17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 20th, 2011 at 12:59 pm

ปันน้ำใจช่วยภัยน้ำท่วม

นายธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่งการ ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เดินทางตรวจสอบสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางปะอิน 1-2  จ.อยุธยา พร้อมแจกถุงยังชีพกว่า 1,000 ชุดให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:43 pm

หั่นเงินศธ.กว่า 6 พันล้าน

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลง 10% ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อใช้ในการเยียวยาปัญหาน้ำท่วมว่า เดิม ศธ. ได้รับอนุมัติกรอบวงเงินงบฯ 425,507 ล้านบาท และ ศธ.ได้พิจารณาปรับลดกรอบวงเงินงบฯดังกล่าวลงตามมติ ครม. ไปแล้ว 4,988 ล้านบาท แต่เมื่อไปถึงสำนักงบประมาณ ปรากฏว่า ทางสำนักงบประมาณได้ปรับลดกรอบวงเงินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,903 ล้านบาท รวมเป็นยอดที่ถูกปรับลด 6,891 ล้านบาท ซึ่งตนเข้าใจว่าตัวเลขนี้น่าจะนิ่งแล้วเพราะ ศธ.คงไม่มีงบฯส่วนไหนที่จะให้ปรับลดได้อีก

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า งบฯที่ถูกปรับลดเพิ่มนั้น เป็นงบฯของ 3 องค์กรหลัก ได้แก่ 1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 1,737 ล้านบาทจากที่ถูกปรับลดไปแล้วกว่า 500 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 2,200 ล้านบาท โดยเป็นงบฯในส่วนของรายจ่ายประจำ 2. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 93 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของค่าครุภัณฑ์ก่อสร้างที่ยังไม่จำเป็นของมหาวิทยาลัย 82 แห่ง จากที่ปรับลดไปแล้วกว่า 1,900 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 2,000 ล้านบาท สำหรับงบฯของสำนักงาน สกอ. จากที่ปรับลดไปแล้ว 307 ล้านบาทไม่มีการปรับลดเพิ่ม และ 3. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 78 ล้านบาท จากที่ปรับลดไปแล้วกว่า 925 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเป็นการปรับลดในส่วนของ งบฯอุดหนุนรายหัวนักเรียนที่มีจำนวนลดลง.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:39 pm

เตรียมแผนเยียวยาหลังน้ำลด สกสค.คิดขอพักหนี้ครูน้ำท่วม

นาง สุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้แต่ละกระทรวงตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 จำนวน 10% เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูหลังน้ำลดนั้น ในส่วนของ วธ.จะถูกปรับลดลง 316 ล้านบาท จากจำนวนงบฯ ที่ได้จัดทำคำขอไป 6,007 ล้านบาท ส่งผลให้งบฯ วธ.คงเหลือ 5,690 ล้านบาท แบ่งเป็น สำนักงานปลัด วธ. ถูกตัด 6.29 ล้านบาท กรมการศาสนา 33.67 ล้านบาท กรมศิลปากร 118.68 ล้านบาท กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 35.89 ล้านบาท สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 16.03 ล้านบาท สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 33.52 ล้านบาท ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) 7.24 ล้านบาท หอภาพยนตร์  (องค์การมหาชน) 6.82 ล้านบาท และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) 3.33 ล้านบาท ทั้งนี้ตนให้แต่ละกรมไปคิดว่าจะมีกิจกรรม หรือ ปรับโครงการใดที่จะช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูชาวบ้านหลังน้ำลดได้บ้าง

ด้าน นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า สกสค.ได้ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้นที่สำนัก งานสกสค.จังหวัดทั่วประเทศ และที่สกสค.ส่วนกลาง เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์และให้ความช่วยเหลือครูฯที่ได้รับความเดือดร้อน โดยส่วนกลางสามารถโทรศัพท์ได้ที่ 0-2356-0104, 0-2282-9300, 0-2645-6434-5 และ 0-2254-6440-1 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายบำเหน็จ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือภายหลังน้ำลด นั้น สกสค.จะทำการสำรวจข้อมูลความเสียหายของครูที่ได้รับความเดือดร้อนโดยจะนำ เงินจากกองทุนมูลนิธิช่วยเหลือครูผู้ประสบอุทกภัยและกองทุนช่วยเหลือครูด้าน ต่าง ๆ ของกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ชพค.) มาช่วย นอกจากนี้จะประสานกับสถาบันการเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้และ สวัสดิการ รวมถึงขอพักชำระหนี้ให้แก่ครูฯที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย ซึ่ง สกสค.ได้เริ่มสำรวจข้อมูลครูที่ได้รับความเดือดร้อนบ้างแล้ว เพื่อจัดลำดับความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือจากมากไปหาน้อยต่อไป.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:29 pm

“หนูดี-วนิษา” ถูกต้าน หลังทวีต “ไม่กลัวน้ำท่วม กลัวผู้นำโง่” เจ้าตัวขอโทษ ย้ำไม่ได้หมายถึงนายกฯ

  • นอกจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ จะทำให้ประชาชนต้องไร้ที่อยู่อาศัย สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่ภาคเกษตรกรรม-อุตสาหกรรมต่างก็ได้รับผลกระทบมหาศาลกันอย่างถ้วนหน้า แล้ว

ในโลกอินเตอร์เน็ต เหตุการณ์น้ำท่วมยังถูกแปรเปลี่ยนเป็นเวทีแห่งการปะทะคะคานระหว่างความคิด ความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากความขัดแย้งในลักษณะเดียวกันเคยพุ่งขึ้นถึงสู่จุดสูงสุดในพื้นที่ เครือข่ายสังคมออนไลน์เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา

ล่าสุด เว็บไซต์ไทยอีนิวส์รายงานเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมว่า “หนูดี” วนิษา เรซ พรีเซ็นเตอร์ซุปไก่สกัดตราแบรนด์ ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็น “สาวอัจฉริยะ” เพราะจบปริญญาโทด้านวิทยาการทางสมอง จากม.ฮาวาร์ด ได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า

 

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตค่ะ พูดแล้วจะร้องไห้…น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว…ผู้นำโง่ เพราะพวกเราจะตายกันหมด”

จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อข้อความในทวิตเตอร์ของ “หนูดี” ถึงขั้นชวนกันต่อต้าน แบนผลงาน ลุกลามไปถึงจะบอยคอตซุปไก่สกัดตราแบรนด์ที่เธอเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา

ต่อมา “หนูดี” จึงลบข้อความที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงตามมาดังกล่าวออก และแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เมื่อสักครู่ อาจพูดแล้วใครบางคนอาจเสียใจ เพราะไม่ได้จะวิจารณ์นักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ พูดถึงภาพรวมอย่างเป็นกลางค่ะ

ขอประกาศอย่างชัดเจนว่า หนูดีพูดถึงการทำงานของผู้บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นกลาง และเป็นหน้าที่ประชาชนทุกคน ที่จะสอดส่องการทำงานของภาครัฐ

ดังนั้นหากใครจะ follow หนูดี ขอรบกวนแจ้งไว้ตรงนี้ว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่มีเรื่องการเมืองว่า ชอบพรรคไหน เกลียดพรรคไหนทั้งนั้นค่ะ

สำหรับแฟนทวิตหนูดีที่รักทุกคน อยากให้เปิดใจเป็นกลางนะคะ เวลามีการวิจารณ์การเมืองและการบริหารงาน เพราะนั่นเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

และอยากให้มองไปรอบๆ ขณะนี้ ที่เรารอดกันได้มาก ก็เพราะ ′ภาคประชาชน′ อย่างพวกเราๆ โดดเข้ามาช่วยกันเต็มที่ หากรอแต่รัฐจะไม่ไหวค่ะ ก็ต้องช่วยกัน

ถ้าถามหนูดี นาทีนี้ ทุกคนที่ช่วยน้ำท่วม ก็ทำดีสุดความสามารถแล้ว แต่จะรอดไม่รอด ก็อยู่ที่ทุกคนดูแลตัวเองเต็มที่ด้วย และคนที่รอดก็ช่วยกันด้วย

ขนาดหนูดีเป็นผู้ใหญ่ อายุก็มากแล้ว และก็วิจารณ์การบริหารการชลประทานครั้งนี้ ยังโดนต่อว่า แล้วพวกเด็กๆที่กำลังโตขึ้นมา จะกล้าได้อย่างไร

ต้องขอโทษอีกครั้งนะคะ ถ้าวันนี้หนูดีทวิตวิจารณ์อะไรที่ดุไปนิด หนูดีค่อนข้างห่วงและกังวลกับเหตุการณ์น้ำท่วม ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเราค่ะ

เอาล่ะค่ะ วันนี้ ขอหนีจากทวิตเตอร์ ไปแก้ไขสถานการณ์น้ำที่บ้านแล้วค่ะ เพราะว่า อยู่เขตรังสิต คืนนี้ มีสิทธิท่วมพอสมควร ชาวบ้านระส่ำระสายมาก”

ล่าสุด “หนูดี-วนิษา” ได้ทวีตข้อความอีกครั้งในวันที่ 18 ตุลาคม เพื่ออธิบายถึงประเด็นที่เธอต้องการสื่อสารออกไป ซึ่งมีเนื้อหาว่า

“สวัสดี ค่ะ ต้องขออนุญาตแก้ไขความเข้าใจผิดเมื่อวานนี้นะคะ เพราะมีคนถามมาจำนวนมากค่ะ อันดับแรก ต้องขอโทษที่หนูดีมีทวิตที่ทำให้ความเข้าใจคลุมเครือมาก รับผิดจริงๆ ค่ะ แต่ไม่ได้หมายความถึงท่านนายกฯ เลย

คำว่า ′ผู้นำ′ ที่พูดถึง มาจากเหตุการณ์ประกาศเตือนภัยหนีน้ำ ที่เขตบ้านหนูดีที่ปทุมฯ เมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นข่าวไม่ตรง และผู้นำที่หมายถึง หนูดีไม่ได้หมายความถึงท่านนายกฯ แต่หมายถึงศูนย์เตือนภัยซึ่งแจ้งให้อพยพทันที ทำให้โกลาหลมากยิ่งกว่าน้ำมา พื้นที่ในทวิตเตอร์มีน้อยมาก จึงทำให้เกิดความคลุมเครือในคำพูดหนูดี ขออภัยจริงๆค่ะ

โดยส่วน ตัวแล้ว หนูดีภูมิใจมากที่มีนายกเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ถ้าใครติดตามก็จะเห็นว่า หนูดีเขียนถึงกระทรวงสตรีด้วยซ้ำ ดังนั้น ข้อความที่ออกไป ต้องขอโทษจริงๆ ที่ถ้อยคำแรงนะคะ แต่อย่างที่ชี้แจง ไม่ได้หมายถึงท่านนายกฯ แต่เป็นศูนย์เตือนภัยค่ะ หนูดีใช้คำว่า ′โง่′ ในสถานการณ์ที่กำลังรุนแรง เพราะเห็นความเดือดร้อน แต่มองย้อนไป ตัวเองก็ ′โง่′ เช่นกันที่ใช้คำนั้นค่ะ เมื่อท่านนายกฯ ได้รับเลือกใหม่ๆ หนูดีเองปลื้มเรื่องนายกหญิงคนแรก ยังเขียนคอลัมน์ ′กระทรวงสตรี′ ลง นสพ. เลยค่ะ

หนูดีไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ในความเป็นผู้หญิงที่ไม่เกี่ยวกับสีเสื้อ ก็ต้องบอกว่าตื่นเต้นจริงๆ ที่ผู้หญิงได้ตำแหน่งนี้ หนูดีเสียใจที่เป็นส่วนนึง ที่ทำให้คนสะเทือนใจในประเทศที่เวลานี้คนสะเทือนใจมากที่สุดในชีวิตอยู่แล้ว ในฐานะผู้หญิงที่เป็นกลางทางการเมือง ขอย้ำอีกครั้งว่าดีใจที่มีนายกฯ เป็นผู้หญิงสวยค่ะ และหนูดีไม่เก่งพอในการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง หรือนักการเมืองคนไหน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดทั้งสิ้น

โดยส่วน ตัวแล้ว คิดว่าทุกคน มีดี มีเสีย นักการเมืองทุกท่านก็พยายามทำประโยชน์ให้ประเทศในแบบของตัวเองค่ะ หากใครติดตามหนูดี ก็จะเห็นว่า ไม่เคยออกมาวิจารณ์การเมืองเลยตลอด 4 ปีที่กลับเมืองไทยมา ครั้งนี้ก็ไม่คิดว่าจะมีการตีความเป็นการเมืองค่ะ หนู ดีขอแก้ให้เกิดความกระจ่างว่า ไม่ใช่คนสีเสื้อใดทั้งนั้น ไม่เห็นสาระในการเข้าไปทำให้เกิดความแตกแยกตรงนั้น และเข้าใจเหตุผลของทุกฝ่าย และสุดท้ายนี้ ต้องขอโทษทุกๆ ท่านที่ต้องเสียความรู้สึก เพราะหนูดีไม่อยากให้ทวิตของหนูดีก่อให้เกิดความแตกแยกค่ะ

ทั้งหมดที่ได้ชี้แจงคือความจริง ไม่ แอ๊บว่าใครมาแฮคทวิต ทำผิด รับผิด และขอโทษในความเข้าใจผิดครั้งนี้จากหัวใจค่ะ เหตุผลทั้งหมดที่หนูดีกลับมาเมืองไทยคือ ช่วยกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น ไม่ใช่มาก่อความแตกแยกใดๆค่ะ ขอโทษมากๆ นะคะ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:23 pm

สำรวจวาระ-ภาระ “ยงยุทธ” เงา “ยิ่งลักษณ์” หุ่นของ “ทักษิณ” มือขวาที่หายไปในน้ำท่วม ??

