สามารถทำได้ ถ้าเห็นว่ามันจะมีประโยชน์ในการระดมหน่วยงานภาครัฐ และการสั่งการง่ายขึ้นก็น่าจะทำได้

       “เรื่องนี้อาจจะต้องมีคนดูแลเต็มเวลา แต่สุดท้ายแล้วนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้บัญชาการและตัดสินใจได้ ถ้านายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะบัญชาการเองคงจะคล่องตัวขึ้น ส่วนรัฐบาลยังบริหารจัดการน้อยเกินไปหรือไม่นั้น ตนคิดว่าระบบของการตัดสินใจดูแล วางแผนในภาพรวม และการทำระบบในส่วนหน้าที่จะดูแลพื้นที่ในเชิงการตัดสินใจเกี่ยวกับการอพยพ ประชาชนหรือให้คำแนะนำประชาชนว่าวิธีไหนจะดีที่สุดในการช่วยเหลือประชาชนให้ ทั่วถึงอยากให้เร่งทำให้มากขึ้น”

       นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ระบุจะเคลื่อนไหวแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ทันทีหลังเสร็จสิ้นสถานการณ์น้ำท่วมว่า อย่างที่เคยให้ความเห็นว่าหากจะมีการแก้ไขก็ต้องบอกให้ได้ว่ากฎหมายที่ใช้ อยู่ปัญหาในเชิงนโยบายอย่างไร ถ้าไม่มีคำตอบก็ไม่มีเหตุผลจะแก้ไข พฤติกรรมดังกล่าวเชื่อว่าเป็นความพยายามขยายฐานอำนาจของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยพยายามทำและนำเสนอมาตลอด ไม่เฉพาะกรณีกองทัพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย ทั้งที่เจตนารมณ์การปฏิรูปการเมืองที่มีรัฐธรรมนูญปี 40 ส่วนหนึ่งคือการไม่ให้มีการขยายอำนาจฝ่ายการเมืองมากเกินไป คือต้องการให้ฝ่ายการเมืองทำในเชิงนโยบาย แต่มิติในการบริหารบางเรื่องเช่นนโยบายการเมือง ความมั่นคง ไม่ควรมีฝ่ายการเมืองมากเกินไป

       ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เหมือนกำลังมีปัญหากับ รมว.คลังนั้นน่ายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากให้ฝ่ายการเมืองเข้าใจเจตนารมณ์ของระบบที่วางกันมา เพราะมันมีบทเรียนในอดีตว่าเมื่อฝ่ายการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวมากจะเกิด วิกฤต เช่นในวิกฤตปี 40

       เมื่อถามว่ากรณีที่ รมว.คลังให้สัมภาษณ์ถึงธปท.ว่าควรจะใช้สมองในการทำงาน ถือเป็นคำพูดที่รุนแรงและเกินกว่าเหตุไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่สามารถที่จะจัดการและสื่อสารกันได้ ถือเป็นการพยายามโยนแรงกดดันไปที่ ธปท. เพิ่มเติมซึ่งไม่ควรจะทำอีก อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ธปท.ก็ต้องกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 9th, 2011 at 6:18 am

บทเรียนชีวิตสอน ‘จั๊กจั่น’ เดินทางสายกลาง

ปกติออกจะเป็นสาวเรียบร้อย น่ารัก อ่อนหวาน แต่ระยะหลังนางเอกสาว จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข กลับตกเป็นข่าวเกาเหลากับ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และอดีตเพื่อนซี้อย่าง แตงโม-ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ด้วย วันนี้ “ดาวต่างมุม” เลยต้องขอสัมภาษณ์เปิดใจจั๊กจั่นเสียหน่อย เพราะอยากจะรู้เหลือเกินว่าเธอเป็นสาวขี้เหวี่ยงจริงรึเปล่า หรือยังคงเป็นสาวน้อยน่ารัก จิตใจดีคนเดิมของเราอยู่ ลองไปสัมผัสเธอดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

