17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 27th, 2011 at 10:42 pm

ลุ้น 29 ต.ค.น้ำทะเลหนุนสูง 2.65 ม.

“อุทกศาสตร์” เผยข่าวดี “เจ้าพระยา” ยังไม่หนุนสูง รอลุ้น 29 ต.ค. คาดขึ้นสูง 2.65 ม. เตรียมเรือยนต์ 10 ลำ อพยพชาวบ้านหนี

วันนี้ (27 ต.ค.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทัพบกกระจายกำลังทหาร ยานพาหนะ ยุโธปกรณ์ ออกไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อท่วมอย่างต่อเนื่อง พร้อมออกลาดตระเวนตรวจสอบพนังกั้นน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา และสถานที่ตั้งของระบบสาธารณูปโภคที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดช่วงสุดสัปดาห์นี้ได้เตรียมเรือยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ขนาด 90  ฟุต จำนวน 10 ลำ เพื่อใช้อพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังส่งกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับหน่วยทหารของกองทัพบกประจำพื้นที่เข้าช่วยเหลือทันที โดยได้ใช้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่และเรือ ช่วยในการสัญจรบริเวณน้ำท่วมสูงใน ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนพหลโยธิน ถนนรามอินทรา ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสายไหม ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนบรมราชชนนี ถนนสิรินธร ถนนราชดำเนินใน ถนนเจริญกรุง ถนนทรงวาด โดยจะให้บริการจนกว่าปริมาณน้ำจะลดลง

ด้าน พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำที่ได้ตรวจสอบในวันนี้วัดระดับน้ำได้ 2.38 เมตร ซึ่งต่ำกว่าที่ได้ประเมินไว้ คือ 2.50 เมตร ซึ่งหากในช่วง 1-2 วันนี้น้ำยังอยู่ในระดับ 2.30-2.40 เมตร ไม่เกิน 2.50 เมตรถือเป็นข่าวดีของกรุงเทพฯ เพราะหมายความว่า มวลน้ำเจ้าพระยาได้ลดลง

ทั้งนี้มวลน้ำสูงสุดจะขึ้นอีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 2.65 เมตร แต่เราได้ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ส่วนประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สังเกตความผิดปกติ หากสงสัยเกี่ยวกับรัศมีของน้ำที่อาจจะเข้ามาในเขตบ้านเรือนสามารถเข้าไปดู รายละเอียด ข้อมูลและแผนที่พื้นที่คาดการณ์ความเสียหายในเว็บไซต์ของกรมชลประทาน ขอยืนยันว่าระดับน้ำจะไม่สูงถึงระดับ 3-4 เมตรตามที่มีกระแสข่าวออกมา คาดว่าข้อมูลที่ออกมาอาจเป็นความคลาดเคลื่อนทางตัวเลข ระดับน้ำในปัจจุบัน เชื่อว่าเรายังสามารถควบคุมได้.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 8:27 pm

น้ำท่วมใหญ่สินค้าแพง-ขาดแคลนหนัก จับตานโยบายรัฐบาลเหลวตามสายน้ำ

ภาพประชาชนแย่งกันซื้อข้าวของ-อาหาร กักตุนเสบียงเพื่อรับมือน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีสภาพไม่ต่างอะไรกับภาวะประเทศกำลังเผชิญศึกสงคราม ที่สำคัญถึงวันนี้วิกฤติสินค้าขาดแคลน-ราคาแพง ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุดลงง่าย ๆ มิหนำซ้ำประชาชนกลับยิ่งตื่นตระหนกกับมหาอุทกภัยที่กำลังไหลหลากคืบใกล้ตัว ขึ้นทุกวัน

ที่ผ่านมาแม้กระทรวงพาณิชย์ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามลดกระแสไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก กักตุนสินค้าเพื่อลดการขาดแคลน แต่ดูแล้วคงเป็นเรื่องลำบาก เพราะท่ามกลางความมั่วในการแก้วิกฤติน้ำของ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จนทำให้หลาย ๆ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ท่าอากาศยานดอนเมืองต้องจมน้ำ เสียหายเป็นแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาล “เอาอยู่”

ความต้องการสินค้าของประชาชนเพิ่มขึ้นจากปกติ 2-3 เท่าตัว ประกอบกับกำลังการผลิตสินค้าที่หดหายไปจากตลาด เพราะพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร โรงงานผลิตสินค้าและอาหารหลายแห่งในจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีต้องจมน้ำ คลังสินค้าภาคเอกชนอีก 1,200 ตู้คอนเทเนอร์ต้องติดเกาะ เพราะเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ทำให้ขณะนี้สินค้าหดหายไปจากภาวะปกติมากถึง 40%

โดยเฉพาะสินค้ายังชีพ เช่น น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เรือพลาสติก ทราย อิฐ รองเท้าบู๊ตยาง รวมถึงพืชผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ที่หายากยิ่งกว่าทอง มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ หรือหากมีในตลาดมืดราคาพุ่งพรวด 2-3 เท่าตัว เช่น ทรายถุงจาก 25 บาท เป็น 50 บาท อิฐบล็อก 6-8 บาท เป็น 25-30 บาท เรือเล็กก็ขึ้นลำเป็นหมื่นบาท ไข่ไก่ทะลุแผง 200 บาท ราคาแพงหูฉี่ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่จริงปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นมา 2 สัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร และทำงานแบบตั้งรับรอปัญหาก่อนจึงค่อยแก้ไข ทำให้ถึงตอนนี้ ปัญหาสินค้าจึงทวีความรุนแรง กลายเป็นวิกฤติสินค้าซ้อนวิกฤติน้ำท่วม

เพราะลำพังการแก้ปัญหา ด้วยการจัดงานธงฟ้าอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเป็นแค่งานหวังผลช่วยสร้างภาพเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางยากลำบาก จึงเป็นเรื่องยากประชาชนพื้นที่ห่างไกล หรือที่ถูกน้ำท่วมแล้วจะลากสังขารมาขนซื้อของไปกินไปใช้

แม้จะมีการจัดรถโมบายธงฟ้า นำน้ำดื่ม ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องราคาถูก ไปขายให้ประชาชนถึงที่ แต่เมื่อทำจริงแล้วก็เกิดปัญหา พื้นที่ถูกน้ำท่วมรถยนต์เข้าไปขายไม่ได้ และรถธงฟ้าที่มีก็มีจำนวนจุ๋มจิ๋มแค่ 10 คัน เหมือนกับทำแก้บน เมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชนที่รอคอยสินค้ามากเป็นล้าน ๆ คน

ส่วนแนวคิด “เรือธงฟ้า” กระทรวงพาณิชย์ได้ออกข่าวมาร่วมสัปดาห์แล้ว แต่ถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นแค่แนวคิดอยู่ ไม่ได้นำออกมาทำจริงเสียที รวมถึงการผลิตข้าวถุงธงฟ้า ที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะอนุมัติข้าว 1 แสนตันให้ผลิตมาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว แต่ถึงวันนี้กลับยังไม่เห็นข้าวสารราคาถูกจากรัฐบาลออกวางขายช่วยประชาชน ดังนั้นภาพการแก้ปัญหาวิกฤติสินค้าของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงมีความล่าช้า สะเปะสะปะ และขาดการบูรณาการ

ล่าสุดแม้รัฐบาลจะงัดไม้แข็ง สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นแกนนำเร่งนำเข้าสินค้าจำเป็นจากเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผง ปลากระป๋อง ไข่ไก่ ผักสด ผ้าอนามัย เครื่องสูบน้ำ มาจำหน่ายให้ทันสัปดาห์หน้าเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลน และให้นำพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินสัตหีบ นครราชสีมา ศาลากลางจังหวัด องค์การคลังสินค้า เป็นศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมนอกเหนือจากดอนเมือง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินและบริการ (กกร.) อนุมัติรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 16 รายการ ได้แก่ น้ำดื่ม กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทราย ทรายบรรจุถุง อิฐบล็อก เสื้อชูชีพ เรือพลาสติกขนาดเล็ก รองเท้าบู๊ตยาง เครื่องนอน ถังน้ำ เครื่องสูบน้ำ ผลิตภัณฑ์ยาป้องกันน้ำกัดเท้า และเทียนไข เพิ่มเติมจากรายการสินค้าและบริการควบคุมที่มีอยู่เดิม 41 รายการ รวมเป็น 57 รายการ เพื่อใช้มาตรการกฎหมายในการเข้าไปกำกับดูแลสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับ ภาวะน้ำท่วม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและกักตุน

แต่มาตรการเหล่านี้ยังต้องติดตามว่าจะแก้ไขวิกฤติสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนหนึ่งกว่าสินค้าจะนำเข้าจากต่างประเทศได้ ต้องถึงสัปดาห์หน้า หรือวันที่ 1  พ.ย.เป็นต้นไป ขณะที่มวลน้ำก้อนใหญ่ไม่คอยท่า เตรียมถล่มกรุงเทพฯ วันที่ 27-31 ต.ค.นี้แล้ว ดังนั้นกลัวกว่าสินค้าจะนำมาขายกรุงเทพฯ จะเป็นเมืองบาดาลไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งการนำเข้ามาจะเพียงพอแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นนอกจากการวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ภาครัฐน่าจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงประชาชนมากกว่าเดิม เพราะบางพื้นที่ก็น้ำท่วมและร้านสะดวกซื้อก็ปิดไปหลายสาขาแล้ว

ส่วนการตั้งท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นศูนย์กระจายสินค้า ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.แต่ถึงตอนนี้สนามบินกับน้ำท่วมไปแล้ว ดังนั้นจึงสงสัยว่ามีความสามารถกระจายสินค้าแทนที่โกดัง อ.วังน้อยที่ถูกน้ำท่วมได้มากน้อยแค่ไหน และศูนย์กระจายสินค้าอื่นๆ จะเริ่มเปิดใช้ได้เมื่อใด

ขณะที่การใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุม ก็เป็นที่กังขาว่า กระทรวงพาณิชย์จะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีสินค้าหลายรายการที่อยู่ในบัญชีควบคุมอยู่แล้ว เช่น  ไข่ไก่ แต่ภาครัฐก็ไม่สามารถกำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพปล่อยให้ขายเกินราคาฟองละ 7-8 บาท แผงทะลุ 200 บาท ดังนั้นสินค้าที่เพิ่มเข้ามารัฐบาลจะดูแลอย่างไร เพราะตอนนี้ชาวบ้านรู้กันหมดแล้วว่า “ของแพงผิดปกติ” เว้นแต่เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ยังมองไม่เห็น และไม่เห็นตรวจจับจริงได้สักราย

ที่น่ากลัวกว่านั้น อนาคตหากสถานการณ์น้ำท่วมเพิ่มความรุนแรงขึ้น จนกระทบต่อพื้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงงานผลิตอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ปริมาณสินค้าอาจหดหายรุนแรงขึ้นกว่านี้ จึงเป็นการบ้านที่รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องฉุกคิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไร เพราะหากปล่อยให้สินค้าขาด คนไม่มีจะกิน อีกหน่อยอาจวุ่นวายเกิดเป็นกลียุคได้

ถึงวันนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องราคาสินค้าต้องเลิกนั่งเกาะโต๊ะทำงาน รอปัญหาลอยมาถึงแล้วค่อยเริ่มแก้เสียที เพราะบางครั้งเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น บทบาทเจ้าน้ำตา และคำขอโทษที่ออกจากปาก คงไม่เพียงพอ.