คำสั่งแรกในปฏิบัติการแก้ น้ำท่วมประเทศไทย “ยิ่งลักษณ์” เสนอให้ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” เป็น “หัวขบวน”

แต่ผ่านไปนานกว่า 2 สัปดาห์ ไม่มีการขับเคลื่อน “ทันที”

ในฐานะที่ “ยงยุทธ” อยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดัง นั้นทุกภารกิจของ “ยิ่งลักษณ์” ทั้งบนบก บนเรือ บนอากาศ ทั้งใน-นอกราชอาณาจักร ต้องเห็นเงา-หุ่นของ “ยงยุทธ” ตลอดเวลา ประหนึ่งเป็นมือขวาของนายกรัฐมนตรี

ประชาชาติธุรกิจค้นคำตอบที่เต็มไปด้วยคำครหาที่ยังตีตราว่าเขาเป็น “หุ่น” ให้ “ทักษิณ” และคำนินทาหลังม่านการเมือง

ทุกคำถาม “ยงยุทธ” ตอบด้วยความมั่นใจ

- เป็นรองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายงานมากที่สุด

มัน ใช้คำว่าภาคภูมิใจในตัวเอง ที่ตัวเองมีคุณค่า และทำงานสำคัญ ๆ ให้กับแผ่นดิน ก็เหมือนกับคำพูดของ ฯพณฯ ประธานองคมนตรี ที่ให้ทดแทนบุญคุณแผ่นดิน มันก็ต้องภาคภูมิใจ

ยิ่งงานเยอะ มันก็เท่ากับว่าเราก็มีคุณค่าในตัวของเรา คนเห็นประโยชน์ในตัวของเราก็เลยใช้งานเรา

- คุ้มค่ากับการที่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือเปล่า

ไม่ ใช่ ๆ ไม่ได้คุ้มค่าในความหมายนั้น คุ้มค่าในความหมายว่าทำประโยชน์ ไปอยู่ที่พรรค คนที่พรรคก็เห็นว่าเราทำประโยชน์ได้ เชื่อถือได้ ดูแลพรรคได้ เขาก็เลือกเราเป็นหัวหน้าพรรค

- แต่มีบางคำพูดที่บ่นน้อยใจออกมาว่า ตอนอยู่ในพรรคก็เป็นแค่ยาม

ใน บางหน้าที่ก็เป็นหลายอย่าง เป็นหัวหน้าพรรค ยามเฝ้าพรรค เป็นผู้บริหารพรรค แล้วแต่ช่วงเวลานั้นจะพูดว่าอะไร เป็นเรื่องของอะไร แต่ความน้อยใจไม่มีเด็ดขาด

- วันนี้เป็นแม่ทัพของรัฐบาลหรือไม่ เพราะมีหน้าที่มากกว่ารองนายกฯคน อื่น ๆ

(หัวเราะ) ไม่เอา ก็…สื่อบอกว่า ท่านเฉลิม (อยู่บำรุง รองนายกฯ) แต่ไม่มีชื่อผม น้อง ๆ สื่อให้เกียรติผมเอง

- ยามวิกฤต พ.ต.ท.ทักษิณมีบทบาทมากแค่ไหนในพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล

ถาม ก็ดี…ผมก็พูดหลายครั้งแล้วว่า ยกตัวอย่างมาสักพรรคก็ได้ว่าแต่ละพรรคเขาก็ต้องปรึกษาคนที่เคารพนับถือ ท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ ผู้นำพรรค ฝ่ายค้าน) ก็อาจปรึกษาท่านชวน (หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์)

ท่านชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาท่านบรรหาร (ศิลปอาชา) ท่านชวรัตน์ (ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) ก็ต้องปรึกษาท่านเนวิน (ชิดชอบ) อาจารย์ใหญ่ของพรรค น.พ.วรรณรัตน์ก็ต้องหารือคุณสุวัจน์ ส่วนคุณชาญชัย (ชัยรุ่งเรือง) ก็ต้องปรึกษา 3 พี

แล้วถ้าผม ผมก็ต้องปรึกษา 2 คน ที่ผมบอกมาตลอดคือ ท่านสมชาย (วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ) และท่านทักษิณ ในเมื่อคนอื่นมีที่ปรึกษาได้ ทำไมผมถึงมีไม่ได้ แล้วทำไมผมต้องไปรังเกียจท่านทักษิณ ในเมื่อพี่น้องประชาชนไว้วางใจตัวท่านมาตลอด

ไม่ได้หมายความว่าผม เป็นนอมินี ผมไม่ได้เป็นนอมินีให้ใคร แล้วท่านทักษิณและท่านสมชายก็ให้เกียรติ ท่านไม่ใช่คนที่ไม่มีกึ๋น หรือจะใช้คนที่เป็นโรบอต ที่เป็นหุ่น กดเดินซ้าย เดินขวา มันไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศ กับพรรค และกับประชาชนเลย

- ช่วงนี้ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณบ่อยหรือไม่

ถ้า มีเรื่องก็ปรึกษานาน ๆ ครั้ง ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมาเกือบ 2 เดือน ผมก็ปรึกษาแค่ 2 ครั้ง ปรึกษาเรื่องนโยบายที่บางทีไปติดขัดตรงไหนบ้าง

- มีเสียงวิจารณ์มติ ครม.รัฐบาลที่ออกมาช่วยคนรวยมากกว่าคนจน

คง เป็นคำวิจารณ์ของฝ่ายที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือ เราเคยเจอหนักกว่านี้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่มีผู้ก่อการร้าย คนไม่ดีมาอยู่ เป็นพรรคที่ต้องการล้มล้างสิ่งที่เราเคารพนับถือ แต่ผลสุดท้ายประชาชนเดี๋ยวนี้ไม่ได้โง่ เลือกพรรคเพื่อไทยถล่มทลาย ถ้าไม่ติดขัดเรื่องบัตรก็น่าจะได้เไม่ต่ำกว่า 300 เสียง

การเมืองไทยวันนี้มีความเสถียร ในระบบสองพรรค จะเข้าสู่การมีเสถียรภาพ จากนั้นจะมาสู่การเปลี่ยนผ่านโดยใช้กระบวนการปรองดอง

- รัฐบาลถูกโจมตีว่าช่วยเหลือตระกูลชินวัตรเป็นส่วนใหญ่

ผม ก็ยืนยันนะว่า ประชาชนเขาไม่ได้โง่ แม้แต่สื่อของรัฐทุกฉบับก็ประโคมข่าวว่าเราจะล้มสิ่งที่เคารพนับถือ แค่นี้ก็ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแล้ว เรื่องโจมตีช่วยเหลือตระกูลชินวัตรนั้นเบากว่า ช่วงนี้เบากว่าช่วงนั้นเยอะ แต่ถ้ายังทำกันอย่างนี้ คนก็จะเพิ่มเข้ามาในฝ่ายความยุติธรรม ความถูกต้องมหาศาล

- ให้พรรคเพื่อไทยก้าวข้ามชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปได้

การ ใส่ร้ายป้ายสีไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหาคะแนนนิยมใส่ตัว ต่อสังคมไทยอีกแล้ว ไม่มีผล ประชาชนเขาทราบ นี่คือความจริง ความเป็นจริงเท่านั้นแหละที่จะทำให้เราได้รับคะแนนนิยม

- ปคอป.ที่เป็นประธานอยู่จะวางกรอบและระยะเวลาการทำงานอย่างไร

กรอบ การทำงานยังไม่ได้วาง เพราะต้องขออภัยทุกส่วนด้วยว่าขณะนี้เกิดน้ำท่วม แม้แต่การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเราก็ยังไม่ได้ทำ ผมก็ต้องไปกับนายกฯ และ ปคอป.ก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่ใช่ไม่เร่งด่วน เพราะเรื่องเกิดมานานแล้ว มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย จึงต้องรีบทำ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้เพิ่งออกมา

- แต่ชื่อของท่านก็ปรากฏเป็นประธานมาตั้งแต่ต้น

แต่ นั่นคือข่าว ยังไม่เป็นความจริง พอเราเห็นข่าวแล้วมาทำงานไม่มีที่ไหนเขาทำกันในระบบราชการ เหมือนมีข่าวว่าคนนั้นจะเป็นปลัดกระทรวง คนนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ใครจะได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ยังไม่มี คำสั่ง แล้วเราไปสั่งงานมันก็ไม่ได้ ต้องเป็นคำสั่งที่แน่นอนก่อน

- ปคอป.ที่ตั้งขึ้นมารับข้อเสนอ คอป.ไปทำมีแต่คนของรัฐบาลจะถูกมองว่าแทรกแซงหรือไม่

ไม่ เกี่ยวครับ เราต้องดูต้นทาง ต้นทางคือ คอป. เมื่อ คอป.มีมติแล้ว ใครจะเป็นคนทำ มันก็ต้องเป็นกระดาษ ดังนั้น เราก็ต้องนำกระดาษมาปฏิบัติ แล้วถ้าไม่มีคนของรัฐบาลทั้งนั้น แล้วใครจะทำ เพราะรัฐบาลเป็นคนทำ

- กรอบอำนาจหน้าที่ของ ปคอป. สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเสนอของ คอป.ได้หรือไม่

ไม่…ไม่เปลี่ยน ต้องปฏิบัติตาม

- ข้อเสนอ คอป.คือ กระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เช่น การไม่ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทางการเมืองจะทำได้แค่ไหน

ความ ยุติธรรมในช่วงของความเปลี่ยนผ่าน ช่วงของความสมานฉันท์ ก็เปรียบเสมือนเรือ ยกตัวอย่างว่า เรือที่วิ่งในทะเลที่ราบเรียบก็เป็นเรือลำเดียวกัน ความเร็วก็ดี กัปตันก็ดี ลูกเรือก็ดี ก็อยู่ในภาวะหนึ่ง แต่ในเรือลำเดียวกันคลื่นลมจัดขึ้นมา แรงมาก สามารถทำให้เรือล่มได้ คุณก็ยังขับตามเดิม นั่งสบาย ๆ ตามเดิม แล้วคุณก็บอกว่า เฮ้ย…นี่มันสองมาตรฐาน มันไม่ได้ มันก็ต้องแล้วแต่ว่าสถานการณ์นั้นเป็นอย่างไร จึงมีคำว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน กับความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

- คำว่าเหยื่อทางการเมืองใน ข้อเสนอของ ปคอป.จะทำตามข้อเสนอของ คอป. จะตีความถึงขนาดไหน รวมถึงนักการเมืองหรือเฉพาะประชาชนที่มาร่วมชุมนุมอย่างเดียว

ใครก็ ตามที่เกิดเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ประชาชนทั่วไป นักการเมือง ถามว่า เป็นประชาชนหรือเปล่า นักการเมืองเป็นคนไทยหรือเปล่า ถ้าเป็นก็ต้องอยู่ในเงื่อนไข ถ้าเขาเดือดร้อนจากการชุมนุม ความไม่สงบ ก็ต้องได้รับการเยียวยาหมด

- แกนนำที่หลบหนีออกนอกประเทศจะได้รับอานิสงส์ตรงนี้ด้วยใช่ไหม

คือ เราจะไม่พูดในรายละเอียด จะพูดในหลักเท่านั้น เมื่อรายละเอียดตรงกับหลักมันก็ต้องไปตามนั้น แต่รายละเอียดมันไม่ตรงกับหลัก มันก็ไม่ได้ คือเรามีหลักอยู่

- อาจเชื่อมโยงช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เหมือนกัน

มัน ไม่เกี่ยวครับ ถ้าอย่างนั้นมันเป็นการมองที่มีอคติ เป็นการมองที่ให้ร้ายบุคคล เป็นการมองที่ไม่เป็นธรรม สังคมคงยุ่งเหยิงไปเรื่อย ๆ ถ้ามีคนมองอย่างนั้น ก็ผมบอกแล้วว่า หลักการก็คือร่ม ถ้าใครอยู่ในร่มก็ต้องไม่เปียกฝน แต่ถ้าหลักการใครไม่เข้าก็ต้องเปียกฝนอยู่ข้างนอก แต่ถ้าหลักการออกไปแล้วว่าคนนี้คุณอยู่ในหลักการ แต่คุณต้องไปอยู่นอกร่ม ต้องเปียกฝน

- แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจอยู่ในร่ม

อันนี้ไม่ ได้บอกว่าคุณทักษิณจะอยู่ในร่ม หรือไม่อยู่ในร่ม แต่ผมพูดถึงร่มหลักการ คนที่จะอยู่ในร่มได้ต้องเป็นคนแบบนี้ แล้วเราก็บอกว่า คนที่มีหลักการอยู่ในร่มได้ ก็เข้ามาได้ ถ้าเกิดท่านนี้ก็ต้องอยู่ร่มด้วยตามหลักการ แล้วก็บอกว่าไม่ให้เข้า แล้วไปเจาะจงบุคคลมันไม่ได้ ไม่ได้เจาะจงบุคคล ใครก็ตามที่มีสิทธิอยู่ในร่มของการเยียวยาก็ต้องได้เข้ามา

- ในอนาคตจะวางกรอบการเยียวยาไว้อย่างไร

ยังไม่ลงรายละเอียดเลยครับ ยังไม่ได้คิด ยังไม่ได้ทำ ก็คอยฟังว่าข้อยุติจะเป็นอย่างไร

ขอบคุณข้อมูลจาก :

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 11:55 am

อึ้ง เก้าขวบหญิงมะกันขับรถยนต์มารับพ่อ หลังโทรหาบอกเมา ถามตร.”สั่งหยุดรถหนูทำไม”(ชมคลิป)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ว่า เกิดเหตุเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ชาวเมืองบราวน์ทาวน์ ทาวน์ชิป ในรัฐมิชิแกน ของสหรัฐ ก่อเหตุขับรถยนต์ออกมารับบิดาหลังฝ่ายหลังโทรศัพท์บอกว่า ต้องการให้เธอขับรถมารับเนื่องจากเขากำลังเมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกภาพโดยกล้องวงจรปิดของสถานีแก๊สแห่งหนึ่ง

รายงานระบุว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าของสถานีแก๊สได้ยินฝ่ายพ่อพูดกับเขาว่า เขาต้องการเติมแก๊ส และว่าลูกสาวเขาอายุ 9 ปี เธอจะขับรถยนต์แทนเขา เพราะเขาเมา”ส่งผลให้พนักงานรายนี้โทรศัพท์แจ้งตำรวจให้ติดตามรถยนต์ดัง กล่าวเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ก่อนที่ตำรวจจะเข้าหยุดรถยนต์คันนี้ แต่ก็ต้องเจอคำพูดชวนตะลึง เมื่อเด็กหญิงน้อยบอกว่า”สั่งหยุดรถหนูทำไม หนูขับรถดีนะ” ขณะที่ตำรวจบอกว่า เธออายุน้อยเกินกว่าจะขับรถยนต์ ด้านพ่อขี้เมาบอกว่า เขาคิดที่จะให้ลูกสาวไปเรียนขับรถยนต์อยู่แล้ว

 

ทั้งนี้ สำหรับพ่อขี้เมารายนี้จะถูกตั้งข้อหาใช้เด็กอย่างผิดกฎหมาย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 7:40 am

เปิดตัว “อิโคเนีย” แท็บ เอ 100

 

ช่วง นี้มีสังคมออนไลน์ มีแต่คนเอาเพลงน้ำท่วมดีกว่าฝนแล้งมาโพสต์ แต่สำหรับคนที่ถูกน้ำท่วม มิดหลังคาบ้านมานานเป็นสัปดาห์เป็นเดือน อาจจะบอกว่า ตอนนี้ขอฝนแล้งดีกว่า

ใกล้จะสิ้นปี สินค้าไฮเทครุ่นใหม่เริ่มทยอยเปิดตัว เพื่อเตรียมวางขายก่อนปีใหม่ ให้ผู้คนได้ซื้อเป็นของขวัญของฝาก หนึ่งในสินค้าที่กำลังมาแรงทั้งปีนี้และปีหน้าก็คือ แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