งานตอนนี้มีอะไรบ้าง

– ละคร “นางสาวรักดี” เพิ่งจบไป ตอนนี้ก็ถ่ายทำละคร “ขุนเดช” อยู่ เล่นกับ วี-วีรภาพ สุภาพไพบูลย์, เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ และ กรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล ด้วย อันนี้เป็นแนวพีเรียดย้อนยุค เป็นละครรีเมคเกี่ยวกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ บทของจั่นจะเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ชื่อ “อาจารย์ดารา” โตมาด้วยกันกับ ขุนเดช (วี-วีรภาพ) ผู้กองยงยุทธ (เวียร์-ศุกลวัฒน์) แต่ตัวเราแอบชอบพี่วี แต่เวียร์แอบชอบเรา จะให้ความรู้เกี่ยวกับโบราณสถานและโบราณวัตถุเยอะ นอกจากนี้ก็มีละคร “ดุจดาวดิน” กับ สเตฟาน-ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ เล่นเป็นผู้หญิงมองโลกในแง่ดี และรักครอบครัว แล้วก็มีภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5” นอกจากนี้ยังมีงานภาพยนตร์ “ไอ แครี่ ยู โฮม” เข้ารอบชิงรางวัลที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน จะได้ไปร่วมเดินพรมแดงด้วย ก็ดีใจและภูมิใจที่ภาพยนตร์ของคนไทยเราได้ไปอยู่ตรงนั้น  ถือว่าเป็นปีที่ดี งานละครต่อเนื่อง ได้เล่นภาพยนตร์ด้วย

ดูผู้ใหญ่ทางช่อง 7 จะเอ็นดูจั่นนะ ป้อนงานให้เรื่อย ๆ

– จั่นว่าผู้ใหญ่ก็เอ็นดูทุกคน เพราะแต่ละคนก็มีงานต่อเนื่องเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าเป็นช่วงมากกว่า อย่างจังหวะที่หายไปถ่ายทำละครก็มี เพียงแต่บางทีละครที่จั่นเล่นปีนี้ออกอากาศติด ๆ กัน โชคดีที่ปีนี้ละครจั่นออกพอดีมากกว่า

จั่นพอใจกับการทำงาน ณ ตอนนี้มั้ย

– ถ้าถามจั่นในเรื่องของการทำงานและชีวิตส่วนตัว จั่นแฮปปี้ดีแล้ว อย่างในการทำงานตั้งแต่เซ็นสัญญาช่อง 7 มา จั่นมีโอกาสได้แสดงบทบาทหลายบทบาท ก็ดีใจที่เราได้รับบทหลากหลายเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะทางการแสดง

คิดว่าเป็นเพราะอะไร ผู้ใหญ่ถึงให้โอกาสจั่น

– จั่นไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้ใหญ่มองยังไง แต่ถือว่าทุกงานที่ผู้ใหญ่มอบหมายให้ เราก็คิดว่าเหมาะสม จั่นไม่เคยปฏิเสธหรือซีเรียสอะไร ยึดคติว่าเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพราะถ้าเราตั้งใจทำให้ดีที่สุด สิ่งที่เราทุ่มเทและตั้งใจไปผลของการกระทำก็จะโชว์ออกมาเอง

จั่นมีหลักในการทำงานอย่างไร

– จั่นจะศึกษาบท เตรียมความพร้อมก่อนทำงาน เพื่อให้การแสดงของเราสมบูรณ์แบบที่สุด เราถือว่าการที่เราอยู่ในวงการนี้ทำให้เรามีโอกาสได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างในภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” เราก็มีโอกาสได้ขี่ม้าและช้าง การได้อยู่วงการนี้นอกจากจะทำให้เรามีความรับผิดชอบแล้วยังทำให้มีระเบียบ วินัยในการทำงานด้วย

ที่ผ่านมาจั่นไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องงาน แต่ล่าสุดมีข่าวว่าจั่นมีปัญหากับกองละคร “ลุย” เคยได้ยินบ้างมั้ย