ทีมเศรษฐกิจ

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 8:48 am

‘ฉลอง’ลุยต่อ!ร้องความโปร่งใสจี้แจงบัญชีของบริจาค(ชมคลิปข่าวข้างท้าย)

“ฉลอง เรี่ยวแรง”เดินหน้าต่อจี้ ศปภ.แจงบัญชีของบริจาค เพื่อความโปร่งใส ท้า”ณัฐวุฒิ -จตุพร “เลือกตั้งครั้งหน้าลงส.ส.เขตกทม.พิสูจน์คะแนนนิยม

นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.ออกมาระบุว่าคนเสื้อแดงไม่ใช้อภิสิทธิ์รับของบริจาคช่วยน้ำท่วมว่า เรื่องนี้ถ้าโปร่งใสจริงควรทำบัญชีแจกแจงการบริจาคให้ชัดเจนเพื่อให้เกิด ความสบายใจต่อผู้บริจาคและเพื่อกระจายสิ่งของไปให้ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดง จะจัดงานในวันที่ 29 ต.ค.เพื่อระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมนั้น นายฉลอง กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่านี้ ถ้าไปตั้งโต๊ะรับบริจาคที่แยกราชประสงค์ และอยากรู้ว่าจะมีคนมาเป็นหมื่นหรือไม่ ซึ่งหากมาจริงบริจาคแค่คนละ 100 บาทก็น่าจะได้เงินเป็นล้านบาทแล้ว ตนจะดูว่าจะมีคนเสื้อแดงมาโดยที่ไม่มีส.ส.จัดหรือขนมาหรือไม่ ทั้งนี้ หากวันนี้ยังมั่นใจในกระแสของคนเสื้อแดงเรียกว่าแดงทั้งแผ่นดินว่ามีเยอะ จริง การเลือกตั้งในกทม.หลายเขตคงไม่สอบตกอย่างนี้ ตนขอท้าเลยว่าการเลือกตั้งสมัยหน้าถ้าแน่จริง ทั้งนายณัฐวุฒิ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ควรลงสมัคร ส.ส.เขต จะที่นนทบุรีหรือในกทม.ก็ได้ จะได้รู้ถึงความนิยม อย่าหนีลงอันดับต้นๆในระบบบัญชีรายชื่อ

เย้ยมีจิตวิญญาณ-ภาวะผู้นำมากกว่า

นายฉลอง ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีจิตวิญญาณของคนเสื้อแดงว่า ตนเข้าใจจิตวิญญาณการต่อสู้ของเสื้อแดง และมีวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำมากกว่าแกนนำนปช. ในวันที่มีการสลายชุมนุม แกนนำเสื้อแดงบางคนหนีเอาตัวรอด ไม่มีวุฒิภาวะผู้นำที่ต้องรับผิดชอบที่พาคนไปร่วมชุมนุม และไม่มีอยู่เป็นคนสุดท้ายเหมือนแกนนำคนเสื้อเหลืองเช่นพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่เคยทิ้ง และอยู่เป็นคนสุดท้าย ยอมถูกจับ

ทั้งนี้ตนรู้ว่าคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม 80% ที่ออกมาต่อสู้นั้นเพราะศรัทธาผลงานของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระแสของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เหลือ20% อาจจะหาผลประโยชน์ กับเสื้อแดง

ข้องใจเป็นรัฐบาลแล้วยังไม่เลิกจัดกิจกรรม

นายฉลอง กล่าวอีกว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจ เพราะเมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ทำไมกลุ่มคนเสื้อแดงยังจัดกิจกรรมอะไรกันนักหนา ไม่รู้ว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ ส่วนตัวยังศรัทธาคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ต่อต้านรัฐประหาร หรือจะล้มรัฐธรรมนูญ ปี2550 ตนก็เห็นด้วย แต่ถ้าคิดจะล้มเจ้า นั้นตนไม่เอาด้วย เพราะคนในพื้นที่มีความศรัทธาในแนวทางนี้ คนเสื้อแดงไม่ใช่ว่าจะทำถูกทุกเรื่อง อะไรที่ถูกก็ต้องชื่นชม อะไรที่ถูกรังแกก็ต้องพูด

แต่วันนี้ อย่าทำให้คนรังเกียจ ทุกวันนี้ชาวบ้านก็เห็นว่าทหารมาช่วยเรื่องน้ำท่วมมากมาย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนจ้องจะจุดประเด็นสร้างความขัดแย้ง โดยเฉพาะการจะแก้ ไขพ.ร.บ.กลาโหม ที่ยิ่งสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปเล่นงานทหาร วันนี้เราต้องละลายสี ไม่มีกลุ่ม
นายฉลอง กล่าวด้วยว่า การได้กลับมาเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นมันเลยจุดประสงค์ไปแล้ว เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นส.ส.ก็ควรเป็น ส.ส.ของประชาชน ไม่ใช่ส.ส.ของกลุ่มใดหรือสีอะไร ต้องเข้าใจหลักการนี้ด้วย ไม่ใช่ไม่พอใจเรื่องอะไร ก็จะเอามวลชนมาบีบ การจะผลักดันกฎหมายอะไรควรเป็นไปตามกลไกของสภาฯ

มาชมภาพข่าวที่สมาชิกบน โซเซียลเน็ตเวิร์ต

โพสข้อความฝากมาให้ลองติดตามดูนะ………คลิกชมได้ที่นี่

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:20 pm

พลัง’ไอเดีย’สร้างแบรนด์ ปั่นกระแส’แชร์’โซเชียล มีเดีย

นับจากนี้การสื่อสารทุกรูปแบบจะเปลี่ยนไปอย่างพลิกฝ่ามือ ทุกครั้งที่คุณเห็นมันคืองานโฆษณา ใบไม้ ก้อนหิน สามารถเป็นงานโฆษณาได้หมด

โดยเฉพาะการสื่อสารในรูปแบบของดิจิทัล เมื่อระบบ 5G จะมาสิ้นปีนี้ที่ NEWYORK CITY เมืองเดียวที่พัฒนาไม่หยุด ในทุกๆ ด้าน
5G มาอะไรจะเกิดขึ้น คุณสามารถโหลด APP ได้เพียง 3 กะพริบตา โหลดหนังทั้งเรื่องใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที คุณสามารถถ่ายหนังสั้นแล้วอัพโหลด บน Youtube ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนาน จากที่เคยรอโหลดดูหนังจากยูทูบ คุณแค่คลิก รอ 5 กะพริบตา หนังก็จะมาให้คุณชมตรงหน้า และนี้ยังไม่รวมถึง Smart TV ที่กำลังเติบโตแบบไม่หยุด
การสื่อสารแนวใหม่จะเป็นการให้กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรม เช่น ดิจิทัล บิลบอร์ด ที่คุณสามารถ Interative กับคนได้ทั้งโลก และส่งให้เพื่อนทักทายจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง โดยผ่านบิลบอร์ด ใจกลาง TIME SQUARE  ไปไกลกว่าที่เคยไกล
แต่สิ่งสำคัญที่สุด ยังคงเป็น เรื่องของไอเดีย ในการให้ส่งต่อให้ผู้บริโภค… WOW ถ้าคุณมีเทคโนโลยีดีแค่ไหน แต่ไอเดียเท่าเม็ดแมงลัก ก็เท่ากับว่า คุณเอาเงินค่ามีเดียไปเผาเล่น ไม่เกิดคุณค่าแถมยังเป็นขยะทางสายตา ยกตัวอย่างเช่น บิลบอร์ดต่างๆ ที่ไม่ชวนมอง รกสายตาเวลาขับรถ ไม่สวย ไม่มีรสนิยม
สิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลก แชร์ คือ ไอเดียที่เจ๋ง กับ รสนิยมในการออกแบบ ถ้าคุณมีไอเดียและเจ๋งพอ แบรนด์คุณจะกระจายไปยังมุมต่างๆ ของโลกด้วยเวลาเพียง 1 นาที แบรนด์คุณอาจจะจะไปที่นิวยอร์ก ปารีส ฝรั่งเศส  และมีคนเห็นมากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก ถ้าไอเดียคุณเจ๋งจริง นี้คืออานุภาพของเทคโนโลยี สามารถวัด KPI ได้ เก็บฐานข้อมูลได้
และเป็นความโชคดีของเมืองไทย ที่เราก็ไอเดียเจ๋งๆ ให้กล่าวถึงในวงกว้างผ่าน โซเชียล มีเดีย ว่าเมืองไทยก็สามารถนะ… ถ้าเรามีไอเดียที่เจ๋ง และลูกค้าที่ยอดเยี่ยม กล้าที่เป็นผู้นำของโลก เช่น  กาแฟ เนเจอร์กิฟ ที่นำเข็มขัดมารัดตึกขนาดยักษ์ใจกลางเมืองที่จะบอกว่า มาร่วมลดน้ำหนักกับ ภารกิจเป๊ะ สื่อ Ambient Media นี้ทำให้คนกว่า 300,000 คนเห็นในแต่ละวัน  ซึ่งถือเป็น Case Study ที่น่าศึกษามาก เพราะหลักจากที่สื่อนี้ออกไป คนที่นิวยอร์กก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของงานโฆษณาเมืองไทยว่าสามารถไปไกลกว่า ที่คิด ผ่านสื่อโซเชียล มีเดีย รอบโลก
การที่จะทำให้คนจำนวนมากเข้าร่วมสมัครภารกิจ โดยการคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์  และคลิกเพื่อเข้าสมัครนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายในยุคปัจจุบันนี้ เพราะโลกของอินเทอร์เน็ต มีหลายล้านเว็บไซต์ให้คลิก  ทำไมต้องมาคลิก www.doodeemission.com   ของ กาแฟ เนเจอร์กิฟ  ทางทีมครีเอทีฟ จึงคิดว่า น่าจะต้องหาไอเดียแปลกๆ เพื่อมาเคาะประตูหน้าบ้านให้เขารับรู้ สร้างความประหลาดใจ และสงสัย
เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์ อยากรู้ อยากเห็น ไอเดียจึงต้องกระตุ้นความสนใจแบบประชิดตัวด้วยการ นำเข็มขัดชายหญิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรัดเอว ว่าผอมหรือ อ้วน มารัดตึกที่มีรูปร่างตันๆ อ้วนๆ เหลี่ยมๆ ให้ดูมีเอว มีทรวดทรง โดยการรัดทั้งสองตึกให้ดู IMPACT เพื่อสื่อถึงการลดน้ำหนักได้ทั้งชายและหญิง และประชาสัมพันธ์  www.doodeemission.com  ให้คนเข้ามาคลิกและร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
ถือเป็นสื่อโฆษณาที่มีพลังมาก เพราะเป็นจุดโฟกัสของสายตาทุกคู่ ใจกลางเมือง ถือว่าไอเดียนี้ ประสบความสำเร็จ เกินคาดแบบเข็มขัดคาดไม่ถึงจริงๆ

นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์
นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์
Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:14 pm

พฤติกรรมใช้”โซเชียล เน็ตเวิร์ค”ของคนไทยใน”วิกฤติ”น้ำท่วม

เหตุการณ์น้ำท่วมขณะนี้ สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ การสื่อสารคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป

เหตุการณ์ น้ำท่วมขณะนี้ พบว่า กระทบกับคนไทยหลายๆ คน เกือบครึ่งประเทศ สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ การสื่อสารคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่รับข่าวสารผ่านทางทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่หลังที่เรามี “โซเชียล เน็ตเวิร์ค” ก็กลายเป็นช่องทางสื่อสาร เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ขึ้น เพราะผู้คนต่างต้องการข้อมูลข่าวสารที่ “เร็ว” ตามทันเหตุการณ์ จะให้ไปนั่งรอฟังข่าวจากทีวี หรือวิทยุก็อาจจะไม่ได้มานั่งเฝ้าสื่อพวกนี้กันทั้งวัน

ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันทีที่ข่าวหรือเหตุการณ์เกิดขึ้น ช่องทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค จึงเป็นช่องทางที่คนไทยเริ่มหันไปใช้ และสื่อสารผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลในการให้ข้อมูล ทำให้การรับข้อมูลทางออนไลน์ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมเฝ้าสังเกตจำนวนคนไทย ที่ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ พบว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านข้อความ แต่หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่า จำนวนคนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เพิ่มขึ้น เป็น 2.2 ล้านข้อความ หรือเพิ่มถึง 47% จากเวลาปกติภายในไม่กี่วัน นับเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก
ส่วนตัวผมเองใช้การค้นหาผ่านทางทวิตเตอร์เพื่อตรวจสอบดูว่า พื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่ผมสนใจ ดูว่าน้ำท่วมแล้วหรือยังจากการพูดคุยของคนในทวิตเตอร์ ซึ่งเราจะได้ข้อมูลที่รวดเร็วกว่า เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ แม้แต่การค้นหาผ่าน กูเกิล ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลจากกูเกิลจะใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเป็นวันๆ เพื่อเก็บมูลจากเว็บต่างๆ เข้ามาในระบบให้คนค้นหาได้ นั้นหมายถึง ข้อมูลนั้นล้าหลังไปแล้ว
ขณะที่การค้นหาข้อมูลผ่าน โซเชียล เน็ตเวิร์ค เป็นการหาข้อมูลรวดเร็วยิ่งการวิธีการใดๆ เพราะเป็นการค้นหาแบบทันที (Real Time) ผ่านการพูดคุยและข้อมูลของคุณที่สื่อสารกัน ทำให้เราทราบถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ภายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้า แต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณให้มากๆ ในการรับ หรือบอกต่อด้วย เพราะถือเป็นสื่อที่มีข่าวลือเกิดขึ้นได้มากมายเช่นเดียวกัน

ผมยังได้ศึกษาต่อถึงพฤติกรรมคนไทยที่ใช้ทวิตเตอร์ พบข้อมูลการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เป็นการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 (ปีก่อน) พบว่า คนไทยใช้ทวิตเตอร์วันละประมาณ 38,500 คน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2554 มีคนใช้ทวิตเตอร์มากขึ้น 122,778 คน โตขึ้นมากถึง 257.94% จากปีก่อนเลยทีเดียว

ทั้งยังพบว่า คนไทยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ 376,761 ข้อความต่อวัน เมื่อเดือนตุลาคม 2553 แต่เดือนตุลาคม 2554 คนไทยทวีตเพิ่มมากขึ้นถึง 2,205,706 ข้อความต่อวัน โตมากขึ้น 571% ทำให้ตัวเลขอัตราเฉลี่ยคนไทยเฉลี่ยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ 10 ข้อความต่อคนต่อวัน ในเดือนตุลาคม 2553 เพิ่มเป็น 18 ข้อความต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 87.64% ในตุลาคม 2554

สิ่งที่น่าสนใจของโลก โซเชียล เน็ตเวิร์ค ช่วงน้ำท่วมอีกอย่างหนึ่ง จากเหตุการณ์ที่ “คุณศศิน เฉลิมลาภ” เลขามูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ออกมาวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมกรุงเทพฯ ผ่านทางยูทูบ (Youtube) จากผู้ชายคนหนึ่งที่คนทั่วประเทศแทบไม่รู้จัก กลายเป็นคนที่คนทั่วประเทศต่างให้ความสนใจจากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องน้ำ ท่วมของคุณศศินผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ทำให้จำนวนคนดูคลิปของคุณศศินมีมากมายหลายล้านคนภายในเวลาไม่กี่วัน (ตัวเลขคนดูจากหลายๆ คลิปรวมกัน)

แนวความคิดของคุณศศิน เข้าถึงต่อคนไทยจำนวนมาก จึงส่งผลให้คุณศศินเข้าไปมีบทบาทในสื่ออื่นๆ ทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์  และต้องยอมรับว่ามีผลต่อการแก้ปัญหาเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้ด้วย เช่นกัน
นอกจากนี้ จำนวนคนที่เข้าไปติดตามใน เฟซบุ๊คของคุณศศิน ก็เพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว เพียงเวลาไม่กี่วันคนเข้าติดตามมากถึง 2 หมื่นกว่าคนแล้ว พร้อมกับข้อความให้กำลังใจ สนับสนุน แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางนี้ด้วย

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:11 pm

ทรงเยี่ยม…ผู้ประสบอุทกภัย

สมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:47 pm

ไมโครซอฟท์ผุดจอสัมผัสเคลื่อนที่ ผนึกคาร์เนกี้พัฒนา”ออมนิทัช”

ไมโครซอฟท์ ค่ายคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน หนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลกด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ในสหรัฐ พัฒนาอุปกรณ์ใหม่เอี่ยมต่อยอดเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว “คีเน็กต์” ของไมโครซอฟท์ มาผนวกกับกล้องและเครื่องฉายเลเซอร์เกิดเป็นอุปกรณ์วิเศษที่ชื่อ ออมนิทัช สามารถเปลี่ยนกำแพง รถ หรือแม้แต่ฝ่ามือให้เป็นจอสัมผัส ทำให้การเช็กอีเมล์ เล่นอินเตอร์เน็ตหรือพิมพ์งาน เป็นไปได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา

จาก การทดสอบออมนิทัช ซึ่งต้องสวมไว้ที่ไหล่ของผู้ใช้และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถกดปุ่มตัวเลขบนแผงคีย์แพดที่ฉายลงบนมือและเขียนหนังสือใน โน้ตแพดเสมือนบนโต๊ะได้ ถือเป็นความก้าวหน้าแรกของโลกที่จะนำไปสู่การใช้งานมือถือหรือคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องพกพาของจริงไปด้วย แต่ผู้ใช้งานต้องมีเครื่องฉายและอุปกรณ์ผิวเรียบสำหรับการทำงาน

วันนี้ตัวอุปกรณ์ยังมีขนาดเทอะทะแต่นักวิจัยเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานจะสามารถ พัฒนาให้มีขนาดเล็กเท่ากับกล่องไม้ขีดและสวมใส่ได้ง่ายเหมือนกับนาฬิกาข้อ มือ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าและประสบการณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:42 pm

จีนช็อกซ้ำ-ชนแล้วถอยทับ”5ขวบ”

วัน ที่ 25 ต.ค. เดลี่เมล์รายงานว่า เกิดเหตุการณ์สะท้อนภาวะจิตใจหยาบกระด้างที่ช็อกสังคมจีนขึ้นอีกครั้ง เมื่อชายคนขับรถบรรทุก 6 ล้อในเมืองหลูโจว มณฑลเสฉวน ฝั่งตะวันตกของจีน ขับรถชนเด็กชายฉง เหมาเคอ วัย 5 ขวบ แล้วถอยหลังเพื่อเดินหน้าไปทับซ้ำจนเสียชีวิต คาดว่าเกิดจากความคิดชั่ววูบว่า ถ้าต้องจ่ายเงินชดใช้ให้กับครอบครัวเด็ก เลือกจ่ายค่าทำศพจะถูกกว่าค่ารักษาพยาบาล

เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน หยุนฟง ขณะเด็กชายเคราะห์ร้ายเดินไปโรงเรียน จาง ฉือเฟิน ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นรถบรรทุกถอยกลับมาเล็กน้อย ก่อนจะขับเดินหน้าอีกครั้ง เด็กชายฉงถูกล้อบดขยี้และลากไปไกล 9 เมตร แม่ของเด็กรู้ข่าวรีบมาที่เกิดเหตุแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับศพลูกที่ติดอยู่ ใต้ล้อรถ จึงได้แต่นั่งร้องไห้เฝ้าอยู่ด้านหลังรถ เป็นภาพที่สะเทือนใจชาวบ้านผู้พบเห็น

ตำรวจในท้องที่เปิดเผยว่า คนขับรถบรรทุกมีชื่อว่า นายเอ๋า ย้ง อายุ 35 ปี มาจากเมืองหลูเซี่ยน หลังเกิดเหตุนายย้งเป็นคนแรกที่โทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจ และเมื่อตำรวจไปถึงจึงกระโดดลงมาจากเก้าอี้คนขับและถามว่าจะต้องจ่ายเท่าไร จากนั้นโต้เถียงกับครอบครัวของเด็กนานร่วม 7 ชั่วโมงเรื่องค่าเสียหาย และปฏิเสธว่าไม่ได้ถอยรถเพื่อขับไปทับเด็กซ้ำ ระหว่างนั้นศพเด็กยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้เคลื่อนย้ายออกไป เนื่องจากชาวบ้านโกรธแค้นและเรียกร้องให้คนขับรถบรรทุกรับผิดชอบด้วยการจ่าย เงินชดใช้ทันที

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สองที่เกิดขึ้นห่างจากกรณีของ เด็กหญิงเยว่ เยว่ วัย 2 ขวบในเมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้งที่ถูกรถชนถึงสองครั้ง นอนกลิ้งบนถนนและไม่มีใครช่วยเหลือที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็น ข่าวดังไปทั่วโลก ซึ่งจุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดสามัญสำนึกและความแล้งน้ำใจของคนจีน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไป

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:38 pm

ท่วมถึงดอนเมือง รันเวย์จม เมืองเอกอพยพวุ่น

ปูแถลงยอมรับกรุงท่วมแน่ น้อยสุด10ซม.-มากสุด1.5ม. บางพลัดกระอัก-เร่งกู้ด่วน! เล็งย้ายศปภ.ไปสนามศุภฯ

น้ำ ถึงดอนเมือง เข้ารันเวย์สนามบินแล้ว ทอท.สั่งปิดสนามบินดอนเมืองถึงสิ้นเดือน สายการบินย้ายไปประจำสุวรรณภูมิ ศปภ.สั่งอพยพผู้พักพิงย้ายไปชลบุรี “ปู”ยังไม่ย้ายศปภ.ออกจากพื้นที่ แต่เล็ง 2 จุดสำรอง สนามศุภฯ-สุวรรณภูมิ ออกทีวีพูลรับ กทม.ท่วมแน่ แต่ตามแต่ลักษณะพื้นที่ แยก 3 จุด ฝั่งธนฯ เหนือ ตะวันออก เลวร้ายสุด ท่วมขัง 10 ซม.-1.5 ม. “ประชา”สั่งอพยพคนเมืองเอก หลังพนังที่หลักหกแตก จรัญฯยังกู้ไม่ได้แถมพนังแตกเพิ่ม “ปลอด”เผยจะมีลมหนุนระดับน้ำน่าวิตก สุขุมพันธุ์เผยน้ำเจ้าพระยาสูงกว่าปี 38 แล้ว เฝ้าระวัง 9 เขต สั่งเพิ่มพนังฝั่งตะวันออกอีก 39 ก.ม. เขาดินสั่งย้ายสัตว์แล้ว “ดร.อานนท์”เชื่อน้ำท่วมกรุงไม่หนัก แต่ห่วงฝั่งธนฯระบายน้ำไม่ดี แถมเจออิทธิพลทะเลหนุน นนท์ยังอ่วม สั่งอพยพบางกรวย อนาถด.ช.วัย 12 ช่วงก่อพนัง กระสอบทรายล้มทับจมน้ำดับ ปทุมฯแย่น้ำท่วมสถานสงเคราะห์หลายแห่ง อาหารขาดแคลน เบนซินกรุงเก่าแพงมหาโหดลิตรละ 100 บาท