อิโคเนีย แท็บ หรือ แท็บเล็ต เอ 100 ของเอเซอร์ เป็นแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เวอร์ชั่นล่าสุดสำหรับแท็บเล็ต จอ 7 นิ้ว ขนาดพอเหมาะมือ สามารถถือแล้วทำงานได้ในมือเดียว น้ำหนักไม่มากเท่าไหร่แต่ก็ไม่เบา

คุณสมบัติเบื้องต้นของ เอ 100 หน่วยประมวลผลดูอัลคอร์ มีสล็อตให้เพิ่มหน่วยความจำเป็นไมโครเอสดีอยู่ด้านข้างตัวเครื่อง กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังหรือกล้องหลัก 5 ล้านพิกเซล มีพอร์ตเอชดีเอ็มไอ

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ในตัวเครื่องนอกจากจะรองรับบริการต่าง ๆ ของกูเกิลเต็มรูปแบบ รวมทั้งจีพีเอส แผนที่นำทางแล้ว ยังมีแอพพลิเคชั่นพิเศษของเอเซอร์ ก่อนใช้งานเราต้องลงทะเบียนบนตัวเครื่องเข้าเว็บไซต์เอเซอร์ ก็จะพบรายละเอียดต่าง ๆ บอกไว้ชัดเจน

อิโคเนีย แท็บ รุ่นที่เอามาใช้งานนี้รองรับไวไฟ อย่างเดียว แต่ในคู่มือบอกว่ามีรุ่นพิเศษที่รองรับ 3 จี โดยจะมีช่องใส่ซิมการ์ด
อยู่ใกล้ ๆ กับช่องใส่ไมโครเอสดี

เมื่อเริ่มใช้งานก็ไปที่เซตติ้ง เพื่อเปิดไวไฟแล้วเชื่อมต่อเอาไว้ จากนั้นก็ออนไลน์แท็บเล็ตเครื่องน้อยในมือเหมือนมีคอมพิวเตอร์เครื่องน้อย อยู่ในมือ

เอ 100 เหมาะกับผู้ที่ไม่อยากพกแท็บเล็ตจอใหญ่ ๆ ชอบแบบที่สามารถยัดกระเป๋ากางเกงหรือถือเหมือนสมุดพกเล่มเล็กได้ แบตเตอรี่ของเอ 100 อึดพอสมควร รับได้วันเต็ม ๆ สบาย ๆ

จุดเด่นอยู่ที่ระบบเสียงดอลบี้สเตอริโอ อยากมีโลกส่วนตัวไม่อยากรบกวนคนข้าง ๆ ก็เสียบหูฟังซะ แต่ความคมชัดของจอยังไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ สู้อิโคเนีย แท็บตัวใหญ่ไม่ได้

วันนี้พื้นที่มีน้อย ข่าวใหญ่ยังคงโฟกัสอยู่ที่น้ำท่วม หากที่บ้านยังไม่ท่วม ก็ช่วยกันคนละไม้ละมือส่งของ ส่งกำลังใจให้ผู้ที่น้ำท่วม เพราะเราคนไทยไม่เคยทิ้งกัน.

ปรารถนา ฉายประเสริฐ

prathana.chai@gmail.com

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 7:35 am

ลุ้นดาวเทียมดวงใหม่พุ่งชนโลกในวันศุกร์

“โรแซท” ดาวเทียมหนัก2.69ตัน พร้อมพุ่งชนโลกวันศุกร์21ต.ค.นี้ หวั่นเศษกระจกแตกกลายเป็นใบมีดขนาดใหญ่หล่นลงพื้นเป็นห่าฝน

วันนี้ (19 ต.ค.) สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ว่า นักวิทยาศาสตร์เตือนชาวโลกใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากมีดาวเทียมปลดระวาง “โรแซท” น้ำหนัก 2.69 ตันของเยอรมนี หลุดจากวงโคจรและกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ คาดว่าจะหล่นลงสู่พื้นโลก อย่างเร็วที่สุดอาจจะเป็นวันศุกร์(21ต.ค.) และ ชาวโลกมีความเสี่ยงอันตรายจากมันมากกว่าดาวเทียมยูเออาร์เอสของสหรัฐ ที่ตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนที่แล้ว โดยโรแซทมีอัตราเสี่ยงที่ 1 ใน 2,000 ส่วนยูเออาร์เอสอยู่ที่ 1 ใน 3,200
แถลงการณ์ของ ศูนย์อวกาศเยอรมันระบุอีกว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถติดต่อสื่อสาร กับ ดาวเทียมโรแซทน้ำหนัก 2.69 ตัน (2.4เมตริกตัน) ขนาดเท่ารถตู้เล็ก ซึ่งเคลื่อนตัวรอบโลกรอบละ 90 นาที จากการคิดคำนวณทิศทางเชื่อว่า มันจะหล่นลงสู่พื้นโลกประมาณวันที่ 21 – 24 ต.ค. แต่ไม่สามารถระบุจุดที่มันจะตกได้แน่ชัด ในพื้นที่ระหว่างเส้นรุ้ง 53 องศาเหนือ และ 53 องศาใต้ของโลก และ เชื่อว่า ขณะพุ่งสู่พื้นโลกด้วยความเร็วมหาศาล ราว 28,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โรแซทบางส่วนถูกเผาไหม้จากการเสียดสีกับอากาศ เหลือชิ้นส่วนประมาณ 30 ชิ้น รวมน้ำหนัก 1.87 ตัน (1.7เมตริกตัน) หล่นกระทบพื้นโลก โดยส่วนอันตรายที่สุดคือแผงกระจกต้านความร้อนสูง ที่จะแตกออกเป็นชิ้นๆกลายเป็นมีดขนาดใหญ่ หล่นลงสู่พื้นเป็นห่าฝน
ดาว เทียมโรแซทถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2533 โดยมีภารกิจหลักในการสำรวจวิจัยหลุมดำในอวกาศ รวมทั้งกลุ่มดาวนิวตรอน และ แหล่งของรังสีเอ็กซ์ ก่อนจะปลดประจำการในปี 2542

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 7:29 am

หื่นข้างบ้าน บุกปล้ำสาวในห้องน้ำทำร้ายปางตาย

“ไอ้ แซม” หรือนายวันชัย บุญเลิศ ลูกจ้างร้านขายส้มตำ ตกเป็นผู้ต้องหาพยายามข่มขืนและใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับ อันตรายสาหัส ภายหลังพนักงานสอบสวนสน.บางพลัดรวบรวมพยานหลักฐานจากคำให้การของประจักษ์ พยาน ยื่นสำนวนเสนอต่อศาลขออนุมัติออกหมายจับเพื่อใช้ตามล่าไอ้หื่นหลัง บุกเดี่ยวย่องปีนเข้าข้างบ้านอย่างเงียบๆ หมายข่มขืนเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ โรงเรียนนานาชาติขณะกำลังอาบน้ำ แต่เหยื่อฮึดสู้เลยโดนกระหน่ำแทง ปาดคอ ฟันนิ้วหวิดขาดได้รับบาดเจ็บสาหัสส่วนเหยื่อสาวแข็งใจพยายาม ตะเกียกตะกายหนีออกจากห้องน้ำมาเกาะรั้วบ้านตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ จนเพื่อนบ้านมาช่วยแล้วพาส่งยังโรงพยาบาลเพื่อรักษา

ขณะที่ไอ้หื่นได้ปีนหนีออกไปจากหน้าต่างอย่างรวดเร็ว !??


ย้อน เหตุไอ้หื่นหมายขืนใจลูกจ้างสาว เกิดขึ้นช่วงดึกสงัดวันที่ 16 ตุลาคม พ.ต.ท.วรเดช ชมพูพันธ์ พนักงานสอบสวนสน.บางพลัด รับแจ้งเหตุคนร้ายพยายามข่มขืนและใช้มีดแทงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบ้านพักแห่งหนึ่ง ภายในซอยจรัญสนิทวงศ์ 89 แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กทม.
หลังรับแจ้งรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.พุฒิพงศ์ ภู่เพียนเลิศ ผกก.สน.บางพลัด พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ พฤกษ์สุวัฒน์ สว.สส. ร.ต.ท.พีระพัฒน์ ประทุมทา รอง สว.สส. และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน รีบเดินทางไปในทันทีที่เกิดเหตุ เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ปลูกอยู่ร่วมกับบ้านเดี่ยว 2 ชั้นอีก 2 หลัง โดยมีรั้วรอบขอบชิด ภายในพบน.ส.แอน (นามสมมติ) อายุ 34 ปี เป็นผู้พักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว ซึ่งเป็นลูกจ้างโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง อยู่ในสภาพเปลือยกายนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงริมรั้วประตูบ้าน

ตรวจสอบ ตามร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง ถูกของมีคมปาดที่ลำคอ ริมฝีปาก และถูกแทงเข้าตามร่างกายอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะที่นิ้วชี้มือข้างซ้ายถูกฟันจนหวิดขาด

เจ้าหน้าที่และเพื่อนบ้านจึงช่วยกันรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลยันฮีให้แพทย์รักษา โดยได้นำเข้าห้องผ่าตัดเป็นการด่วน

ล่าสุดแพทย์ได้ช่วยเหลือจนพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังอยู่ในห้องไอซียูโดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด !??

คดี นี้ไม่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะประจักษ์พยานคนแรกที่ตำรวจเชิญมาสอบปากคำ คือน.ส.จอย (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงกัน ได้ให้ความร่วมมือให้ข้อมูลทางคดีที่เป็นประโยชน์ ระบุว่าช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่า ขณะที่กำลังนั่งดูละครอยู่ภายในบ้านพักได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วย เหลือดัง

จึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ พบต้นเสียงที่ร้องดังมาจากในห้องน้ำบ้านหลังที่ปลูกอยู่ติดกัน รีบลุกวิ่งออกไปดูในทันที

ภาพ ที่ปรากฏต่อสายตาจำได้แม่นว่าคนร้ายอารมณ์เปลี่ยวรายนี้ คือ “ไอ้แซม” หรือนายวันชัย บุญเลิศ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ 17 ต.สะแกซำ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นลูกจ้างร้านขายอาหารอีสาน ได้มาเช่าห้องพักแบบรายเดือนในบ้านที่อยู่ใกล้กัน กำลังปีนหน้าต่างบ้านผู้เสียหายออกมาในสภาพไม่สวมเสื้อ นุ่งเพียงกางเกงยีนส์สีดำตัวเดียว มีเลือดเปรอะเปื้อนตามร่างกาย

“ไอ้แซม” วิ่งจ้ำอ้าวเผ่นหนีอย่างรวดเร็วก่อนจะหายไปทางหน้าปากซอย

ขณะ ที่เหยื่อโหดพยายามตะเกียกตะกายพาร่างที่โชกเลือด เดินออกจากห้องน้ำมาเกาะที่รั้วประตูบ้าน เพื่อขอความช่วยเหลือในสภาพเปลือยกาย ก่อนจะฟุบลงไปนอนกับพื้น

ตนจึงตะโกนเรียกเพื่อนบ้านให้รีบมาช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนแจ้งตำรวจมาตรวจสอบในเวลาไล่เลี่ย

จากนั้นจึงนำตัวผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ทันมือแพทย์รักษาเป็นการเร่งด่วน !??

ขณะ ที่ผลการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่า เหยื่อสาวได้มาเช่าอาศัยอยู่กับมารดาที่บ้านหลังดังกล่าวซึ่งปลูกอยู่ในรั้ว เดียวกัน 3 หลัง โดยที่ไอ้หื่นอาศัยอยู่กับนายจ้างซึ่งปลูกอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของเหยื่อ

พยานหลักฐานดังกล่าวถูกรวบรวมประกอบสำนวนคดี ก่อนยื่นขออำนาจศาลจังหวัดตลิ่งชันเพื่อออกหมายจับ

ซึ่ง จากผลการตรวจสอบพบว่า นายวันชัย ทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายอาหารประเภทต้มเนื้อ อยู่ภายในซอยจรัญสนิทวงศ์ 89 นั่นเอง แล้วยังมีหมายจับคดีทำร้ายร่างกายในท้องที่สน.ปทุมวัน เมื่อปี 2551 ด้วย

คดีนี้ ผู้กำกับพุฒิพงศ์ เรียกระดมด่วนกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.บางพลัด สนธิกำลังชุดสืบสวนกก.สส.น.7 แบ่งทีมออกตามล่าทั่วตามแหล่งพักพิงทั้งบ้านญาติ เพื่อนสนิท กระจายออกตามหาทั้งในเมืองกรุง-ต่างจังหวัด หวังนำตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยไว หลังลงมือก่อเหตุอย่างอุกอาจบุกเข้าบ้านในยามวิกาล แล้วยังทำร้ายเหยื่อจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

โดยมอบหมายให้พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ เป็นหัวหน้าชุมนำทีมออกตามล่า

เร่งนำตัวมาชดใช้กรรมที่ก่อให้จงได้ !??


