6/2 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช อดีต ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com อดีตผู้อำนวยการ ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว (1 ต.ค.47-30 ก.ย.58)

November 8th, 2011 at 6:10 pm

จีนจะกลายเป็นประเทศนำเข้าสินค้าเกษตรใหญ่สุด

 รอย เตอร์ — รายงานวิจัยของนักวิชาการจีนเผยว่า จีนจะกลายเป็นประเทศนำเข้าสินค้าเกษตรมากสุดในโลกภายใน 5-10 ปี จากนี้ เพราะขณะนี้พื้นที่เกษตรกรรมบนแดนมังกรค่อย ๆ ร่อยหรอ ซ้ำการผลิตก็มีข้อจำกัด

 เฉิง กั๋วเฉียง นักวิจัยประจำศูนย์การวิจัยและพัฒนาของคณะมุขมนตรีจีน ไม่ได้อธิบายชัดว่า ผลผลิตด้านการเกษตรจำพวกใดที่จีนจะต้องนำเข้า แต่ทว่าขณะนี้จีนก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าถั่วเหลืองและฝ้าย มากสุดในโลกอยู่แล้ว

       เป่ยจิงไทมส์ ลงรายงานคำกล่าวของเฉิงว่า การเกษตรของจีนประสบกับปัญหาท้าทายหลายอย่าง อาทิ ขนาดพื้นที่ที่จะทำการผลิตลดน้อยถอยลง ซึ่งเฉลี่ยแล้วปรากฏว่าพื้นที่เกษตรน้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของค่าเฉลี่ยของทั้งโลก พร้อมทั้งโครงสร้างด้านองค์กรเกษตรก็ด้อยพัฒนา แถมขาดการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

       ประเทศจีนจัดเป็นผู้บริโภคข้าวโพดรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้บริโภคเนื้อสุกร และน้ำตาลมากสุดในโลก ขณะนี้จีนได้เพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรเหล่านี้ในปีนี้อีก เนื่องจากกระบวนการผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการที่พุ่งสูง

       จีนเผยว่า มีเป้าหมายที่จะพึ่งพาผลผลิตเกษตรของตัวเองให้เพียงพอในอีก 5 ปีข้างหน้า

       ไชน่าเดลี รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “เพื่อให้ตามทันความต้องการสินค้าเกษตรและปศุสัตว์อย่างรวดเร็ว บริษัทรัฐวิสาหกิจจีนอย่าง COFCO Co. Ltd. จะลงทุนกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าไปลงทุนในต่างแดน เพื่อให้ผลิตได้ตามความต้องการในอีก 5 ปีข้างหน้า”

       เจียง หวา ประธานบริหารของบริษัท COFCO เผยว่า “เนื่องจากทรัพยากรเกษตรของจีนมีจำกัด พวกเราต้องมองไปยังต่างประเทศ ในอีก 10 ปี จะเป็นยุคของการบริโภคขนานใหญ่ของจีน และอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องความเพียงพอด้านอาหาร ตั้งแต่สัตว์ปีก เนื้อ ไข่ และผลิตภัณฑ์นม”

       แถลงการ์ของบริษัทเผยว่า บริษัท COFCO จะเน้นไปที่การได้ถือสิทธิ์ในบริษัทต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

       เจียงย้ำ ว่า “พวกเราหวังว่า รัฐบาลจีนจะมีเครื่องมือด้านนโยบายมาสนับสนุนให้เป้าหมายของบริษัทราบรื่นใน การออกไปลงทุนยังต่างแดน เพื่อให้สามารถมีศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศได้”

       ใน เดือน ก.ค. บริษัท COFCO ได้ถือหุ้นส่วน 99 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทน้ำตาล Tully Sugar ของออสเตรเลีย ย้อนไปเมื่อปี 2552 ก็ได้ซื้อหุ้น 4.95 เปอร์เซ็นต์ในบริษัท Smithfield Foods Inc ผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ของสหรัฐด้วย

 
แหล่งที่มาของข่าว
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
Tags:
comments Comments (0)    -
November 8th, 2011 at 6:05 pm

ส้มหล่น ลาวแอร์ไลน์สรับมอบแอร์บัสลำใหม่

เวียงจันทน์ไทม์ส – บริษัทแอร์บัสส่งเครื่องบิน เอ320 ลำใหม่ให้กับสายการบินลาวแอร์ไลน์ส เมื่อวันเสาร์ (5 พ.ย.) หลังสองบริษัทลงนามในข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินจำนวน 2 ลำ เมื่อ 2 เดือนก่อน เพื่อขยายกิจการท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ในอุตสาหกรรมการคมนาคมทางอากาศ

 สายการบินของรัฐรายนี้ได้ รับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ320 เข้าประจำการในฝูงบิน ที่สนามบินนานาชาติวัดไต ในกรุงเวียงจันทน์ แต่การส่งมอบเครื่องบินอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นวันอังคารนี้       สาย การบินลาวแอร์ไลน์สวางแผนที่จะนำเครื่องบินแอร์บัสขนาด 142 ที่นั่งลำใหม่นี้ให้บริการทันทีหลังจากรับมอบ โดยจะแทนที่เครื่องบิน ATR ขนาด 70 ที่นั่ง ในเส้นทางบินระหว่างประเทศหลายเส้นทาง รวมทั้งเส้นทาง เวียงจันทน์-กรุงเทพ เวียงจันทน์-คุนหมิง และเวียงจันทน์-ฮานอย นอกจากนั้นยังจะให้บริการในเส้นทางใหม่คือ เวียงจันทน์-สิงคโปร์ ที่มีกำหนดเริ่มให้บริการเที่ยวบินเส้นนี้ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.

       สาย การบินลาวแอร์ไลน์สยังวางแผนที่จะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศไปยังจีนและ เกาหลีใต้ หลังพบว่ามีความต้องการเดินทางมายังลาวทั้งที่เดินทางมาเพื่อพักผ่อนและทำ ธุรกิจ

       สายการบินได้สั่งซื้อเครื่องบินทั้งหมด 2 ลำ เพื่อนำมาขยายการดำเนินงานและให้การบริการที่ดีกว่าแข่งขันกับสายการบินอื่น แต่นอกจากวัตถุประสงค์เพื่อขยายฝูงบินแล้ว สายการบินลาวแอร์ไลน์สยังหวังที่จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว ของประเทศด้วย เนื่องจากในปี 2555 รัฐบาลลาวจะออกโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศในชื่อ Visit Laos 2012 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนลาวมากขึ้น

       สาย การบินลาวแอร์ไลน์สได้รับเงินกู้ยืมจำนวน 71 ล้านดอลลาร์ จากธนาคาร Banque pour le Commerce Exterieur Lao Public (BCEL) เพื่อซื้อเครื่องบิน 2 ลำ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งชาติของลาวได้มอบเงินให้อีกจำนวน 20 ล้านดอลลาร์ เป็นส่วนของค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

       ทั้งนี้ เครื่องบินทั้งสองลำถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งมอบให้กับสายการบินลิเบียแอร์ไลน์ส แต่เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในลิเบียทำให้บริษัทแอร์บัสไม่สามารถส่งมอบได้ สายการบินลาวแอร์ไลน์สจึงได้รับมอบเครื่องบินก่อนกำหนด 1 ปี ส่วนเครื่องบินลำที่ 2 บริษัทแอร์บัสมีกำหนดที่จะส่งมอบในเดือนถัดไป.