– ตอนแรกจั่นก็ไม่ค่อยรู้ แต่พี่ ๆ นักข่าวถามกันเยอะ เราก็งง ๆ แต่ด้วยความที่เราอยู่วงการนี้มา 9 ปี จั่นก็ทำงานของจั่นเต็มที่ ไม่มีปัญหาอะไร คงเป็นช่วงของข่าวที่มีออกมา ก่อนหน้านี้ไม่มีข่าวเรื่องงานเป็นเพราะเรามีข่าวเรื่องความรัก แต่จั่นก็ดีใจที่เวลามีข่าว เรายังมีโอกาสชี้แจงได้ ขออย่างเดียวให้โอกาสเราได้พูดก็พอ เพราะโดยส่วนตัวแล้วจั่นเป็นคนไม่มีปัญหากับใคร คิดว่าการทำงานที่ผ่านมาและในอนาคตจะเป็นบทพิสูจน์ตัวมันเอง

หลายคนตอนนี้อยากรู้จริง ๆ ว่าความสัมพันธ์กับคนในกองถ่ายเรื่องนี้ดีมั้ย

– จั่นจะสนิทกับทีมงานทุกทีมไปถามดูได้ ละครช่อง 7 ถ่ายไปออกอากาศไปเจอกันทุกวันเราก็สนิทกัน จั่นไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร ถามว่างงมั้ยว่ามีข่าวแบบนี้ออกมา พอมีข่าวออกมาก็ไปถามทีมงานนะ เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร

กับนักแสดงคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนรักเป็นคนปล่อยข่าวต่าง ๆ ออกมา

– มีข่าวออกมาก็ไม่ค่อยสบายใจ ยืนยันว่าไม่เคยอยากจะเกาเหลาหรือไม่ถูกกับใคร จั่นก็ยืนยันว่าความสัมพันธ์ของจั่นกับนักแสดงคนนั้นยังปกติ ฉะนั้นจั่นก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเพราะอะไร จั่นไม่อยากใส่ใจมาก ทำของเราให้ดีที่สุดก็พอ

ได้โทรฯ ไปเคลียร์กับคนที่เป็นข่าวด้วยมั้ย

– จั่นรู้สึกว่าเป็นข่าวไม่เป็นเรื่อง เรื่องที่ไม่เป็นประเด็นถ้าเราไปพูดถึงกันมาก ๆ ก็จะไม่จบ จากไม่มีก็กลายเป็นมีได้

เอาเป็นว่าสมมุติว่าถ้าเราโดนเพื่อนคนหนึ่งแทงข้างหลัง เราจะเจ็บปวดมั้ย

– เป็นเหตุการณ์สมมุตินะ เราคงเสียใจ อย่างที่บอกถ้าคนที่เรารักและไว้ใจกับเขาเต็มที่…(จั๊กจั่นน้ำตาไหล หยุดให้สัมภาษณ์สักพัก)

อย่างที่ผ่านมาก็โดนข่าวกับพี่อั้ม

– เรื่องพี่อั้มเนี่ยก็งง ๆ และตกใจ รู้จากแฟนคลับทวิตเตอร์ถ่ายข่าวมาให้ดู ปกติเป็นข่าวกับน้องรุ่นไล่เลี่ยกันเรายังโทรฯ เคลียร์กันได้ แต่กับพี่อั้มเป็นนักแสดงรุ่นพี่ เราย้ายช่องมาเลยยังไม่สนิทกันมาก ทุกครั้งที่เป็นข่าวก็จะเกรงใจคนที่ต้องมาเป็นข่าวด้วยมาก เขาเป็นนักแสดงที่เราชื่นชอบด้วย เราเลยโทรฯ ไปเคลียร์ พี่อั้มก็น่ารักมากบอกว่าจั่นไม่ต้องคิดอะไรมากเลย

ถือว่าเป็นมรสุมชีวิตมั้ย

– ไม่อยากมองแบบนั้น ข่าวเข้ามาเดี๋ยวก็ผ่านไป ตัวตนของเราเป็นอย่างไรที่ผ่านมา 8-9 ปีที่อยู่ในวงการทุกคนก็เห็นกันอยู่ มันเป็นแค่ช่วงเดียว เราไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ มันเหมือนเป็นข่าวที่มีคนมายัดคำพูดใส่มาให้เรา

พี่ ๆ นักข่าวอาจจะรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว แต่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ เราก็อยากมาบอกว่าจริง ๆ แล้วจั่นไม่มีอะไรเลย แต่บางทีมีข่าวแบบนี้ก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ามีคนรักเรามาก แค่ไหน