 
Tags:
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 10:24 pm

รับมือน้ำกลืนกทม.! ระส่ำทอ.ขนเครื่องบินหนีสุขุมพันธุ์โวยลั่นรัฐวางยา

“เมืองกรุง” ห้อมล้อมไปด้วยน้ำทุกทิศ “แนวกั้นคลองระพีพัฒน์” คลอง 3-4-5 แตกแล้ว ศปภ.ยังฟุ้งซ่อมได้ใน 2 วัน น้ำเอ่อรังสิต-ปทุมธานี บางบัวทองก็วิกฤติ “ผู้ว่าฯ ปากน้ำ” ชี้ “บางบ่อ-บางพลี” น่าวิตก “นวนคร” จมบาดาล กองทัพ-ศปภ.มั่นใจกู้ได้ หลังเปิดประตูระบายน้ำ 6 แห่งระบายน้ำลงฝั่ง ตอ. “นิคมบางกะดี” จ่อคิว “ยิ่งลักษณ์” วอนเห็นใจ น้ำวิปริตมากกว่าปกติ 3 เท่า “อธิบดีกรมชลฯ” ซัดชาวบ้านขวางทำให้บริหารจัดการน้ำยาก
สถานการณ์อุทกภัยในเขตกรุงเทพ มหานครเริ่มถูกจับตาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น หลัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ได้แถลงเมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 ต.ค. ให้เฝ้าระวัง 48 ชั่วโมง ในขณะที่สถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันอังคาร นิคมอุตสาหกรรมนวนครก็ถูกน้ำท่วมเกิน 80-90% ประกอบกับแนวป้องกันคลองระพีพัฒน์บริเวณ หมู่ 16 คลอง 4 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้พังทลายลง 7-10 เมตร รวมทั้งพื้นที่รอบ กทม.หลายจุดก็น่าวิตกไม่แพ้กัน โดยพุทธมณฑล และปากเกร็ดได้สั่งอพยพประชาชนด่วนใน 24 ชั่วโมงแล้ว ส่วนที่ อ.บางพลี, อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ก็เตรียมการป้องกันเร่งด่วน

สำหรับความคืบหน้าของน้ำในพื้นที่นิคมฯ นวนครนั้น นายวิม รุ่งวัฒนจินดา โฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) แถลงว่า ถูกน้ำท่วมเกินกว่า 80-90% โดยระดับน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ซม.ขึ้นไป แต่ปริมาณน้ำจากนิคมยังไม่ไหลลงพื้นที่ตอนล่าง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่อาศัยของประชาชน

ในขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. กลับกล่าวก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อเสนอจากนิคมฯ นวนครให้เปิดประตูระบายน้ำ 5 บานว่า จะเปิดในวันที่ 18 ต.ค. แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะยังมีการพูดคุยที่ยังไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ เราต้องทำความเข้าใจกับตรงนี้ คงต้องมีการดูแลกันบ้าง เราต้องเอาภาพรวมไว้ ภาพรองลงมาก็ต้องยอมกันบ้าง มีถูกกระทบกันบ้าง ต้องพูดคุย และต้องพยายามให้กระทบน้อยที่สุด

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม กล่าวว่า หากมีการเปิดประตูระบายน้ำตามที่ร้องขอไป ก็คิดว่ายังสามารถกู้พื้นที่ได้ ซึ่งผู้บริหารนิคมฯ นวนครก็ประเมินว่าหากน้ำไม่มากไปกว่านี้ก็สามารถกู้พื้นที่ได้

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ยืนยันว่า จะพยายามดูแลอย่างเต็มที่ทุกพื้นที่ ซึ่งนิคมฯ นวนครมีเวลาเตรียมการล่วงหน้ามากกว่านิคมอื่น จึงต้องพยายามแก้ปัญหาให้ได้ และต้องไม่ตื่นตระหนก ค่อยๆ บริหารจัดการที่ดี เรายังมีความหวังว่าจะกู้ให้ได้

และเมื่อเวลา 15.25 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม, นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม, นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต รวมไปถึงนิคมฯ นวนคร แนวคันกั้นน้ำรังสิต, แนวคันกั้นน้ำ กทม. และถนนสายไหม นิมิตใหม่ ร่มเกล้า และบินผ่านบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สะพานภูมิพล 1 คลองลัดโพธิ์ และรอบ กทม. เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ

สั่งเปิดประตูน้ำ 1-6

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวภายหลังว่า หลังดูเส้นทางน้ำ สภาพโดยรวมตั้งแต่แนวคลองเปรมประชากรยาวไปจนถึงคลองระพีพัฒน์ เรามีแนวทางจะเปิดประตูน้ำตั้งแต่คลอง 1 ถึงคลอง 6 โดยให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าไปเจรจาในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าประชาชนจะให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ ถ้าเราเปิดประตูน้ำได้ เราก็จะระบายน้ำออกทางด้านขวา ซึ่งกรมชลประทานจะพยายามประสานงานให้สัมพันธ์ในระดับที่ประตูน้ำจะรองรับน้ำ ได้ แต่ขณะเดียวกันเราจะป้องกันในส่วนคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งเราได้ไปดูแนวพนังกั้นน้ำบริเวณคลองรังสิต เพื่อให้แน่ใจต่อการเปิดประตูน้ำ ถือว่าเป็นการแบ่งเบาจากด้านบน

“เราจะพยายามปล่อยน้ำลงสู่แนวคลองไล่ออกไปทางด้านขวา จ.ปทุมธานี ซึ่งอาจจะมีผลกระทบบ้าง ซึ่งเราจะไปหารือในรายละเอียดกับพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณนั้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวถึงผลกระทบการเปิดประตูระบายน้ำ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ย้ำว่า การระบายน้ำเราทำทุกวิถีทาง ซึ่งมวลน้ำทั่วประเทศมีเป็นหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งการระบายน้ำไม่สามารถทำได้ทั้งหมดทุกประตู วันนี้เราระดมเครื่องสูบน้ำทุกส่วน โดยหลังจากเปิดประตูระบายน้ำก็จะใช้เครื่องสูบน้ำสูบน้ำออกฝั่งตะวันออก ทันที

เมื่อถามว่า ได้วิเคราะห์หรือไม่ว่าทำไมไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้เลยแม้แต่จุดเดียว น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า เกิดจากน้ำมีมากกว่าทุกปี มีปริมาณน้ำกว่า 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปกติถึง 3 เท่า และปริมาณน้ำที่เจอนั้นไม่มีโอกาสได้ระบายน้ำ เนื่องจากพายุต่างๆ สะสม 2-3 เดือนแล้ว ซึ่งจะให้แก้ไขให้แล้วเสร็จในเดือนที่ 3 คงเป็นไปไม่ได้

นายกฯ ยังกล่าวถึงการบินตรวจศูนย์อพยพที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตว่า เราคิดว่าการป้องกันในศูนย์อพยพได้ ส่วนพื้นที่นิคมฯ นวนคร หากมีการแบ่งเบาน้ำลงไปแล้วก็จะเข้าไปช่วยกู้ได้ ในขณะที่คันกั้นน้ำที่สุวรรณภูมิ พล.อ.อ.สุกำพลได้สร้างแนวคันกั้นน้ำไว้สองชั้น น่าจะมีความแข็งแรงพอสมควร

เมื่อถามว่า ประชาชนเริ่มไม่เชื่อถือในข้อมูลของรัฐบาล เพราะทุกครั้งที่บอกว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ต่างๆ ไว้ได้ กลับไม่สามารถรักษาไว้ได้เลย น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า เป็นความสับสนในการให้ข้อมูล ซึ่งเราจะให้ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยจะแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในกรณีข้อมูลอย่างเป็นทางการ และอีกส่วนจะเป็นการให้ความเคลื่อนไหวที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ ข้อมูล

ปูอ้อนประชาชนเห็นใจ

“สิ่งที่รัฐบาลได้เตือนไปนั้น บางครั้งประชาชนคงคิดว่าน้ำยังไม่มา แต่ความเป็นจริงน้ำนั้นมาเร็วกว่าที่คิด จึงเสมือนว่ารัฐบาลไม่มีการเตือนแต่อย่างใด ดังนั้นเราจึงต้องหารือกันให้มากยิ่งขึ้น วันนี้ทุกหน่วยงานได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ ขอความเห็นใจจากพี่น้องประชาชน เพราะมันเป็นปัญหาใหญ่และมีความเสียหายเยอะจริงๆ”นายกฯ กล่าว

เมื่อซักว่า ได้รับรายงานหรือไม่ว่าประตูระบายน้ำพระยาบันลือ อ.บางบัวทอง ได้พังทลายแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำหน้าแปลกใจพร้อมหันกลับไปถามนายชลิตว่าได้รับรายงานหรือไม่ ซึ่งนายชลิตยอมรับว่า มีข่าวลือก่อนขึ้นบินสำรวจพื้นที่ แต่เช็กแล้วไม่มีอะไร และไม่เกี่ยวกับการเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 6 บาน เพราะอยู่คนละฝั่ง และนอกจากเปิดประตูระบายน้ำ 6 บานนั้น เรายังมีทางอื่นที่จะผันน้ำจากพระนครศรีอยุธยา นิคมฯ นวนคร ไปลงทะเล เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้วย

นายชลิตยังกล่าวถึงการเจรจาประชาชนในการเปิดประตูน้ำว่า ที่ผ่านมาได้พยายามเจรจามาตลอด แต่ก็ไม่สามารถตกลงได้ กรณีประตูคลองหนึ่งก็เปิดได้ครึ่งเดียว ทำให้เราไม่สามารถบริหารจัดการน้ำตามที่วางแผนไว้ได้ เนื่องจากมีความขัดแย้งของประชาชนกันเอง ขณะนี้คิดว่าถ้าประชาชนยอม ซึ่งเราแค่ขอทางผ่านน้ำ

สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายได้ ส่วนนิคมฯ นวครที่จะขอเจาะใต้รางรถไฟเพื่อเป็นทางผ่านน้ำนั้น นายกฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้ว หากเจาะน้ำจะไหลเข้าสู่คลองเปรม เมื่อน้ำเข้าคลองเปรมก็จะสามารถเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของ กทม.ได้เลย ซึ่งเรื่องนี้เราระวังมาก และกั้นไว้ โดยนายกฯ ย้ำว่าไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ กทม.ชั้นใน
นายวีระ วงศ์แสงนาค ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับว่า สถานการณ์ในนิคมฯ นวนครถือว่าค่อนข้างวิกฤติ และพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอีกแห่งหนึ่งคือ นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี ในพื้นที่ ต.บางกะดี อ.เมืองฯ จ.ปทุมธานี เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวบางส่วนยังไม่ได้เตรียมป้องกันอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าหน่วยงานต่างๆ จะมีการป้องกันไม่ให้น้ำจากพื้นที่นวนครไหลผ่านเข้ามาตรงคันกั้นน้ำต่างๆ  แต่พื้นที่นิคมบางกะดียังถือเป็นพื้นที่เสี่ยง

“พื้นที่ดังกล่าวแม้เสริมแนวคันกั้นน้ำไว้หลายชั้น แต่อาจเกิดปัญหากรณีน้ำผุดตามท่อระบายน้ำ โดยการคาดการเบื้องต้นว่าน้ำอาจท่วมสูงในส่วนนิคมบางกะดีกว่า 60-70 ซม.” นายวีระกล่าว

คลองระพีพัฒน์แตกแล้ว

นอกจากนิคมอุตสาหกรรมนวนครและบางกะดีใน จ.ปทุมธานีที่ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดแล้ว แนวกั้นน้ำคลองระพีพัฒน์ก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน เพราะเมื่อเวลา 13.40 น. แนวคันดินกั้นน้ำคลองระพีพัฒน์ ที่บริเวณคลอง 4 เกิดพังเป็นระยะทาง 7 เมตร และเมื่อเวลา 17.10 น. คันกั้นน้ำคลองระพีพัฒน์บริเวณคลอง 5 ก็ได้พังคลืนลงมาอีกกว่า 40 เมตร ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ อ.คลองหลวงบางส่วนแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งอพยพประชาชนที่อยู่ในชุมชน หมู่ 16 ต.คลอง 5 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วนแล้ว

นายชูชาติ ศุภวรรธนางกูล หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลประทานรังสิตเหนือ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า เหตุการณ์ที่น้ำทะลุแนวป้องกันคลองระพีพัฒน์บริเวณคลอง 4 ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร ทำให้มีน้ำจำนวนมากไหลเข้าหมู่บ้านเคหะระพีพัฒน์ 1 ท่วมทันที ซึ่งนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าฯ ปทุมธานี ได้สั่งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือด่วนแล้ว เนื่องจากมวลน้ำไหลมาแรงมาก และไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลง และหากน้ำทะลักเข้าคันกั้นน้ำระพีพัฒน์เข้ามาได้หมดจะส่งผลให้ ต.คลองสาม, ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จมน้ำ และไหลกระจายเต็มอำเภอในเวลาไม่ช้า ซึ่งเรายอมไม่ได้

นายนเรศ เสาะแสวง กำนัน ต.คลอง 5 กล่าวว่า ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และเส้นทางน้ำนี้จะไปสมทบกับน้ำคลอง 4 ที่คันดินพังก่อนหน้านี้ ทำให้ขณะนี้มีมวลน้ำจากทั้งคลอง 3 คลอง 4 และคลอง 5 ไหลรวมกันไปยังคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าคลองรังสิตจะรับน้ำนี้ได้อีกนานเท่าไร

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารยังคงเพิ่มแนวคันกั้นน้ำกระสอบทรายเป็นชั้นที่ 3 เลียบคลองรังสิต บริเวณถนนรังสิต-นครนายก หลังจากคลองระพีพัฒน์ ได้เปิดประตูระบายน้ำตั้งแต่คลอง 1 ไปจนถึงคลอง 7 เพื่อระบายน้ำที่รับมาจาก อ.วังน้อย ให้ผ่านมายังรังสิตส่งผลให้ระดับน้ำในคลองเพิ่มสูงขึ้น

นายวิม โฆษก ศปภ.กล่าวว่า คลอง 3 คลอง 4 และคลองระพีพัฒน์มีประตูระบายน้ำชำรุดเป็นแนว 30 เมตร ซึ่งทั้ง 2 จุดห่างกันประมาณ 2-3 กิโลเมตร โดย ศปภ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารและอุปกรณ์เข้าไปซ่อมแซมแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้ง 2 จุดภายใน 2 วัน และยืนยันว่าที่ผ่านมาเป็นข่าวลือที่ปล่อยว่าจะมีน้ำท่วมในบริเวณชุมชนดัง กล่าว เพราะรัฐบาลสามารถบริหารจัดการบริเวณทุ่งรังสิตไม่ให้เกิดน้ำท่วมได้ ขณะที่แนวทางในการระบายน้ำสู่ทางฝั่งตะวันออก ศปภ.จะเร่งระบายน้ำจากคลอง 8 คลอง 9 คลอง 10 ไปลงคลอง 17 และไหลลงคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ออกประตูระบายน้ำคลองด่านเพื่อที่จะไหลสู่อ่าวไทย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเครื่องสูบน้ำจำนวนมาก ซึ่งสามารถระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการระบายน้ำออกทางทิศตะวันตกนั้น จะเร่งระบายน้ำที่ล้นเอ่อเหนือนิคมฯ นวนครออกคลองเชียงรากน้อย เชียงรากใหญ่ และคลองสาระพัน เพื่อให้ไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ยังมีภาวะน้ำเอ่อล้นในหลายพื้นที่ใน จ.ปทุมธานี โดยน้ำเอ่อได้ล้นจากท่อระบายน้ำเข้าท่วมถนนสายรังสิต-ปทุมธานี รวมทั้งได้ไหลเข้าท่วมบริเวณตลาดรังสิต (ตลาดนอก) ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยมีระดับน้ำสูงประมาณ 30-50 ซม. ซึ่งชาวบ้านได้เร่งช่วยกันนำกระสอบทรายมากั้นน้ำและสูบน้ำออกอย่างเร่งด่วน ในขณะที่ตลอดเส้นทางสายรังสิต-ปทุมฯ ทั้งสองฝั่งตั้งแต่ตลาดรังสิตไปจนถึงสะพานข้ามทางรถไฟ น้ำได้เอ่อเข้าท่วมบริเวณด้านหน้าหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปีและถนนเป็นทางยาว