แหล่งที่มาของข่าว
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์
Tags:
comments Comments (0)    -
November 8th, 2011 at 5:53 pm

ฮือฮา เด็กนักเรียนมัธยมจีน มาถ่าย SEXY


1.
Chinasmack – ช่างภาพจีนหัวใสจัดกิจกรรมให้นักเรียนเมืองฉางชุน ใส่ชุดนักเรียนถ่ายแฟชั่นเซ็กซี่ อ้างถ่ายงานศิลป์เป็นที่ระลึกวัยเรียน ชาวเน็ตจีนวิจารณ์กันเผ็ดร้อน อัดสังคมจีนเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ เด็กมัธยมบูชาเงินเป็นพระเจ้ายอมเป็นแม้กระทั่งเป็นเมียน้อย อีกด้านชมเด็กรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์

สัปดาห์ที่ผ่านมาใน แวดวงอินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ของจีนได้มีการส่งต่อภาพชุด เป็นภาพของเด็กมัธยมปลายชาวจีนทั้งชายและหญิงจากหลายโรงเรียนในเมืองฉางชุน เมืองเอกของมณฑลจี๋หลิน ประเทศจีน ที่ใช้เครื่องแบบนักเรียนของตัวเองประกอบการถ่ายภาพแฟชั่นสุดเซ็กซี่ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

สำหรับภาพชุดดังกล่าวถูก ถ่ายโดยช่างภาพมืออาชีพรายหนึ่งที่ระบุว่า ขณะที่ตนเองเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั้นมีความคิดอยากถ่ายตนเองในชุดนักเรียน มัธยมไว้เป็นที่ระลึก ต่อมาเมื่อมีโอกาสจึงจัดกิจกรรมถ่ายภาพให้นักเรียนในเมืองฉางชุน โดยอ้างว่าเป็น “งานศิลปะ” โดยเขายืนยันว่าภาพทั้งหมดได้รับอนุญาตจากเหล่านายแบบ-นางแบบแล้ว จึงนำขึ้นเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต

นักเรียนมัธยมสาวคนหนึ่งที่เข้า ร่วมกิจกรรมดังกล่าวกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เนื่องจากตนเองอยู่ชั้น ม.6 แล้วจึงอยากถ่ายรูปกับชุดนักเรียนเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยหวังว่าภาพที่ตัวเองถ่ายออกมาจะดูนำแฟชั่นและทันสมัย อย่างไรก็ตาม หลังจากภาพถ่ายชุดดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตจีนส่วนหนึ่งที่บอกว่า รับไม่ได้กับการกระทำดังกล่าว เนื่องจากเด็กมัธยมเหล่านี้ใช้ชุดนักเรียนจริงๆ ไปประกอบการถ่ายภาพที่ไม่เหมาะสม โดยบ้างถ่ายกับชุดชั้นใน บ้างกึ่งเปลือย หรือแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสม

“เด็กนักเรียนเดี๋ยวนี้เสรีกันมาก วิ่งตามแฟชั่นกันไปเปิดห้อง สวมชุดนักเรียนถ่ายภาพเซ็กซี่น่ะไม่เท่าไหร่หรอก เดี๋ยวนี้เขาถือเงินเป็นพระเจ้า แม้แต่เมียน้อยก็เป็นได้!” ชาวเน็ตจีนที่ใช้นามแฝงว่า “อ้าวเสี่ยว์” ระบุ

“เมื่อไหร่ที่เขา เรียกโป๊เปลือยว่าเป็นงานศิลปะ เฮ้อ! … พวกคุณเจ๋งจริงๆ เรื่องอะไรต่ำๆ ก็อ้างคำว่าศิลปะมากลบเกลื่อน วันๆ เอาแต่เลียนแบบตะวันตกมาบอกว่าอันนี้เป็นศิลปะ อันโน้นเป็นศิลปะ สอนตัวเองให้เป็นคนเสียก่อนค่อยมาสอนคนอื่น ดูบ้านเมืองเราตอนนี้สิ อย่างนี้ยังบอกว่าเป็นศิลปะ! ถุย!” ชาวเน็ตที่ใช้ชื่อว่ามู่โถววิพากษ์อย่างผ็ดร้อน

ขณะที่ชาวเน็ตจีนบาง คนก็บอกว่าภาพชุดดังกล่าวเป็นไอเดียสดใหม่ โดยไม่เพียงแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ชาวจีนที่เกิดหลังยุคทศวรรษที่ 1990 แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของวัยรุ่นเหล่านี้ด้วย

 


2.

3.

4.
 


5.

6.

7.

8.

ชุดเครื่องแบบนักเรียนจีนในปัจจุบัน

Tags:
comments Comments (0)    -
November 8th, 2011 at 5:32 pm

ทำผ้าอนามัยฉุกเฉิน-วันนั้นของเดือนอย่าลุยน้ำ!?

น้ำท่วม ส่งผลกระทบกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในแง่สุขอนามัย เนื่องจากธรรมชาติของผู้หญิงต้องมีประจำเดือน ดังนั้นหากจะลุยน้ำที่ท่วมสูงจนเปียกชื้นถึงอวัยวะเพศ ควรรู้ไว้ว้า ในช่วงนั้นของเดือน ปากมดลูกจะเปิดให้เลือดไหลออกมา จึงเสี่ยงที่น้ำสกปรกซึ่งอาจมีแบคทีเรีย เชื้อรา หรือปรสิตปะปนเล็ดลอดเข้าช่องคลอดได้ หากเป็นเช่นนั้นก็จะมีโอกาสป่วยเป็นมดลูกอักเสบติดเชื้อ สามารถลุกลามไปถึงช่องท้อง หากรุนแรงอาจเป็นหนอง เป็นฝีในช่องทาง ทว่าไม่ได้รับการรักษา ก็เสียชีวิตได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงผู้หญิงใกล้คลอดและเพิ่งคลอดบุตรมาใหม่ๆด้วย

เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าช่องคลอด ผู้หญิงมีประจำเดือนไม่ควรลุยน้ำ หากเลี่ยงไม่ได้แนะให้สวมเครื่องป้องกัน เช่น กางเกงกันน้ำ หรือชุดกันน้ำ หรือหลังจากลุยน้ำแล้วต้องรีบชำระล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ เสร็จแล้วเช็ดให้แห้ง อย่าให้อับชื้น หลังจากนั้นจำเป็นต้องคอนสังเกตความผิดปกติของช่องคลอดด้วย เช่น กลิ่นและสีของสิ่งคัดหลั่ง เป็นต้น

สำหรับผู้หญิงที่เป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม บางรายอาจมีอาหารและน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีพ ทว่าขาดผ้าอนามัยที่ต้องใช้ กรณีไม่สามารถซื้อหาได้ เฟซบุค แฟนเพจ ‘Design for Disasters’ เผยวิธีทำ ผ้าอนามัยฉุกเฉินให้ลองทำด้วยตนเองจากวัสดุอุปกรณ์ใกล้ตัวประกอบด้วย เสื้อแขนยาวที่พร้อมสละแขนเสื้อออก ผ้าสะอาดหรือทิชชู กรรไกร และเทปกาว  

วิธีทำ เริ่มจากใช้กรรไกรตัดแขนเสื้อให้ได้ความยาว 15-20 เซนติเมตร จากนั้นวางทบผ้าสะอาดหรือทิชชูให้หนาพอสมควรแล้วสอดเข้าไปในแขนเสื้อที่ตัด ออกมา ส่วนปลายของแขนเสื้อสองด้านให้ติดเทปกาวโดยให้เหลือปลายด้านกาวยื่นออกมาจาก ขอบผ้าเพื่อใช้ติดกับกางเกงชั้นในด้วย โดยหลังจากใช้งานแล้วยังสามารถดึงเศษผ้าหรือทิชชูเปื้อนประจำเดือนทิ้งไป ขณะที่ชิ้นส่วนของแขนเสื้อนำไปซักทำความสะอาดแล้วนำกลับมาประกอบและใช้ใหม่ ได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags:
comments Comments (0)    -
November 8th, 2011 at 5:24 pm

