17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 18th, 2011 at 7:10 am

อุตุฯเตือนลมหนาวมาเยือนฝนลดลงแล้ว

 พยากรณ์อากาศเตือนไทยตอนบนฝนลดลง ลมหนาวมาเยือน  ภาคใต้ ปริมาณฝนเพิ่มขึ้น อ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร

วันนี้(18 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมด้านตะวันออก ของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนเริ่มมีฝนลดลง และอุณหภูมิจะลดลงได้ 1-3 องศา สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก สุโขทัย และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 27-29 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม ราชบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดจันทบุรีและตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 7:08 am

ระทึก!นวนครเขื่อนแตกแล้วอพยพด่วน

 สุดต้านทาน “นวนคร” เขื่อนดินแตกแล้ว น้ำทะลักเข้านิคมฯ สั่งเร่งอพยพหนีน้ำด่วน

วันนี้ (17 ต.ค.) พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. พร้อม นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน และคณะ ได้เดินทางเข้าตรวจสถานการณ์น้ำท่วมภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี โดยระหว่างการตรวจสอบนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้น เมื่อเขื่อนกั้นน้ำดินซึ่งมีความสูง 2.50 เมตร ที่สร้างขึ้นรอบนิคมอุตสาหกรรม ได้เกิดรอยรั่วของพนังกั้นน้ำ 3 จุด ทางด้านหลังของนิคม ทำให้ระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที น้ำทะลักเข้าท่วมบริเวณถนนภายในนิคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว สูงกว่า 30 เซนติเมตร แม้จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กว่า 300 นาย รถแบกโฮ 10 คัน เพื่อไปทำคันกั้นน้ำแนวที่ 2 แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงดันน้ำเอาไว้ได้ ทำให้ต้องรีบอพยพคนภายในนิคมอุตสาหกรรมอย่างโกลาหล

หลังจากนั้น พล.ต.อ.ประชา ต้องสั่งการให้นำเฮลิคอปเตอร์ “ชีนุก” 2 ลำ เร่งนำกระสอบทรายมาทำคันกั้นน้ำแนวที่ 3 เพื่อพยายามรักษานิคมอุตสาหกรรมนวนครอย่างสุดความสามารถ โดย พล.ต.อ.ประชา และนายชลิตได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สังเกตการณ์สถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานไปยังศูนย์ ศปภ.ดำเนินการสั่งการอพยพคนงานออกจากนิคมอุตสาหกรรมเป็นการด่วน และให้ปิดการดำเนินการเครื่องจักรกลทั้งหมดด้วย ก่อนที่จะเดินทางไปยังศูนย์อพยพที่ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต โดยได้เรียกนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. เข้าพบ เพื่อสั่งการให้ศูนย์ฯ เตรียมการอพยพขึ้นที่สูง โดยเฉพาะโรงครัว ทั้งนี้ ในศูนย์อพยพมีประชาชนอยู่ 3,700 คน เนื่องจากคาดการณ์ว่า น้ำน่าจะมาถึงในช่วงเย็นนี้  ต่อมาได้เดินทางไปดูสถานการณ์น้ำในคลองรังสิต และคลองหกวาสายล่าง ซึ่งเป็นคลองที่รับน้ำก่อนเข้ากทม.ชั้นใน พบว่า ขณะนี้ คันกั้นน้ำยังสูงกว่าปริมาณน้ำ คาดว่าจะรับน้ำได้อีก 60 เซนติเมตร ทำให้มั่นใจว่า น้ำจะไม่เข้าท่วมกทม.ชั้นใน

ต่อมา เวลา 12.30 น. นายวิม รุ่งรัตนจินดา โฆษก ศปภ. แถลงว่า ประกาศ ศปภ.เตือนประชาชนที่อยู่ในนิคมนวนครและพื้นที่โดยรอบ ให้อพยพออกจากพื้นที่ทันที และขอให้โรงงานอุตสาหกรรมหยุดเดินเครื่องจักรการผลิต และเร่งอพยพคนออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบหรือในนิคมอุตสาหกรรม ให้อพยพทรัพย์สินและชีวิต ออกจากพื้นที่ เนื่องจากน้ำมีปริมาณปรับระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศน์ พงษ์เจริญ โฆษกศปภ.กล่าวว่า ได้มีการเตรียมพื้นที่สถานที่พักพิงไว้ 4 แห่ง คือ โดมมธ.รังสิต รับได้ 3,000 คน วัดพระธรรมกาย 5,000 คน อ.ธัญบุรี 2 หมื่นคน และศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ 1,000 คน โดยถ้าผู้อพยพไม่มีรถให้มาขึ้นรถขสมก.ที่เตรียมไว้ 200 คัน ซึ่งจอดรอหน้านิคมนวนคร

อีกด้าน ที่ จ.อุทัยธานี ชาวบ้าน ต.น้ำซึม อ.เมือง ได้นำปลาช่อนอเมซอนที่ติดตาข่ายดักปลามาขายตลาดพัฒนายามเช้า ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี โดยปลามีลักษณะลำตัวใหญ่ ยาวประมาณ 1 เมตร หนัก 12 กิโลกรัม ปากเรียวยาวคล้ายจระเข้ ฟันแหลมคม โดยมีชาวบ้านมามุงดูด้วยความสนใจ เนื่องจากคิดว่าเป็นจระเข้ที่หลุดมาจากสถานการณ์น้ำท่วม.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 10:02 pm

กทม.-ทหารเฝ้าระวัง3ทิศ สกัดน้ำทะลักกรุง เตือน10วันอันตราย

กทม.-ทหารเฝ้าระวัง3ทิศ สกัดน้ำทะลักกรุง เตือน10วันอันตราย

 เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย กรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้รายงานสรุปสถานการณ์น้ำท่วมขังในในกรุงเทพฯ ว่า ฝนตกหนักเมื่อคืนวาน (15 ต.ค.) ทำให้น้ำในคลองสูงขึ้นแต่คลองหลักยังเป็นปกติ โดยฝนตกหนักวัดได้สูงสุดที่เขตธนบุรี 154.5 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองในพื้นที่ ได้แก่ คลองบางพรหม คลองบางเชือกหนัง คลองบางแวก คลองภาษีเจริญ และคลองทวีวัฒนา มีระดับสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่นเดียวกับคลองสายหลักอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ ส่วนพื้นที่อื่นที่มีน้ำท่วมขังได้เร่งสูบน้ำแห้งตั้งแต่เมื่อคืนนี้

ขณะที่สถานการณ์ตอนเหนือของกรุงเทพฯ เขตดอนเมือง สายไหม คลองหนึ่ง หลักหก และรังสิต กทม.ได้ประสานกรมชลประทาน เพื่อขอให้ปิดประตูระบายน้ำคลอง 1 เพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าพื้นที่สายไหม ดอนเมือง และอาจแพร่กระจายไปยังกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก ในพื้นที่คลองสามวา หนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ซึ่งมีปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้ว ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับหน่วยทหารพัฒนาจัดสร้างคันกั้นน้ำ และวางกระสอบทราย บริเวณคลองหกวาสายล่าง ยาว 6 กิโลเมตร

ด้านสถานการณ์ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ระดับน้ำในคลองด้านตะวันออก คลองแสนแสบ คลองประเวศน์บุรีรมย์ คลอง 13 คลองหลวงแพ่ง มีระดับสูง แต่ไม่เพิ่มจากวานนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ในพื้นที่มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ใน 4 เขต ประกอบด้วย คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง ซึ่งทางสำนักงานเขตได้เร่งเข้าไปช่วยเหลือ โดยจัดรถทหารและรถ ขสมก. รับ-ส่งประชาชน พร้อมเสริมคันดิน และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำ รวมทั้งวางกระสอบทราย และสร้างสะพานไม้เป็นทางเดินเพิ่มเติม

ด้านฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ เขตทวีวัฒนา ระดับน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ มีระดับสูง 1.95 ม.รทก. ซึ่งต่ำกว่าคันกั้นน้ำ 85 เซ็นติเมตร โดยกทม.จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความแข็งแรงของแนวกระสอบทรายชุมชนวัดปุรณาวาส ริมคลอง โดยเมื่อวานนี้ได้ร่วมกับกองทัพเรืออุดรอยรั่วแนวคันกระสอบทรายบริเวณริม คลองทวีวัฒนา มหาสวัสดิ์ เขตทวีวัฒนา พร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม กทม.ขอความร่วมมือประชาชนร่วมบริจาคทราย กระสอบทราย ไม้หรือเงิน เพื่อนำไปใช้ในการจัดทำแนวป้องกันน้ำท่วม ในวันพรุ่งนี้ (17 ต.ค.54) เวลา 13.00 น. โดยขอความร่วมมือจากอาสาสมัครร่วมกรอกทรายใส่กระสอบที่ศูนย์ก่อสร้างและ บูรณะถนน 4 ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เขตบางแค

นายเสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต เผยว่า วันที่ 18 ต.ค. ไปจนถึงวันที่ 28-30 ต.ค. ถือเป็นช่วง 10 วันอันตราย ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมในเขตกทม. เพราะจากการติดตามข้อมูลของศูนย์ฯ พบปริมาณน้ำไหลผ่านที่จ.นครสวรรค์ 4,600 ลบ.ม.ต่อวินาที เริ่มชะลอตัว แสดงว่าน้ำเหนือผ่านนครสวรรค์มาแล้ว อีกประมาณ 7 วันจะถึงจ.ปทุมธานี และจ.นนทบุรี จากนั้นอีก 3 วันหรือประมาณวันที่ 28 ต.ค. น้ำจะมาถึงกทม. ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่น้ำทะเลจากอ่าวไทยจะหนุนขึ้นสูงอีกครั้งหนึ่งและ จะหนุนสูงขึ้นกว่าเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยกองทัพเรือคำนวนว่าน้ำเจ้าพระยาจะสูงขึ้น 30 ซม. ซึ่งจะอยู่ระดับ 2.59 เมตร ในขณะที่คันกั้นน้ำสูงเพียง 2.50 เมตร น้ำจึงอาจทะลักคันกั้นของกทม.ได้