ศปภ.ดอนเมืองจ่อท่วม

วัน ที่ 25 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังคงใช้ห้องประ ชุมของสำนักงานการท่าอากาศยานดอนเมือง (อาคารระหว่างประเทศเดิม) เป็นที่ประชุมครม. โดยถนนวิภาวดีรังสิตด้านหน้าของอาคาร น้ำเริ่มล้นทะลักเข้ามาจากถนนพหลโยธินและตามท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่ติดป้ายประกาศรถเล็กห้ามผ่าน ทำให้ถนนวิภาวดีฯ ขาเข้าไม่มีรถสัญจรผ่านไป-มา ยกเว้นรถขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานได้เสริมหินคลุกและกระสอบทรายบริเวณช่องประตู เข้า-ออก แต่น้ำยังซึมเข้ามาด้านในบางส่วน โดยผู้ที่จะเดินทางเข้ามาที่สนามบินดอนเมืองต้องใช้เส้นทางโทลล์เวย์

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้น้ำที่ถนนวิภาวดีฯ เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับถนนพหลโยธิน ตั้งแต่ตลาดสะพานใหม่ ผ่านหน้าโรงพยาบาลภูมิพลหน้าทางเข้ากองบัญชาการกองทัพอากาศ ปริมาณน้ำท่วมสูง 50 ซ.ม. เจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศเสริมหินคลุกและกระสอบทรายเพิ่มและปิดประตูทาง เข้า-ออก บริเวณติดกับสะพานใหม่ดอนเมืองแล้ว เนื่องจากปริมาณน้ำที่ท่วมถนนพหลโยธินมีระดับสูงมาก

เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดการจราจรถนนวิภาวดีทั้งขาเข้าและขาออกเเล้ว หลังจากคันกั้นน้ำบริเวณหลักหกพัง และได้ทะลักออกมาในบางส่วน ทำให้มวลน้ำจากคลองรังสิต ทะลักออกมาบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้ระดับน้ำบนถนนวิภาวดี-รังสิต บริเวณหน้า ศปภ.สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปู”ยังไม่คิดย้ายศปภ.

เวลา 08.15 น. ก่อนประชุมครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอย้ายศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ว่า ศปภ.ยังไม่มีความคิดจะย้าย ศปภ.จะเป็นคนสุดท้ายที่คิดจะย้าย เราต้องดูแลประชาชนก่อน ตัวดอนเมืองปลอดภัย แต่เราห่วงเส้นทางคมนาคมมากกว่า ต้องขอประเมินสถานการณ์ก่อนว่า เมื่อเปลี่ยนเส้นทางระบายน้ำแล้วจะเป็นอย่างไร

ส่วนที่มีปัญหาที่ ประชาชนพังคันน้ำทั้งคลอง 4 คลอง 5 จนน้ำทะลักเข้ามา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประจำจุดไม่สามารถขัดขวางได้นั้น นายกฯ กล่าวว่า จะขอเช็กรายละเอียดดูก่อน

กห.พร้อมช่วยขนสินค้า

ด้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลา โหม ให้สัมภาษณ์ถึงผู้ประกอบการค้าสินค้าปลีก ต้องการให้ทหารช่วยลำเลียงสินค้าออกมาจากคลังสินค้าที่น้ำท่วมวังน้อย เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงว่า ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประสานมา ถ้าต้องการขนสินค้าออกมา ทหารก็พร้อม มีบางห้าง เช่น บิ๊กซี ขอความร่วมมือมาแล้วเพื่อขนสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายประชาชน

รม ว.กลาโหมกล่าวว่า วันเดียวกันนี้ได้ให้กองบัญชาการสงครามพิเศษเริ่มเตรียมระบายน้ำขัง เน่าเสีย โดยเวลา 14.00 น. จะเริ่มครั้งแรกที่ จ.ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา เพราะน้ำเริ่มลด น้ำเน่าเริ่มส่งกลิ่นอย่างมาก

“ปู”เครียดสถานการณ์น้ำ

เมื่อ เวลา 12.55 น. วันเดียวกัน ทีมงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Ying luck Shinawatra ระบุความเห็นของนายกฯ ภายหลังหารือกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า จากการหารือร่วมกัน เห็นตรงว่าจุดที่มีความเสี่ยง และน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ บริเวณแนวคันพระราชดำริ ซึ่งกองทัพร่วมกับกทม. ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เสริมแนวคันกั้นน้ำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำแล้ว นอกจากนั้นบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยามอบหมายให้กรมชลประทาน กองทัพ และกทม. ลงพื้นที่สำรวจความแข็งแรงของแนวคันกั้นน้ำ เพื่อเตรียมการรองรับช่วงน้ำทะเลหนุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันนี้หลังเป็นประธานการประชุม ครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดิน ทางเข้ามายัง ศปภ.ดอนเมือง โดยหลบกลุ่มผู้สื่อข่าวเข้าไปยังห้องทำงานด้านหลังไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ โดยนายกฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ว่าการการประปานครหลวง และผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เข้าหารือและเน้นย้ำให้แก้ไขปัญหาทันที แม้จะมีปัญหาน้ำทะลักเข้ามายังพื้นที่กทม. รวมทั้งหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งเครียด และสั่งการให้เคลื่อนย้ายผู้พักพิงทั้งที่ดอนเมือง และศูนย์อพยพที่มีความเสี่ยงไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ทั้งนี้ คนใกล้ชิดนายกฯ เผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในอาการเครียด เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้

พนังหลักหกพัง-สั่งอพยพด่วน

เวลา 12.30 น. ที่ศปภ. ดอนเมือง พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผอ. ศปภ. แถลงว่า ให้ประชาชนในบริเวณหมู่บ้านเมืองเอกและพื้นที่ใกล้เคียงอพยพภายใน 1-2 ชั่วโมง เนื่องจากคันกั้นน้ำที่ อบต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ชำรุดบางตอน ส่งผลให้มวลน้ำทะลักเข้าหมู่บ้านเมืองเอก และพื้นที่ใกล้เคียงและน้ำจะสูงประมาณ 1-1.5 เมตร โดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้เตรียมยานพาหนะรองรับประชาชนไว้ที่ ม.รังสิต ในหมู่บ้านเมืองเอกไว้แล้ว

จากนั้น พล.ต.อ.ประชาให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องจากคันกั้นน้ำบริเวณอบต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี ชำรุด ส่งผลให้น้ำล้นข้ามฝั่งมา จึงสั่งอพยพประชาชนด่วน โดยสถานที่รองรับเป็นไปตามที่จัดไว้ทั้งสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก สนามศุภชลาศัย และศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ที่เพิ่มจำนวนที่จะรองรับได้อีก 1,000 คน นอกจากนี้ยังได้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวในอีก 4 จังหวัด คือ สระบุรี ชลบุรี นครราชสีมา และราชบุรี ทั้งนี้ยอมรับว่าไม่มั่นใจที่จะรับสถานการณ์น้ำท่วมในกทม.ได้ ซึ่งอยู่ในความเสี่ยง 50-50 โดยพื้นที่ชั้นในอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากน้ำมากและแรง

สั่งย้ายผู้อพยพดอนเมืองด้วย

เวลา 16.00 น. ที่ศปภ. พล.ต.อ.ประชา เผยว่า หลังจากน้ำเริ่มทะลักเข้ามาบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง ทำให้ต้องย้ายผู้อพยพที่อาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง อาคาร 2 ดอนเมือง ไป จ.ชลบุรีแล้ว โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าภายใน 3-4 ชั่วโมงจะสามารถย้ายแล้วเสร็จ ส่วนศปภ.จะย้ายที่ทำการด้วยหรือไม่ ตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือกับฝ่ายทหาร

ศปภ.ยันไม่ย้ายศูนย์

เวลา 16.15 น. ที่ศปภ. นายวิม เผยว่า ศปภ. ยืนยันจะใช้ดอนเมืองเป็นศปภ.ต่อไป เพราะหากน้ำท่วม ก็ยังมีชั้น 2 ให้ทำงาน และเมื่อท่วมดอนเมือง สถานที่อื่นก็ถูกท่วมไปด้วย แต่แจ้งให้คนย้ายของบริจาคที่อยู่ชั้น 1 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศไปยังโกดังคลังสินค้า 2 ซึ่งยกพื้นสูง 1.50 ม. และคาดการณ์ว่า บริเวณดอนเมืองน้ำไม่น่าจะท่วมถึง 1 ม. ส่วนรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในดอนเมืองนั้น ได้แจ้งเตือนให้เคลื่อนย้ายออกจากชั้น 1 ของตัวอาคารทั้งหมด โดยศปภ. ประสานกทม.ขอความร่วมมือกับเอกชนที่มีอาคารสูง

รายงานข่าวจาก ศปภ.แจ้งว่า ค่ำที่ 25 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหารือกับผู้เกี่ยวข้องถึงการตัดสินใจย้ายศปภ. โดยเล็งไว้ 2 ที่ คือ สนามบินสุวรรณภูมิ กับสนามศุภชลาศัย เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า ยังไม่ย้ายในตอนนี้โดยจะรอดูสถาน การณ์และประเมินอีกครั้งในวันที่ 26 ต.ค.

ไฟฟ้า-ประปายังพร้อม

นาย เจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานคร หลวง (กปน.) แถลงว่า กปน.ปรับปรุงระบบการผลิตน้ำประปาตามขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ ขณะนี้ยังคงให้บริการประชาชนในมาตรฐาน และความปลอดภัย ใช้อุปโภคบริโภคได้ แต่ยอมรับว่ามีปัญหากลิ่นและสีของน้ำ ซึ่งเร่งแก้ไขอยู่ คาดว่าจะเรียบร้อยภายในวันที่ 25 ต.ค.นี้ และบางพื้นที่น้ำดิบด้อยคุณภาพ ทำให้ต้องเติมคลอรีนมากกว่าปกติเล็กน้อย หากตั้งทิ้งไว้ กลิ่นคลอรีนจะระเหยไปเอง

นายพิชัย สงวนไชยไผ่วงศ์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กล่าวว่า ยืนยันว่าการจ่ายไฟในพื้นที่ กทม. นนทบุรี และสมุทรปรา การ มีระบบจ่ายไฟที่มั่นคง แม้จะเกิดภาวะน้ำท่วมขัง เพราะเรามีแหล่งจ่ายไฟหลายทาง กรณีสายใดสายหนึ่งมีปัญหา จะมีอีกสายหนึ่งสำรองสามารถจ่ายไฟทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ ผ่านศูนย์สั่งการแบบสการ์ดาที่สามารถตรวจสอบระบบและสภาพการจ่ายไฟในทุก พื้นที่ของกฟน. ได้ นอกจากนั้นยังติดตั้งกล้องซีซีทีวีทุกสถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย ซึ่งจะสามารถติดตามสภาพน้ำ และสภาพการจ่ายไฟฟ้าได้ทุกพื้นที่

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:35 pm

บึ้ม 15 จุด-ยะลา ครบ 7 ปีตากใบ

ครบ 7 ปี คนร้ายลอบวางบึ้มทั่วยะลา 15 จุดพร้อมๆ กัน ต้อน รับ ผบ.ทร.ที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่ เผยแรงระเบิดเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนกว่า 30 คน เสียชีวิต 3 สาหัสอีกหลายราย เผยจุดที่คนร้ายลงมือก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นบริเวณชุมชน โรงแรม และร้านอาหาร

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 25 ต.ค. ที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร.เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและบำรุงขวัญกำลังพลนาวิกโยธินที่รับ ผิดชอบดูแลพื้นที่ 5 อำเภอใน 2 จังหวัด คือ อ.สายบุรี ไม้แก่น จ.ปัตตานี รวมทั้ง อ.เมือง บาเจาะ และยี่งอ จ.นราธิวาส มี น.อ.สมเกียรติ ผล ประยูร ผบ.ฉก.นย.ภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยกำลังพลนาวิกโยธินให้การต้อนรับ โดยผบ.ทร.ได้มอบเงินบำรุงขวัญแก่กำลังพลทุกหน่วย