“ในหลวง” ทรงห่วงประชาชนประสบอุทกภัย

“ประยุทธ์” เผย “ในหลวง” ทรงห่วงประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม  ทรงอยากให้น้ำลดโดยเร็ว

วันนี้(8 พ.ย.) ที่กองบัญชากองกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยว่า พระองค์ทรงห่วงใยประชาชนคนไทยมาโดยตลอด และในช่วงนี้พระองค์ท่านมีพระสุขภาพไม่แข็งแรง 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยเป็นพิเศษเพราะมีน้ำท่วม และประชาชนเป็นล้านคนเดือดร้อนในเวลานี้ ฉะนั้นพระองค์ท่านอยากให้เหตุการณ์เหล่านี้ลดผลกระทบไปโดยเร็ว โดยได้พระราชทานแนวพระราชดำริและให้โอกาสให้รัฐบาลมีโอกาสเข้าเฝ้าหลายครั้ง แล้ว เป็นสิ่งที่พวกเราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วย และช่วยกันถวายพระพรให้พระองค์ท่านแข็งแรงโดยเร็ว

เมื่อถามถึงแผนการฟื้นฟูภายหลังน้ำลด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะต้องมีระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว ทั้งหมดเป็นเรื่องของรัฐบาลในการควบคุม และเราจะไปนำข้อมูลจากที่เราได้ไปพบประชาชนมาว่ามีความเดือดร้อนอะไร เราจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ออกมานำเสนอวิธีการว่าเราจะร่วมมือทำหน้าที่อย่างไรในแต่ละส่วน ทหารจะไม่เข้าไปก้าวก่ายในแต่ละกระทรวง เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพบก เมื่อถามว่าหากรัฐบาลร้องขอหรือขอการสนับสนุนกองทัพบกก็พร้อมใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลขอมาตลอด และวันนี้เราก็ทำงานกันอยู่แล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พายุนกเต็นมาจนถึงวันนี้ รัฐบาลเป็นผู้แก้ปัญหา กองทัพก็ให้การสนับสนุนในฐานะกลไกของรัฐเราปฏิเสธไม่ได้ ทุกวันนี้เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันและเรียนรู้ว่าจะอยู่กับน้ำ อย่างไร และ การแก้ไขปัญหาอย่างไร ทั้งตนเอง และภาครัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้วยจะต้องอยู่ร่วมกัน.

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 10:39 pm

ในหลวงทรงพระประชวรหลังทอดพระเนตรข่าวน้ำท่วม

7 พย. 2554 21:26 น.
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2554 เวลา 09.49 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จยังปากทางซอยใจเอื้อ จังหวัดปทุมธานี ประทับเรือที่นั่งไปยังพระตำหนักจักรีบงกช โดยมีประชาชนเฝ้ารับเสด็จตลอดทาง เมื่อเสด็จถึงผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กราบทูลรายงานสถานการณ์ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2554 มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 7 อำเภอ 60 ตำบล 522 หมู่บ้าน กว่า 7 แสนราย ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าการเสด็จเยี่ยมครั้งที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ราษฎรได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ 25,803 ราย สถานที่สำคัญทางราชการ วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และโบราณสถานถูกน้ำท่วม ขณะนี้ มีปริมาณน้ำสูงเฉลี่ย 30-140 เซนติเมตร จากนั้น ได้พระราชทานของเล่นเด็ก และทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ พร้อมทั้งมีพระราชดำรัสให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย

” จะขอร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวปทุมธานีทุกคน แต่ขอให้ทุกคนมีความอดทนอดกลั้น และมีน้ำใจเอื้ออารี ต่อเพื่อนบ้านด้วยกันเพราะจริง ๆ เราทุกคนทุกข์หมด แต่มีบางคนอาจทุกข์น้อยกว่าบางคน ขอให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตามแบบน้ำใจคนไทย ขอเล่าให้ฟังสักนิดหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยประชาชนมาก เมื่อประมาณอาทิตย์หนึ่งมาแล้วทรงทอดพระเนตรข่าวน้ำท่วม ทอดพระเนตรถึง 5 ชม.เต็ม ๆ เสร็จแล้วคงจะเป็นเพราะทรงเครียด ดูแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหัว ทรงรักประชาชนเหมือนลูกหลาน อย่างจริง ๆ และเมื่อเห็นราษฎรทุกข์ก็ทุกข์ก็ทรงทุกข์ด้วย ทุกข์เหลือเกิน แต่ท่านไม่เคยรับสั่ง จึงออกในอาการป่วยต่าง ๆ เช่น มีเลือดออก วันนั้นก็ฉุกละหุก แต่ตอนนี้่ก็คงเข้าสู่สภาพปกติแล้ว แต่หมอหาแผลไม่ได้ว่าตรงไหนที่เลือดออกเพราะส่องกล้องเข้าไปแล้วไม่เจอ ตอนนี้ก็ต้องเฝ้าดูพระอาการแต่อยากให้ทราบว่าใจพระองค์ท่านอยู่กับประชาชน เสมอ”

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 9:39 pm

กลุ่ม 40 ส.ว. จี้ “ปู” ลาออก แสดงความรับผิดชอบหลังจัดการน้ำเหลว

น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ในฐานะแกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า ตนชื่นชมและดีใจที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ แต่เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยอมรับว่าปริมาณน้ำมีเป็นจำนวนมาก แต่ถือว่านายกฯบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำล้มเหลว ผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหายนับแสนๆ ล้าน ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายที่อยู่นอกระบบ ดังนั้นหลังจากแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ตนอยากให้นายกฯ ได้แสดงสปิริต โดยการประกาศลาออก ซึ่งการเป็นผู้หญิงก็สามารถยืดอก แสดงสปิริตได้เช่นเดียวกับผู้ชาย เพราะเมื่อบริหารงานผิดพลาดก็ต้องประกาศให้โลกได้รู้ว่า เราทำงานผิดพลาด

คลิกที่นี่…..เพื่อติดตามประวัติของ น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 9:29 pm

ปชป.อัด รัฐบาลหากินกับส้วม แฉ ราคาสุขากระดาษในตลาด 111 บาท แต่มหาดไทยซื้อ 245 บาท

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยของรัฐบาลว่า ยังมีปัญหาเรื่องการกระจายของบริจาคซึ่งมีการกั๊กไว้สำหรับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และยังมีปัญหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงมหาดไทยที่ราคาสูงผิดปกติ จึงขอให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบทำให้เกิดความโปร่งใส ใครผิดให้นายกรัฐมนตรีลงโทษคนหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง

เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการจัดซื้อเรือลำละ 2 แสน 5 หมื่นบาท จำนวน 30 ลำ ขอให้กระทรวงมหาดไทยพิสูจน์ว่าเรือ 30 ลำอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร มีเครื่องยนต์หรือไม่ เพราะราคาเช่นนี้สามารถหาซื้อเรือขนาดใหญ่ได้ 2-3 ลำ

นอกจากนี้มีถุงยังชีพราคา 500 และ 800 บาท ซึ่งกระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่ามีของในถุงยงชีพจำนวนมาก แต่ประชาชนไม่ได้ยืนยันข้อมูลนี้จึงอยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นนมาตรวจสอบ เพราะมีความร้อนรนตอบโต้ชี้แจงโดยไม่มีใครเห็นว่าของถึงมือประชาชนหรือไม่ และคุณสมบัติตรงกับที่ชี้แจงหรือไม่ แต่ที่แปลกที่สุดคือ มีรายการสุขามือถือกระดาษซื้อ 3 หมื่นชุด ชุดละ 245 บาท