 

 

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 9:49 pm

“สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจหลัง ASTV ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม

ASTVผู้จัดการ – เจ้าของดาวเทียมไม่ให้ค้างค่าเช่า เหตุ ASTV จอดับ-หยุดแพร่ภาพผ่านดาวเทียม แต่ยังดูผ่านอินเทอร์เน็ตและฟังผ่านวิทยุได้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เผยเสียดายแต่ไม่เสียใจ ยืนยันสู้ต่อตามอุดมการณ์และจิตวิญญาณของสื่อที่นำเสนอความจริงต่อไป

ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30น. วันนี้ (17 ต.ค.) สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี(ASTV) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 ได้หยุดแพร่สัญญานภาพผ่านดาวเทียมที่เคยทำตามปกติ ท่ามกลางความสงสัยของผู้ชมทางบ้านจำนวนมากที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถามที่สถานี

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวี เปิดเผยภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดจากการที่บริษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ (NewSkies Satellite) เจ้าของดาวเทียม NSS-6 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสัญญาณด้วยเหตุผลที่เอเอสทีวีที่เป็นคู่สัญญาได้ ค้างชำระหนี้ค่าเช่าช่องสัญญาณมานานกว่า 6 เดือนแล้ว โดยหนี้คงค้างมีอยู่ราว 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงเดิมก่อนที่ NSS-6 จะตัดสัญญาณได้มีการเจรจากันมาระดับหนึ่งโดยเอเอสทีวีขอผ่อนชำระจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเกิดขึ้นรายเดือนนั้นก็จะชำระให้ทุกเดือน

“ทาง NSS-6 เปลี่ยนเจ้าของเขาก็เลยไม่ยอม เขาต้องการให้เราจ่ายรวดเดียวซึ่งเราทำไม่ได้ เพราะเราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานซึ่งพนักงานสำหรับเราถือ ว่าสำคัญที่สุด” นายสนธิกล่าว

จากนี้ไปจึงเท่ากับว่าเอเอสทีวีจะหยุดแพร่ภาพผ่านดาวเทียมไปโดยปริยาย แต่สำหรับระบบการรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตและผู้ชมในอเมริกาจะยังสามารถรับชม รายการของเอเอสทีวีได้ตามปกติ รวมทั้งถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านสถานีวิทยุชุมชนความถี่ 97.75 เมกกะเฮิร์ตซ์

นายสนธิกล่าวว่า ตั้งแต่ก่อตั้งมาเอเอสทีวีได้ทำหน้าที่ของสื่อที่นำเสนอความจริง ยืนอยู่บนความถูกต้องจึงมีรายได้จากโฆษณา และเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงน้อยมาก ซึ่งแตกต่างจากสถานีข่าวที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนนายทุน พรรคการเมือง อย่างเช่น ทีวีเสื้อแดง ที่ได้รับเงินอุดหนุนมหาศาล

“เราก่อตั้งมา ปลายปี 2547 ก็เข้าร่วมต่อสู้กับประชาชน เราอยากให้เอเอสทีวีเป็นสื่อที่มีส่วนนำเสนอข้อเท็จจริงต่อสังคม ให้ประชาชนได้มีข้อมูลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ ผมก็พยายามกัดฟันสู้ ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด 7 ปีกว่า แต่ผมคนเดียวก็ไม่ไหว ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาขาย ขายไปแล้วกว่าพันล้าน มีคนพยายามมาเสนอให้เงิน ซึ่งถ้าเรารับก็เท่ากับขายตัว ขายอุดมการณ์ เราคงร่ำรวย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น” ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีกล่าว

เขายังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา 6-7 ปี ตนเองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายหาเงินมาเพื่อให้เอเอสทีวีออกอากาศได้อย่างราบรื่นไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30 ล้านบาท โดยรายได้ทั้งจากการบริจาคของประชาชนและการช่วยเหลือจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ผลิตปุ๋ยออกจำหน่ายช่วยเหลือก็ช่วยได้บ้างแต่ไม่มากและสม่ำเสมอนัก

“ความจริงเอเอสทีวีควรจะอยู่ได้เพราะลำพังพันธมิตรฯ และแฟนพันธุ์แท้เอเอสทีวี ซัก1-2 แสนคน ถ้าร่วมกันบริจาค ช่วยกันสมัครเอสเอ็มเอสคนละไม้คนละมือ ทำไมจะอยู่ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงก็แค่เชียร์เรา แค่อยากมีสื่อแบบนี้ มิหนำซ้ำผมยังถูกใส่ร้ายว่ารับเงินทักษิณ มันถึงมีวันนี้ไง วันที่เอเอสทีวีไม่ได้ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมแล้ว”

ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวียังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยอาจจะต้องการทีวีแค่ช่อง 3 ช่อง 7 ดูละครน้ำเน่า และช่องทีวีอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบิดเบือนข่าว แต่อยู่ได้และมีกำไรมหาศาล ขณะที่โทรทัศน์ที่ต่อสู้ให้ชาติบ้านเมืองและนำเสนอความจริงกลับอยู่ไม่ได้ ซึ่งการทำโทรทัศน์ประเภทหลังต้องใช้ความเสียสละอย่างมาก ทั้งทรัพย์สินและเสี่ยงชีวิต เช่น ถูกฟ้องร้องในคดีต่างๆ กว่า 70 คดีและลอบสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในเดือนพฤษภาคม 2552

“ผมเหมือนคนบ้า คนอื่นก็บอกว่าไอ้สนธินี่มันบ้า เก็บเงินเก็บทองไว้ดีกว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของมึงคนเดียว ไปแบกไว้ทำไม จะมีใครอึดเท่าผมในประเทศนี้ สู้มา 7 ปีกว่า ถามว่าเสียดายมั้ย ก็เสียดายแต่ไม่เสียใจ เหตุผลที่ไม่เสียใจก็เพราะว่า ผมคิดว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้ทำมาขนาดนี้แล้ว นอกจากนี้แล้วยังได้ร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้ ให้กับบ้านเมือง สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย สู้เพื่อเอาข่าวสารที่แท้จริงออกมาให้กับสังคมไทย ซึ่งสื่อมวลชน โทรทัศน์ทุกช่อง ไม่ได้มีข่าวสารที่แท้จริง และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเอาความจริงมาเปิดเผย เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงมีความรู้สึกว่าผมไม่เสียชาติเกิด”

สำหรับอนาคตของเอเอสทีวีนายสนธิ ยืนยันว่า พนักงานและการทำงานในหน้าที่สื่อมวลชนยังจะดำเนินต่อไปเหมือนเดิม โดยถือเป็นโชคดีที่เครือเอเอสทีวีผู้จัดการยังมีเว็บไซต์ข่าวที่มีคนอ่านมาก ที่สุดของประเทศนี้ จึงจะให้เอเอสทีวีออกอากาศผ่านระบบอินเทอร์เน็ตต่อไป

“ผมเคยบอกว่าจะทำASTVจนกว่าจะไม่มีแรงทำ และ วันนี้ก็มาถึง” นายสนธิกล่าวทิ้งท้าย

………………………..

คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” หลัง ASTV ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม

“ทางเราค้างค่าดาวเทียม NSS-6 ประมาณ 6 เดือน คิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ก็ประมาณ 4 แสนเหรียญฯ หรือราว 12 ล้านบาท ในข้อตกลงเดิมเราบอกว่าเราจะเอาเงิน 6 เดือนที่ค้างจ่ายรวดเดียวเลยตอนสิ้นปี ส่วนรายเดือนที่เกิดขึ้นประจำเดือนใหม่ก็จะจ่ายทุกเดือน ทีนี้ทางดาวเทียมเขามีเจ้าของใหม่ เจ้าของใหม่เขาก็ไม่ยอม ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานก่อน สำหรับเราแล้วพนักงานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด มันก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆ

“อย่างที่บอกว่าเอเอสทีวีเป็นทีวีที่ (หยุดคิด) ยืนอยู่บนความถูกต้อง แล้วก็ไม่ค่อยมีใครลงโฆษณาเพราะเราขายความจริง การทำเอเอสทีวีเราไม่ได้เอาเงินจากการคอร์รัปชั่นแล้วมาสร้างทีวีเพื่อสนับ สนุนการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ทีวีเสื้อแดงเขาก็มีเงินเข้ามาสนับสนุนตลอดเวลาไม่มีหยุด ส่วนทีวีอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็มีเงินมีทองของเขา ส่วนของเรานี่เนื้อๆ เลยคือเราต้องกัดฟันต่อสู้ ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนเดียวที่รับผิดชอบ หาเงินหาทอง แล้วก็เอาทรัพย์สินของตัวเองไปขาย เพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้เอเอสทีวีเป็นทีวีที่ต่อสู้ให้กับประเทศไทย เราสู้มาตั้งแต่ปลายปี 2547 รวมเวลาแล้วก็เกือบ 7 ปีที่เราสู้มา ซึ่งเราก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเวลา มีคนที่จะเอาเงินเอาทองมาให้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้เราเปลี่ยนจุดยืนเราก็ไม่เอา … ผมก็พูดว่าผมทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นก็ละกัน เพราะเมื่อถึงวันนี้มันก็เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นของผมคนเดียว

“มีคนที่สนับสนุนเอเอสทีวีอยู่ พันธมิตรฯ ที่ที่ พล.ต.จำลอง (ศรีเมือง) ออกประกาศให้ช่วยเหลือ ซึ่งก็ได้เงินประมาณเดือนละ 3-4 ล้านบาททั้งๆ ที่คนที่เป็นแฟนเอเอสทีวี หรือเป็นพันธมิตรฯ จริงๆ ผมว่าถ้าสักแสนสองแสนคน ช่วยกันคนละ 500 ก็ได้ 40-50 ล้านบาทแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายของเราเดือนนึงเอาจริงๆ ก็ตกประมาณ 30-40 ล้านบาท แม้การขายปุ๋ยของ พล.ต.จำลองจะช่วยได้เยอะ แต่มันก็ไม่แน่นอนเพราะว่าเดี๋ยวน้ำท่วมปุ๋ยก็ขายไม่ออก สินค้าเอเอสทีวีก็มีกำไรตกเดือนละล้านกว่าๆ เท่านั้นเอง SMS ASTV ก็มีสมาชิกประมาณ 4 หมื่นคน จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 1-2 แสนคน โฆษณาอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเพราะไม่มีใครมาลง สาเหตุที่ไม่มีใครมาลงเพราะมันเป็นโทรทัศน์ที่นายทุนไม่อยากลงโฆษณาให้การ สนับสนุน เพราะเราเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป ถ้าเราขายตัวขายอุดมการณ์สัก 30 เปอร์เซ็นต์ เราก็คงอยู่ได้ คงร่ำรวย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น

“เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อประชาชนที่ดูเอเอสทีวีแล้วคิดว่าเอเอสทีวีเป็นทีวีที่ดี ประเทศไทยควรจะมีโทรทัศน์อย่างนี้ แต่ไม่ช่วยกันสนับสนุนให้เอเอสทีวีอยู่ได้ ผมคนเดียวแบกไม่ไหวหรอก ผมแบกมา 7 ปีแล้ว ผมทำได้เพียงแค่นี้ เกินกว่าที่มนุษย์คนนึงจะทำได้ เฉพาะส่วนตัวแล้วขายทรัพย์สินหมดไป 7 ปีนี้ก็พันกว่าล้านแล้ว ผมคิดว่าได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ส่วนอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ต้องว่ากันไป

”ณ วันนี้มีแต่คนเอาแต่ได้ ได้เอา แต่เสียสละไม่ยอม การทำเอเอสทีวีเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่มากเพราะเป็นอันตรายในเรื่องถูก ฟ้องร้องเอย อันตรายในการถูกลอบทำร้ายเอย แล้วก็ยังต้องสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวอีก ผมคิดว่าผม … คนๆ หนึ่งโดนยิงอีก 200 นัด โดนคดีฟ้องในศาลอีก 70 กว่าคดี ผมคิดว่าในประเทศไทยหาคนอย่างผมคงไม่มีอีกแล้ว มิหนำซ้ำยังถูกใส่ร้ายป้ายสีอีก จากพวกพรรคประชาธิปัตย์ และแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์หาว่าผมไปรับเงินทักษิณมา นี่เดี๋ยวก็คงใส่ร้ายผมอีก หาว่าเพราะผมไปรับเงินมาก็เลยแกล้งปิดเอเอสทีวี แต่ความจริงคือเราค้างชำระค่าดาวเทียมเขามา 6 เดือนแล้ว ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะยุบสภาเสียอีก

“สมัยหนึ่ง แม้กระทั่งปัจจุบัน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุที่ออกได้ทุกวันนี้มันออกก็เพราะว่ามันมีเงินสนับสนุนจากทางการเมือง แต่เงินทางการเมืองมาจากไหนล่ะ ก็คือเงินที่โกงกินคอร์รัปชั่นมา เพราะฉะนั้นเอเอสทีวีทุกข่าวเป็นข่าวที่บริสุทธิ์ จุดยืนทุกจุดยืนอยู่บนอุดมการณ์ บนเป้าหมายคือทำให้ชาติอยู่บนทำนองคลองธรรม เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าผมทำได้เพียงแค่นี้ ถามว่าผมเสียดายไหม … ก็เสียดาย ถามว่าผมเสียใจไหม ผมไม่เสียใจ เหตุผลที่ไม่เสียใจก็เพราะว่า ผมคิดว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้ทำมาขนาดนี้แล้ว นอกจากนี้แล้วยังได้ร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้ ให้กับบ้านเมือง สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย สู้เพื่อเอาข่าวสารที่แท้จริงออกมาให้กับสังคมไทย ซึ่งสื่อมวลชน โทรทัศน์ทุกช่อง ไม่ได้มีข่าวสารที่แท้จริง และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเอาความจริงมาเปิดเผย เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงมีความรู้สึกว่าผมไม่เสียชาติเกิด

“แต่ว่าเอเอสทีวีก็ยังออกอยู่ คนก็ยังสามารถที่จะดูได้อยู่ผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วนคนที่อเมริกาก็ยังดูได้ เพราะว่าเราส่งสัญญาณผ่านอินเทอร์เน็ตไปที่อเมริกาและขึ้นดาวเทียมที่ อเมริกา ค่าใช้จ่ายก็ยังพอจะจ่ายได้ เพราะว่ามีสมาชิกที่อเมริกาเขาจ่ายเงินให้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ฟังว่า ถ้าเรามีแฟนพันธุ์แท้เอเอสทีวีหรือพันธมิตรฯ สักแสนคนจากจำนวนล้านคน ซึ่งน่าจะหาได้ ไม่ต้องอะไรแค่รับเป็นสมาชิก SMS เราเดือนละ 200 บาท เราก็อยู่ได้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ มีแค่ 4 หมื่นคน เพราะฉะนั้นแล้ว … (หยุดคิด) ผมก็เห็นใจเขานะ ผมก็เลยคิดเสียว่าวันนี้ไม่มีคนดูเอเอสทีวีผ่านดาวเทียมก็แล้วกัน ถ้าใครอยากดูก็ดูผ่านอินเทอร์เน็ตเอา

เมื่อถามว่าในส่วนของทีมข่าวและรายการจะยังคงดำเนินการต่อไปหรือไม่ สนธิตอบว่า
“ยังทำอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพียงแต่ช่องทางการออกจะออกทางอินเทอร์เน็ตแทน แล้วก็ถ่ายทอดเสียงผ่านทางวิทยุเอฟเอ็ม 97.75 MHz นอกเสียจากว่า … เพราะเงินเดือนพนักงาน 2 เดือนที่แล้วผมก็เพิ่งขายที่ดินส่วนตัวไปผืนหนึ่ง เพื่อเอาเงินจากการขายที่มาจ่ายเงินเดือน ส่วนอุดมการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น เราเสียอยู่อย่างเดียวคือเราไม่มีเงิน ถ้าเรามีเงินเราจะสามารถพัฒนาเอเอสทีวีไปได้อีกหลายระดับและจะช่วยชาติบ้าน เมืองได้ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ … ในสังคมไทยเราเป็นคนปกติ ที่อยู่ในสังคมที่ไม่ปกติ

”ตอนนี้พันธมิตรฯ หรือ คนที่เชียร์เอเอสทีวีที่เชียร์แต่ปาก ไม่ได้ช่วยอะไร ก็รบกวนไปดูช่องฟรีทีวี 3, 5, 7, 9, 11 แล้วกัน แต่พนักงานของเอเอสทีวีก็จะอยู่เหมือนเดิม เราก็จะต่อสู้หาเงินมาจ่าย แต่อย่างน้อยเราก็ลดต้นทุนการจ่ายค่าช่องสัญญาณดาวเทียมได้ ส่วนช่องอื่นๆ อีก 2 ช่อง คือ ช่อง Super บันเทิง กับช่องภาษาอังกฤษที่ออกทรูวิชั่นส์นั้น เขามีรายได้ของเขาเองสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นที่จะต้องดูแลก็คือช่อง นิวส์วัน แล้วก็ยังโชคดีที่มีอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์ข่าวที่คนเข้าเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย

“เอเอสทีวีเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ชัดว่า คนไทยชอบเชียร์ แต่พอถึงเวลาต้องลงเงินลงแรงให้ของดีๆ ต้องมีอยู่ต่อไปก็จะเฉยๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรให้แล้ว ก็กลับไปสู่ยุคเดิม ยุคสมัยก่อนที่ผมทำเอเอสทีวี … ถ้าไม่มีเอเอสทีวีเมืองไทยก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้ววันนี้ก็ไม่มีเอเอสทีวีอีกต่อไป เมืองไทยก็คงจะเปลี่ยนแปลงยากเหมือนกัน”

เมื่อถามว่าที่ผ่านมา ทุกๆ เดือนคุณสนธิหาเงินส่วนตัวมาโปะเอเอสทีวีจำนวนเท่าไหร่?
“เฉลี่ยเดือนละ 20-30 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินส่วนตัว ที่ติดลบประมาณเดือนละ 20 ล้านบาท ปีหนึ่งก็ 240 ล้านบาท คำนวณ 6-7 ปีที่ผ่านมาก็ลองคูณเข้าไปว่าเท่าไหร่ คือ ผมเหมือนคนบ้า คนอื่นก็บอกว่าไอ้สนธินี่มันบ้า เก็บเงินเก็บทองไว้ดีกว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของมึงคนเดียว ไปแบกไว้ทำไม ช่อง 3 ช่อง 7 รวยจะตายไม่เห็นเขาออกมาทำอะไร เขาก็เน้นข่าวบันเทิง ละครต่างๆ เขาก็ร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมือง … สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก สื่อมวลชนที่ไม่พูดความจริง บิดเบือนกลับอยู่ได้ เพราะคนไทยชอบ แต่สื่อมวลชนที่กล้าพูดความจริง ตรงไปตรงมา กลับโดนรังเกียจ หรือถ้าไม่รังเกียจก็เชียร์กันด้วยปาก ที่พูดไม่ได้หมายถึงพันธมิตรฯ ทุกคน เพราะก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังช่วยบริจาค ยังสมัครรับข่าวสารผ่าน SMS ASTV ซึ่งจำนวน 4 หมื่นกว่าคนนี่ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่มันยังไม่พอมันต้องแสนถึงแสนห้าหมื่นคน