ที่หมู่บ้านชวนชื่นกอล์ฟอเวนิว ถ.กรุงเทพ-ปทุมฯ ต.บางคูวัด ซึ่งมีขนาดโครงการกว่า 300 ไร่ ก็จมอยู่ใต้บาดาลหมดทั้งโครงการแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชน เพราะน้ำภายในหมู่บ้านสูงกว่า 2 เมตรแล้ว

ภาวะดังกล่าวทำให้นายอัยยณัฐ ถินอภัย รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ฝ่ายกฎหมายและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินได้สั่งประกาศปิดบริการด่านเก็บค่าผ่าน ทาง  2 ด่าน คือ ด่านบางปะอินทั้งขาเข้าและขาออก และด่านเชียงรากช่วงขาออก จนกว่าสถานการณ์น้ำจะปกติ

ด้านสถานการณ์บริเวณประตูน้ำจุฬาลงกรณ์นั้น ระดับน้ำค่อนข้างสูงเกือบถึงแนวกระสอบทราย โดยระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำเพียง 40 ซม. ด้านสภาพการจราจร บริเวณทางขนานขาออก ถนนวิภาวดีรังสิต เริ่มตั้งแต่หมู่บ้านเมืองเอกก็เริ่มมีน้ำท่วมขังแล้ว จนถึงทางกลับรถขาเข้า ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งระดับน้ำได้เริ่มเอ่อล้นกระสอบทรายที่กั้นไว้ ส่งผลให้ปริมาณรถมีจำนวนมาก เคลื่อนตัวได้ช้าและการจราจรติดขัด รวมถึงบริเวณด้านหลังตลาดรังสิตและหน้าฟิวเจอร์พาร์ค ระดับน้ำเริ่มเอ่อล้นแนวคันกั้นน้ำ และในบางช่วงก็ได้เอ่อล้นลงมาบนฟุตบาทแล้ว
นนท์หลายจุดน่าห่วง

สถานการณ์ที่ จ.นนทบุรีนั้น หลายพื้นที่อยู่ในภาวะวิกฤติ  โดยนายวิสิทธิ์ พวงเพชร นายอำเภอปากเกร็ด จ.นนทบุรี ก็ได้ประกาศให้ชาวบ้านใน อ.ปากเกร็ด 3 ตำบล คือ คลองพระอุดม, บางตะไนย์ และคลองข่อย ขนย้ายทรัพย์สินอพยพออกจากบ้านเรือนด่วน เพราะระดับน้ำมีความสูงถึง 3 เมตร 8 เซนติเมตร ซึ่งเป็นผลจากน้ำใจ จ.ปทุมธานี ที่เอ่อเข้ามา

ขณะที่นายสุรเดช เบ็ญจศิริวรรณ ผู้อำนวยการทางหลวงชนบทจังหวัดนนทบุรี ได้ปิดการจราจรบนสะพานพระราม 4 ปากเกร็ด-ราชพฤกษ์ เนื่องจากน้ำท่วมผิวการจราจรฝั่งตำบลคลองพระอุดม มุ่งหน้าไปถนนราชพฤกษ์สูงกว่า 60 เซนติเมตร และจะเปิดให้ใช้การจราจรได้ตามปกติในเวลา 06.00 น. ของวันที่ 19 ต.ค.

ที่ อ.บางบัวทองนั้น เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. พ.อ.วรวุฒิ วุฒิศิริ ผู้บัญชาการกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 (ปตอ.2) ซึ่งรับผิดชอบดูแลพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ จ.นนทบุรี ทั้งหมดนั้น ยอมรับว่า พื้นที่แถบเทศบาลบางบัวทองมีระดับน้ำสูง 1-2 เมตร และน้ำอาจสูงขึ้นกว่านี้ ซึ่งปัญหาที่บางบัวทองถือว่าเป็นปัญหาหลักของ จ.นนทบุรีทั้งหมด เนื่องจากเป็นจุดที่รับน้ำจากทุกจุด จึงจะพยายามระดมกำลังสร้างแนวคันดินเพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้ และจะทำให้เร็วที่สุด เพื่อชะลอน้ำบางส่วน
เช่นเดียวกับ อ.พุทธมณฑล นายอำเภอพุทธมณฑล นครปฐม ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่แจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชนว่าให้แจ้งประชาชนว่า น้ำอาจขึ้นอีก 1 เมตร ภายใน 24 ชม. จึงขอให้ประชาชนให้ขนย้ายสิ่งของและเร่งทำแนวป้องกัน หากใครไม่สามารถอยู่ได้ให้อพยพไปยังศูนย์ที่เตรียมไว้ได้

ส่วนที่ จ.สมุทรปราการนั้น นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผู้ว่าฯ ซึ่งประชุมเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ชี้ว่า สถานการณ์ในจังหวัดยังมั่นใจ 100% ว่าในเขต อ.เมืองฯ จะปลอดภัยจากน้ำท่วม อาจมีน้ำขึ้นน้ำลงบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่พื้นที่ที่น่าห่วงคือ อ.บางบ่อ, อ.บางพลี และ อ.บางเสาธง ซึ่งกรมชลประทานต้องเร่งระบายน้ำออกผ่านทั้ง 5 คลองหลัก คือ คลองลาดกระบัง คลองบางโฉลง คลองจระเข้ใหญ่ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองบางเสาธง โดยเฉพาะประชาชนที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ริมคลองอาจได้รับผลกระทบบ้าง

“บางพลี-บางบ่อ” เสี่ยง

“น้ำที่ไหลจากอยุธยาที่ไหลเข้าสู่คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต โดยน้ำจำนวนมากจะไหลเข้าสู่คลองด่าน ประกอบกับช่วงนี้มีมรสุมพัดผ่าน จึงห่วงว่าปริมาณน้ำที่ไหลอาจจะส่งผลกระทบถึงประชาชนใน 3 อำเภอ คือ บางเสาธง บางบ่อ และบางพลี” นายเชิดศักดิ์กล่าว

สำหรับสถานการณ์ของน้ำในพื้นที่ กทม.นั้น นายประวิช ศรีวิลัย ผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการสร้างแนวคันกั้นสูงไว้หลายชั้น สำหรับสถานการณ์น้ำขณะนี้เป็นน้ำที่ระบายมาตามคลองทางด้านตะวันออก เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ ที่ยังถือว่าระบายมาตามปกติ เช่นเดียวกับสถานการณ์น้ำเหนือ ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจาก กทม.ทำแนวป้องกันที่คลองหกวา เขตสายไหม แต่หากมีเหตุฉุกเฉินขึ้น ปริมาณน้ำที่จะเดินทางมาถึงเขตลาดกระบังและมาถึงนิคมลาดกระบังนั้น ต้องใช้เวลานาน หากเกิดขึ้นจริงก็น่าจะมีเวลาเตรียมตัวรับมือ

ความเคลื่อนไหวของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์นั้น ช่วงเช้าได้ตรวจแนวคันกั้นน้ำที่บริเวณทางกลับรถข้ามคลองรังสิต ถนนพหลโยธิน และได้สั่งให้เพิ่มความสูงอีก 50 ซม. โดยกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม.ว่า ภาพรวมในคลองต่างๆ ยังปกติ ปริมาณฝนตกน้อยลง ซึ่งความเสี่ยงของ กทม.อยู่ที่แนวคันกั้นน้ำชั่วคราวทุกแห่ง เช่น ที่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวา เขตสายไหม เพราะหากแนวคันกั้นน้ำนั้นพังก็จะทำให้น้ำทะลักเข้ามาได้ กทม. จึงต้องพยายามดูแลให้ดีที่สุด และต้องขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยดูแลด้วย

“ตอนนี้ถือว่ายิ้มออกแล้ว เพราะปริมาณน้ำที่ อ.บางไทร เริ่มคงที่ และที่คลองหกวา ก็ยังไม่วิกฤติ แต่มาตรการต่างๆ ต้องดำเนินต่อไป เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ผมก็ยังเป็นห่วงอยู่ ตราบใดที่ฝนยังไม่หมด น้ำเหนือก็ยังมีอยู่มาก และน้ำทะเลก็จะหนุนสูงอีกครั้งในช่วงปลายเดือนนี้” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าว

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังได้ตอบคำถามถึงกรณี กทม.จะปลอดภัยจากน้ำท่วม 100% หรือไม่ ในรายการ “เจาะข่าวเด่นเย็นนี้” ว่า ยังบอกไม่ได้ ซึ่งไม่ได้แทงกั๊ก แต่พูดไปตามความเป็นจริงว่าต้องเฝ้าระวังทุกวัน รวมทั้งพยายามปิดจุดอ่อนและบริหารความเสี่ยงเท่าที่จะเป็นไปได้ จะพยายามทำให้ปลอดภัยให้มากที่สุด เพราะยังพอมีเวลาเตรียมตัว

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ชี้ว่า ห่วงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 4 เขตนอกคันกั้นน้ำ กทม.คือ เขตลาดกระบัง คลองสามวา มีนบุรี และหนอกจอก เนื่องจากต้องประสบปัญหาน้ำท่วมแน่นอน นอกจากนี้พื้นที่ที่ถือว่ามีระดับต่ำและยังน่าเป็นห่วงรอบ กทม. จุดแรกคือ ถ.พหลโยธิน หน้าห้างเซียร์รังสิต ที่อาจมีน้ำจากคลองรังสิตเอ่อล้นเข้าท่วมได้ ขณะที่อีกจุดหนึ่งอยู่ด้านฝั่งธนบุรี บริเวณคลองมหาสวัสดิ์ ถ.พุทธมณฑลสาย 4 เขตทวีวัฒนา ที่ถนนมีระดับต่ำตลอดสาย ซึ่งน้ำในส่วนนี้เมื่อหลากลงมาก็จะท่วมแล้ว

ผู้ว่าฯ กทม.ยังกล่าวถึงการรับฟังข่าวเรื่องน้ำท่วมว่า ขอย้ำว่าการรับฟังข่าวทั้งเรื่องการแจ้งเตือนภัยหรือผลประทบในพื้นที่ขอให้ ฟังตนเองคนเดียว แม้มีหลายฝ่ายพูดเรื่องความปลอดภัยใน กทม . โดยยังมั่นใจว่าจะสามารถแจ้งประชาชนได้ล่วงหน้าหากน้ำไหลเข้าพื้นที่ และถึงวันนี้มั่นใจมากขึ้น เพราะสถานการณ์ดีขึ้น

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่ที่ รร.ฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุถุงทรายและพนังกั้นน้ำคลองหกวา ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญกั้นน้ำไหลเข้าดอนเมือง โดยนายอภิสิทธิ์ได้เดินตรวจคันกั้นน้ำโดยรอบ และกล่าวว่า มั่นใจว่า กทม.เตรียมการรับมือเต็มที่ อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำในส่วนรอยต่อพื้นที่ กทม.กับจังหวัดอื่นไม่อยู่ในอำนาจของ กทม. ดังนั้น กทม.ต้องประสานงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

“ยังกังวลว่ายังมีน้ำฝนที่สะสมอยู่ตอนเหนืออาจไหลลงมาซ้ำเติมจึง ฝากผู้ว่าฯ กทม.ติดตามสถานการณ์น้ำจากการวัดระดับน้ำของกรมชลประทาน เพราะเส้นทางน้ำแตกแขนงออกไปหลายสายมากกว่ามาตรวัดน้ำที่กรมชลประทานมีอยู่ จึงทำให้หลงผิดว่ามวลน้ำขนาดใหญ่ไหลเลย กทม.แล้ว”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเช่นกันว่า กทม.ต้องเฝ้าระวังคือพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณทางน้ำคลองส่งน้ำ และขอให้ฟังการประกาศของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของ กทม.ต้องฟังประกาศของ กทม. ส่วนการผันน้ำต้องฟัง ศปภ.

“ตอนนี้ทหารถูกใช้งานเยอะมาก ทั้งดูแลสถานการณ์ภาคใต้  หรือดูแลชายแดน พอมาตีกันในกรุงเทพฯ หรือมีปัญหาน้ำท่วมก็ใช้ทหารชุดเดิมในการแก้ไขปัญหาน้ำ ท่วมครั้งนี้คงทำให้เรารักและสามัคคีกันมากขึ้น” ผบ.ทบ.กล่าว

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังกล่าวถึงการขอถุงใส่ทรายจากรัฐบาลว่า ได้ให้มา 8 แสนใบ แต่อาจเกิดความเข้าใจผิด เพราะที่มอบให้เป็นถุงกระดาษ ไม่สามารถบรรจุทรายกั้นน้ำได้ ซึ่งไม่อยากคิดว่ารัฐบาลตั้งใจวางยา ขณะนี้การบรรจุทรายได้รับความร่วมมือจากประชาชนและใช้ถุงของ กทม. เพราะยืนยันมาตลอดว่าพร้อมช่วยตัวเองหากไม่มีใครช่วย

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงว่า ศปภ.ยืนยันว่าถุงกระสอบทรายที่ได้รับการบริจาคจากเอกชนเป็นถุงที่มีความคงทน และมีมาตรฐานเดียวกับถุงกระสอบทรายปกติ แม้ว่าจะผลิตมาจากวัสดุโพลีเอสเตอร์ ภายนอกเป็นกระดาษ แต่ภายในมีความเหนียวทนทาน น้ำซึมเข้าไม่ได้

ขณะที่กองทัพอากาศก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ได้เผยถึงแผนอพยพและย้ายเครื่องบิน โดยระบุว่า เราวางไว้เป็นขั้นตอน โดยเครื่องบินที่ต้องซ่อมบำรุงและใช้เวลาขึ้นบินนาน หรือเป็นเครื่องบินที่ปฏิบัติภารกิจได้ไม่ถึง 100% จะนำไปก่อน ซึ่งตอนนี้ได้นำเครื่องบินทยอยออกไปที่สนามบินอู่ตะเภาแล้ว ส่วนเครื่องบินที่ใช้งานได้ตามปกติยังอยู่ที่ตั้งเดิม
พล.อ.ต.มณฑล  สัชฌุกร โฆษก ทอ. กล่าวว่า ทอ.ได้ทยอยเคลื่อนย้ายเครื่องบินที่ไม่มีภารกิจใช้งาน และเครื่องบินที่ถึงวงรอบที่ต้องซ่อมบำรุงกว่า 20 ลำ อาทิ ซี-130  โบอิ้งเอยู 23 ไปจอดในสนามบินใหญ่ที่กำหนดไว้ ทั้งสนามบินอู่ตะเภา กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ และกองบิน 1 จ.เชียงใหม่ ขณะนี้เหลืออากาศยานที่กองบิน 6 ไว้เพียงกว่า 10 ลำ ซึ่งต้องใช้ภารกิจ อาทิ  ซี -130  เอทีอาร์  เฮลิคอปเตอร์สแตนบายด์ 2 ลำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย.