“ยกตัวอย่างของสุขามือถือกระดาษ ปูนซีเมนต์ไทยราคาเพียงแค่ 111 บาทเท่านั้น แถมกระดาษอีก 2 ม้วน และถุงดำอีก 10 ใบ หากซื้อในราคา 245 บาท  มีกระดาษและถุงดำให้หรือไม่ และให้ระบุชัดเจนว่าได้กระจายของเหล่านั้นไปพื้นที่ใดบ้าง ไม่อยากให้ใครนินทารัฐบาลหากินกับส้วม นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้หญิงคงไม่สนับสนุนให้คนของตัวเองหากินกับของสกปรกบนความเดือดร้อนของ ประชาชน ซึ่งหากนำเอาราคาตลาดลบกับราคาที่มหาดไทยซื้อจะมีส่วนต่างอยู่ที่ 134 บาทต่อชิ้น เท่ากับท่านซื้อแพงเกินเท่าตัว รวมส่วนต่างทั้งหมดกว่า 4 ล้านบาทเฉพาะรายการนี้แค่รายการเดียว”

นายชวนนท์ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี แสดงภาวะความเป็นผู้นำหยุดพฤติกรรมของ ส.ส.เพื่อไทยและรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ยังมุ่งสร้างความขัดแย้ง ในลักษณะมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ เช่นรัฐบาลพยายามหาคนรับบาป โดย รมว.วิทยาศาสตร์ฯ วิจารณ์ กทม.อย่างรุนแรง จึงไม่แน่ใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังเป็นนายกฯ หรือไม่ เพราะไม่ได้บริหารบ้านเมืองในทิศทางที่ถูกต้อง ควบคุมคนของตัวเองไม่ได้แม้แต่คนเดียว ปากบอกขอความร่วมมือ สามัคคี แต่คนที่ไม่ให้ความร่วมมือ คือ ส.ส.กทม.พาลูกน้องพังประตูระบายน้ำคลองสามวา และรัฐมนตรีในรัฐบาลที่วิจารณ์ กทม. ในขณะที่นายกฯ บอกทำงานประสานกันได้ดีขึ้น ทำไมจึงปล่อยให้คนเหล่านี้ออกมาวิจารณ์เอาเท้าราน้ำการทำงานของรัฐบาล นายกฯ จึงควรแสดงภาวะผู้นำเพราะหากปล่อยไปเป็นการประจานตัวเองว่าไม่เป็นที่เคารพ นับถือของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นแค่หุ่นเชิดของพี่ชาย

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวด้วยว่า ได้รับการร้องเรียนจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เอาใจ ศปภ. ตัดถนนบริเวณหน้า ศปภ.ให้นายกฯ เดินทางสะดวกเชื่อมทางขึ้นลงดอนเมืองโทลล์เวย์กลายเป็นคันกั้นน้ำทำให้ ประชาชนบริเวณดังกล่าวต้องรับน้ำเพิ่มในขณะที่นายกฯ ซ้ำเติมความทุกข์ประชาชนเพื่อความสุขสบายของตัวเองและคณะ ถ้าการมีอยู่ของ ศปภ.ต้องมีการรองรับเรื่องสาธารณูปโภค เชื่อว่าคงไม่มีประชาชนอยากให้มี ศปภ.อีกต่อไป จึงขอให้ทุบทางขึ้นดังกล่าวทิ้ง อย่าให้เกิดปัญหากับประชาชนเพิ่มเติม เพราะส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบบางส่วนได้ผลดี จะทำให้เกิดความัดแย้งในหมู่ประชาชนมากขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์แพ้สงครามน้ำแล้วอย่าอายในเรื่องอื่น เพราะไม่เหลืออะไรให้อายอีกแล้ว งบ 5 ล้านบาทจากการสร้างถนนเชื่อมโทลล์เวย์เข้า ศปภ. สามารถซื้อถุงยังชีพราคา 800 บาท แจกประชาชนได้ 6,250 ถุง

ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมฟื้นฟูพื้นที่ถนนสาย 340 มาทดแทนถนนพระราม 2 ที่อาจจมน้ำ เพื่อเป็นเส้นทางสัญจรจาก กทม.ลงใต้นั้น เป็นความตั้งใจดีของรัฐบาลแต่ไม่เห็นสัญญาณว่าน้ำจะลดระดับลงโดยเฉพาะตอน เหนือของ กทม. ยังสุ่มเสี่ยงต่อการท่วมขังของน้ำ จึงอยากให้ใส่ใจรักษาพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น ถนนพระราม 2 เป็นเส้นสุดท้ายที่ให้ กทม.ลงใต้ และกำลังมีความเสี่ยงว่าภายใน 2-3 วันอาจถูกน้ำท่วม จึงต้องทีแผนรับมือ ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลพูดในสิ่งที่เป็นจริง ปฏิบัติได้.

ที่มา  :  มติชน

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 9:22 pm

“บุญรื่น”เข้มภาษา พร้อมรับอาเซียน

นางบุญรื่น ศรีธเรศ รมช.ศึกษาฯ(ศธ.) กล่าวว่า จากการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัย ครั้งที่ 3 เรื่องนโยบายและยุทธ ศาสตร์การพัฒนาการศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน ตนเห็นว่าเป้าหมายการเตรียมตัวสู่ประชาคมอาเซียนครั้งนี้ ต้องปรับบทบาทด้านการศึกษาให้รู้ถึงศักยภาพเขา และศักยภาพเรา เพื่อการแข่งขันกับประชาคมโลกได้ ภายใต้กรอบเวลา 2 ปี ศธ.ต้องพัฒนา 5 ศักยภาพของพื้นที่ใน 5 อาชีพใหม่ แข่งขันใน 5 ภูมิภาคของโลก โดยมีระยะเวลาดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ จัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ปีแรก คือ 2555-2556 เตรียมตัวให้ชัดเจนในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งปัจจุบันไทยมีการเตรียมตัวน้อยมาก ทั้งนี้กลุ่มอาชีพใหม่ 5 อาชีพ โดยส่งเสริมพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษา การวิจัยและการพัฒนาฝึกอบรม ส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษากับนานาประเทศ

“นอกจากนี้ต้องเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน งบประมาณ เทคโนโลยี และข้อมูลความรู้ต่างๆ สำคัญที่สุด คือ การเตรียมความพร้อมทางด้านภาษา” นางบุญรื่นกล่าว

 

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 9:18 pm

• ศธ.ผุดไอเดีย ซื้อแท็บเล็ตแทนตำราถูกน้ำท่วม

ศธ.ยัน เดินหน้าโครงการแท็บเล็ต เพราะใช้แทนตำราเรียนเรียนฟรี โดยเฉพาะทดแทนส่วนที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่ “ชินภัทร” เผย โพลเรียนฟรีสะดุด เหตุน้ำท่วม คาด สำรวจเสร็จภายใน 15 พ.ย.พร้อมสั่งเขตพื้นที่ฯสำรวจการขาดแคลน ทั้งเสื้อผ้า ตำรา ของ นร.ที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว “วรวัจน์” ระบุ เตรียมแผนสำรองหากน้ำท่วม กทม.ชั้นในจะยกทีมไปทำงานที่ ม.บูรพา