“ก็ถามต่อว่าแล้วพันธมิตรฯ จริงๆ มีถึงแสนห้าหมื่นคนไหม ก็ต้องตอบว่ามีถึงล้านคน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพันธมิตรฯ หน้าจอซึ่งนั่งเชียร์ ซึ่งผมก็เห็นใจเขา บางคนก็บอกว่าธุรกิจก็ไม่ดี เศรษฐกิจก็ไม่ดี ผมก็มองในมุมกลับเหมือนกันว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมเสียเงินไปพันกว่าล้านเพื่อชาติบ้านเมืองนี่ผมเสียไปเพื่ออะไร … แต่ผมไม่ได้เสียดายเงินนะ ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ทำมา 6-7 ปี เสียเงินพันกว่าล้าน ประเทศชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร อย่างน้อยก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แล้วก็ได้เห็นข้อเท็จจริงในสังคม แล้วก็เปลี่ยนทัศนคติ แนวความคิด มีความรู้สึกรักชาติรักแผ่นดินขึ้น แต่เผอิญที่สื่อตัวนี้เป็นสื่อที่ต้องได้รับการสนับสนุน เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุน ผมต้องแบกรับคนเดียวเป็นหลักมันก็ถึงจุดสุดท้ายที่มันต้องหยุด เพราะมันไม่มีให้ (หยุดคิด) ก็อาจจะมีทรัพย์สินอีกชิ้นหนึ่งที่ยังรอขาย ถ้ายังขายได้ก็อาจจะเอาเงินมาทำต่อ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็ยังคงดูผ่านดาวเทียมไม่ได้ต่อไป ต้องดูผ่านอินเทอร์เน็ต แต่การขายของ ณ เวลานี้ก็ไม่ง่าย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีโอกาสที่จะออกอากาศผ่านดาวเทียมดวงอื่นหรือไม่?
“ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ดาวเทียมดวงอื่น เพราะเมื่อเราค้างหนี้เขาเราก็ต้องใช้เขา ถึงจะไปเช่าดาวเทียมดวงอื่น หนี้เก่าเราก็ยังต้องใช้คืนเขา … เขา (ผู้ให้บริการดาวเทียม) ไม่ได้ผิดอะไร เราค้างหนี้เขา เราใช้บริการเขา ตกลงกันแล้วว่าจะจ่ายเดือนละเท่าไหร่ แต่ช่วงนั้นโชคร้ายที่เราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานก่อน เพราะพนักงานทุกคนเขาก็มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขาอยู่ เขาต้องกินข้าว มีบ้านต้องเช่า ต้องผ่อนส่ง รถต้องผ่อน ต้องเลี้ยงดูลูกเมีย ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตกับวิทยุชุมชนไป

”ผมคงแบกความรับผิดชอบแบบนี้ คนเดียวต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมจะทำต่อไปจนไม่มีแรงทำ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว … ไม่มีแรงแล้ว”

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 9:40 pm

“ยิ่งลักษณ์” สั่ง ศธ.จัดสอนเสริมให้เด็กน้ำท่วม

นายกฯ ให้ ศธ.จัดสอนเสริมให้แก่เด็กที่อยู่ในศูนย์พักพิง ขณะที่ “วรวัจน์” ให้สิทธิ์ ผอ.ร.ร.พิจารณาเรื่องเปิดเรียนเทอม 2 เผย หลังน้ำลดเตรียมการจัดระบบการทำงานแบบบูรณาการ ทั้ง ส่ง นศ.ลงไปช่วยซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน อุปกรณ์ในโรงงาน ฟื้นฟูสภาพดิน และส่งเสริมอาชีพ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ว่า ได้รายงานต่อนายกฯ ว่า ขณะนี้ ศธ.ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 9 ศูนย์ใหญ่ซึ่งครอบคลุมการดูแลในพื้นที่ 13 จังหวัด ขณะเดียวกันก็มีศูนย์พักพิงเตรียมไว้รองรับประชาชนมากถึง 1.3 แสนคนใน 104 ศูนย์ ด้วย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องเปิดศูนย์พักพิงระยะยาว นั้น ศธ.จะพิจารณาคัดเลือกบางศูนย์ที่มีความพร้อม

ทั้งนี้ ในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน หากมีความพร้อมก็เปิดได้ตามกำหนดแต่หากจำเป็นต้องเลื่อนออกไป เมื่อเปิดแล้วก็ให้เร่งสอนเสริมให้กับเด็กด้วย ซึ่ง นายกฯ ก็มอบให้ ศธ.รับผิดชอบสำรวจว่าในศูนย์พักพิงใดที่มีเด็ก ๆ ไปรวมตัวอยู่จำนวนมากก็ขอให้ใช้ศูนย์แห่งนั้นเป็นสถานที่เรียนเพื่อสอนเสริม ให้กับเด็กด้วย

ส่วนการเตรียมการฟื้นฟูหลังน้ำลดนั้น ในภาพรวม ศธ.จะจัดระบบแบบบูรณาการ โดยนักศึกษาอาชีวศึกษา และนักศึกษามหาวิทยาลัยจะมีการออกค่ายซึ่งจะมีการกำหนดจุดที่ปลอดภัยและจำ เป็นเร่งด่วนเพื่อให้นักศึกษาเข้าไปฟื้นฟู ซ่อมแซม ทั้งอาคารบ้านเรือน หรือในโรงงานที่ได้รับความเสียหายจะขอความร่วมมือจากวิศวกรโรงงานเข้ามาอบรม ให้นักศึกษาก่อนเพื่อจะได้ออกไปปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรม นักศึกษาที่เรียนด้านเกษตรก็จะเข้าไปช่วยเกษตรกรฟื้นฟูปรับสภาพดิน และจะมีกลุ่มทำหน้าที่สอนอาชีพด้วย

ที่มา – ASTVผู้จัดการออนไลน์

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 9:29 pm

สถานีก.ค.ศ.: ไขข้อข้องใจการประเมินวิทยฐานะ เกณฑ์ ว5 (1)

ศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ.

หลังจากที่ ก.ค.ศ. ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผล งานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และ/หรือที่เรียกว่า เกณฑ์เชิงประจักษ์ หรือเกณฑ์ ว5 นั้น ปรากฏว่าขณะนี้มีผลผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการ นี้ประมาณ 400 กว่าราย ในขณะเดียวกันก็มีข้อหารือต่างๆ เข้ามายังสำนักงาน ก.ค.ศ. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ฯ นี้หลายกรณีด้วยกัน สำนักงานก.ค.ศ.เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนครู จึงขอนำมาไขข้อข้องใจกันในสถานี ก.ค.ศ. แห่งนี้ ดังนี้

1.ถาม ก.ค.ศ.มีแนวทางการพิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติอย่างไร เหตุใดบางรางวัลที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับอย่างแพร่หลาย เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ จึงไม่ได้รับการรับรอง

ตอบ ก.ค.ศ.ได้พิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไปตามแนวทางที่ ก.ค.ศ. กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ ว5/2554 ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ คือ

1) ส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ให้รางวัลหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดหลัก เกณฑ์ในการให้รางวัล หรือมีส่วนร่วมในการประเมิน หรือเป็นรางวัลที่หน่วยงานอื่นที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศเป็นผู้ให้ รางวัล

2) ส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัล ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาว่ารางวัลนั้นส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัลมีการดำเนินการให้ รางวัลอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันยังคงมีการให้รางวัลอยู่

3) มีหลักเกณฑ์การให้รางวัล กระบวนการประเมิน วิธีการและตัวชี้วัดที่ชัดเจน พิจารณาจาก

3.1 การเปิดโอกาสให้ข้าราชการมีโอกาสเข้ารับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง เช่น ในสังกัดทั่วประเทศ ทุกสังกัดทั่วประเทศ หรือระหว่างสังกัดร่วมกันทั่วประเทศ หรือโครงการในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษต่างๆ และ

3.2 ส่วนราชการ/หน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์มีการประเมินในขั้นสุดท้าย และ

3.3 หัวหน้าส่วนราชการ/หัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานอื่น เป็นผู้ลงนามในการประกาศเกียรติคุณ/เกียรติบัตรโล่ ฯลฯ

4) ส่งผลการต่อการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานจนเป็นที่ประจักษ์ พิจารณาจาก

4.1 มีผลงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนการพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาการจัดการศึกษาการส่งเสริมสนับสนุน การจัดการเรียนการสอน เช่น การสร้างนวัตกรรมการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ เสริมสร้างทักษะ ทัศนคติและคุณลักษณะอันพึงประสงค์แก่ผู้เรียน เป็นต้น

4.2 กรณีที่เสนอรางวัลเป็นงานวิจัย งานวิจัยนั้นต้องส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนสถานศึกษา การจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียน การสอน ทั้งนี้ ก.ค.ศ.ได้พิจารณารับรองรางวัลฯตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ซึ่งอาจมีบางรางวัลที่ส่วนราชการไม่ได้เสนอ หรือบางรางวัลที่ส่วนราชการเสนอ แต่เมื่อพิจารณาแล้วมีองค์ประกอบไม่ครบทุกองค์ประกอบ เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ สพฐ.มิได้มีการตรวจสอบในขั้นสุดท้าย จึงยังมิได้ให้การรับรองในครั้งนี้ ยังมีอีกหลายคำถามขอให้ติดตามในฉบับหน้าต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการ ขอแจ้งเลื่อนการประชุมสมัชชาการศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6 ในโอกาสวันครูโลก ณ อิมแพคเมืองทองธานี จากเดิมวันที่ 17-19 ตุลาคม 2554 ไปเป็นปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีการเกิดภาวะน้ำหลากและอุทกภัยในหลายพื้นที่ใน ประเทศไทย

Tags: ,
comments Comments (6)    -
October 17th, 2011 at 9:23 pm

สพฐ.เลิกคิดยุบรร.เล็ก

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือถึงแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กกับตัวแทนกลุ่มสภาการศึกษาทาง เลือก และผู้เกี่ยวข้อง โดยสพฐ.จะไม่ยุบรวม หรือยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กแล้ว แต่จะปรับเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการแทน เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของชุมชน โดยตนได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปวางแผนบริหารจัดการโรงเรียน ขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจะต้องให้ชุมชน และองค์กรพัฒนาภาคเอกชน(เอ็นจีโอ)ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยทำข้อตกลงรวมถึง ช่วยทำแผนในการแก้ปัญหาด้วย ซึ่งที่ผ่านมานโยบายยุบรวมและยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม โรงเรียนเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน เป็นอันดับแรก ซึ่งโรงเรียนกลุ่มนี้มีประมาณ 2,500 โรง แต่ขณะนี้มีแนวทางปรับเปลี่ยนที่ชัดเจน เราต้องมองใหม่ว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีโอกาสที่จะทำประโยชน์ในการเรียนรู้ให้ แก่ชุมชน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:25 am