ขณะเดียวกัน ผบ.ทร.ได้กล่าวถึงเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายก่อเหตุยิงถล่มจุดตรวจกาเสาะ ก่อนวางระเบิดเพลิงเผาร้านสะดวกซื้อ 2 แห่งกลางเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของนาวิกโยธิน ฉก.นราธิวาส 33 ว่า ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นและไว้วางใจในการทำงานของกำลังพลจากกองทัพเรือ เพียงแต่ขอให้ทุกคนร่วมมือกับกองทัพเรือด้วย อย่างไรก็ตาม ผบ.ทร.ยังได้เน้นย้ำในที่ประชุมว่า เนื่องจากในวันนี้เป็นวันครบรอบ 7 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จึงขอให้กำลังพล 5 อำเภอรับผิดชอบ เฝ้าระวังเพื่อป้องปรามเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ต.อ.นิตินัย หลังยาหน่าย ผกก.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส รับแจ้งจากชาวบ้านพื้นที่ บ.โคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ว่าพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยจอดทิ้งไว้ภายในป่าสวนยางพารา จึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.กระจ่าง รักษ์ณรงค์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน บก.ภ.นราธิวาส ร.ต.ต.พลวัฒน์ เทพษร หน.ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.ภ.จ.นราธิวาส พร้อมกำลังจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบ

ภายในป่าสวนยางพารารกทึบ พบรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้า 4 ประตู สีดำ ทะเบียน บค-9871 สงขลา จอดทิ้งไว้ จากการตรวจสอบพบที่กระจกด้านหน้าคนขับรวมทั้งรอบๆตัวถังมีร่องรอยถูกกระสุน ปืนเอ็ม 16 และ อาก้าเป็นรูพรุนทั้งคัน นอกจากนี้ ที่ท้ายกระบะยังพบยางอะไหล่จำนวน 4 เส้น รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่บรรจุไว้ในถัง เพื่อเตรียมใช้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สภ.เมือง นราธิวาส

ที่ จ.ยะลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันครบรอบ 7 ปี เหตุการณ์สลายม็อบตากใบเมื่อปี 2547 ตั้งแต่เวลา 18.50 น.ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายจุดในเขตเทศบาลนครยะลา จุดแรก บริเวณถนนศรีปุตรา ฝั่งตลาดเก่า จุดที่ 2 บริเวณโรงแรมปาร์ก วิว มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จุดที่ 3 บริเวณโรงแรมยะลาราม จุดที่ 4 หน้าร้านเครื่องเขียนเก่ง จุดที่ 5 ร้านอาหารแซบอีสาน จุดที่ 6 แผงตลาดผลไม้ ในตลาดเมืองใหม่ จุดที่ 7 บริเวณปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา และจุดที่ 8 บ้านมลายู ทาง อ.รามัน จ.ยะลา นอกจากนี้ยังพบว่ามีเหตุระเบิดอีก 7 จุดรวมเป็น 15 จุด เบื้องต้น มีผู้เสียชีวิต 3 รายได้รับบาดเจ็บ 30 เจ้าหน้าที่ต้องตัดสัญญาณโทร.มือถือทุกระบบ

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:30 pm

ณเดชน์ โต้ลั่นถูกเรียกภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน

“ณเดชน์” ปฏิเสธถูกกรมสรรพากรเช็คบิลเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน เจ้าตัวบอกเงินที่หามาได้เสียภาษีตลอด ยันไม่เคยปกปิดรายได้ที่แท้จริง ปัดขึ้นแท่นเป็นคู่ขวัญคู่ใหม่กับ “ญาญ่า” แทนดารารุ่นพี่ “เคน-แอน”

ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอกดาวรุ่งพุ่งแรง จนสินค้าต่างรุมตอมให้เป็นพรีเซ็นเตอร์มากมาย สำหรับ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ซึ่งในปีนี้มีการประเมินรายได้ค่าเหนื่อยของเจ้าตัวคงไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท แต่ล่าสุดมีข่าวกระฉ่อนว่า พระเอกหนุ่มปกปิดรายได้จนโดนกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสูงถึง 5 ล้านบาท แต่กับเรื่องนี้เจ้าตัวปฏิเสธทันทีว่า

“ข่าวว่าผมโดนภาษีย้อนหลัง 5 ล้านบาท ไม่ถึงครับๆ เรื่องว่าผมไปปกปิดก็คงไม่ปิดแล้วนะ เพราะโดนไปเกือบ 5 ล้าน (หัวเราะ) เงินทุกบาททุกสตางค์มีใบกำกับภาษีหมด เพราะให้คุณแม่ยื่นให้ เราเป็นคนที่ยืนอยู่กลางแจ้งไม่สามารถไปทำอะไรที่ผิดกฎหมายได้อยู่แล้วครับ จริงๆ ต้องยอมจ่าย แต่ก็รู้สึกเสียดายมาก แม้ว่ามันจะล้านเดียวก็เสียดาย เงินเราหามาทั้งชีวิตก็อยากเก็บไว้ให้พ่อแม่บ้าง แต่ยังไงก็ต้องทำตามกฎหมาย แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาทครับ สูงเกินไป ไม่ถึง 4 ล้านด้วย”

ส่วนกรณีที่ว่า “ณเดชน์” กับ “ญาญ่า” จะขึ้นมาเป็นคู่ขวัญแทนรุ่นพี่ “เคน ธีรเดช” กับ “แอน ทองประสม” เจ้าตัวแจงว่า


“ไม่จริงครับ เป็นไปไม่ได้ แต่ละคนมีบุคลิกที่ต่างกัน มีการแสดงต่างกัน พี่เขาทั้งคู่เป็นต้นแบบการแสดงของผมและนักแสดงอีกหลายๆ คน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ผมจะมาแทนที่”

แหล่งที่มาของข่าว
ผู้จัดการออนไลน์

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:25 pm

ครม.เดือดอัดกรมชลฯเกียร์ว่าง

ครม. ถกเดือด “ปลอด” อัด จนท.กรมชลฯ เกียร์ว่าง “ธีระ” โต้ จิตวิญญาณกรมชลฯ ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน รับ 29 -31 ต.ค.54 วิกฤติหนัก

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมครม. ซึ่งมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวันตร เป็นประธาน ได้หารือถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกันอย่างเคร่งเครียด เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายอำพน กิติอำพน เลขาฯครม.ได้กล่าวกับครม.ว่า ขณะนี้กระแสน้ำไหลเข้ามายังดอนเมืองเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงขั้นที่จะประชุมกันไม่ได้ ดังนั้น ถ้าจะมีการเคลื่อนย้าย ก็คงเป็นเฉพาะผู้ที่พักพิง ส่วนการดำเนินการแก้ไขปัญหาเราก็ยังต้องอยู่ที่นี่ต่อไป ซึ่งก็ไม่มีใครที่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น

ทั้ง นี้ ในที่ประชุม น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้ขอหารือว่า จะมีการเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อใช้เป็นเวทีในการช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือไม่ และประชาชนจะได้ประโยชน์และรับรู้การดำเนินการของรัฐบาล เพราะวันที่ 2-3 พ.ย.นี้ ก็จะมีการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555

ด้าน นายกฯ ระบุ ว่า พร้อมที่จะให้มีการประชุมร่วมรัฐสภาวันไหนก็ได้ เพราะถือเป็นข้อดี ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ แม้จะมานั่งประชุมครม.กันอยู่ ก็ยังมีปัญหาน้ำจุดนั้นจุดนี้ตลอดเวลา จึงไม่ใช่เรื่องการเมืองว่า เราจะตอบหรือไม่ตอบต่อสภา

อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐมนตรีท่านใด ที่จะไปชี้แจง ก็ขอให้ความเห็นใจด้วยว่า รัฐมนตรีต้องอยู่ชี้แจงด้วย
ทั้ง นี้ นายวิทยา ได้เสนอให้เจาะจงรายชื่อรัฐมนตรีที่จะไปตอบชี้แจงเลย ซึ่งนายกฯได้สรุปให้นายฐานิสร์ เทียนทอง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปช่วยกันตอบชี้แจง โดยเฉพาะฝากร.ต.อ.เฉลิม ให้ช่วยตอบให้เคลียร์ไปเลย ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจให้นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เป็นผู้ตอบชี้แจง

นายกฯ ยังได้กำชับด้วยว่า ไม่ว่าใครจะไปตอบ ก็ขอให้ตอบให้ชัดเจน โดยรัฐมนตรีที่ไปชี้แจงต้องเป็นเอกภาพ อภิปรายเสริมกันไปในทิศทางเดียวกัน
ในที่ประชุม ครม. ยัง ระบุด้วยว่า วันนี้ต้องประเมินตัวเองเหมือนกันว่า ที่ผ่านมามีงานเข้ามาไม่ซ้ำกันตลอด ดังนั้น ทุกคนต้องให้กำลังใจกัน เพราะศปภ.เป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งวันที่ 29 พ.ย.นี้ น้ำทะเลจะหนุนสูงมาก ดังนั้น ต้องเร่งระบายน้ำออกให้ได้มากที่สุด และคงต้องประกาศให้หยุดราชการยาวตั้งแต่วันที่ 27-31 ต.ค.นี้

อย่าง ไรก็ตาม ในส่วนของค่าใช้จ่าย ในการดูแลประชาชนตามศูนย์พักพิง มีจำนวนมาก และการบริหารจัดการก็ทำได้ยาก จะเห็นได้ว่า พอเราปรับแผนส่งผู้อพยพกลับบ้านก็ดูดีขึ้น ประชาชนชื่นชอบ และทำให้การบริหารจัดการทำได้ง่าย ดังนั้นในวันที่น้ำขึ้นสูง เราก็ให้ประกาศเป็นวันหยุดไปเลย
กระนั้น ในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการทั้งไฟฟ้า ประปา ห้ามหยุด รวมถึงข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ผอ.สำนัก รองอธิบดีหรือซี 9 ขึ้นไป ก็ต้องสแตนด์บายให้พร้อมในที่ตั้ง ส่วนพนักงานฝ่ายปฏิบัติการทุกหมู่เหล่า ตำรวจ ทหาร ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา ส่วนวันหยุดธนาคารขอให้อยู่ในดุลยพินิจของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง

ทั้ง นี้ ในที่ประชุมครม. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ ฯ ได้ชี้แจงต่อครม.ว่า ก่อนหน้านี้ที่ได้แสดงความเห็นไปนั้น ไม่ได้เป็นการต่อว่าใคร แต่ถ้ามีใครไม่สบายใจ ก็ต้องขออภัยด้วย เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะพูดว่าใคร
อย่าง ไรก็ตาม ก็ต้องพูดความจริงว่า วันที่ 29 ต.ค.นี้ สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่วันที่29 ต.ค.เท่านั้น แต่จะต่อเนื่องถึง 31ต.ค.ที่จะมีลมแรงขึ้นมาอีก เนื่องจากมีลมใต้และจะมีผลทำให้มีปริมาณน้ำสุูงขึ้น 20-30 %