ขอบคุณ :

Tags:
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 10:17 pm

เตือนประชาชน 28 เขตใน 4 จว.และกรุงเทพฯขนของขึ้นที่สูง

เตือนประชาชน 28 เขตใน 4 จว.และกรุงเทพฯขนของขึ้นที่สูง……….

เมื่อเวลา 20.40 น. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย(ศปภ.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที  นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน และพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษก ศปภ.ร่วมกันแถลงข่าวสถานการณ์อุทกภัยและการป้องกันพื้นที่ กทม.ในวันนี้

โดย พล.ต.อ.ประชา แถลงว่า ศปภ.ได้ออกประกาศ ศปภ.ฉบับที่ 4 ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลผ่านทำนบชั่วคราวในพื้นที่คลองระพีพัฒน์แยกแตก และค่อยๆไหลท่วมทุ่งรังสิตบริเวณ คลอง 1-13 อย่างต่อเนื่อง มีผลให้ปริมาณในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้น

ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.เป็นต้นไป ศปภ.มีความจำเป็นให้ประชาชนต้องรองรับสถานการณ์ต่างๆ โดยขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ประกอบด้วย

1.จังหวัดปทุมธานี ได้แก่ อ.เมือง คลองหลวง หนองเสือ สามโคก และลาดหลุมแก้ว ซึ่งจะมีปริมาณน้ำสูงขึ้นอีก 50 ซม. – 1 เมตร

2.จังหวัดนครปฐม ได้แก่ อ.เมือง บางเลน นครชัยศรี สามพราน ดอนตูม กำแพงแสน และพุทธมณฑล ปริมาณน้ำจะสูงขึ้นอีก 30 – 50 ซม.

3.จังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ อ.เมือง บ้านแพ้ว และกระทุ่มแบน ปริมาณน้ำจะสูงขึ้นอีก 30 – 50 ซม.

4.จังหวัดนนทบุรี ได้แก่ อ.เมือง บางใหญ่ ปากเกร็ด บางบัวทอง บางกรวย และไทรน้อย ปริมาณน้ำจะสูงขึ้นอีก 50 ซม. – 1 เมตร

และ 5.กรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตคลองสามวา หนองจอก มีนบุรี คันนายาว และลาดกระบัง ซึ่งปริมาณจะน้ำคงที่ที่ระดับ 1 เมตร – 1.20 เมตร หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมถึงเขตที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ เขตสายไหม และบางเขน

“ให้ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเกินระดับน้ำที่สูงขึ้น และเฝ้าติดตามการประกาศของ ศปภ.อย่างต่อเนื่อง ถ้าจำเป็นต้องอพยพในพื้นที่ใดทาง ศปภ.จะแจ้งให้ทราบโดยด่วนต่อไป”

ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ แถลงว่า ผลการประชุมในเย็นวันนี้ มวลน้ำตอนนี้ที่ไหลจากภาคเหนือผ่าน จ.อยุธยา ตอนนี้อยู่ที่คันกั้นน้ำคลองระพีพัฒน์แยกตก จะจัดการเพื่อให้มวลน้ำไหลลงสู่ทะเลเร็วที่สุด ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ต้องระบายน้ำเป็นไปตามทิศทางของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ โดยไหลตามความลาดเองลงพื้นที่ภาคตะวันออก เริ่มต้นจากคลองระพีพัฒน์แยกตก คือคลองหนึ่ง รัฐบาลทำคันกั้นน้ำ 20 กิโลเมตร มวลน้ำที่ไหลมาสมทบจะกดดันความแข็งแรงของเขื่อนชั่วคราวในคลองระพัฒน์แยกตก ตลอดเวลา ฉะนั้นจะเสริมแนวคันกั้นน้ำให้แข็งแรง เริ่มจากคลองหนึ่งไปจนถึงแนวถนนวงแหวนรอบนอกลงมาบรรจบคลองรังสิต-นครนายก

รมว.ไอซีที กล่าวว่า โดยเสริมคันกั้นน้ำให้แข็งแรงจากประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ไปจนถึงคลองแปดให้ แข็งแรง โดยจะปกป้องกั้นน้ำโดยตรงจากเหนือลงใต้ที่จะเข้า กทม. มวลน้ำที่เหลือจะไหลผ่านทุ่งรังสิตไปทางตะวันออก คือจากคลองแปด และคลองรังสิต-นครนายก มีคันกั้นน้ำ ซึ่งกรมชลประทานจะเสริมขึ้นมาให้บรรจบคลองหกวาสายล่าง และทำคันกั้นน้ำไปทางตะวันออกจนถึงคลองสิบสาม ฉะนั้น สิ่งที่จะปรากฏจากนี้ไป มวลน้ำที่เอ่อขังและกดดันคันกั้นน้ำคลองระพีพัฒน์จะลดความกดดัน มวลน้ำที่เหลือจะไหลไปทางตะวันออก และจะระบายมวลน้ำที่ท่วมขังในหลายจังหวัดให้มีทางออกลงทะเล ส่วนคลองรัง สิต-นครนายก จะระดมเครื่องสูบน้ำที่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์เพื่อระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้า พระยา และเครื่องของกรมชลประทานจะเร่งสูบระบาย พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบที่มา จากตอนเหนือจะบรรเทา น้ำทั้งหมดหลังจากไหลมาแล้วจะมีทิศทางไปอ่าวไทย

รมว.ไอซีทีกล่าวว่า วิธีระบายมวลน้ำนั้นชัดเจน และจะควบคุมประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบทุกพื้นที่นั้น ก็จะมีการแจ้งเตือนและอพยพล่วงหน้า พื้นที่เศรษฐกิจซึ่งน้ำจะไหลไปถึงนั้นตอนนี้เตรียมแจ้งผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมป้องกัน ที่ประชุมได้แยกให้หน่วยงานรับผิดชอบเสริมคันกั้นน้ำตั้งแต่คลองหนึ่งไปจน ถนนวงแหวนรอบนอก โดยกองทัพไทยจะเสริมคันกั้นน้ำที่มีอยู่ให้แข็งแรงขึ้น ส่วนถนนวงแหวนรอบนอกที่จะเป็นคันกั้นน้ำธรรมชาติ จะเสริมให้ถนนสายนี้รองรับการไหลของน้ำที่จะมาปะทะ ส่วนคลองรังสิต-นครนายก กองทัพไทยจะดูแลตั้งแต่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ไปถึงคลองแปด โดยจะมีความสูงตามที่คำนวณว่าน้ำจะไม่ไหลทะลุ ส่วนคันกั้นน้ำที่เหลือที่จะรองรับคือ คันกั้นน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งมีคลองหกวาสายล่าง รองรับนั้น กรมชลประทานจะไปเสริมให้ทนทาน มีเวลาดำเนินการสี่สิบแปดชั่วโมงและเริ่มจัดการตามที่ ศปภ.สั่งการไว้.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 10:06 pm

“เจ๊หน่อย”จี้นายกฯเปลี่ยนแผนระบายน้ำด่วน เผย”ทักษิณ”ผิดหวังรัฐบาลทำงาน

“สุดารัตน์”ออกโรงแนะ”ยิ่งลักษณ์”เปลี่ยนแผนการระบายน้ำด่วน เผย”ทักษิณ”เริ่มผิดหวังการทำงานของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ. และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะที่ปรึกษา ผอ.ศปภ. ได้มีการประชุมด่วนภายหลังจากที่ พล.ต.อ.ประชา และคณะ กลับจากการบินสำรวจสถานการณ์น้ำบริเวณคลองรพีพัฒน์ คลอง 1-12 คลองรังสิตประยูรศักดิ์ และคลองหกวาสายล่าง

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวก่อนการประชุมว่า จากการบินสำรวจพบว่า สภาพน้ำแต่ละคลองมีน้ำเกือบล้นคันคลอง โดยมีแนวคันคลองเหลืออยู่ประมาณ 1 ฟุต และคันคลองระพีพัฒน์มีรอยรั่วแตกเป็นระยะๆ จุดละ 30-70 เมตร ซึ่งได้มีหน่วยทหารเข้าไปซ่อมแซม แต่ก็มีชาวบ้านที่อยู่ริมคลองดังกล่าวมาขัดขวาง เพราะต้องการให้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ของตัวเองที่สูงเกือบ 4 เมตร และเท่าที่ดูสถานการณ์น้ำแล้ว เห็นว่าการระบายน้ำทำได้ยากลำบาก และเห็นว่าอาจจะให้ผลักดันออกทะเลตามแนวทางเดิม ซึ่งจะทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ใจกลาง กทม.ก่อน เพราะการทำคันกั้นน้ำไว้เป็นบล็อกๆนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงดันน้ำมากขึ้น ส่งผลให้น้ำทะลุตรงกลาง อาจท่วมเข้าถึงบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ในเวลาไม่นาน ตนจึงเห็นว่าเป็นสถานการณ์วิกฤตที่จะต้องเข้ามาช่วย ซึ่งตนได้เสนอให้ผันน้ำออกไปทางพื้นที่ จ.นครนายก และฉะเชิงเทรา รวมถึงกรุงเทพฯต้องรับน้ำบางส่วน เพื่อแบ่งเบาภาระและเฉลี่ยปริมาณน้ำ ทำให้พื้นที่ที่มีน้ำท่วม จะมีน้ำท่วมไม่สูงถึง 3-4 เมตร ซึ่งพล.ต.อ.ประชา เห็นด้วยกับแนวทางของตน และจะนำไปหารือกับนายกรัฐมนตรีอีกครั้งว่าจะตัดสินใจอย่างไร

“ดิฉันมาวันนี้ ก็มาช่วย ไม่ได้รับคำสั่งจากใครมา แต่ก็ยอมรับว่ามีคำแนะนำมาจากหลายที่ ซึ่งต้องนำดำเนินการช่วยกันระดมสมองให้ระบายน้ำออกไปให้เพราะน้ำจำนวนเป็น หมื่นกว่าล้านลูกบาศ์กเมตรจะต้องหาทางระบายออกทะเลให้เร็วที่สุดจะให้มากอง ไว้พร้อมจะโจมตีเข้ากรุงเทพฯได้อย่างไร” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่สามารถบริหารจัดการปัญหาอุทกภัยได้และไม่มีความชัดเจนในการทำงานของ รัฐมนตรีแต่กระทรวง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้กล่าวกับคนใกล้ชิดอีกว่าในการบริหารงานแก้ไขปัญหาน้ำครั้งนี้ให้ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทย์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม เป็นนายกฯคนที่ 2 และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม และผอ.ศูนย์ ศปภ.เป็นนายกฯคนที่ 3 และยังกล่าวอีกว่าค่อนข้างผิดหวังกับการทำงานของรัฐบาลน้องสาวซึ่งไม่เหมือน กับการทำงานของรัฐมนตรีชุด บ้านเลขที่ 111 จึงได้สั่งให้สมาชิกบ้าน 111 เข้ามาร่วมกันไขปัญหาครั้งนี้ด่วน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 9:44 pm

“มัลลิกา”เด็ก ปชป. ถีบ “เก่ง การุณ”

           19ต.ค.2554 รายงานข่าวแจ้งว่าระหว่างที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ  รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย  พร้อมด้วยนายการุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทยไปสังเกตุการณ์การกรอกกระสอบทรายและให้กำลังใจประชาชนที่ โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2หลังจากนั้นได้หารือเป็นการส่วนตัวกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. พร้อมด้วยผู้บริหาร กทม. ในห้องประชุมของโรงเรียน  ซึ่งหนึ่งในนั้นมี น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ด้วย

ระหว่าง การหารือนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ ได้นั่งคู่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ โดยมีนายการุณนั่งอยู่ด้านหลังระหว่างกลางของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ และคุณหญิงสุดารัตน์ ขณะที่ น.ส. มัลลิกาได้อยู่ด้านหลัง  ระหว่างนั้นนายการุณก็ได้ยื่นหน้าเข้าไปร่วมหารือกับบุคคลทั้งสองด้วย ซึ่ง น.ส.มัลลิกา ก็ได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่

จาก นั้นหลังเสร็จสิ้นการหารือนายการุณและน.ส. มัลลิกาได้เดินออกมาหน้าห้อง  น.ส.มัลลิกาจึงพูดกับนายเก่งว่า “รู้ว่าคิดและจะทำอะไรอยู่”  ซึ่งนายการุณได้กล่าวสวนมาว่า “ทำอะไรเหรอ” พร้อมกับนำสะโพกเข้าไปเบียดเชิงหยอกล้อ ทำให้ น.ส.มัลลิกาใช้ขาถีบไปที่นายการุณ ซึ่งทำให้เกิเหตุการณ์ชุลมุนชั่วขณะ โดยมีผู้สนับสนุนเข้ามาห้ามปรามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงได้แยกย้ายกันไป

“เก่ง การุณ”ปฏิเสธไม่ได้ถูกถีบอ้างคนเยอะเลยเบียดกัน

นายการุณ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี ตนไม่ทราบ น่าจะเป็นเรื่องของโลกไซเบอร์ เป็นการลงพื้นที่ธรรมดา  คนมันจึงเบียดๆกันบ้าง

ด้านน.ส.มัลลิกา  ยอมรับว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องจริง  โดยเรื่องที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากในห้องประชุมนั้นมีที่นั่งไม่เพียงพอ ทำให้นายการุณไม่มีที่นั่งและไปยืนอยู่ตรงที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์นั่งอยู่ ซึ่งเป็นการยืนในลักษณะค้ำหัวผู้ใหญ่  ตนจึงได้บอกกับนายการุณ ว่า “อย่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่ ให้ไปหาเก้าอี้มานั่ง” แต่นายการุณก็ไม่ได้สนใจและยังสวนกลับว่า “ใหญ่กว่านี้ก็ไม่กลัว”  จนกระทั่งประชุมเสร็จ ระหว่างที่ทุกคนเดินออกจากห้องกันนั้น นายการุณ ก็เอามือทั้ง 2 ข้างล้วงกระเป๋ากางเกง และกระดกก้นใส่น.ส.มัลลิกา ทำให้น.ส.มัลลิกา ไม่พอใจจึงได้ยกเท้าถีบกลับไปจนนายการุณจนเซ แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้มีปากมีเสียกันแต่อย่างใด.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 9:42 pm

เลือกผบ.ตร. ‘บิ๊กอ๊อฟ’ นอนมา

 ’บิ๊ก อ๊อฟ’ ผงาด ผบ.ตร.หลังนายกฯนั่งเป็นประธานประชุม ก.ต.ช. เสนอรายชื่อ “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” เพียงชื่อเดียวให้ที่ประชุมพิจารณาแต่งตั้ง ขณะที่รองนายกฯ “เฉลิม อยู่บำรุง” ยืนยันว่า นอนมาโดยไม่ต้องใช้พระนำ ระบุ เหมาะสุด ๆ เพราะเก่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทำงานแค่ 2 เดือน ผลงานก็เข้าตาแล้ว ส่วนการประชุม ก.ตร. แต่งตั้งระดับ รอง ผบ.ตร.-ผบช. เลื่อนไปเป็นวันที่ 25 ต.ค.นี้แทน เพราะติดสถานการณ์น้ำท่วมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 18 ต.ค. เวลา 08.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ก่อนการประชุม ครม. ถึงการประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ยอมรับว่า ในวันที่ 19 ต.ค.นี้ ตนจะเป็นประธานในการประชุม ก.ต.ช. โดยจะประชุมกันที่ท่าอาศยานดอนเมือง