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยืนยันจะเดินหน้าโครงการ One Tablet PC Per Child ต่อ เพราะเห็นว่าแท็บเล็ตสามารถนำมาใช้แทนตำราเรียนในบางส่วนได้ และยังช่วยลดภาระในการจัดซื้อตำราเรียนใหม่ทดแทนของเดิมที่ถูกน้ำท่วม ทั้งนี้ ในส่วนของตำราเรียนที่จัดซื้อใหม่นั้นจะใช้งบตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ในการจัดซื้อก่อน หากไม่พออาจเสนอขอใช้งบกลาง โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะต้องไปประเมินความพร้อมของแต่ละโรงเรียนก่อน ละคิดว่า จะสามารถใช้ได้ทันทีเพราะแท็บเล็ตไม่จำเป็นต้องมีอินเตอร์เน็ตถึงใช้ได้ เพียงแต่บรรจุเนื้อหาวิชาต่างๆ ลงไว้ในเครื่องก็สามารถใช้ทดแทนหนังสือเรียนได้

“ศธ.ยังได้เตรียมแผนสำรองไว้รองรับหากน้ำท่วมพื้นที่ กทม.ชั้นใน ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ดังนั้น จึงได้เตรียมการกำหนดให้มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นสถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราวของ ศธ.เพราะฉะนั้น หากเห็นว่ามีความเป็นไปได้จะเกิดปัญหาน้ำท่วม ศธ.ก็จะย้ายศูนย์บัญชาการไปอยู่ที่ ม.บูรพา แต่จะไม่รอย้ายเมื่อ ศธ.ถูกน้ำท่วมแล้ว หากเห็นว่ามวลน้ำเริ่มใกล้เข้ามาก็จะย้ายทันที ทั้งนี้ ม.บูรพา มีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นศูนย์บัญชาการสำรองของศธ.เพราะมีอาคารของคณะแพทยศาสตร์ที่สร้างใหม่และยังไม่ได้ใช้” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการเดินหน้าโครงการเรียนฟรีฯนั้น ขณะนี้กำลังดำเนินการใน 2 ส่วนคือ ส่วนแรก ที่มอบให้สวนดุสิตโพล ไปทำการสำรวจรายการเรียนฟรีที่ผู้ปกครองและนักเรียนต้องการเพื่อให้ได้ ข้อมูลมาใช้ดำเนินโครงการในปีการศึกษา 2555 แต่ที่ผ่านมาได้รับแจ้งทางสวนดุสิตโพลว่าการทำโพลมีปัญหาติดขัดเพราะเจ้า หน้าที่บางคนติดปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นผลโพลจึงต้องเลื่อนออกไปประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นจะจัดเวทีสัมมนาโต๊ะกลมเพื่อระดมความคิดเห็นอีกครั้ง ส่วนที่ 2 ผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยจะให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สำรวจความขาดแคลนของนักเรียนไม่ว่าจะเป็นชุดนักเรียน หนังสือเรียน เพื่อจะดูว่างบประมาณที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ โดยสามารถใช้งบประมาณปี 2554 จำนวน 37,000 ล้านบาท แต่หากไม่พอก็ต้องของบกลางเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 พฤศจิกายน 2554

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 9:11 pm

“ติ่ง มัลลิกา” ทวิตถึง “ทักษิณ” แนะปูแก้น้ำท่วมทำไมเหลว

“ติ่ง-มัลลิกา” ทวิตถาม “ทักษิณ” ชุดใหญ่ ข้องใจทำไมแนะ “ปู” แก้น้ำท่วมทำไมเหลว หรือเพราะสมอง “ปู” ดักคอเตรียมผลาญ 9 แสนล้านเทมหาเมกะโปรเจกต์ ฉะมัวแต่หมกมุ่นอภัยโทษตัวเอง ทั้งที่พายุจ่อประเทศ สวนมหาโครงการปี 48 แค่ชวนอาหรับมาปลูกข้าวที่สุพรรณฯ หรือ สงสัยสุพรรณน้ำไม่ท่วมเพราะบรรหารขอหรือไม่ กวักมือเรียกกลับมารับโทษ เชื่อดีกว่าโดนหลอกตบทรัพย์อยู่ต่างแดน

       วันนี้ (2 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ทวิตเตอร์ในชื่อ @MallikaBoon ตั้งคำถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญา ที่ได้ใช้ชื่อบัญชี @ThaksinLive โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ วานนี้ (1 พ.ย.) มีเนื้อหาแก้ต่างแทนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พร้อมอ้างว่าสาเหตุของอุทกภัยครั้งใหญ่นี้มาจากการที่ตัวเองถูกรัฐประหาร เมื่อปี 48 ทำให้ไม่มีโอกาสสานต่อโครงการในการป้องกันอุทกภัย โดย น.ส.มัลลิกา ได้ทวิตข้อความจำนวน 10 ข้อความ ดังนี้ “ทราบจากทวิต! ว่าท่านอดีตนายกฯมาหลังจากหายจากทวิตไปกว่า 4 เดือน ในฐานะคนเคยได้คุยได้สัมภาษณ์ท่านมาพอควรมีคำถามมากมายค่ะ

       “ส่งจดหมายน้อยให้ท่านทางทวิตนะคะ! มีคำถามหลายข้อ ล้วนสงสัยเองและถามแทนประชาชน! ท่านเมตตาอ่านหน่อยนะคะ”

       “สวัสดีค่ะท่านทักษิณ! ทราบว่า น้ำท่วมครานี้ท่านให้คำปรึกษาคุณปูมาตลอด จึงอยากถามว่าที่จัดการล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะท่านหรือสมองของคุณปู คะ”

       “ท่านส่งน้องสาวมา แต่ท่านส่งนางพญาเจ้าแม่ กทม.พร้อมประชาชนบ้านเลขที่ 111 มาประกบแย่งซีน ข้อมูลเยอะจนทำให้น้องสาวท่านเลอะเทอะท่านเห็นใจเธอหรือไม่”

       “วันเข้าเฝ้าฯ! น้องสาวท่านรับใส่เกล้ามาว่าทรงแนะนำให้ผันน้ำลงฝั่งตะวันออก แต่ทำไมน้ำฝ่าลงกลางกรุง มิหนำซ้ำตะวันออกยังติดม็อบ! เจตนาใด?”

       “จริงหรือไม่? ที่ว่าท่านตั้งใจให้เกิดหายนะครั้งนี้เพื่อกู้เงินฟื้นฟู 9 แสนล้าน การฟื้นฟูจะเน้นก่อสร้างเมกะมหาโปรเจกต์เร่งรัด”

       “ท่านทราบไหมว่าน้องสาวท่านเข้ามาน้ำในเขื่อนเยอะ มีพายุอีก 4 ลูก แต่ท่านใจจดจ่ออยู่กับการอภัยโทษ เธอหมกมุ่นเรื่องท่านลืมคิดเรื่องน้ำ!”

       “ท่านทราบไหมตอนนี้เครือข่ายผู้สนับสนุนไล่ปล่อยข่าวอ้างชื่อเขื่อน ปล่อยน้ำ ท่านจะแอบให้คำแนะนำ ผบ.ตร.พี่ภรรยาของท่านจับพวกมันได้ไหม”

       “ท่านคะ! โครงการเมกะโปรเจกต์ปี 48 ใช่อันเดียวกันกับที่ท่านพานักธุรกิจตะวันออกกลางไปดูที่นาที่ จ.สุพรรณบุรี คือ วาลิดอาเหม็ดจัฟฟาลีไหม?”