“อำนวย” จวกสมาร์ทการ์ดเรียนฟรีไร้สาระ

“อำนวย” จวกแนวคิด สพฐ.ใช้สมาร์ทการ์ดในโครงการเรียนฟรี ชี้ไร้สาระ สิ้นเปลืองงบฯ กว่าพันล้านโดยใช่เหตุ ใช้วิธีเก่าแจกเงินตรงให้นักเรียนดีอยู่แล้ว

สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวคิดจะนำบัตรสมาร์ทการ์ดมาใช้ในโครงการเรียนฟรี ในปีการศึกษา 2555 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนให้ธนาคารออมสินไปจัดทำรูปแบบวิธีการก่อนกลับมาเสนอ ในเดือน พ.ย.นี้ โดย สพฐ.ให้เหตุผลว่า การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดจะทำให้ สพฐ.และโรงเรียนวางระบบการแจกเงินเรียนฟรีได้มีประสิทธิภาพกว่าการใช้คูปอง สามารถป้องกันการทุจริตในการส่งมอบรายการที่อุดหนุน และสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย เพราะสามารถตรวจสอบจากฐานข้อมูลกลางของ สพฐ.ได้ ทั้งนี้ รายการที่นักเรียนจะสามารถรูดบัตรซื้อรายการอุดหนุนได้ อาทิ ค่าเสื้อผ้านักเรียน ค่าหนังสือเรียน เป็นต้น

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2554 นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไร้สาระมาก เพราะหาก สพฐ.จะนำเพียงไม่กี่รายการที่อุดหนุนมาแจกผ่านการรูดบัตรนั้น ก็คิดว่าคงไม่คุ้มค่ากับการทำบัตรและการวางระบบสมาร์ทการ์ด ที่จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก ลองคิดดูว่าหากมีเด็ก 10 ล้านคน ต้องใช้บัตรสมาร์ทการ์ด และต้นทุนทำบัตรประมาณ 50 บาท ทำให้ สพฐ.จะต้องใช้งบฯ ถึง 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงบฯ การวางระบบและการจัดซื้อเครื่องรูดบัตรให้โรงเรียนอีก รวมทั้งโครงการแล้วอาจต้องใช้งบฯ ถึงพันล้านบาท และอาจมีปัญหาจุกจิกตามมาได้ เพราะบางรายการอย่างค่าเสื้อผ้านักเรียนที่ สพฐ.จะแจกให้นักเรียนประมาณหัวละ 500-600 บาท ซึ่งโรงเรียนก็จ่ายตรงให้นักเรียนอยู่แล้ว

ดังนั้น สพฐ.จะมาทำให้ยุ่งยากทำไม หรือหากกลัวว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น มันก็คงไม่มีใครโกงอยู่แล้ว เพราะจำนวนเงินดังกล่าวน้อย หากมีการโกงจริงก็ต้องให้ผู้ปกครองมาเรียกร้องก่อน แล้ว สพฐ.ก็ค่อยมาตรวจสอบย้อนหลังเอาก็ได้ สพฐ.ควรจะใช้ระบบแจกตรงแบบเก่าจะดีกว่า และควรปรับกติกาการแจกว่าหากเด็กคนไหนต้องการได้รับการอุดหนุนตามโครงการเรียนฟรี ก็ให้ทำเรื่องขอ ไม่ใช่ไปแจกหมดเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งจะสามารถลดการใช้งบฯ ลงได้

“ผมคิดว่าโครงการที่จะใช้บัตรสมาร์ทการ์ด ดูท่าทางจะแย่กว่าโครงการแจกแท็บเล็ตอีก เพราะตนได้ตั้งข้อสงสัยว่าแนวคิดดังกล่าวอาจจะมีการถอนทุน หรือมีการหากินกันของใครบางคน” ประธานชมรมค่านิยมฯ กล่าว

นายอำนวยกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ตนยังตั้งข้อสงสัยว่า ศธ.ในยุคของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ ได้พยายามรื้อนโยบายเก่าที่ดี อย่างนโยบายห้ามรับแป๊ะเจี๊ยะของรัฐบาลเก่า ซึ่งก็ดีอยู่แล้ว แต่กลับไปรื้อว่าจะมีการเปิดรับ ซึ่งอันนี้ก็ไม่สมควร แต่นโยบายที่ดีอย่างการรับตรงส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบตรง อันนี้ไม่เห็นมีใครพูดถึง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตนก็ได้รับข้อมูลจาก ผอ.โรงเรียนอัตราการแข่งขันสูงในกรุงเทพฯ กว่า 10 ราย ว่า ก่อนหน้าที่นายวรวัจน์จะมีแนวคิดเปิดให้โรงเรียนรับแป๊ะเจี๊ยะบนดินนั้น ได้มี ผอ.โรงเรียนที่เคยรับแป๊ะเจี๊ยะหลายคนไปวิ่งเต้นขอนายวรวัจน์เพื่อให้กำหนด เป็นนโยบาย และเพื่อเรียกผลประโยชน์ที่เคยได้รับให้กลับมา.

 

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 12 ตุลาคม 2554

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:14 am

สพฐ.ตั้งงบฯ55 จ้างครู 5,290อัตรา เงินเดือน 9,140บ.พร้อมประกันสังคม

สพฐ.ตั้งงบฯ55จ้างครู5,290อัตราเงินเดือน9,140บ.พร้อมประกันสังคมแก้ขาดแคลนใน226เขตฯทั่วประเทศ
เมื่อวัน ที่ 12 ตุลาคม นายชินภัทร ภูมิรัตนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสถานศึกษา ที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ จำนวน 45 แห่งว่า หลังจากเปิดให้ยื่นคำร้องของย้ายประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 9-19 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายที่มีตนเป็นประธาน ได้พิจารณากลั่นกรองรายชื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งในจำนวน 45 แห่งนั้น เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 42 แห่ง ที่เหลือเป็นโรงเรียนประถมศึกษา ทั้งนี้ หาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาใดเห็นชอบจากที่ได้เสนอไป ก็สามารถดำเนินการแต่งตั้งต่อไป

นายชินภัทรกล่าวต่อว่า ส่วน การจัดสรรอัตรากำลังเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในปีงบประมาณ2555 นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำคำของบประมาณจัดสรรครูอัตราจ้างเพื่อปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่ขาด แคลนครูแล้ว จำนวน 5,290 อัตรา เงินเดือน 9,140 บาท พร้อมสมทบเงินประกันสังคม จำนวน 5% โดยเป็นการจ้างต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2554 ซึ่งมีเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับการจัดสรรอัตราทั้งหมด 226 เขตพื้นที่การศึกษา อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กรุงเทพมหานคร จำนวน 27 อัตราสพป.กระบี่ จำนวน 21 อัตรา สพป.กาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 56 อัตรา สพป.กาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 68 อัตรา สพป.ชลบุรี เขต 3 จำนวน 69 อัตราสพป.เชียงราย เขต 3 จำนวน 67 อัตรา สพป.เชียงใหม่เขต 3 จำนวน 84 อัตรา สพป.สมุทรสาคร จำนวน 77 อัตรา สพป.นครปฐม เขต 2 จำนวน 56 อัตราสพป.ภูเก็ต จำนวน 63 ตำแหน่ง สพป.แม่ฮ่องสอนเขต 1 จำนวน 66 อัตรา สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 จำนวน 77 อัตรา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติให้ปรับลดงบประมาณปี 2555 ของแต่ละกระทรวง 10% นั้น ในส่วนของ สพฐ.จะปรับลดงบประมาณรายจ่ายพื้นฐานบางส่วน เช่น งบประมาณอาหารกลางวัน แต่จะไม่ให้กระทบกับนักเรียนอย่างแน่นอน ส่วนงบประมาณที่จำเป็นอย่างเงินเดือนและงบประมาณอุดหนุนรายหัวขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถปรับลดได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวล” นายชินภัทรกล่าว

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:06 am

ชูครูยุโรปเป็นต้นแบบ “ครูไทย” แม่พิมพ์ “ปลอดหนี้”

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)เปิดเผยว่า จากการศึกษาดูงานด้านการศึกษาสวัสดิการและสวัสดิภาพครูในยุโรปที่สหพันธรัฐ เยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ พอจะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องของรายได้ของครูและบุคลากรทางการ ศึกษาของไทยกับประเทศในยุโรป เพราะอาชีพครูในยุโรปจะมีรายได้ค่อนข้างสูง อีกทั้งเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีรองจากอาชีพแพทย์ โดยรัฐจะเข้ามาดูแลเรื่องสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็มีสหภาพครูที่เข้ามามีบทบาทในการต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการ ให้ครู ทำให้มีความมั่นคงในอาชีพได้รับการยอมรับของสังคม ที่สำคัญไม่มีปัญหาหนี้สิน เนื่องจากมีรายได้ที่สูงพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องนำกลับมาคิด

“จากการดูงาน มองว่าการแก้ปัญหาที่ถูกทาง คือแก้ที่จุดเริ่มต้นคือรายได้ครูต้องมีมากกว่ารายจ่าย ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดดัง นั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคุรุสภาสกสค. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)รวมถึงองค์กรครูต้องมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางที่จะทำให้ครูมีรายได้มากกว่ารายจ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการศึกษาดูงาน คือแนวคิดของคนในยุโรปที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงเรื่องการใช้จ่ายอย่างมีวินัยซึ่งทำให้ไม่เป็นหนี้ ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องกลับมาส่งเสริมเรื่องการพึ่งพาตน เองและความมีวินัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง” นายบำเหน็จกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:01 am