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุม ก.ต.ช. เพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร.  ว่า ก็ชัดเจนว่า ในวันที่ 19 ต.ค.นี้ ที่จะมีการประชุม ก.ต.ช.เพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. โดยจะเป็น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่ต้องดำรงตำแหน่ง ซึ่งมีความเหมาะสมเพราะเก่งในการแก้ปัญหายาเสพติด และที่ทำมาประมาณ 2 เดือนก็มีผลงานแล้ว เมื่อครบ 3 เดือน คงจะมีการแถลงอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีความมั่นใจหรือไม่ว่าเสียงสนับสนุนจาก ก.ต.ช. จะไม่มีปัญหาในการให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีว่ามั่นใจหรือไม่มั่นใจ แต่ ผบ.ตร. คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ต่อข้อถามว่า คิดว่ามติ ก.ต.ช. จะเป็นเอกฉันท์หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอย่างอารมณ์ดี ว่า ฝนไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเสนอรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ตาม พ.ร.บ. ตำรวจ 2547 มาตรา 53 (1) ระบุว่า  ให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ.เสนอ ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเสนอรายชื่อผู้ครองยศ พล.ต.อ. เพียง 1 นาย เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ต.ช. เห็นชอบ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเสนอชื่อ  พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ที่รักษาการตำแหน่ง ผบ.ตร. มาตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็น ผบ.ตร. คนที่ 8 ตามที่ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตาม การประชุม ก.ต.ช. จะมี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร. เข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจาก ตำแหน่ง เลขาธิการ สมช. เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ก.ต.ช.  นอกจากนี้  คณะกรรมการ ยังประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย   พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม  นายพระนาย สุวรรณรัฐ  ปลัดกระทรวงมหาดไทย  นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายเรวัต  ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ  ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการงบประมาณ พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้  ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนหรือการบริหารและจัดการ และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์  รรท.ผบ.ตร. แต่เมื่อมีการพิจารณาวาระเลือก ผบ.ตร. นั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะต้องออกจากห้องประชุม เนื่องจากมีส่วนได้เสียในการแต่งตั้ง

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ผบช.-รอง ผบ.ตร. และตำแหน่งเทียบเท่า ซึ่งการประชุม ก.ตร. ครั้งที่แล้วได้กำหนดไว้เป็นวันที่ 18 ต.ค.นี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ค่อนข้างรุนแรง ร.ต.อ.เฉลิม จึงขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 25 ต.ค. โดยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการแต่งตั้งจากเดิมที่มีบอร์ดกลั่นกรองผู้ที่ได้รับการ เสนอชื่อในช่วงเช้าก่อนจะเริ่มแต่งตั้งในช่วงบ่าย แต่เนื่องจาก มติ ก.ตร. ที่ผ่านมา ซึ่งมี พล.ต.อ.อชิรวิทย์  สุพรรณเภสัช ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ผลักดันให้บอร์ดกลั่นกรองต้องกลั่นกรองรายชื่อก่อนเข้า ก.ตร.ใหญ่เป็นเวลา 3 วัน  ซึ่ง ก.ตร. ส่วนใหญ่เห็นด้วย ทำให้ วันที่ 22  ต.ค.นี้ จะกลั่นกรองรายชื่อก่อน โดยมี เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน

สำหรับประวัติ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์   ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. เกิดวันที่ 22 พ.ย. 2494 อายุ  59 ปี เป็นบุตรชายของ พล.ต.ท.เสมอ  ดามาพงศ์ อดีตผู้ช่วย อ.ตร. จบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอีสเทิร์น เคนทักกี สหรัฐอเมริกา อบรมหลักสูตร นายร้อย รุ่นที่ 16 (นอร.) รร.นายร้อยตำรวจสามพราน เริ่มรับราชการเมื่อปี พ.ศ. 2514 ตำแหน่งพลสำรองพิเศษ สังกัด กก. 2 ส. ต่อมาได้เป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในปี  2517 ตำแหน่งรองสารวัตรแผนก 1 กก.สส.บก.น.เหนือ จากนั้น ปี 2520 เป็น สว.สส. สน.ทุ่งมหาเมฆ สวป.สน.นางเลิ้ง ปี 2527 เป็น รอง ผกก. 2  บก.ป. ปี 2530 เป็น ผกก. ประจำ กอ.รมน.  ผกก.ประจำ บก.ป. ปี 2535 เป็นรอง ผบก. ทท. และ รอง ผบก.ป. ปี 2537 เป็น ผบก. ประจำ บช.ศ.ผบก. สตม. ปี 2539 เป็น ผช.ผบช.ก.  ปี 2541  เป็น รอง ผบช.ก. ปี 2543 เป็น ผบช.ปส. ปี 2545 เลื่อนขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ปี 2547 ก่อนขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร.

ต่อมา หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถูกโยกย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านความมั่นคง ในสังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วหลังจากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ปี 2551 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้กลับมาดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. อีกครั้ง ในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ปี  2551 ถึงแม้จะเพิ่งกลับมาดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.  เมื่อปี  2551 แต่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถือเป็น รองผบ.ตร. ที่มีอาวุโสสูงสุด เนื่องจากมีคำสั่งศาลปกครองให้นับอาวุโสของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ต่อเนื่องตั้งแต่ได้ดำรงตำแหน่งครั้งแรก จนเมื่อครั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รรท. ผบ.ตร. แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ทำให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อขอความเป็นธรรม โดยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่าตนเป็นรอง ผบ.ตร.ที่อาวุโสสูงสุด.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 9:39 pm

“ยิ่งลักษณ์”ปัดข่าวย่องดู”คอนเสิร์ต”คืนวันที่ 18 ต.ค. ยันทุ่มเทเวลาให้แก่ประชาชน

ที่ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีทวิตเตอร์แพร่สะพัด ระบุมีคนเห็นนายกฯไปดูคอนเสิร์ตศิลปินคลาสสิก “ยานนี” เมื่อค่ำวันที่ 18 ตุลาคม ที่เมืองทองธานี ว่า ขอยืนยันว่าไม่จริง ตนไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ต เพราะชีวิตวันนี้จากที่บ้านก็มาที่ ศปภ.ดอนเมือง และก็กลับไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามภารกิจ ไม่ได้ไปงานบันเทิงใดๆ ออกไปรับประทานข้าวนอกบ้านก็ไม่ได้ไป ใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้ประชาชน เพราะว่าวันนี้อยู่ที่ไหนใจก็ไม่เป็นสุข เพราะมีความเป็นห่วงประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงตนและเจ้าหน้าที่มีความรู้สึกเดียวกันว่า ประชาชนมีความทุกข์ก็พยายามที่จะรวมพลังและช่วยกันอย่างเข้มแข็ง และถือโอกาสนี้นำความสามัคคีโดยขอความร่วมมือทุกคนในชาติ โดยเฉพาะจุดที่จะทำแนวกั้นน้ำขอกำลังนักศึกษา เยาวชนต่างๆ มาช่วยกันอีกแรงหนึ่ง ซึ่งในส่วนของ ศปภ.วันนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากนักเรียนนายร้อยตำรวจมาช่วยเหลือในจุดที่ ประชาชนเริ่มอ่อนล้า และจะเสริมในจุดต่างๆ ของ กทม.หลายแห่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่าคนปล่อยข่าวนายกฯไปดูคอนเสิร์ตต้องการอะไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ในวันนี้ประชาชนประสบอุทกภัย อยากขอความเห็นใจว่าอย่ามองในเรื่องประเด็นการเมือง หรือการกลั่นแกล้งกัน หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานช่วยประชาชน ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟัง และขอความร่วมมือและขออนุญาตเอาเรื่องต่างๆ เหล่านี้ออกไปก่อน และมารวมพลังมุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนฝ่าฟันวิกฤตไปด้วยกัน อย่างไรก็ตามในเวลา 17.00 น. ตนจะเชิญ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ผบ.เหล่าทัพมาหารือเพื่อเตรียมมาตรการต่างๆ ด้วย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 9:35 pm

ฮอนด้ามอบ100ล.ช่วยน้ำท่วม

  •  ฮอนด้า มอบ100 ล้านบาทช่วยน้ำท่วมผ่านสภากาชาดไทย ส่วนศิลปินดังค่ายแกรมมี่-อาร์เอส ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยผู้ประสบภัย

วันนี้ ( 19 ต.ค.) นายฮิโรชิ  โคบายาชิประธานกรรมการบริหาร และซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ฮอนด้าได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเราได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาว ไทยเป็นอย่างดีทำให้ธุรกิจของฮอนด้าเติบโตมาอย่างทุกวันนี้ อีกทั้งในยามที่ประเทศญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่น ยักษ์สึนามิคนไทยก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งฮอนด้ารู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบากและมีประชาชนไทยเดือดร้อนเป็นจำนวนมากเช่นนี้ ฮอนด้าจึงอยากจะร่วมเป็นกำลังใจโดยจะมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านทางสภา กาชาดไทย 100 ล้านบาท โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววัน

บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) สานต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย” รวมพลังน้ำใจยิ่งใหญ่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  ผนึกความร่วมมือของผู้บริหารองค์กร  นำทีมโดย อากู๋-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ ,  บุษบา ดาวเรือง , สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  และทีมผู้บริหาร  พร้อมด้วย  ศิลปิน  พนักงาน ชาวแกรมมี่  ร่วมกันส่งมอบสิ่งของบริจาคเป็นเงิน 1,000,000 บาท  มอบให้กองทัพบก  โดยมี   พลโทสุรศักดิ์   กาญจนรัตน์  รองเสนาธิการทหารบก  ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ   เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป  
ด้าน ศิลปินจาก บริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ได้แก่ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, วงแบล็ค วานิลลา   และ เบ๊นซ์ วงพริกไทย ได้เดินทางไปยัง ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อให้กำลังใจผู้อพยพ รวมทั้งมอบเวชภัณฑ์ และหนังสือสวดมนต์  ให้กับบรรดาผู้สูงอายุและผู้อพยพ โดยมี รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ  รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ให้การต้อนรับ ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

จากนั้น กลุ่มศิลปินได้เคลื่อนขบวนไปยังด้านหลังของมหาวิทยาลัย เพื่อไปร่วมบรรจุถุงทรายและทำคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้ามาในมหาวิทยาลัย ซึ่งในบริเวณดังกล่าว มีคลองกั้นอยู่ วิธีการจึงต้องทำการบรรจุถุงทรายที่ฝั่งหนึ่ง และนำใส่เรือลำเลียงไปยังอีกฝั่งหนึ่งเพื่อทำแนวกั้นน้ำ และในระหว่างที่ แบงค์-แบล็ควานิลลา บรรทุกถุงทรายลงเรือลำเลียงไปนั้น ปรากฏว่าเรือได้ล่มลง เนื่องจากรับน้ำหนักไม่ไหว ซึ่งพลทหารที่ลงเรือไปด้วยกัน ได้ช่วยพาแบงค์กลับเข้าฝั่งด้วยความทุลักทุเล

ที่ จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระพงษ์ เหล่าประสงค์ นายกสมาคมวิทยุสมัครเล่นขอนแก่น พร้อมด้วยชมรมขอนแก่นออฟโรด ชมรมขอนแก่นลิงค์ ได้นำขบวนรถออฟโรด 10 คัน ที่เป็นภาคประชาชนใน จ.ขอนแก่นนำถุงยังชีพ จำนวน  700 ถุง น้ำดื่มบรรจุใส่ขวดพลาสติกใสขนาดเล็ก จำนวน 1,000 ขวด ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่บ้านบึงไคร่นุ่น ม.2 บ้านบึงสวางค์ หมู่ 5 บ้านปากเปือย หมู่ 7 ต.บึงเนียม อ.เมือง จ.ขอนแก่น  ซึ่งมีน้ำจากลำน้ำพองเอ่อล้นท่วมบ้าน ประมาณ 500 หลังคาเรือน  ชาวบ้านไม่สามารถมารับของแจกจากทางราชการได้ และถูกปิดตายอยู่ในน้ำมาประมาณ 1 เดือน  ขณะเดียวกัน  นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ  ผวจ.ขอนแก่น และคณะได้นำผ้าห่มแจกจ่ายผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่มีชาวบ้าน ต.พระลับ จำนวน 5 หมู่บ้าน ที่ต้องอพยพไปอาศัยในเต็นท์บนถนนเลี่ยงเมืองขอนแก่น – กาฬสินธุ์ ตรงหน้าวัดท่าประทาย บ้านพระคือ หมู่ 3 ต.พระลับ.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 6:15 pm

ประกาศจาก ( “ศูนย์สายลม” HS0AB) เรื่อง วิธีการใช้ความถี่ในกิจการนักวิทยุสมัครเล่นช่องทวนสัญญาณ(รีพีทเตอร์)

  •  ด้วยขณะนี้ประเทศไทยในภาพรวมกำลังประสบกับภัยพิบัติถูกน้ำท่วมไปทั่วบริเวณ ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า ทางราชการพยายามอย่างเต็มความสามารถในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ทาง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการควบคุมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กิจการนักวิทยุสมัครเล่น” เป็นส่วนหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากในการติดต่อสื่อสารที่จะสามารถเป็นเครือข่ายสำรองให้แก่ทางราชการได้เป็นอย่างดี

และในขณะนี้ทาง “ศูนย์สายลม” HS0AB ได้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายในการถ่ายทอดสัญญาณในการติดต่อสื่อสารทางช่องความถี่ 145.6750 Mhz เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เป็นอย่างดี และในโอกาสเดียวกันนี้ ทาง Conferrence ต่าง ๆ ของนักวิทยุสมัครเล่นก็ได้ให้ความร่วมมือในการถ่ายทอดสัญญาณเสียงด้วย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 19th, 2011 at 7:20 am