“ที่ น่าเป็นห่วงคือน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อาจจะกระฉอกอีกก็ได้ ซึ่งผมมั่นใจข้อมูลของผม และหากจะมอบให้ผมไปตอบในสภาด้วยก็ยินดี ที่ผ่านสิ่งที่ผมพูดไป ปัญหาส่วนหนึ่งก็หมายถึงว่า มีเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานบางส่วนที่ไม่บริหาร จัดการน้ำ”
ด้าน นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ได้ชี้แจงว่า โดยจิตวิญญาณของกรมชลประทาน ไม่มีหรอกที่ไม่อยากช่วยประชาชน ไม่มีหรอกที่จะไปทำให้น้ำเพิ่มขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีลมที่เปลี่ยนทิศจริง ทำให้น้ำหนุนสูงมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือน้ำกระฉอก โดยที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่วันที่ 29 ต.ค. แต่ควรเป็นตั้งแต่ วันที่ 29-31 ต.ค.เลย

“มัน ไม่มีใครที่จะไปเข้าใจลมได้ทั้งหมด ดังนั้นวันที่ 31 ต.ค. จะเป็นวันที่หนักอีกวันหนึ่ง ซึ่งปัญหาน้ำทะลักที่คลอง 1 มาท่วมถนนวิภาวดี เป็นเพราะน้ำล้นมาจากคลอง 1และคลอง 2 ตอนนี้การดูดน้ำอย่างเดียวอย่างไม่มีความรู้ มันอาจทำให้เป็นปัญหามีน้ำทะลักไหลกลับมาก็ได้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ได้ ปรามในที่ประชุมว่า อย่าเพิ่งถกเถียงกัน และไม่ต้องเป็นห่วงเพราะตอนนี้ศปภ. ได้ตั้งตำรวจจราจรขึ้นเป็นคณะกรรมการ ตรวจประตูระบายน้ำทุกแห่ง และให้รายงานมาทุกชม. เป็นลายลักษณ์อักษร และจะดีมากถ้ากรมชลประทาน จะได้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ด้วย

ด้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม แจ้งต่อครม.ถึงปัญหากำลังพลของกองทัพ ที่จะมาแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า วันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง จะมีทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการหมื่นกว่าคน จากจำนวนที่มีทั้งหมดห้าหมื่นคน ซึ่งก็มีแนวทางเตรียมแก้ไขหลายทาง ไม่ว่าจะไม่ให้ปลดประจำการ หรือเอาทหารเกณฑ์ใหม่มาตัดผม แล้วแจกชุดเครื่องแบบ แล้วให้ลงไปช่วยน้ำท่วมเลยทันที และถ้ายังไม่เพียงพอก็จะระดมกองหนุนที่เป็นพลเรือนมาช่วยด้วยขณะ ที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้เสนอว่า ทางทส.พร้อมที่จะเปิดอุทยานแห่งชาติ ที่อยู่ใกล้กทม.ให้เป็นศูนย์พักพิง และเท่าที่ไปตรวจราชการในต่างจังหวัด พบว่า ยังมีเครื่องสูบน้ำอยู่ตามต่างจังหวัด ทั้งในอบต. อบจ.จำนวนมาก จึงน่าจะระดมนำเครื่องสูบน้ำเหล่านั้นมาช่วยสูบน้ำในกทม.

นอก จากนี้ นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้เสนอให้เลื่อนการจัดงานมหกรรมวันพืชสวนโลก ออกไปเป็นวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จากเดิมที่หนดไว้วันที่ 9 พ.ย.นี้ เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับถนนที่ต้องได้รับการซ่อมแซมหลังจากถูกน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม นายธีระ ได้แจ้งแก้ไขต่อครม.ว่า การเลื่อนงานมหกรรมวันพืชสวนโลก เลื่อนเป็นวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ไม่ใช่วันที่ 16 ธ.ค.นี้

เผย ครม.เด้ง ผู้ว่าฯปทุมฯ เหตุทำงานขัดตา ออกสื่อให้แง่ลบรัฐบาล
ที่ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงมหาดไทย แจ้งได้โยกย้ายนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า จากผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วนนั้น มีรายงานว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากการที่ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ที่ นายพีระศักดิ์ ไม่มีการบริหารจัดการปัญหา และไม่ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเต็มที่ รวมทั้งการดำเนินการในแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างขัดแย้งกับศปภ.อย่างสิ้นเชิง โดยมีความดื้อรั้นในหลายเรื่อง

ขณะ เดียวกัน ก็ยังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ในแง่ลบกับรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว อ.สามโคก จ.ปทุมธานีพัง แต่ไม่ยอมต่อสู้อย่างเต็มที่ และยอมแพ้ง่าย ๆ

นอก จากนี้ ก็ยังเป็นที่รู้กันดีว่า นายพีระศักดิ์ เป็นคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย และยังเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีกระแสข่าวมาตลอดตั้งแต่ช่วงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศว่า จะถูกเด้งเข้ากรุ

 แหล่งที่มาของข่าว
หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:16 pm

ณเดชน์ โต้ลั่นถูกเรียกภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน

“ณเดชน์” ปฏิเสธถูกกรมสรรพากรเช็คบิลเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน เจ้าตัวบอกเงินที่หามาได้เสียภาษีตลอด ยันไม่เคยปกปิดรายได้ที่แท้จริง ปัดขึ้นแท่นเป็นคู่ขวัญคู่ใหม่กับ “ญาญ่า” แทนดารารุ่นพี่ “เคน-แอน”

ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอกดาวรุ่งพุ่งแรง จนสินค้าต่างรุมตอมให้เป็นพรีเซ็นเตอร์มากมาย สำหรับ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ซึ่งในปีนี้มีการประเมินรายได้ค่าเหนื่อยของเจ้าตัวคงไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท แต่ล่าสุดมีข่าวกระฉ่อนว่า พระเอกหนุ่มปกปิดรายได้จนโดนกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสูงถึง 5 ล้านบาท แต่กับเรื่องนี้เจ้าตัวปฏิเสธทันทีว่า…

“ข่าวว่าผมโดนภาษีย้อนหลัง 5 ล้านบาท ไม่ถึงครับๆ เรื่องว่าผมไปปกปิดก็คงไม่ปิดแล้วนะ เพราะโดนไปเกือบ 5 ล้าน (หัวเราะ) เงินทุกบาททุกสตางค์มีใบกำกับภาษีหมด เพราะให้คุณแม่ยื่นให้ เราเป็นคนที่ยืนอยู่กลางแจ้งไม่สามารถไปทำอะไรที่ผิดกฎหมายได้อยู่แล้วครับ จริงๆ ต้องยอมจ่าย แต่ก็รู้สึกเสียดายมาก แม้ว่ามันจะล้านเดียวก็เสียดาย เงินเราหามาทั้งชีวิตก็อยากเก็บไว้ให้พ่อแม่บ้าง แต่ยังไงก็ต้องทำตามกฎหมาย แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาทครับ สูงเกินไป ไม่ถึง 4 ล้านด้วย”

ส่วนกรณีที่ว่า “ณเดชน์” กับ “ญาญ่า” จะขึ้นมาเป็นคู่ขวัญแทนรุ่นพี่ “เคน ธีรเดช” กับ “แอน ทองประสม” เจ้าตัวแจงว่า…

“ไม่ จริงครับ เป็นไปไม่ได้ แต่ละคนมีบุคลิกที่ต่างกัน มีการแสดงต่างกัน พี่เขาทั้งคู่เป็นต้นแบบการแสดงของผมและนักแสดงอีกหลายๆ คน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ผมจะมาแทนที่”

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 5:11 pm

วิกฤติน้ำท่วมจราจรเน็ตเพิ่มเท่าตัว เฟซบุ๊กในไทยโตเร็วอันดับ3ของโลก

 ฟรอสต์ฯ ระบุวิกฤติน้ำท่วมส่งผลให้การจราจรข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 40 ผู้คนอัพเดทเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ คลิกอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ในประเทศจากผลการวิเคราะห์ของเว็บไซต์อินเทอร์ เน็ตระดับท็อปเทนพบว่า การเปิดเว็บเพจต่อวัน (Daily hit) เพิ่มขึ้นจากเมื่อเดือนก่อนสูงถึงร้อยละ 40 โดยส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์ข่าว เช่น เนชั่นชาแนลดอตคอม (Nationchannel.com)และบางกอกโพสต์ดอทคอม (Bangkokpost.com) ซึ่งมีการเติบโตมากกว่าเท่าตัวภายใน 1 เดือน ในขณะที่เว็บไซต์มติชน และคมชัดลึกมีอัตราการเติบโตของการเปิดเว็บเพจมากกว่าร้อยละ 50

ดร.มนธิสินี กีรติไกรนนท์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน องค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลกเปิดเผยว่า วิกฤติน้ำท่วมของประเทศไทยครั้งนี้ทำให้ปริมาณของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อ อ่านเว็บไซต์ข่าวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่แล้วสามารถแบ่งวัตถุประสงค์ได้เป็นสองแบบคือ เพื่อเชื่อมต่อกับผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในการอัพเดทข่าวน้ำท่วมผ่าน ทาง เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ นอกจากนี้ยังเพื่อเป็นการตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ของประเทศ และรับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานต่าง ๆทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

“เฟซบุ๊กยังคงเป็นเครือข่ายหลักทางสังคมออนไลน์ซึ่งมีผู้ใช้ในประเทศไทย เกือบถึง 12 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของประชากร เดือนนี้มีอัตราการเติบโตมากกว่าเท่าตัว เทียบกับปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราผู้ใช้เฟซบุ๊กเติบโตเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก บราซิล และอินเดีย และในวิกฤติน้ำท่วม ณ ปัจจุบัน ส่งผลให้อัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะสูงถึงร้อยละ 150 ใกล้เคียงกับประเทศอินเดีย ที่มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 162”

Tags:
comments Comments (0)    -
October 25th, 2011 at 7:32 pm

มติครม.27-31ตค.เป็นวันหยุดราชการ21จว.

มติครม.27-31ตค.เป็นวันหยุดรก.21จว.
ข่าวการเมือง วันอังคารที่ 25 เดือนตุลาคม พ.ศ.2554 18:26 น.

โฆษกรัฐบาล แถลง ครม.ประกาศวันที่ 27-31 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการ ในพื้นที่ 21 จังหวัด

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ประกาศวันหยุดพิเศษ ในวันที่ 27 – 31 ต.ค.นี้ ในพื้นที่ประสบอุทกภัย 21 จังหวัด เช่น จ.นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ ฯลฯ โดยยกเว้น หัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับ 9 ขึ้นไป ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนต่อไป ส่วนภาคเอกชนให้ผู้ประกอบการพิจารณาตามความเหมาะสม ยกเว้นประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าขาดแคลน ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งมอบหมายความรับผิดชอบในการป้องกันดูแลพื้นที่ป้องกันต่างๆ เช่น พระบรมมหาราชวัง โรงพยาบาลศิริราช และที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ ให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูแลสถานที่สำคัญทางราชการ ให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล ส่วนพื้นที่ทางเศรษฐกิจและเส้นทางการคมนาคมต่างๆ ได้มอบหมายให้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดูแล

สำหรับพื้นที่ประสบอุทกภัย 21 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี นครปฐม กำแพงเพชร ตาก และ กรุงเทพมหานคร