จี้วิจัยแท็บเล็ตร.ร.ห่างไกล

พ.ญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำโครงการวิจัยทดลองใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอน 5 โรงเรียนนำร่องว่า ตนเห็นด้วยกับการทำวิจัย แต่อยากเสนอแนะให้วิจัยกับโรงเรียนต่างจังหวัด ตลอดจนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลด้วย ไม่ใช่ทำวิจัยแต่โรงเรียนชั้นนำซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะโรงเรียนตามพื้นที่ดังกล่าว ประสบปัญหาอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครูไม่เพียงพอ หรือ ผู้ปกครองไม่มีความรู้ในการแนะนำบุตรหลาน การทำวิจัยกับโรงเรียนเหล่านี้ จะทำให้ผลการวิจัยมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวว่า ก่อนรัฐบาลจะประกาศเป็นนโยบาย ทำไมจึงไม่วิจัยหรือศึกษาเรื่องนี้ก่อน ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะวิจัยกับนักเรียนร.ร.สาธิต มศว ประสานมิตร ที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย บุคลากรครู ซึ่งสพฐ. ต้องวัดผลวิจัยด้านอื่นด้วย ไม่ใช่วัดแค่ผลสัมฤทธิ์การเรียนเพียงอย่างเดียว เช่น พฤติกรรมเด็ก หรือความปลอดภัยหลังใช้แท็บเล็ต

“สพฐ. ต้องเป็นกลาง หากผลวิจัยออกมาไม่ดีก็ต้องปรับปรุง ทั้งนี้อยากให้ลงไปวิจัยกับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ซึ่งถือเป็นโรงเรียนกลุ่มใหญ่ที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของโรงเรียนทั้งหมด แต่โรงเรียนเหมือนสาธิต มศว ประสานมิตร มีไม่กี่สิบโรง จึงอาจนำผลวิจัยมาใช้ด้วยกันไม่ได้” ประธานชมรมค่านิยมฯ กล่าว

 

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:57 am

ศธ.สนองนโยบายปราบยาเสพติด เล็งแจก 2 ขั้นครูที่ทำสำเร็จ แถมให้สิทธิพิเศษขอย้ายได้ก่อน

กระทรวง ศึกษาธิการสนองนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลด้วยการปูนบำเหน็จ ให้กับครูที่จัดโครงการต่อต้านยาเสพติดประสบความสำเร็จ ด้วยการพิจารณาให้ 2 ขั้น หรือให้สิทธิโยกย้ายเป็นกลุ่มแรก โดย น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ รักษาการปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์หลังประชุมร่วมกับตัวแทนองค์กรหลักของ ศธ. เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของ ศธ.และนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพ ติดของรัฐบาลเพื่อให้การดำเนินการเห็นผลในทางปฏิบัติ จึงมีการเสนอหลายแนวทาง เช่น เฝ้าระวังนักเรียนกลุ่มเสี่ยง การปรับหลักสูตรพัฒนาการอบรมทั้งครูและนักเรียน

“รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในด้านต่างๆ เช่นโรงเรียนใดที่สามารถรณรงค์แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ อาจจะให้รางวัลเพิ่มงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้เป็นพิเศษ หรือบุคลากรทางการศึกษาที่สามารถจัดโครงการต่อต้านยาเสพติดได้ประสบความ สำเร็จ อาจให้ 2 ขั้น หรือให้สิทธิพิจารณาโยกย้ายเป็นอันดับแรกแก่กลุ่มครู ผู้บริหารที่ตั้งใจปฏิบัติตามนโยบาย ” น.ส.ศศิธารากล่าว และว่า นอกจากนั้นต้องกลับไปทบทวนข้อกฎหมายหรือมาตรการลงโทษครูที่กระทำความผิดด้วย เพราะปัจจุบันพบว่ามีทั้งนักเรียนที่เสพ นักเรียนที่ค้าและครูที่ขายยา โดยมอบให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อมูลนักเรียนที่ติดยา ครู นักเรียนที่ค้ายาเสพติด เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการวางแผนดำเนินการ และจำเป็นต้องทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัวด้วยการจัดกิจกรรมเรียกความสนใจจากสังคม เช่น จัดประกวดโรงเรียนสีขาว และทำลายยาเสพติดโชว์ เป็นต้น

น.ส.ศศิธารากล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวคิด จากนี้จะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารครู ศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำรายละเอียดเสนอที่ประชุมครั้งหน้า เมื่อที่ประชุมพิจารณาแล้วจะได้เสนอขอความเห็นชอบจากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

 

ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:54 am

คัด 5 โรงเรียนทดลองใช้แท็บเล็ต สพฐ.มอบ”มศว”วิจัยข้อดี-เสียวางสเป๊กมาตรฐาน

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้านโยบาย One PC Tablets per child ของรัฐบาล ที่เตรียมแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการศึกษาว่า ในเดือนต.ค.นี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มอบหมายให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสาน มิตร คัดเลือกห้องเรียนอย่างน้อย 2 ห้อง กำหนดเป็นห้องเรียนตัวอย่าง ทำวิจัยเปรียบเทียบให้เห็นข้อดีข้อเสียระหว่างห้องเรียนที่ได้รับการแจกแท็บ เล็ต และห้องที่ไม่ได้รับแจกแท็บเล็ต ซึ่งจะมีการจัดทำวิจัยในโรงเรียนทั้งหมด 5 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร 1 โรง และโรงเรียนในสังกัดของสพฐ. อีก 4 โรง ทั้งนี้จะมีการกำหนดคุณสมบัติของโรงเรียนก่อนการคัดเลือก โดยจะต้องมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับการวิจัย อาทิ จะต้องมีห้องเรียนอย่างน้อย 2 ห้อง ในแต่ละช่วงชั้น เป็นต้น โดยการวิจัยจะเริ่มที่ช่วงชั้นที่ 1 และ 2 โดย มศว ประสานมิตร เชื่อว่าจะสามารถควบคุมคุณภาพของการวิจัยได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่าการจัดทำวิจัยในครั้งนี้ จำเป็นต้องส่งครูและผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ลงไปประจำโรงเรียนที่จะทำ วิจัย อย่างน้อยโรงเรียนละ 2 คน ส่วนในเรื่องของแท็บเล็ตที่จะนำมาใช้ในการวิจัยนั้น จากการหารือร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ข้อสรุปว่าจะใช้วิธีการรับบริจาคแท็บเล็ตในการวิจัย ส่วนจะใช้สเป๊กของเครื่องดังกล่าวมาเป็นสเป๊กมาตรฐานที่จะใช้จริงหรือไม่ นั้น คงต้องรอผลสรุปการวิจัยออกมาก่อน

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:44 am

ศธ.เทเงินกองทุนฯ 700 ล.ปล่อยกู้ฉุกเฉินน้ำท่วม ปลอดดอกเบี้ย!

มอบ ก.ค.ศ.จัดหลักเกณฑ์เยียวยาครูนับแสน ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม สรุปวันนี้ 1,931 โรงเรียนจมน้ำเสียหาย 466 ล้านบาท

วันที่ 13 ต.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ดำเนินการจัดเงินกู้ยืมฉุกเฉินปลอดดอกเบี้ยประมาณ 700 ล้านบาท จากกองทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู มาให้เพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั่วประเทศ ซึ่งการปล่อยกู้ดังกล่าวเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นำเงินไปซ่อมแซมบ้านหรือใช้จ่ายในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยจะให้เร่งปล่อยกู้ได้เลยในเดือน ต.ค.นี้ ส่วนรายละเอียดต่างๆ เช่น วงเงินที่ปล่อยกู้ คุณสมบัติ จะได้ให้ ก.ค.ศ.เร่งดำเนินการต่อไปโดยข้าราชการครูคนใดที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถ ติดต่อได้ที่เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

“การปล่อยกู้ได้มอบเป็นนโยบายไปว่า ควรพิจารณาจากความจำเป็นของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาแต่ละคนว่า จะปล่อยกู้ได้ในวงเงินกี่บาท ซึ่งการปล่อยกู้ครั้งนี้จะเป็นการบรรเทาความเดือนร้อนของเพื่อนข้าราชการครู ส่วนโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนั้น หากในช่วงเปิดภาคเรียนน้ำยังท่วมอยู่ ก็ให้อยู่ในดุลพินิจของทางโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ ที่จะเลื่อนการเปิดเทอมหรือไม่ ส่วนโรงเรียนที่น้ำไม่ท่วมก็ต้องเปิดตามปกติ”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิกรคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมรวม 1,931 แห่งใน 52 จังหวัด 121 เขตพื้นที่การศึกษา ประมาณการความเสียหายเบื้องต้น 466 ล้านบาท โดย สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ความช่วยเหลือตามความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รวม 70 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือน้ำท่วม เพื่อดูแลสถานการณ์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยการดำเนินการแบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนริมแม่น้ำเจ้าพระยา มอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กทม. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กทม. เขต 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนโซนกทม.ตะวันออก มอบให้ สพม.กทม.เขต 2 เป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม สำหรับจำนวนนักเรียน และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบนั้น ยังไม่สามารถสำรวจข้อมูลได้ แต่คาดว่าน่าจะมีข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 1 แสนคน จาก 52 จังหวัด

“ขณะนี้ สพฐ.ได้จัดสรรงบฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปแล้วที่ สพป.กทม. จำนวน 1 ล้านบาท สพม.กทม.เขต 1 จำนวน 2 ล้านบาท สพม.กทม.เขต 2 จำนวน 5 ล้านบาท สพม.นครสวรรค์ เขต 1 จำนวน 3 ล้านบาท สพม.ปทุมธานี เขต 1 จำนวน 2 ล้านบาท สพม.นครสวรรค์ เขต 2 และ 3 สพม.อุทัยธานี เขต 1 และ 2 สพม.ปทุมธานี เขต 2 สพม.ลพบุรี เขต 1 และ 2 สพม.อ่างทอง สพม.อยุธยา และสพม.นนทบุรี จำนวนเขตละ 1 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถบรรเทาปัญหาในเบื้องต้นไปพลางก่อน” นายชินภัทร กล่าว

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:40 am

สพฐ. เตรียมเปิดสอบ ภาค ก “ผอ.-รองผอ.โรงเรียน” เดือน มกราคม 2555

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 10:24 pm

“มาร์ค” ชี้ต้นเดือนหน้ามีลุ้นน้ำลูกใหม่ แนะ”ปู” ปิดจุดอ่อนช่วย ปชช.