       “ท่านคะประชาชนทั้งหลายสงสัยว่าท่านเป็นคนสั่งนายกฯไม่ให้ผันน้ำผ่าน ทางสุพรรณบุรี เพราะเรื่องนาข้าวของพวกแขก หรือเพราะคุณบรรหารเขาขอคะ”

       “พรรคของท่านท่าทางจะควบคุมยาก เพราะแบ่งตั้ง 5-6 ก๊ก น้องชายกับน้องสาวทั้ง 2 บวกภรรยาของท่านท่าจะไม่ไหวเกินความสามารถของพวกเขาจริงๆ ค่ะ”

       “สุดท้ายด้วยความเคารพ..หยุดเถอะค่ะท่านกลับมารับโทษตามกฎหมายไม่ งั้นพวกล้มก็หลอกใช้พวกหากินก็ตบทรัพย์หรือว่าท่านหลอกใช้พวกเขาคะ?”

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 9:05 pm

ปากคำ “ปลอดประสพ” ใครทำน้ำท่วม

ขอบคุณ : แหล่งข่าว

โดย …ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม , ธนพล บางยี่ขัน

“ผม เดาว่าอีก 15 วัน มันจะหยุดและเริ่มลดเหมือนบ้านผมที่นนทบุรี แต่ภาพรวมของประเทศเราผ่าน Worst Case มาแล้ว เรามาถึง at the end จากนี้เราต้องอยู่กับมันให้ได้ แล้วก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม”       

คาดการณ์อีกครั้ง 15 วันจบ จาก ปลอดประสพ  สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานฝ่ายปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. ที่ประกาศออกทีวีให้คนปทุมธานีดอนเมือง รังสิต อพยพด่วน หลังเห็นสัญญาณไม่ดีจากการซ่อมประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว ก่อนจะถูกตำหนิจากคนในรัฐบาลด้วยกันว่า สร้างความแตกตื่นเพราะรัฐบาลยืนยันกรุงเทพมหานคร (กทม.)ไม่มีท่วมแน่ สุดท้ายก็พิสูจน์แล้วว่าคำเตือนของปลอดประสพเป็นจริง กทม. หลายพื้นที่จมน้ำ! นับแต่นั้น “บิ๊กปลอด” ก็ถอยฉากออกจาก ศปภ.มาทำหน้าที่เตือนภัยส่วนตัว ที่เป็นข่าวพาดหัวมากกว่า ศปภ.
ปลอดประสพ สุรัสวดี

เวลาที่เหลือจากนี้ กทม.ชั้นในจะรอดไหม?เจ้าตัวบอกไม่อยากตอบ ถ้าจะท่วมก็นิดเดียวอย่างเก่งก็หัวเข่า แต่สถานการณ์โดยรวมมาถึงปลายทางแล้ว มวลน้ำตอนนี้เหลือ 8,000-1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ค้างทุ่งประมาณ 25%ลงมาอย่างเก่งก็ 3,000-4,000 ล้าน ลบ.ม. ที่จะไหลมาอยู่รอบ กทม. แต่ใน 1 หมื่นล้าน ลบ.ม.ก็ต้องค้างอยู่ประมาณ 3,000-4,000 ล้าน ลบ.ม. เพื่อใช้ในการเกษตร

“ก้อนใหญ่แบบไหลพลั่กๆ มาที่ กทม. ไม่มีแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ส่วนตะวันตกหรือย่านฝั่งธนฯ จะท่วมเกือบทุกเขต ปัญหาคือ น้ำไม่ระบายไปด้านตะวันออกลงอ่าวไทย เพราะแม่น้ำบางปะกงสูงกว่าย่านรังสิต 2 เมตร เช่นเดียวกับที่ริมทะเล แถวคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ก็สูงเพราะเป็นสันทรายดังนั้น ถ้าจะออกได้เร็วก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปั๊ม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ปั๊มจริง”

วิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ในมุมมองปลอดประสพ ถือว่ารุนแรงกว่าปี 2538 มาก เป็นรองก็แค่ปี 2485 แต่ถ้าให้แจกแจงสาเหตุมาจากอะไร เขาบอก นอกจากภัยธรรมชาติที่มากกว่าทุกครั้ง ยังมาจากปัจจัยหลายส่วน เช่น เมื่อต้นปี ก่อนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งมี ธีระ วงศ์สมุทร เป็น รมว.เกษตรฯ และผู้ว่าการ กฟผ.ขณะนั้น ได้ระบายน้ำออกจากเขื่อนภูมิพล กับเขื่อนสิริกิติ์น้อยกว่าปกติเมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมา เพราะต้องการเก็บน้ำไว้ทำนาปรัง โดยเชื่อใน “โครงการประกันรายได้”

“พวกผมเป็นรัฐบาลในเดือน ก.ย. พอปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในเดือนนั้น ฝนก็ยังตกหนักอีก เลยทำให้ความเสียหายมันรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลเก่าจะมาว่าพวกผม ก็ว่าได้หลังเดือน ก.ย.ว่า ปล่อยน้ำมาก เหตุที่ปล่อยมากเพราะ กฟผ.กลัวเขื่อนพัง แต่การที่ไม่ปล่อยก่อนเดือน ก.ย.เพราะรัฐบาลที่แล้วต้องการจะเก็บไว้ทำนาปรัง สรุปรัฐบาลที่แล้วปิดเขื่อนแต่เราเป็นคนปล่อย”

อีกประการที่ ปลอดประสพ ซัดตรงๆ การทำหน้าที่กรมชลประทาน “ผมขอตำหนิ กรมชลฯ ใส่ใจกับน้ำท่า (น้ำแม่น้ำ) มากเกินไป ละเลยน้ำทุ่ง(น้ำตามพื้นดิน) ทั้ง ที่กระทรวงวิทย์ใช้ดาวเทียม คีออส ถ่ายภาพน้ำทุ่งมายันตลอด แต่กรมชลฯ ก็ไม่ยอมรับความจริง กระทั่งเกิดน้ำท่วมที่อยุธยา กรมชลฯ จึงเริ่มยอมรับว่ามันมีน้ำทุ่ง และก็ควบคุมน้ำทุ่งไม่ได้ ที่จริงถ้ากรมชลฯ ใส่ใจเรื่องน้ำทุ่ง และยอมรับว่ามันมีน้ำทุ่ง ฟังความเห็นของคนที่รู้เรื่องน้ำทุ่ง สถานการณ์จะดีกว่านี้”

ได้พูดเรื่องนี้ใน ศปภ.ไหม?…รมว.วิทยาศาสตร์ฯเสียง เข้ม “ผมพูดตั้งแต่ยังไม่เป็น ศปภ.ด้วยซ้ำซึ่งกรมชลฯ แย้งว่า มีน้ำที่ประตูน้ำบางไทรเท่าไรเขื่อนชัยนาทเท่าไร นครสวรรค์เท่าไร มีน้ำไหลกี่คิวเซค ไม่เคยใช้ภาษาว่ามีกี่ล้านตัน ก็ต้องยอมรับว่ากรมชลฯ ไม่มีคนที่มีประสบการณ์ด้านการระบายน้ำเพราะเขาไม่ได้สร้างและเขาก็ไม่เคย เจออย่างนี้มาก่อน ส่วนใหญ่มาจากสายก่อสร้างทั้งนั้น ตรงนี้จึงเป็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ วันข้างหน้ากระทรวงเกษตรฯ ต้องอย่าปล่อยให้การเมืองมาชี้นำจนกระทั่งโครงสร้างของราชการไม่ครอบคลุมต่อ สาระที่เป็นประโยชน์ของสังคม

ปลอดประสพ ยังตำหนิกรมชลฯ อีกว่า การให้ข้อมูลของกรมชลฯ ไม่ตรงตามที่คนอยากรู้ว่าน้ำไปถึงไหนแล้ว จะท่วมบ้านเขาไหม ท่วมนานเท่าไร เมื่อไรจะระบายออกไป