Link : http://www.innnews.co.th/มติครม-27-31ตค-เป็นวันหยุดรก-21จว–316897_01.html

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 25th, 2011 at 7:26 am

ปรับโครงสร้างเขตพื้นที่การศึกษา…ต้องเพื่อเด็ก

ตามที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กำหนดรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไปนั้น แต่เมื่อหันกลับมาดูประเทศไทยแล้วยังดูจะขาดความพร้อมในอีกหลายด้าน โดยเฉพาะคุณภาพของบุคลากรที่ดูเหมือนจะไล่ประเทศเพื่อนบ้านไม่ทัน  ทั้งที่หากเทียบด้านศักยภาพและทักษะของคนในชาติกันแล้วประเทศไทยน่าจะมี คุณภาพเหนือกว่า แต่ด้วยวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาเท่าที่ผ่านมายังขาดประสิทธิภาพ หรือดำเนินการไม่ตรงจุดทำให้ศักยภาพความสามารถที่มีอยู่ในตัวเด็กไม่ได้ถูก เค้นนำออกมาพัฒนาส่งเสริมกันอย่างจริงจัง แถมปล่อยให้ปัญหาในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาหมักหมมมา อย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าได้มีการคิดแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษามาแล้วกว่า 10 ปี และนำมาปรับปฏิรูปรอบ 2 กันใหม่อีกครั้งแล้วก็ตาม แต่คุณภาพการศึกษาก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่น่าจะเป็น ซึ่งส่วนนี้คงจะโทษว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านมาไม่ดีก็ไม่ได้ เพราะสิ่งที่กฎหมายการศึกษากำหนดขึ้นทั้งหลักการและวิธีการล้วนเป็นแนวทาง ที่ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างที่ให้มีการยุบรวมหน่วยงานส่วนกลางที่มีมากถึง 14  กรม ให้เหลือเพียงแค่ 5 แท่ง เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลางเกิดเอกภาพมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการด้าน การนโยบาย  สนับสนุน ส่งเสริม ติดตาม ประเมินผล ไม่ใช่เป็นผู้คิด สั่งการ รวมถึงปฏิบัติเองอย่างที่ผ่านมา หน่วยงานส่วนกลางจึงต้องมีขนาดเล็กลง โดยจะไปให้ความสำคัญกับระดับภูมิภาคที่เป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่จะต้องมีขนาดใหญ่ อำนาจต้องเทียบเท่ากรม ส่วนโรงเรียนก็ต้องเป็นนิติบุคคล  เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ในการบริหาร จัดการให้เป็นไปตามบริบทและความต้องการของท้องถิ่น

แต่พอดำเนินการเข้าจริงหน่วยงานส่วนกลางกลับไม่ยอมผ่องถ่ายอำนาจ แถมยังเพิ่มขนาดทั้งหน่วยงานและปริมาณงานมากขึ้น จึงทำให้เขตพื้นที่การศึกษาทำได้แค่ปฏิบัติตามหน่วยเหนือ ทำงานธุรการเป็นไปรษณีย์เชื่อมต่อ ระหว่างหน่วยเหนือกับโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ผลลัพธ์จากการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านมาจึงได้แค่โครงสร้างที่ทำให้ผู้ บริหารจำนวนหนึ่งได้ตำแหน่งและซีที่สูงขึ้น แต่สำหรับคุณภาพการศึกษาของเด็กแล้วกลับไม่กระเตื้องขึ้นแต่อย่างใด ส่วนนี้จึงน่าจะเป็นคำตอบได้อย่างชัดเจนแล้วว่า โครงสร้างของหน่วยงานไม่ว่าจะมีจำนวนมาก น้อยหรือขนาดใหญ่ เล็กก็ตาม หากไม่ปฏิบัติตามหลักการ วิธีการที่กำหนดไว้ คุณภาพการศึกษาก็คงไม่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนา คุณภาพเด็ก ที่มีอยู่มากมายก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครูขาดแคลน ที่ทุกฝ่ายบอกว่ารับรู้แล้วว่าปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมา จากโรงเรียนขาดครูที่ไม่พอสอนครบทุกวิชา หรือไม่พอสอนครบชั้น แต่มาจนถึงบัดนี้ โรงเรียนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กก็ยังขาดแคลนครูอยู่อย่างมาก มายเช่นเดิม

ปํญหาด้านคุณภาพของครูและผู้บริหาร ที่ปัจจุบันนี้คงต้องยอมรับความจริงกันว่ายังมีครูและผู้บริหารสถานศึกษา จำนวนไม่น้อยขาดคุณภาพ ยังไม่เป็นครูหรือผู้บริหารมืออาชีพด้วยด้อยทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจในวิทยาการใหม่ ๆ
ขาดความเข้าใจและไม่ให้ความสำคัญหลักสูตรสถานศึกษากับการนำไปสู่การปฏิบัติ จริง เพื่อให้บรรลุผลตามมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดไว้อย่างจริงจัง ผู้บริหารขาดประสิทธิภาพ การบริหารจัดการและแนวทางการพัฒนา ครูยังไม่ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอนให้ทันยุคทันเหตุการณ์ รวมถึง การขาดซึ่งอุดมการณ์และจรรยาบรรณในวิชาชีพครู ทำให้ความมุ่งมั่นทุ่มเทกับการแก้ปัญหาและพัฒนาเกิดขึ้นไม่เต็มที่ เต็มเวลา เต็มความสามารถที่มีอยู่อย่างแท้จริง

ปัญหาด้านนโยบายการจัดการศึกษาที่ขาดประสิทธิภาพ โดยส่วนใหญ่เป็นนโยบายรายบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ไม่สอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติ และแผนพัฒนาด้านอื่น ๆ ของประเทศ เมื่อนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาการดำเนินงานของภาคปฏิบัติจึงทำ ขึ้นเพื่อให้มีไว้ตรวจสอบและรายงานผลให้หน่วยเหนือทราบมากกว่าที่จะนำไป พัฒนาเด็กอย่างแท้จริง

ปัญหาต่อมาก็คงเป็นงานที่ทำเพื่อสนองภารกิจของหน่วยงานที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และ สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)ที่ได้มีการวัดประเมินผลกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิธีการวัดและประเมินผลที่ว่านี้ก็ใช้หลักเกณฑ์และเนื้อหาเป็นไม้บรรทัด เดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบท ความต้องการของผู้เรียน ของท้องถิ่น หรือความพร้อมในการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่ และเมื่อได้ผลพบอุปสรรคปัญหาใดแล้วก็ไม่ได้ช่วยเหลือแก้ไข เมื่อปัญหาเก่ายังไม่ได้รับการแก้ไข การประเมินและวัดผลครั้งใหม่ก็ยังดำเนินการต่อไปอีก ปัญหาซ้ำ ๆ จึงเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรกลับมาให้วิพากษ์วิจารณ์กันเช่นเดิมอีก  ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้นอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาแล้ว ยังเป็นการเพิ่มงานเอกสารและธุรการให้กับครูอีกจำนวนมาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนลดลง รวมถึงพลอยทำให้ครูจำนวนหนึ่งหลงทางกับการพัฒนาเด็กเพราะแทนที่จะจัดการ ศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กตามศักยภาพที่มีอยู่กลับไปมุ่งเป้าพัฒนาสนองกับวิธีการ ประเมินและวัดผลด้วยวิธีการที่กล่าวมา

ซึ่งปัญหาการจัดการศึกษาของไทยยังมีประเด็นยิบย่อยอีกไม่น้อยที่เข้ามารบกวน เวลาการสอนของครู อย่างกรณีที่หน่วยงานต้นสังกัดและนอกสังกัดกำหนดโครงการ กิจกรรม ส่งไปให้โรงเรียนดำเนินการ โดยลืมนึกถึงความเป็นจริงว่าครูมีหน้าที่สอนเด็กไม่ใช่เป็นบุคลากรทางการ ศึกษาที่ต้องมารองรับงานที่เจ้าหน้าที่ส่วนกลางคิดให้ปฏิบัติ แถมที่หนักสุดก็คือ ต้องรายงานให้ทราบอย่างเร่งด่วนอย่างที่เห็นกันอยู่ ดังนั้นหากหวังต้องการพัฒนาเด็กให้เกิดคุณภาพเต็มตามศักยภาพและมีความพร้อม ที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมีศักดิ์ศรีแล้วก็ขอให้ครูได้ทำหน้าที่สอน ศึกษานิเทศก์ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริม ร่วมกับครูพากันทำ ผู้บริหารสถานศึกษาได้บริหารจัดการเรื่องคุณภาพการศึกษาอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแก้ปัญหาที่ได้นำเสนอในเบื้องต้นให้ได้ก็เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพ ชีวิตของเด็กดีขึ้นมากกว่าที่จะไปคิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข อยู่กับโครงสร้างเพียงอย่างเดียว

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อต้องมีการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จากที่มีอยู่ 42 แห่งให้ครบทุกจังหวัดกันอีกก็ขอให้ทำเพื่อคุณภาพการศึกษาของเด็กอย่างแท้ จริงไม่ใช่มีผลประโยชน์อื่นเกี่ยวกับอำนาจ ตำแหน่งและซี แอบแฝงอยู่ อย่างที่ผ่านมา และที่สำคัญในการคิดปรับโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ก็ควรคิดอย่างเป็นระบบเพราะ หากคิดเพิ่มแต่ สพม.  อย่างเดียว คิดว่าปัญหาคงไม่จบ เพราะแค่แนวคิดนี้ออกมาก็มีฝ่ายประถมศึกษาบางส่วนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แล้ว เพราะเกรงว่าอำนาจในส่วนที่เป็นคณะกรรมการต่าง ๆ จะต้องถูกยกเลิกไป ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้นึกห่วงเด็กอยู่ดี หรือไม่อีกหน่อยก็คงออกมาเรียกร้องให้เกิดหน่วยงานต้นสังกัดแยกออกเป็น

กรมประถมและกรมมัธยมกันอีก ด้วยบริบทของการพัฒนาเด็กในแต่ละระดับไม่เหมือนกัน ซึ่งแนวคิดการแยกประถมและมัธยมใน สพฐ. ปัจจุบันก็เริ่มมีให้เห็นกันแล้วที่มีการตั้งสำนักมัธยมและสำนักประถมศึกษา เกิดขึ้นเมื่อต้องมีการปรับในระดับเขตพื้นที่การศึกษาก็น่าจะถือโอกาสปรับ โครงสร้างในส่วนกลางไปในคราวเดียวกันเลย โดยให้มีสำนักงานที่เทียบเท่ากรมเกิดขึ้นใน สพฐ. สัก 3 สำนัก คือ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการมัธยมศึกษาและสำนักบริหารงานวิชาการเช่นเดียวกับสำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษา ที่มีหน่วยงานทั้ง กศน. สช. และ ก.ค.ศ. เทียบเท่ากรมอยู่ในสังกัด เพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับการพัฒนาเด็กในแต่ละระดับมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อคิดถอยหลังลงคลองกันแล้วก็น่าจะทำกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่าปล่อยให้ เสียเวลาไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยมาคิดทำกันในภายหลัง หากคิดจะทำแล้วก็อย่ามัวเขินอายว่าจะต้องหันกลับไปใช้ของเก่า เมื่อรู้ว่าเดินหน้าไปแล้วผิดพลาดสู้ยอมถอยหลังมาตั้งหลักใหม่คงไม่ใช่ เรื่องน่าอาย แต่ถ้าเดินหน้าไปแล้วเกิดความผิดพลาดผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นผู้ใหญ่แต่ เด็กไม่ได้รับประโยชน์อย่างนี้สิน่าอายกว่า.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 25th, 2011 at 7:21 am

ภัยจากโลกออนไลน์จับสาวแสบแชทบีบีตุ๋นพริตตี้20คน

จับสาวแสบแชทบีบีหลอกพริตตี้20ราย เสียเงินค่าสมัคร500บาทงานก็ไม่ได้

เมื่อ เย็นวันที่ 24 ต.ค. พ.ต.ต.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว สว.สส.สน.บุฝผาราม นำกำลังจับกุม น.ส.อัยดา หรือจ๋า อักษรสม อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาฉ้อโกงพร้อมของกลางเงินสด ที่ตำรวจถ่ายเอกสารไว้  1,500 บาท และเอกสารประกอบการสมัครงานพริตตี้ ที่ผู้เสียหายกรอกรายละเอียดแล้ว 18 ชุด จับได้ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาอิสรภาพ  ทั้งนี้สืบเนื่องจากมีหญิงสาวหน้าตาดีเกือบ 20 ราย เข้าแจ้งความว่า ถูก น.ส.อัยดา ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือบีบี มาชักชวนให้ไปทำงานพริตตี้เปิดตัวสินค้าตามห้างดังได้ค่าแรงดีวันละ 800 บาท สัญญาผูกขาดงานยาว 3 เดือน แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัครคนละ 500 บาท จนเหยื่อหลงเชื่อจ่ายเงินจำนวนมากสุดท้ายไม่ได้งานแถมถูกเชิดเงินไป