“มาร์ค” นำทีมลงหนองจอกฟังข้อมูลน้ำท่วม เชื่อมือคุณชายยังรับไหว เผยสถานการณ์น้ำทะเลผ่านจุดวิกฤตรอลุ้นอีกครั้งต้นเดือนหน้า กำชับกทม.ร่วมมือรัฐบาลรับมือน้ำเหนือ เตือนรัฐบาลเร่งปิดจุดอ่อนรอรับน้ำลูกใหม่ หนุนรัฐบาลปล่อยมือให้ทหารเข้าไปจัดการในพื้นที่วิกฤตเพราะมีศักยภาพพร้อม

วันที่ 16 ต.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชานายอภิสิทธิ์ชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ เดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่เขตมีนบุรี หนอกจอก และฟังการบรรยายสรุป ที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจการแก้ไขปัญหา และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กทม.ฝั่งตะวันออก โดยมีม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. และคณะผู้บริหารกทม. รวมทั้งผู้อำนวยการเขตมีนบุรี หนอกจอก ได้ให้การต้อนรับ

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายสรุป ว่า กทม.ได้เตรียมการอย่างเต็มที่ ตนก็พยายามติดตาม และในวันนี้ได้เดินทางมากรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ความจริงในขณะนี้สถานการณ์ในส่วนของน้ำทะเลเห็นว่าจุดที่หนักที่สุดได้ผ่าน พ้นไปแล้ว ส่วนอีกสองสัปดาห์ก็ค่อยมาว่ากันใหม่ ส่วนน้ำทางเหนือ ประเด็นหลักอยู่การควบคุมการระบายน้ำ ทั้งที่จ.ปทุมธานี และจ.นครปฐม ซึ่งกทม.และรัฐบาล ต้องประสานงานกันตลอด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนให้ความมั่นใจว่ากทม.ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ และทางผู้ว่ากทม. รองผู้ว่ากทม. ก็ประสานงานอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เนื่องจากยังมีน้ำที่ระบายลงมาค่อนข้างเยอะ ต้องบริหารจัดการให้ดี รวมถึงการทำความเข้าใจกับมวลชน เพราะยังเป็นจุดที่มีความเปราะบางและละเอียดอ่อน ส่วนที่ควบคุมไม่ได้ คือ น้ำฝน แต่ทางกทม.ยืนยันมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อคืนก็สามารถระบายน้ำได้ภายในสองชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกับกรมชลประทานหรือไม่ ที่จะมีการปิดเปิดประตูคลองสามวา นายอภิสทธิ์ กล่าวว่า ทางผู้ว่ากทม.ก็คุยอยู่ตลอด เราเห็นใจทุกฝ่าย แต่ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ และดูแลให้ดี เพราะที่รายงานเข้ามาตรงนี้ก็บอกว่าน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 1 – 2 ซม. สะสมก็เป็นปัญหา และพี่น้องชาวกทม.ฝั่งตะวันออก ก็ต้องอยู่กับสภาวะที่น้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว วันก่อนตนไปที่คลองสามวา ก็เห็นชัดเจน วันนี้ก็มาที่ลาดกระบังและมีนบุรีก็มีการท่วมขัง แต่ต้องไม่ประมาทติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และผู้ว่ากทม.ได้พูดชัดเจน ว่าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีอะไรท่านสามารถให้ข่าวสารกับประชาชนได้”

ส่วนภาพรวมของสถานการณ์ทั่วประเทศ เมื่อประเมินการทำงานของศปภ.แล้ว ให้ทหารอุดรูรั่วในจุดที่วิกฤต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ขอวิจารณ์อะไรมาก เพราะต้องการให้ทุกฝ่ายเร่งทำงานแก้ไขปัญหาที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไป แต่ตนคิดว่าที่ผ่านมาก็มีบทบาทในหลายเรื่อง และหวังว่าจะทำให้การทำงานปิดจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร หรือการคาดการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอยู่กับความเป็นจริง ซึ่งต้องยอมรับสภาพว่าน้ำที่ลงมาหลายครั้งเกินความคาดหมาย ในที่สุดแล้วการป้องกั้นก็เอาไม่อยู่ ตรงนี้จึงต้องพยายามย้ำเตือนตลอดเวลา ไม่ให้อยู่บนความประมาท ส่วนเรื่องความจำเป็นต้องใช้พรก.ฉุกเฉินหรือไม่ รัฐบาลเป็นผู้พิจารณา แต่ที่เราเสนอแนะไป เพราะเห็นว่าในบางพื้นที่ การจัดจะง่ายขึ้น เช่น ในจ.อยุธยา ก็จะต้องไปค้นหาว่ามีใครไปติดอยู่บ้าง แต่ถ้าเราใช้มาตรการและลักษณะการอพยพให้คนออกมาตั้งแต่ต้น เราก็จะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวชื่นชมการของกองทัพว่าได้ทำงานเต็มที่ ตนไปทุกแห่งก็เห็นว่ากองทัพและบุคลากร และกำลังพล ที่พร้อมจะลุยงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้พักมานานมากแล้ว การที่รัฐบาลมอบหมายให้กองทัพเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่ถือเป็นจุดวิกฤตนั้น เพราะมีศักยภาพ และมีความพร้อมในเรื่องเครืองมือ และกำลังพลมากที่สุด ซึ่งต้องทำงานอย่างใกล้ชิด เท่าที่ดูก็เห็นว่ากองทัพสนองนโยบายได้อย่างไม่มีปัญหา

” ขณะนี้การติดตาม การให้ข่าวสาร ในเรื่องของสถานการณ์น้ำ และการสื่อสารให้เป็นเอกสภาพ ให้เกิดความมั่นใจ การบอกถึงมาตรการรองรับ ที่จะตอบสนองเวลาที่จะเกิดเหตุการณ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุด สำหรับประชาชนเวลานี้เราพูดกันหลายปัญหาที่กทม.เราก็พูดถึงการป้องกั้น แต่พื้นที่อย่างอยุธยา และนครสวรรค์ ในขณะนี้วิกฤตมาก การเข้าไปช่วยเหลือก็เป็นงานอีกลัษณะหนึ่ง จะไปพูดในภาพรวมคงไม่ได้ การสร้างความมั่นใจและความมีเอกภาพการใช้อำนาจต่างๆของรัฐ เป็นตัวช่วยให้สังคมเข้ามาแก้ปัญหาง่ายขึ้น ทุกหน่วยงานมีการระดมการบริจาค แต่เวลาที่หลายหน่วยงานเข้าไปช่วย มีจุดที่จะประสานงานให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพนั้น ยังมีปัญหาเกือบทั้งหมด”

เมื่อถามถึง กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่าหลังจากที่แก้ไขสถานการณ์เสร็จแล้ว ในลำดับถัดไป รัฐบาลจะทำการฟื้นฟูเยี่ยวยา และคิดเมกกะโปรเจค 25 ลุ่มน้ำ นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า ตนเห็นให้สัมภาษณ์ว่าไม่แนะนำอะไรกับรัฐบาลในเรื่องน้ำท่วมไม่ใช่หรือแล้ว ถ้าน้ำไม่ลดล่ะ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายอภิสิทธิ์ และคณะได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยที่สุเหร่าบ้านเกาะ และหมู่บ้านวัฒนา เขตมีนบุรี หนองจอก พร้อมมอบถุงยังชีพ อย่างไรก็ตามได้มีทหารจากกองพันทหารสารวัตรที่ 11 จำนวนร้อยนำกำลังพลมาช่วยเหลือ บรรจุกระสอบทรายและสร้างพนังกั้นน้ำ ระหว่างนั้นได้มีชาวบ้านนำกำผังบุ้งมามอบให้กับนายอภิสิทธิ์ และม.ร.ว.สุขุมพันธ์แทนดอกไม้เป็นการต้อนรับด้วย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 10:06 pm

โซเชิยลเน็ตเวิร์กเชิดชูสมเด็จพระเทพประทับยีเอ็มซีช่วยพสกนิกร

เชิดชูทั่ว “โซเชิยลเน็ตเวิร์ก” สมเด็จพระเทพฯ เสด็จประทับ “ยีเอ็มซี” ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ภาพ สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ ทรงลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยประทับบนรถยีเอ็มซี  ของทหาร ซึ่งได้รับความชื่นชมจากเหล่าคนที่อยู่ใน “โซเชียลเน็ตเวิร์ก”  พร้อมทั้งระบุว่านี่คือเหตุการณ์ดีๆที่ข่าวไม่ออก

ก่อนหน้านี้มีการ โพสต์ข้อความ ระบุว่า ” Facebook ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้นำภาพดังกล่าวออกมาเผยแพร่ พร้อมระบุว่า

“เรียนพี่น้องประชาชน สมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นห่วงประ​ชาชนมาก ทั้งเยี่ยมเยือนราษฎร ทรงชิมอาหารที่แจกจ่ายให้รา​ษฎรประสบภัย อย่างไม่รังเกียจ ทรงประสานงานกับหน่วยงานต่า​งๆในพื้นที่ด้วยพระองค์เอง”

“แต่เบื้อง หน้าสื่อเราก็ทราบ​ซึ้งถึงความเป็นห่วงของพระอ​งค์แแล้ว ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของสื่อการปิดทองหลังพระของพระอง​ค์ ทำให้เราเห็นรูปนี้แล้วรู้สึกทราบซึ้งมาก เห็นแล้วน้ำตาคลอเบ้า !!!”