ข่าวนี้มีผลกระทบต่องานของเราหรือเปล่า

– ไม่นะ จั่นก็ยังทำงานของจั่นปกติ ไม่ได้มีอะไรเลย เพราะจั่นคิดว่าทุกคนที่ทำงานเขารู้ว่าจั่นเป็นยังไง เขาคงไม่ใส่ใจหรือเอามาอะไรต่อ รู้สึกว่าบางทีถ้ามีข่าวแล้วเราไปดิ้นตามกับมันมาก ๆ ตัวเราเองต่างหากที่จะไม่มีความสุข

อยู่ในวงการนี้มาก็นานคิดมั้ยว่าเราจะโดนการกลั่นแกล้ง ปล่อยข่าวแบบนี้

– ไม่เคยคิด จนถึงตอนนี้ยังงงอยู่เลย จั่นก็คิดว่าคงเป็นการเข้าใจผิดอะไรกัน มันไม่ได้มีใครอยากจะอะไรขนาดนั้น ก็เลยไม่สนใจเอามาคิดในหัว ใครก็ตามที่อยากจะให้เราแย่ลง แต่เราก็ไม่แย่ลงตามที่เขาคิด ฉะนั้นเราไม่รู้จะต้องไม่สบายใจไปทำไม เพราะคนที่ห่อเหี่ยวก็คือตัวเราเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้จั่นได้เรียนรู้อะไรบ้าง

– ก็เรียนรู้ว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม คนเราก็มีหลายแง่หลายมุม ทำให้รู้ว่าเราทำตัวเราให้ดีที่สุดก็พอ พยายามทำอะไรกลาง ๆ เอาไว้ เหมือนกับว่าถ้ามีความรัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือแฟนเราก็ต้องเดินทางสายกลาง ชอบสิ่งไหนก็เผื่อใจไว้บ้าง ถ้าผิดหวังไปเราจะได้ไม่เสียใจมาก

แล้วเรื่องหัวใจล่ะ

– โสดนานแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีคนโทรฯ มาคุยบ้าง เมื่อ 5-6 เดือนก่อน แต่ก็ยังไม่ใช่ จั่นไม่ได้ปิดนะ ถามว่าเป็นเพราะจั่นเลือกเยอะขึ้นมั้ย ยอมรับว่าเลือกเยอะขึ้น ตอนนี้ถ้าเราจะคบใครก็อยากคบแบบจริงจัง เห็นอนาคตด้วยกันได้ พอเราโตมุมมองความรักก็เปลี่ยนไป อยากได้คนที่เข้าใจงานและความเป็นตัวเรา และรักครอบครัวเรา

เหงาบ้างมั้ย

– ไม่เลย จั่นทำงานก็สนุกสนาน มีแมวที่รัก เลยทำให้ไม่รู้สึกว่าเราต้องการความรัก บางทีมีแฟนก็จุกจิกหัวใจนะ แต่จั่นก็ไม่ได้ปิด มีคนเข้ามาจั่นก็คุยค่ะ

ไม่กลัวขึ้นคานเหรอ

– อายุจั่นยังเลข 2 ยังไม่เลข 3 เลย ไม่กลัวหรอก ทำงานไปเรื่อย ๆ ถ้ามีแล้วไม่โอเค อยู่คนเดียวก็แฮปปี้ดี จั่นก็ยังมีคุณแม่และคุณน้าก็มีความสุข แต่จั่นก็ยังเชื่อในความรัก อยากมีความรักที่ดีเหมือนผู้หญิงทั่วไป อยากแต่งงานมีครอบครัวมีลูกน่ารัก ๆ ค่ะ

หลังจากที่ทุกคนอ่านบทสัมภาษณ์ “จั๊กจั่น” จบ หลายคนคงจะสัมผัสได้ว่าเธอยังเป็นคนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง!!.