“กรมชลประทานบอกไม่หมด แต่ผมไม่ได้ว่าเขาปกปิดข้อมูลนะ”

แล้วทำไมเขาไม่บอก… “ก็เขาไม่สนใจไง เขาไปทำอย่างอื่นไง ผมถึงได้เตือนบ่อยๆ ว่า น้ำมาถึงตรงนั้นแล้วนะ ตรงนี้แล้วนะ จะเดือดร้อน ให้ขึ้นชั้นสองนั่นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ แล้วผมก็ลงพื้นที่ไปวัดระดับน้ำเองเลย”

เขาย้ำว่า ใน ศปภ.ไม่มีใครวิเคราะห์เรื่องระดับน้ำที่เข้าท่วมแต่ละพื้นที่อย่างจริงจัง กรมชลฯ ก็ไปทำอย่างอื่น เมื่อกรมชลฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักไม่คิดทำแล้วใครจะไปทำได้ ก็ต้องเดากันหมด ซึ่งมันไม่ควรเดาในภาวะอย่างนี้

“ความจริงผมไม่อยากวิจารณ์ถึงขนาดนั้นว่าใครไปเลือกที่ไหนว่าควรจะมีน้ำ หรือไม่มีน้ำ ไม่อยากจุดประเด็น แต่มั่นใจว่ากรมชลประทาน แต่ไหนแต่ไรรัฐมนตรีว่าการจะคุมเองทุกสมัย มันแปลว่าอะไร เพราะงบประมาณเยอะหรือไม่”

การที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ดูกระทรวงเกษตรฯ แต่เป็นของพรรคชาติไทยพัฒนา ปรับครม.ครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะคุมเองหรือไม่เพื่อให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมเกิดเอกภาพ ปลอดประสพ ตอบว่า ความจริงพรรคเพื่อไทยพูดตั้งแต่เป็นฝ่ายค้านแล้วว่า เมื่อเราหาเสียงเรื่องชาวนา คนรากหญ้า เราก็ควรดูกระทรวงเกษตรฯ ด้วย ฉะนั้น หลังน้ำท่วมเสร็จ เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นทางการเมืองที่ สส.ในพรรคเพื่อไทยจะนำมาอภิปรายกัน เราเคารพพรรคร่วมรัฐบาลเพราะไปเชิญมา แต่ที่พูดเพราะเป็นข้อเท็จจริง ไม่มีเจตนาให้ร้ายหรือรังเกียจ

การทำงานใน ศปภ.ที่ดูไม่มีความเป็นเอกภาพมีคณะกรรมการหลายชุดพะรุงพะรังทำให้เป็นปัญหา ต่อการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในการแก้วิกฤตน้ำท่วมหรือไม่ “ปลอดประสพ”ตอบแบบอึดอัดเหมือนอยากระบายออกมา

“ไม่รู้…ผมมุ่งแต่เรื่องของผม ไม่อยากก้าวก่ายคนอื่นเพราะเราก็ไม่ได้รู้จริง แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าใครจะรู้จริงเท่าไรหรอก…เรื่องคณะกรรมการหลายชุดอาจจะ พัฒนาไปตามสถานการณ์มั้งช่วงหลังผมก็ไม่อยากยุ่งทางด้านเทคนิคมากเกิน ผมก็ให้ ดร.รอยล จิตรดอน ดร.อานนท์สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นข้าราชการสายตรงมาจากผม และลูกน้องเขาอีก 3-4 คนไปช่วยส่วนผมก็ถอยออกมาช่วยประชาชน ไม่ใช่ผมถอนตัว แต่ผมรู้มันเป็นเรื่องเทคนิค ตอนนี้ผมก็ยังช่วยอยู่”

ปลอดประสพ พูดเสียงเข้มว่า ถ้าสิ่งที่ผมเตือนว่าน้ำจะท่วม กทม.แน่ และทุกคนเชื่อตาม แนวทางการทำงานจะไปทางนั้นหมดว่า พื้นที่ไหนจะท่วมก่อนหรือหลัง จะลึกตื้นแค่ไหน และดูว่าใครจะเดือดร้อน การบริหารจัดการตรงไหนจะมีปัญหา มันจะถูกแก้ไปตั้งแต่วันนั้น แต่เมื่อไม่เชื่อว่ามันไม่ท่วม ไปเชื่อว่าบริหารจัดการได้ มันก็ไม่ได้มีความพยายามไปสู่จุดที่ผมพูด

ทำไมเขาไม่เชื่อท่าน?เจ้าตัวรีบตอบ ก็มันไม่เคยเกิดขึ้น เขาอาจมองว่าผมเป็นคนกล้าโดยนิสัยอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าผมพูดบนพื้นฐานทางวิชาการ 100%

ผมไม่เหมือนคนอื่นนะ ผมมีประสบการณ์ทำเรื่องน้ำมานาน ผมมีลูกน้องและเพื่อนที่ทำเรื่องนี้ ช่วงนี้ก็มีฝรั่ง (ฮอลแลนด์) มาช่วยประเมินด้วย ซึ่งเขาก็ประเมินหนักกว่าผมตั้งเยอะ กระทรวงวิทย์ฯ ก็มีข้อมูลป้อนให้ และผมก็ลงพื้นที่ ก่อนที่ผมจะพูด ผมไปดูแล้วดูอีกคลองลาดพร้าวผมไป 3-4 ครั้ง ฝั่งตะวันตก ผมบินไปดู นั่งรถไปดู 5 รอบแล้ว ฉะนั้นก่อนผมจะพูดจะผ่านการสังเคราะห์หมด ผมจะพูดส่งเดชได้ไง แล้วผมเป็นใคร ถามจริงเหอะ”

ปลอดประสพ ยกตัวอย่าง เรื่องที่เคยเสนอแต่ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ เช่น เคยบอกในที่ประชุมกับ ผวจ.นครสวรรค์ ให้ระวังเขื่อนที่กั้นรอบแม่น้ำเจ้าพระยาจะพัง ต้องจัดเวรยาม 24 ชั่วโมง และทำเขื่อนสองชั้น ซักซ้อมชาวบ้านเปิดไซเรนเพื่อหนีหาจุดอพยพ สุดท้ายเขื่อนก็พังจริงจากนั้นได้กลับมาพูดใน ครม. โดยย้ำว่าขอฝาก รมว.มหาดไทย ไปบอกทุกแห่งไว้ที่ทำเขื่อนดินเพราะอาจเกิดปัญหาถ้าแช่น้ำนาน มันจะแตก แล้วพอมาเห็นนิคมฯ ทั้งหลายเห็นก็รู้ ฉะนั้นเวลาจะป้องกันนิคมใหญ่ๆ มันไม่มีทางเอาอยู่

“เราพยายามสร้างเขื่อนดินสูง 3-4 เมตรในเวลากะทันหัน มันจะเอาอยู่ได้ยังไง เขื่อนดินเท่าลูกแมว น้ำก็มาเป็นพายุ แน่นอนเราต้องสู้ก่อน แต่เวลาที่สู้ เอาไปย้ายของไม่ดีกว่าหรือ เห็นมั้ยสุดท้ายก็พังหมด ผมเห็นนวนครแตกไปต่อหน้าผม ผมพูดก่อนไม่ถึง 15 นาทีถ้าผมไม่เตือนให้รีบหนี ก็จะมีคนเจ็บตัวมากกว่าอีก”