“พระองค์ ทรงลงพื้นที่ประสบอุ​ทกภัยโดยไม่บอกใคร ไม่มีข่าวออก แม้แต่ข่าวพระราชสำนัก มีแค่เพียงการแชร์รูปต่อๆ กั​นมากที่สุดในขณะนี้ พร้อมข้อความ “ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ”

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเป็นภาพเมื่อครั้งพระองค์ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรประสบภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาล ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา 25 ต.ค.2553

 

 

 

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 9:22 pm

รีสอร์ทแห่งการเรียนรู้

 โรงเรียน วัดหนองคัน (ไจ พิทยาคาร) อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี อีกหนึ่งโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ในโครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมเฉลิมพระเกียรติ “ตามรอยเท้าพ่อ…กับฮอนด้า” ซึ่งมีการปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียนมา ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน

โรงเรียนวัดหนองคันมีจุดเด่นที่เป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนคือการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยได้สร้างให้คณะครูและนักเรียน รวมไปถึงชุมชนที่เกี่ยวข้อง เกิดจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด พร้อมสอดแทรกเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนเด็กนักเรียนในแต่ละรายวิชา โดยตั้งเป้าพัฒนาโรงเรียนให้เป็น “รีสอร์ทแห่งการเรียนรู้” เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างยั่งยืน พร้อมให้รุ่นพี่ถ่ายทอดสู่รุ่นน้อง ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น

ความโดดเด่นของโรงเรียนวัดหนองคันที่แตกต่างและไม่เหมือนใครอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือ นวัตกรรมกังหันลมจากวัสดุเหลือใช้ ด้วยทำเลที่ตั้งของโรงเรียนที่อยู่ใกล้ชายทะเลทำให้มีต้นทุนด้านพลังงานลม จุดประกายให้เกิดการนำพลังงานทดแทนอย่างพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ วิดน้ำ และปั่นไฟใช้ในโรงเรียน โดยมีพัฒนาการของกังหันลมอย่างต่อเนื่อง จากกังหันลมสังกะสีรุ่นแรกใต้อาคารเรียน จนวันนี้เป็นกังหันลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่คู่โรงเรียน

อาจารย์ปิติยามาศ หลีวัฒนาสิริกุล หรือ ครูต่าย ครูผู้รับผิดชอบฐานการเรียนรู้พลังงานทดแทนเล่าให้ฟังว่า กังหันลมนี้ทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตรผ่าครึ่ง ประโยชน์ที่ได้ คือถ้ากังหันหมุนได้ครึ่งรอบจะสามารถวิดน้ำจากบ่อได้ และหากพัดได้ 1 รอบก็จะปั่นไฟใช้ได้ การปั่นน้ำ ใน 1 วันจะได้ประมาณ 1,000–1,500 ลูกบาศก์เมตร การปั่นไฟ กังหันหมุน 9 รอบจะเกิดกระแสไฟฟ้า 12 โวลต์ ซึ่งจากการนำไปใช้งานจริง กังหันลมตัวนี้ใช้ประโยชน์ได้อเนกประสงค์ ทั้งปั่นไฟใช้ในอาคารเรียน สูบน้ำจากบ่อและเก็บน้ำในถัง เพื่อนำน้ำไปใช้รดน้ำต้นไม้ และใช้ในห้องน้ำต่อได้อีกด้วย

ไอเดียสิ่งประดิษฐ์นี้ ทางโรงเรียนได้มาจาก นายองอาจ วิสิทธิวงค์ คุณครูภูมิปัญญาที่มาช่วยสร้างสิ่งประดิษฐ์และสอนเด็ก ๆ นักเรียนในวิชาการประดิษฐ์และการต่อประจุไฟฟ้าให้กับเด็ก ๆ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว

นอกจากนี้ภายในโรงเรียนวัดหนองคัน ยังมีแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ให้ผู้สนใจและคณะโรงเรียนเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานอีกมากมาย.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 9:18 pm

“ปู”ไม่กลัว”ฮอว์กอาย”ล้วงความลับ

 นายกฯไม่กลัว”ฮอว์กอาย”ล้วงข้อมูลลับ  รอสหรัฐส่งมาช่วยน้ำท่วม  เร่งย้ายเครื่องจักรนิคมนวนครเมื่อเวลา 15.15 น.วันที่ 16 ต.ค.  ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีประเทศสหรัฐอเมริกา จะส่งเครื่องบินฮอว์กอายเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือประเทศไทยใช้กู้ภัยใน พื้นที่น้ำท่วม ว่า สหรัฐฯจะส่งเครื่องบินดังกล่าวมาประเทศไทยแน่นอน แต่ยังไม่ทราบจะมาเมื่อไหร่ เพราะทางสหรัฐฯต้องประสานทางเทคนิคกับกองทัพอากาศไทย พิจารณาเรื่องการบินทางอากาศก่อนเมื่อถามว่าเป็นห่วงเรื่องข้อมูลที่เป็นชั้นความลับของไท ยและจะกระทบต่อความมั่นคงของไทยหรือไม่ เพราะเครื่องบินดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงล้วงลับข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่กลัว เพราะพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ เป็นผู้ประสานงานอยู่แล้ว คงพูดคุยกันในรายละเอียดมีกระทรวงการต่างประเทศร่วมด้วย ไม่มีปัญหา

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการควบคุมสถานการณ์ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่า ขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันพยายามดูด้านเทคนิคต่างๆในการช่วยขนย้ายเครื่องจักร แม้น้ำมีปริมาณมาก แต่พยายามป้องกันในแต่ละโซน แต่ในภาพรวมถือว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้ โดยบางส่วนเริ่มดีขึ้น แต่เนื่องจากช่วง 1-2 วันนี้มีน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลกระทบบ้าง แต่เราได้มอบหมายการทำงานที่ชัดเจน และได้รับความร่วมมือจากกองทัพไทย ที่ช่วยเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆเข้ามาให้เต็มที่มากขึ้น  ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯตนให้ความมั่นใจได้ว่าน้ำจะไม่ท่วม เพราะเราได้ป้องกันในหลายส่วนอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนมั่นใจ

ส่วนพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯนั้นอยู่ที่ความร่วมมือจากประชาชนอย่าดึงแนวคัน กั้นน้ำออก และให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่เรื่องคันกั้นน้ำ จะทำให้กรุงเทพฯปลอดภัยจากน้ำท่วมได้ อย่างไรก็ตาม น้ำมีทุกที่ เราต้องเลือกดูแลบางพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยผู้ประสบอุทกภัยครั้งนี้ เพราะจำเป็นต้องช่วยกันในภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ สำหรับการระบายน้ำนั้น ได้เร่งกทาง ทั้งการเร่งขุดคลองทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกกรุงเทพฯรวมถึงระดมเรือดันน้ำ สู่ทะเล มีทีมงานอีกชุดพยายามหาวิธีเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด สำหรับการขุดลอกคลองฝั่งตะวันออก ยังไม่ทราบว่าเสร็จไปแล้วกี่แห่ง แต่ทันตามกำหนดการอยู่แล้ว คาดว่าน่าจะขุดลอกคลองเสร็จทั้งหมดไม่เกิน 1 สัปดาห์ ไล่เรียงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทางให้ระบายน้ำเร็วที่สุด ส่วนฝั่งตะวันตกเริ่มขุดลอกคลองแล้ว กองทัพรับปากว่าเสร็จภายใน 5 วัน

สำหรับพื้นที่ จ.สมุทรปราการ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น  ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้มอบหมายกระทรวงคมนาคมดูแล และตามพื้นที่มีแนวป้องกันน้ำอยู่แล้วและทำแนวป้องกันเพิ่มอีก เชื่อว่ารองรับพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ต่อข้อถามถึงข่าวาเรือที่ ร่วมการดันน้ำที่แม่น้ำท่าจีนจำนวนไม่ครบตามที่แจ้งไว้  แต่ได้รับเงินค่าน้ำมันและกลับไปทันที นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่รับรายงานเรื่องนี้ แต่ภาพเรือที่สื่อมวลชนเห็นในวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่เรือที่ใช้ในแม่น้ำ 3 สายมี 1,000 กว่าลำ มีเรือภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้อาสา

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 16th, 2011 at 7:08 am

ทลายโรงงานผลิตลูกขายพบสาวท้อง17คน

ไนจีเรียบุกทลายโรงงานผลิตลูกขาย ตะลึงพบเด็กหญิง 17 คนกำลังตั้งท้อง เผยได้ค่าตอบแทนจิ๊บจ้อยแค่ 4-5 พันบาท

วัน ที่ 15 ต.ค. สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย ว่า ตำรวจบุกตรวจค้นและจับกุมเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง ในเมืองอิเฮียลา รัฐอนัมบราทางใต้ของไนจีเรีย ซึ่งเปิดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบังหน้า โดยพบเด็กหญิง 17 คนกำลังตั้งครรภ์ และเจ้าหน้าที่สงสัยว่า เป็นขบวนการผลิตลูกขาย แบบเดียวกับที่เคยถูกจับกุมมาแล้ว

นายอีเมกา ชุควูเอเมกา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติไนจีเรีย เผยในวันนี้ (15 ต.ค.) ว่า ตำรวจสืบทราบเบาะแส ก่อนจะบุกจับกุมเจ้าของบ้าน และเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกจ้างให้ทำหน้าที่ ทำให้เด็กหญิงทั้ง 17 คนตั้งครรภ์ และเชื่อว่าเด็กหญิงเหล่านี้สมัครใจตั้งท้อง เนื่องจากได้รับข้อเสนอค่าตอบแทน หลังการคลอดลูก และเด็กถูกขายให้ผู้ที่สนใจในตลาดมืด หรือคู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตร เจ้าหน้าที่กำลังติดต่อพ่อแม่หรือญาติของเด็กหญิงทั้ง 17 คน เพื่อสอบสวนขยายผล

จากข้อมูลของสำนักงานป้องกันการค้ามนุษย์แห่งชาติไนจีเรีย ระบุว่า จากการสอบปากคำเด็กหญิงที่เคยถูกล่อลวง เข้าร่วมการขบวนผลิตลูกขาย แต่ละคนจะได้รับค่าตอบแทนระหว่าง 25,000 – 30,000 ไนร่า (ประมาณ 4,665 – 5,600 บาท) ส่วนเด็กทารกจะถูกขายในราคาระหว่าง 300,000 – 1,000,000 ไนร่า

เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจในรัฐอาเบีย ทางใต้ของไนจีเรีย บุกทลายแก๊งผลิตลูกขาย ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งตั้งเป็นสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าบังหน้า สามารถช่วยเหลือเด็กหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ 32 คน และจากการสอบปากคำ ส่วนใหญ่ตั้งครรภ์เพราะถูกข่มขู่บีบบังคับ.

Tags: ,
comments Comments (0)    -