คนกลาง : เรื่อง / ภัทรพงศ์ สมัตถะ : ภาพ / จามิกร ศรีคำ : คลิป / คอฟฟี่ แกลลอรี่ : สถานที่

Tags:
comments Comments (0)    -
October 8th, 2011 at 8:04 pm

30 จังหวัดระทมทุกข์น้ำท่วม(มีภาพชุด)

 “ศอส.” ระบุ 30 จังหวัดยังระทมจมน้ำท่วมกว่า 2 ล้านคนเดือดร้อนหนัก ดับเซ่นแล้ว 253 คน(มีภาพชุด)วันนี้ (8 ต.ค.) นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะรอง ผอ.ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 30 จังหวัด ได้แก่ จ.สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด ลำปาง เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ กำแพงเพชร และ จ.ตาก รวม 218 อำเภอ 1,498 ตำบล 10,747 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 762,765 ครัวเรือน 2,342,123 คนทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิต 253 ราย สูญหาย 4 ราย พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 8,642,399 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อปลา 123,824 บ่อ สัตว์ได้รับผลกระทบ 9,956,723 ตัว น้ำท่วมเส้นทาง ไม่สามารถสัญจรผ่านได้รวม 214 สาย แยกเป็นทางหลวง 60 สาย ใน 17 จังหวัด ทางหลวงชนบท 154 สาย ใน 28 จังหวัด.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 8th, 2011 at 7:03 pm

พระเกษมหนีจีวรปลิว

http://www.youtube.com/watch?v=-q6GFSg8MwQ&feature=player_detailpage

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 8th, 2011 at 2:34 am

แฉ!หญิงไทยน่าห่วงทาสยาไอซ์พุ่ง

 แฉ!หญิงไทยน่าห่วงทาสยาไอซ์พุ่ง แพทย์ชี้ต้นเหตุทำให้บ้าเร็วขึ้น

วันนี้ (6 ต.ค.) ที่สโมสรตำรวจ นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดปฏิบัติการนำผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด เพื่อคืนบุตรหลานให้ครอบครัวคืนคนดีสู่สังคม ว่า วันนี้เป็นวันแรกตั้งเป้าว่าจะมีผู้เสพ ผู้ติดยาที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา 300 คน

แต่ปรากฏว่ามากว่า 500 คน แสดงว่าผู้ปกครอง ตำรวจ ผู้นำชุมชน และน้อง ๆ ทุกคนให้ความสนใจ โดยก่อนส่งเข้าสถานบำบัดต้องมีการตรวจคัดกรองโรคอื่นด้วย เช่น บางคนมีปัญหาวัณโรค ก็ต้องไปรับการรักษาก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัดซึ่งจะใช้เวลา 9 วัน อยากให้น้อง ๆ ทุกคนสู้ และขอให้ความมั่นใจผู้ปกครองทุกคนว่าเด็กจะได้รับการดูแลอย่างดีในช่วง 9 วันที่เข้ารับการบำบัด ทั้งนี้จากการสอบถามพบว่า ยาเสพติดที่มีการใช้มากคือ ยาบ้า ยาไอซ์ กาว คาดว่าหลังการบำบัดรักษามากกว่า 80% จะไม่กลับไปเสพอีก

ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้เสพยาเข้าร่วมโครงการในวันนี้เกินเป้าหมาย เนื่องจากเป็นการเปิดให้เข้ารับการบำบัดในรูปแบบสมัครใจ เข้ารับการรักษาได้โดยตรง ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมาต้องถูกส่งเข้าเรือนจำก่อน แต่โครงการนี้จะตรวจคัดกรองและส่งตัวเข้าไปรักษายังศูนย์บำบัดยาเสพติดทันที 9 วัน ส่วนผู้ที่เสพยาเสพติดมานาน ที่มีอาการทางจิต หรือมีโรคอื่น ๆ จะถูกส่งไปยังสถาบันธัญลักษณ์เพื่อบำบัดให้หายต่อไป ทั้งนี้การที่มีผู้เสพยาเข้ารับการบำบัดถือเป็นเรื่องที่ดี และเชื่อว่าจะมีผู้เสพยาขอเข้ารับการบำบัดในโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในพื้นที่ กทม.คาดว่า มีผู้เสพยาเสพติดประมาณ 1 แสนราย