จุมเรียบซัว-สวัสดี เสียงต่างความหมายไม่ต่างภาษาวัฒนธรรมเชื่อมใจเยาวชนไทย-กัมพูชา

 ”จุ ม เรียบ ซัว” คำทักทายของหนุ่มน้อยชาวกัมพูชาชื่อว่าสุพอล หรือ ต๊ะ ซึ่งหนุ่มน้อยผู้นี้แปลความหมายของ จุม เรียบ ซัว ซึ่งตรงกับคำในภาษาไทยว่า “สวัสดี” บรรยากาศการทักทายและสำเนียงภาษาเขมร มีให้เห็นในการจัด กิจกรรมทางวัฒนธรรมระหว่างเยาวชนไทย-กัมพูชา ในการเชื่อมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและการเรียนรู้วิถีชีวิตสู่ประชาคมอา เซียนในปี 2558 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งโครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ของไทย กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สถาบันรามจิตติ องค์การอัปสราประเทศกัมพูชา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)จังหวัดสระแก้วกิจกรรมครั้งนี้ได้พาเหล่าเยาวชนไทย และเยาวชนกัมพูชา รวม 40 ชีวิต มาอยู่ร่วมกันเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน รวมทั้งได้พาไปเรียนรู้ปราสาทหินของทั้ง  2 ประเทศ โดยเยาวชนกัมพูชาจะได้เข้ามาสัมผัส กับปราสาทสด๊กก๊อกธม ฝั่งไทยที่จังหวัดสระแก้ว ส่วนเยาวชนไทย จะได้ข้ามไปสัมผัสปราสาทบันทายชมาร์ ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ถึงแม้ว่าเส้นทางการเดินทางจะไม่สะดวกมากนัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

สุพอล อายุ 18 ปี จากวิทยาลัยบันเตียชมาร์ จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เล่าให้ฟังว่า ได้ถูกคัดเลือกให้เข้ามาร่วมโครงการดังกล่าว รู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ดีที่เยาวชนไทยและกัมพูชาจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ซึ่งการได้มาเจอเพื่อนๆทำให้ได้เรียนรู้ภาษาไทยมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ ตนได้ไปเรียนภาษาไทยเพิ่มจากครู ที่เคยไปอยู่เมืองไทยมา ศึกษามาได้  2 ปี ก็พอพูดได้บ้าง ครูเก็บค่าเรียนวันละ 120 บาท ตนชอบเรียนภาษาไทยมาก ตั้งใจว่าจะรู้ให้ได้  3 ภาษา คือ ภาษาเขมร ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

“เคยได้มาเมืองไทยแถวจังหวัดบุรีรัมย์ มาเยี่ยมหลวงตา รู้สึกว่า ชอบประเทศไทยมาก อยากมาเที่ยวประเทศไทย เพื่อนที่มาครั้งนี้ทำให้เราเห็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนชาวไทย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากมาเที่ยวกรุงเทพมหานคร รู้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่มากสวยงาม หากเป็นไปได้เรียนจบอยากมาทำงานที่เมืองไทย แต่คงไม่อยู่ถาวรคงจะเดินทางไปกลับ เพราะรู้สึกชอบเมืองไทยมาก ที่สำคัญการที่ได้ไปเห็นปราสาทสด๊กก๊อกธม ทำให้เห็นว่า บ้านเมืองเราทั้ง 2 ประเทศมีความเชื่อมโยงกันและมีวิถีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันมาก” สุพอล กล่าว

ขณะที่ หญิงสาวเขมร มาแลน อายุ 20 ปี จากวิทยาลัยเดียวกัน ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมอีกคนหนึ่ง บอกว่า มีความสบายใจอย่างยิ่งที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินกัมพูชา รู้สึกภูมิใจในชาติกำเนิดที่มีอารยธรรมมาแต่โบราณ การได้มาเข้าร่วมกิจกรรมได้มาเรียนรู้กับเพื่อนคนไทย ได้เรียนภาษาไทย หากถามว่า ชอบประเทศไทยหรือไม่ตอบได้เลยว่าชอบ ชอบภาษาที่สวยงาม ชอบอารยธรรมที่งดงาม ที่อยากไปสัมผัส เมืองไทย อยากไปบางกอกหรือกรุงเทพฯ

“โตขึ้นอยากเป็นนักโบราณคดี เพราะที่กัมพูชามีโบราณสถาน    เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการดูแล จึงอยากเป็นนักโบราณคดีเพื่อมาขุดค้นแหล่งโบราณสถาน ปราสาทหินต่าง ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติเรา ส่วนการพัฒนาบ้านเมืองของเรานั้น อยากให้รัฐบาลพัฒนาระบบการศึกษาของชาติ ระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้น ที่สำคัญอยากให้พัฒนาถนนหนทางให้เดินทางสะดวก จะทำให้ประชาชนมีความสุขมากกว่านี้”

ในมุมมองของน้อง ๆ จากประเทศกัมพูชาที่ได้ร่วมกิจกรรมดังกล่าว มาดูอีกมุมมองหนึ่งของเยาวชนไทย เริ่มจากน้องเต้ ภคพณ สมพร อายุ 16 ปี จากโรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา มองว่า ที่ผ่านมาเราอาจจะมีเรื่องทะเลาะกันบ้างกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่วันนี้สถานการณ์ดีขึ้น ทำให้ได้มาเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนเยาวชนประเทศกัมพูชา นับว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ทำให้มาเห็นบ้านเมืองของเขา ถึงแม้เขาจะไม่เจริญเท่าเรา แต่เราก็ได้เห็นรอยยิ้มและมิตรภาพที่เขาต้อนรับเรา ที่สำคัญได้เรียนรู้ภาษาเขมรด้วยตนได้เรียนรู้มาหลายคำเหมือนกัน เช่น โฮมบาย แปลว่า กินข้าว โอน แปลว่า พี่  เนียง แปลว่าน้อง เป็นต้น ส่วนเรื่องประชาคมอาเซียนยอมรับว่ายังไม่ค่อยได้รู้เรื่องนี้มากนักจึงอยาก ให้มีการให้ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี  2558 มากขึ้น จะเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนของเรา และรู้สึกประทับใจที่ได้ไปเข้าชมปราสาทบันทายชมาร์ที่ยิ่งใหญ่มากหากได้รับ การบูรณะ และทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมของเราและของกัมพูชาไม่ต่างกันเชื่อมโยงกัน

ฟังความคิดเห็นของเหล่าเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้กันพอสมควร มาลองฟังเสียงของผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองของทั้ง 2 ประเทศกันบ้างว่าคิดเห็นเช่นไร นายสหวัฒน์ แน่นหนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการ ส่งเสริมให้เยาวชนไทยและกัมพูชา ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่มีความคล้ายคลึงกัน เข้าใจในวัฒนธรรมระหว่างกันในการสร้างความสมานฉันท์ลดความขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดโครงการดังกล่าวระหว่างเยาวชนไทยกับมาเลเซีย เยาวชนไทยกับเยาวชนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ระหว่างเยาวชนไทยกับกัมพูชา ซึ่งตนหวังว่า การจัดกิจกรรมนี้จะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนำไปสู่ การเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต

นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่าถึงแม้ที่ผ่านมาไทยกับกัมพูชา จะมีปัญหาในเรื่องของพรมแดน และปัญหาอื่น ๆ แต่การจัดกิจกรรมครั้งนี้จะทำให้เกิดความแน่นแฟ้นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ระหว่าง 2 ประเทศ อย่างไรก็ตาม จังหวัดสระแก้วกำลังส่งเสริมเด็กและเยาวชนเรียนรู้ภาษาเขมร เพื่อเข้าใจเพื่อนบ้านของเรา ในการ เตรียมพร้อมเยาวชนสู่การเป็นประชาคมอาเซียนด้วย

ด้าน ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผอ.สถาบันรามจิตติ ให้ข้อมูลว่า ทางสถาบันร่วมกับวธ.ส่งเสริมการทำโครงการยุววิจัยอาเซียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเราเองและของประเทศเพื่อน บ้าน ซึ่งครั้งนี้เป็นกลุ่มเยาวชนไทยกับกัมพูชามาเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน กระชับความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างพลเมืองอาเซียนรองรับการเป็นประชาคมอา เซียน ซึ่งอดีตประชาคมแถบนี้อยู่ร่วมกันโดยไม่มีพรมแดน ใช้วัฒนธรรมร่วมกัน ดังนั้นเราจะใช้การอยู่ร่วมกันของคนในอดีตมาให้ความรู้เด็กและเยาวชนว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้เกิดสันติสุขโดยไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน

ขณะที่  นายฮับโต๊ด อธิบดีกรมมรดก กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา กล่าวว่า การที่ไทยและกัมพูชามีกิจกรรมร่วมกันเป็นสิ่งที่ดี และอยากให้มีกิจกรรมอย่างนี้ต่อไปและขยายผลสู่เด็กและเยาวชนของทั้ง 2 ประเทศได้มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ร่วมกัน และทำให้เขาเห็นว่า งานโบราณคดีมีความสำคัญ และควรช่วยกันอนุรักษ์แหล่งโบราณสถานที่ประเทศของเรามีเอาไว้ เพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษา และเชื่อว่าจะมีโครงการความร่วมมือต่าง ๆ เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การศึกษาเส้นทางโบราณเมืองพระนครจนถึงสด๊กก๊อกธม เป็นต้น

กิจกรรมที่ผ่านไปเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ซึ่งต้นกล้าความสัมพันธ์เหล่านี้จะเติบโตไม่ได้ถ้าผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ประเทศไม่ให้ความสำคัญ ที่สำคัญไม่ควรลืมว่า เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า หากประชาคมอาเซียนเกิด คำว่า ผนึกกำลัง คงจะมีให้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้.

มนตรี  ประทุม

Tags:
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 10:16 pm

“แม้ว”เตือนกองทัพอย่าคิดโค่น “น้องปู”

 “ทักษิณ”อัดกองทัพ อย่าคิดโค่นน้องสาวเพราะประชาคมโลกไม่ยอมแน่ แนะทหารให้อยู่ในกรมกองเท่านั้น ยันเลิกเล่นการเมืองแล้ว

เว็บไซต์ข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ รายงานเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยให้สัมภาษณ์จากบ้านพักของเขาที่เมืองดูไบว่า ขอเตือนผู้นำกองทัพว่าอย่าเข้ามาเคลื่อนไหวเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นน้องสาว พร้อมกับระบุว่า กองทัพต่างหากที่เป็นฝ่ายยึดติดอยู่กับอำนาจ “คนพวกนี้เหมือนติดยาบ้า ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยามา คล้ายกับพวกที่เสพติดอำนาจ ซึ่งก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ”

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า ประชาคมโลกจะไม่ยอมรับการก่อรัฐประหารโดยกองทัพ ซึ่งเคยโค่นอำนาจรัฐบาลของตนเมื่อปี 2549 แม้จะยังไม่ตัดประเด็นทิ้งว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะมีก่อรัฐประหารขึ้นมา ส่วนการที่จะป้องกันการก่อรัฐประหารขึ้นมาอีกนั้น ก็ต้องสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ซึ่งหากประชาธิปไตยเจริญรุ่งเรือง กองทัพก็จะอยู่แต่ภายในกรมกองเท่านั้น ตนได้เลิกเล่นการเมืองไปแล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากต้องอาศัยอยู่แต่ในต่างประเทศนานถึง 5 ปี เพื่อหลบหนีโทษจำคุก 2 ปีข้อหาคอร์รัปชั่น โดยยืนยันว่าครอบครัว ประชาชนและบ้านของตนอยู่ที่เมืองไทย ตนคิดถึงพวกเขามาก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางกลับมาประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณอาจเป็นประเด็นล่อแหลมที่ก่อให้ เกิดการไม่มีเสถียรภาพในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาหลายปีนั้นมีแต่เรื่องสับสนวุ่ยวายในทางการเมือง รวมทั้งการชุมนุมประท้วงและเหตุรุนแรงบนท้องถนนด้วย แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็ยืนยันว่า ไม่ได้กุมอำนาจที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นตัวของตัวเอง และขอปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเรื่องที่มีผู้สนับสนุนเขาพยายามที่จะขอพระราช ทานอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 10:14 pm

แฉสื่อออสซี่นั่งเทียน “แม้ว”ยั่วยุทหาร

 สื่อ ออสซี่มั่วข่าว“ทักษิณ”พูดยั่วยุทหาร “นพดล”แจง”เป็นการคัดลอกจาก นสพ.ไทยแล้วนำไปนั่งเทียน ยันแก้ พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการตัดสินใจของนายกฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวโดยอ้างอิงจากเว็บ ไซต์ ดิ เอจ ดอทคอม สื่อออสเตรเลีย รายงานคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองของไทย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้เตือนทหารไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือยึดอำนาจจากรัฐบาล ภายใต้การบริหารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี น้องสาวของตน เพราะประชาคมโลกจะไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารเด็ดขาดนั้น

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า หลังปรากฏข่าวตนได้โทรศัพท์สอบถามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการยืนยันว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อออสเตรเลียในช่วงเวลาที่ผ่านมา และจากการตรวจสอบจึงทราบว่าสื่อของออสเตรเลียไปคัดลอกบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ให้ไว้กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แล้วน่าจะนำไปวิเคราะห์อีกที อีกทั้งจากการตรวจสอบเว็บไซต์ดิเอจ ก็ไม่ได้เป็นสื่อสารมวลชนของออสเตรเลีย พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าในบทสัมภาษณ์ที่ให้กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์นั้น ไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหมแม้แต่น้อย แต่ได้พูดถึงการรัฐประหารแต่ก็เป็นเชิงหลักการทั่วไป และบางตอนก็เป็นการพูดถึงบทบาทการทำงานของรัฐบาลพลเรือนที่ทำงานร่วมกับทหาร ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี ต่างคนต่างก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

เมื่อถามว่า ส่วนตัวในฐานะนักกฎหมายคนหนึ่งเห็นว่า พ.ร.บ.กลาโหมควรได้รับการแก้ไขหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า หากถามความเห็นส่วนตัวมองไปถึงหลักการที่ว่ารัฐบาลมาจากประชาชน ฉะนั้นการจัดวางตำแหน่งข้าราชการประจำนอกเหนือจากตุลาการและอัยการแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วมักให้เป็นอำนาจของรัฐบาลจัดวางตำแหน่งข้าราชการประจำ เพื่อดำเนินตามนโยบายที่ประกาศต่อประชาชนไว้ แต่กรณีประเทศไทยกลัวการเมืองล้วงลูกข้าราชการประจำ ดังนั้นเราต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้ข้าราชการประจำกับรัฐบาลที่มาจาก ประชาชนทำงานด้วยกันได้ ภายใต้หลักการที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องชั่งน้ำหนักหาความเหมาะสมที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณต่อเรื่องนี้จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมากเพียงใด นายนพดล กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนหนึ่งที่รักประเทศไทย ความเห็นของท่านก็ต้องมีน้ำหนักมากกว่าคนปกติทั่วไป แต่ท้ายที่สุดจะเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลตลอดจนผู้ที่เกี่ยว ข้อง ตอนนี้อาจจะเร็วเกินไปที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืน.

Tags: ,
comments Comments (0)    -