ชุด จับกุมจึงวางแผนถ่ายเอกสารธนบัตรใบละ 500 บาท จำนวน 3 ใบ ให้สายลับ 3 คน แชทบีบีนัดหมาย น.ส.อัยดา  มาพบที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าวขอสมัครงานเมื่อเขียนใบสมัครและจ่ายเงินกัน เป็นที่เรียบร้อยจึงรวบตัวไปดำเนินคดีที่ สน.บุปผาราม

Tags:
comments Comments (0)    -
October 25th, 2011 at 7:12 am

ท่วมจรัญฯ1.30ม.ปิดอุโมงค์บางพลัด(ชมภาพชุด)

การจราจรอัมพาต หลังน้ำทะลักซอยจรัญฯ74/1-80 ถึง1.30เมตร เอ่อท่วมถนน ต้องปิดอุโมงค์บางพลัดไม่ให้รถผ่าน

ผู้ สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในด้านฝั่งธนบุรีว่า  เมื่อเวลา 23.45 น. วันที่ 24 ต.ค.  น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักแนวคันชั่วคราวที่ใช้กระสอบทรายหนุน  แทนคันคอนกรีตที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ทำให้ระดับน้ำในซอยจรัญสนิทวงศ์ 32-36 ในเขตบางกอกน้อยสูงถึง  60 ซม. รถเล็กผ่านยากลำบาก  และระดับสูงขึ้นในช่วงดึกจนรถเล็กผ่านไม่ได้  รวมทั้งยังทะลักท่วมซอยจรัญสนิทวงศ์74/1-80 ในเขตบางพลัด  สูงถึง  1.30 เมตร  และเอ่อล้นออกถนนใหญ่สูง 50-60 ซม.  ตำรวจต้องปิดการจราจรห้ามใช้อุโมงค์บางพลัดมุ่งหน้าสะพานพระราม 7  เนื่องจากเมื่อโผล่พ้นอุโมงค์มาแล้วจะมาเจอจุดที่น้ำท่วมขังสูงพอดีจะยิ่งมี ปัญหาการจราจรอีกทั้งรถเล็กอาจต้องจอดเสีย   จึงต้องปิดเส้นทางดังกล่าว  ทำให้การจราจรเป็นอัมพาต

Tags:
comments Comments (0)    -
October 25th, 2011 at 7:11 am

เจ้าพระยา2.30ม.ทุบสถิติปี38ริมฝั่งอพยพด่วน

ขอครม.ให้28,31ต.ค.หยุดราชการรับน้ำทะเลหนุน หวั่น25-26ต.ค.น้ำเหนือมาก่อนเอาไม่ทัน เปิดม.ธุรกิจบัณฑิตย์เป็นศูนย์อพยพ วอนกรมชลฯระบายน้ำ

เมื่อเวลา 19.15 น. วันที่ 24 ต.ค. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. แถลงหลังประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ว่า มวลน้ำก้อนใหญ่จากเหนือกำลังไหลบ่าเข้ากรุงเทพฯ มากขึ้นทั้งจากบนบกและในน้ำ โดยวันนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงสุดช่วงบ่ายอยู่ที่ 2.30 ม.ถือว่าสูงที่สุดทำลายสถิติเมื่อปี 2538 อยู่ที่ระดับ 2.27 ม. สถานการณ์น้ำอันตรายมาก ขอให้ชุมชนนอกเขื่อน 27 ชุมชน ใน 13 เขต อพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ส่วนบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่อยู่ในแนวคันกั้นน้ำควรติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด และควรเตรียมแผนอพยพได้แล้ว ขณะนี้เขตริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีปัญหาหนักอยู่ที่เขตบางพลัด โดยถนนจรัญสนิทวงศ์ตั้งแต่ เชิงสะพานพระราม 7 ถึงจรัญสนิทวงศ์ 74 เกิดจากแนวคันกั้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาจรัญสนิทวงศ์ 74/1 ชำรุด ทำให้เกิดน้ำทะลักเข้าพื้นที่เป็นวงกว้างจนเกิดน้ำท่วมขัง รถยนต์วิ่งผ่านไม่สะดวก ประชาชนบางส่วนต้องอพยพจากพื้นที่ ขณะที่บนถนนสิริธรมีน้ำทะลักมาจากพื้นที่บางกรวยท่วมขังด้วย กทม.ต้องเฝ้าระวังคันกั้นน้ำตลอดแนว
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า จากการระดับน้ำในคลองหกวา เขตสายไหม ใน 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 1 ซ.ม.ขอย้ำให้ประชาชนใน 6 เขต ได้แก่ ดอนเมือง หลักสี่ บางเขน จตุจักร บางซื่อ และสายไหม เฝ้าระวังยกของขึ้นที่สูง หากเห็นสถานการณ์ไม่ดีควรอพยพ แต่ไม่เร่งด่วนเท่าบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนปริมาณน้ำที่ถนนวิภาวดีรังสิตไหลไม่แรงเท่าเมื่อวาน แต่ปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้น้ำถึงหน้าสนามบินดอนเมืองแล้ว ให้ชาวบ้านในเขตหลักสี่ที่ต้องการอพยพเข้าไปอยู่ที่ ม.ธุรกิจบัณฑิต ได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 25 ต.ค. รองรับได้ 1,000 คน
ผู้ ว่าฯ กทม. กล่าวว่า พรุ่งนี้จะเสนอ ครม.ให้วันที่ 28 ต.ค. และ 31 ต.ค. เป็นวันหยุดราชการ เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูง แต่ยังเป็นกังวลเกรงว่าช่วงวันที่ 25-26 ต.ค.นี้ มวลน้ำก้อนใหญ่จากเหนือจะมาถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อน  ต้องเตรียมรับมือ ขณะนี้ กทม.เปิดระบายประตูระบายน้ำทุกบานออกทะเลได้ 1,600 ลบ.ม./วินาที หากกรมชลประทานยอมเปิดประตูระบายหนองจอกและประตูระบายน้ำประเวศ จะระบายเพิ่มได้ 100 ลบ.ม./วินาที หรือเท่ากับ 10 ล้าน ลบ.ม./วัน
ศูนย์ ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กทม. รายงานสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 24 ต.ค.54 (ข้อมูล ณ เวลา 18.00 น.) ปริมาณฝนสูงสุดตลอดทั้งวัน ที่สถานีคลองภาษีเจริญ(ตอนคลองมหาศร) เขตหนองแขม 8.5 มม. ส่วนปริมาณฝนรวมตั้งแต่ 1 ม.ค.-24 ต.ค. 54 รวม 2,193 มม. มากกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 42.8 น้ำเหนือ(ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา) วันที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและพระราม 6 รวม 3,893 ลบ.ม.ต่อวินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 57 ลบ.ม./วินาที) ผ่านอ.บางไทร 3,417 ลบ.มต่อวินาที(ลดลงจากเมื่อวาน 89 ลบ.ม./วินาที) ระดับน้ำที่ อ.บางไทร 4.21 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.)เท่ากับเมื่อวาน ส่วนระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตรวจวัดที่ปากคลองตลาดสูงสุดเมื่อเวลา 16.00 น. อยู่ที่ 2.30 ม.รทก. ต่ำกว่าคันกั้นน้ำ 50 ซม. ทั้งนี้ พบว่า ระดับน้ำทะเลหนุนสูงผิดปกติประมาณ 15 – 20 ซ.ม. หากปรากฎการนี้ยังไม่อ่อนกำลังลงจะมีผลกระทบต่อ กทม.ช่วงปลายเดือนช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดประจำเดือนต.ค.
รายงาน สถานการณ์น้ำทุ่ง ล่าสุด เริ่มเดินทางถึงคลองหกวาสายล่าง เขตสายไหม ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ขณะที่ระดับน้ำในคลองต่าง ๆ เปรียบเทียบกับวานนี้ ล่าสุดระดับน้ำคลองเปรมประชากร ระดับสูงล้นตลิ่ง คลองทวีวัฒนาด้านนอก(ฝั่งจ.นนทบุรี) สูงขึ้น 4 ซม. ส่วนคลองอื่น ๆ ปกติ สำหรับภาพรวมสถานการณ์น้ำในกทม. พบมีน้ำท่วมขังที่ถนนสิรินธรขาเข้า 2 เลน ด้านนอก เช่นเดียวกันถนนพหลโยธิน และถนนวิภาวดีฯ(ช่วงดอนเมือง) ถ.สายไหม ตั้งแต่วัดหนองใหญ่-ซ.เพิ่มสิน ถนนแจ้งวัฒนะเป็นช่วงๆ ตั้งแต่ริมคลองประปา-เชิงสะพานหน้าศูนย์ราชการฯ และถนนพหลโยธินตั้งแต่หน้าอนุสรณ์สถาน-พหลโยธิน ซ.54/1

Tags:
comments Comments (0)    -
October 24th, 2011 at 7:54 pm

‘สมเจตน์’ชี้แก้พรบ.กลาโหมมีนัยแฝง

เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเรียกประชุมสภาในวันที่ 26-27 ต.ค. ว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ประธานสภาจะเรียกประชุมเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา อุทกภัยที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นต้องการความเห็นจากทุกภาคส่วน แต่อย่าอาศัยช่วงชุลมุนหมกเม็ดนำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าในระเบียบวาระ โดยเฉพาะร่างแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม แม้ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องนี้ในวาระ แต่ประธานสภาก็มีสิทธิเลือกวาระเข้ามาประชุมในสภาได้

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตามหากพรรคเพื่อไทยจะฉวยโอกาสเสนอแก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นเรื่องผิดมารยาทมาก เพราะประชาชนกำลังประสบภัยน้ำท่วมก็ควรจะระดมความคิดช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา มากกว่า หากเอาขึ้นมาทางพรรคประชาธิปัตย์จะเสนอวาระอื่นขึ้นมา หากไม่ได้ก็จะวอล์กเอาต์
ด้าน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม สามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนคือ ส.ส.เป็นผู้เสนอเข้ามา จากนั้นรัฐบาลจะรับไปพิจารณาภายใน 30 หรือ 60 วัน ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องนำเสนอร่างพ.ร.บ.ประกบคู่ไปกับร่างของ ส.ส. ดังนั้นร่างของรัฐบาลซึ่งเกี่ยวกับทหารจึงต้องผ่านการพิจารณาของที่ประชุม สภากลาโหมให้พิจารณาร่างขึ้นมาเพื่อมาประกบกับร่างที่ ส.ส.เสนอแก้ จากนั้นรัฐบาลถึงจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภา อย่างไรก็ตามทางสภากลาโหมอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ ตนมองว่า เรื่องนี้มีนัยสำคัญ ถ้ามีการแก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ตนมองว่ามีเจตนาเข้ามาแทรกแซงเพื่อต้องการให้กองทัพอ่อนแอ เมื่อกองทัพอ่อนแอจะทำให้สถาบันอื่นอ่อนแอไปด้วย หรือเป้าหมายต่อไปคือ ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศนั่นเอง.

Tags: ,
comments Comments (0)    -