จากสถิติอายุผู้ใช้ยาเสพติด พบว่าอายุต่ำสุดอยู่ที่ 9 ขวบ ซึ่งติดยาบ้า อยู่ที่จ.นครปฐม ขณะที่ปัจจุบันพบว่า ผู้ใช้ยาเสพติดเริ่มเป็นกลุ่มที่มีอายุลดลง โดยในกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี เดิมมีสัดส่วนไม่ถึง 5 % แต่ขณะนี้อยู่ที่  11% ของจำนวนผู้เสพแล้ว เช่นเดียวกับผู้หญิงมีจำนวนเสพยามากขึ้น จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 9%  เพิ่มขึ้นเป็น 20 % ที่สำคัญพบว่ามีการใช้ยาเสพติดมากกว่า 1 ตัว คือ ใช้ยาเสพติดแบบค็อกเทลมากขึ้น.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 8th, 2011 at 2:32 am

โลกโซเซียลเน็ตเวิร์กผิดง่าย-หนียากแค่นิ้วคลิก’ถึงคุก’

 การ กระทำความผิดโดยมี “คอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ต”เข้ามาเกี่ยวข้อง การกระทำความผิดใน “โลกไซเบอร์-โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ระยะนี้ปรากฏเป็นกระแสใหญ่ในสังคมไทยอีกครั้ง ทั้งกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ และกับประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้วการกระทำผิดในรูปแบบนี้ก็มีอยู่โดยตลอด…

ผู้เสียหายจากการทำผิดในโลกไซเบอร์มีมาก-มีทุกวัน

และหลายกรณีผู้ที่กระทำผิดก็อาจไม่รู้ว่าได้ทำผิด???

ทั้งนี้ แม้ในไทยจะมีกฎหมายด้านนี้มากว่า 4 ปีแล้ว คือมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แต่เพราะโลกไซเบอร์-โซเชียลเน็ตเวิร์กในไทยก็ขยายตัวรวดเร็วมาก ๆ ตั้งแต่ในกลุ่มเด็กวัยฟันน้ำนมไปจนถึงผู้สูงอายุวัยฟันแท้เหลือน้อย และก็อาจเพราะคนไทยยังไม่ค่อยตระหนักว่า “บทลงโทษ” ของกฎหมายฉบับนี้ก็มิใช่เบา ๆ ดังนั้น การกระทำความผิด ทั้งที่รู้ว่าผิด ไม่รู้ว่าผิด ตั้งใจไม่ตั้งใจ จึงมีมาก

ยกตัวอย่าง ’ความผิด-บทลงโทษ“ ตาม พ.ร.บ.นี้ ก็เช่น… มาตรา 5 ผู้ใด เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ,มาตรา 6 ผู้ใด ล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการ เฉพาะและเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น มีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 7 ผู้ใด เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน มีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 8 ผู้ใด กระทำการเพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น และข้อมูลนั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ ประโยชน์ได้ มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 9 ผู้ใด ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 10 ผู้ใด กระทำการให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 11 ผู้ใด ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอม แปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูล อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น มีโทษ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

มาตรา 12 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าจะในทันทีหรือภายหลัง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ มีโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ถ้าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายต่อข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่น คงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจประเทศ การบริการสาธารณะ ประโยชน์สาธารณะ มีโทษ จำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี และปรับตั้งแต่ 6 หมื่นบาท-3 แสนบาท และยิ่งถ้า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษ จำคุกตั้งแต่ 10-20 ปี

นอกจากนี้ การ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง ข้อมูลที่มีลักษณะอันลามก และประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ เผยแพร่หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูล โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามที่ว่ามา เหล่านี้มีความผิดตามมาตรา 14 มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกสักตัวอย่าง…มาตรา 16 ผู้ใด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏ เป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้เสียหายในความผิดได้ตายเสียก่อนจะได้ร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหาย ร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย

ทั้งนี้ นี่ก็เป็นตัวอย่าง ’ความผิด“ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในส่วนของผู้ใช้โลกไซเบอร์-โซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า ’มีโทษมิใช่เบา ๆ“ เหมือนกัน!!

ที่สำคัญ…อาจ “กระทำผิดได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้วคลิก”

และตรงกันข้ามตรงที่…การ “หนีความผิดทำได้ยาก”

รู้-ไม่รู้…ตั้งใจ-ไม่ตั้งใจ…โอกาส ’ติดคุก“ มีทั้งนั้น!!.

Tags:
comments Comments (0)    -