แล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่ส่งสัญญาณเตือนแรงๆ คนจะได้เตรียมการเนิ่นๆ ปลอดประสพบอก ไม่รู้เหมือนกัน …อันนี้แล้วแต่จุดยืน ของผมในฐานะที่ทำเรื่องการเตือนภัย หรือ Early Warning ผมจึงถูกฝึกให้เตือนล่วงหน้ามากๆตามทฤษฎีที่ถือว่า ชีวิตของมนุษย์สำคัญกว่าการที่ใครจะมาโกรธหรือตกใจ ผมไม่สนใจหรอกใครจะตกใจ แต่ผมให้คุณรอดก็พอ คุณจะตามด่าทีหลังไม่เป็นไร เพราะผมถูกด่าคนเดียว

คำวิจารณ์ที่ว่า ถ้ารัฐบาลบริหารงานแก้ปัญหาดีกว่านี้อาจช่วยลดความรุนแรงลงได้จริงแค่ไหน…ปลอด ประสพ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “ไม่รู้…ไม่กล้าตอบ (หัวเราะ)…เอางี้ ผมตอบได้แต่เพียงว่า แม้แต่ตัวผมเอง ก็ยังรู้สึกว่ารู้น้อยไป ผมอยากรู้มากกว่านี้ จะได้ช่วยคนได้มากกว่านี้ แต่ทำไงได้ ผมรู้แค่นี้

เมื่อ’ปลอด’ประสบภัย

แม้จะรั้งตำแหน่งประธานฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) แต่อีกด้าน “ปลอดประสพ”ยังคงมีสถานะเป็น “ผู้ประสบภัย” น้ำท่วมไม่แตกต่างจากชาวบ้านอีกหลายๆ คน

เป็นคนแรกที่แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า จนสร้างความแตกตื่นโกลาหลวันนั้น แต่กลายเป็นจริงในเวลานี้ สภาพบ้านพักบนเนื้อที่กว่า30 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใต้สะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ของเขาก็ไม่อาจรอดพ้นมวลน้ำก้อนมหึมาครั้งนี้ได้

ค่ำของวันนั้น หลังจาก “ปลอดประสพ”ออกแถลงเตือนประชาชน เขาก็รีบกลับบ้านย่านไทรม้าแห่งนี้ เล่าให้ภรรยาและลูกฟังถึงสิ่งที่เขาเชื่อว่าน้ำจะท่วมเข้าที่บ้านแน่ แต่กลับถูกด่าบานเลย

“ลูกก็บอกไม่เป็นไรนะพ่อ แต่ผมก็บอกทุกคนว่ายังไงก็คงท่วมแน่ รวมทั้งตัวเรา ฉะนั้นก็เก็บของดีกว่า ทุกคนก็ช่วยกันเก็บ เก็บอยู่หลายวัน โดยเฉพาะบ้านลูกที่เตี้ยกว่าเพื่อนพอเริ่มท่วมก็ให้คนเกือบ 30 คน อพยพไปอยู่พัทยา เอาคนใช้ คนเลี้ยงหลานไปด้วย”

บ้านของ “ปลอดประสพ” รัฐมนตรีที่ร่ำรวยที่สุดในรัฐบาลประกอบไปด้วย 3 หลัง เขาอยู่อาศัยเองหนึ่งหลังตรงกลาง และอีก 2 หลังข้างๆ ของลูกๆ        

ด้วยความเชื่อลึกๆ ก่อนหน้านี้ว่า อย่างไรน้ำต้องท่วมแน่ ทำให้เขาเตรียมแผนป้องกันแต่เนิ่นๆ ด้วยการทำคอนกรีตเสริมรอบบ้าน50 ซม. และขนของขึ้นไปอยู่ที่สูง สุดท้ายน้ำก็เอ่อขึ้นมาเกินแนวที่กั้นไว้เข้ามาท่วมพื้นที่เฉลี่ยน้ำสูง เกือบ 1 เมตร ซึ่งตั้งแต่ปลูกบ้านมาตั้งแต่ปี 2475 ยังไม่เคยพบอะไรจะมากเท่านี้

“เป็นความเชื่อของผม และผมก็ปฏิบัติจริงๆ ในครอบครัว เป็นความเชื่อเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เป็นความเชื่อที่ผมถูกฝึกมา ผมไม่ได้ทำอะไรวิเศษพิสดาร ผมถูกฝึกมาอย่างนี้ ยังมีหลายคนที่น้ำท่วมแล้วตอนนั้น เพราะไม่ยอมเชื่อ จนพูดกันเป็นโจ๊กกันเล่นๆ ว่า ถ้าเชื่อผมก็สบายไปแล้ว”

หลังจากน้ำท่วมบ้าน “ปลอดประสพ” ส่งภรรยาและลูกไปยัง จ.ชลบุรี ขณะที่ตัวเขาเองยังอยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต โดยใช้เรือออกมาจากบ้าน ก่อนจะต่อรถยนต์ออกไป ศปภ.และตรวจพื้นที่

ที่น่าสนใจคือ บรรดาสัตว์เลี้ยงหายากจำนวนมากในบ้านที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับน้ำท่วมครั้ง นี้ ไม่ว่าจะเป็น นกยูงอินเดีย 5-6 ตัวที่เกิดในบ้านหลังนี้ ห่าน 3 ตัว เป็ดป่าเกือบ20 ตัว เป็ดธรรมดากว่า 20 ตัว ไก่ป่าเกือบ 20 ตัว ฯลฯ ที่ต้องกลายเป็น “สัตว์ประสบภัย” จากเดิมเลี้ยงอยู่พื้นดินรอบบ้านต้องขยับมาอาศัยอยู่ในบ้าน บนหลังคาระเบียงบ้าน ขณะที่ตัวเขาเองก็นอนชั้นสอง

“อย่างนกยูง ผมกินข้าวอยู่ มันยังมาแย่งผมกินข้าวด้วย มันหิวมันก็มาเกาะ ผมก็บอกเอ้ย ไป สุดท้ายก็ต้องแบ่งข้าวให้มันกิน เพราะปกติมันกินยอดไม้อ่อนๆ หรือหาหนอน แต่หนอนอยู่ในดิน จะไปหายังไง เพราะน้ำมันท่วม มันก็มาแย่งผมกิน”

นอกจากสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังมีสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงเข้ามาหลบน้ำท่วมในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ ทั้งงูจงอางตัวใหญ่ที่มาขดอยู่บนต้นไม้ หรือแมงป่องที่มาหลบอยู่แถวผ้าเช็ดเท้า พอคนในบ้านไปจับผ้าก็โดนต่อยบวมใหญ่

ความเสียหายจากน้ำท่วมเที่ยวนี้ ยังทำให้รถยนต์ของเขาและครอบครัวเสียหายไปแล้วกว่า 4 คัน โดยเฉพาะที่น่าเสียดายเป็นพิเศษคือ รถยนต์โบราณตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษที่เวลานี้ทำได้เพียงแค่การจอดไว้โดยยกหัว รถขึ้นเพื่อให้พ้นน้ำซึ่งคันปัจจุบันที่ใช้อยู่ต้องไปยกท่อไอเสียให้สูงพ้น น้ำ ซึ่งโดนร้านโขกราคาไป 1,500 บาท จากเดิมเคยทำแค่ 500 บาท

ยังไม่นับรวมกับ “ต้นไม้” ที่เขาปลูกไว้เต็มพื้นที่ หลายต้นเริ่มเหี่ยวเฉาจากน้ำที่เจิ่งนองโดยเฉพาะต้นทุเรียนที่เขาเสียใจเป็นที่สุด

สถานการณ์ ณ เวลานี้ “ปลอดประสพ”มองว่า “จบแล้ว” รอแค่น้ำลดลง และเชื่อว่าวันที่ 7 พ.ย. น้ำในถนนในบ้านพักจะแห้ง แต่งานใหญ่ในช่วงหลังน้ำลดคือ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเข้าบ้าน ที่อาจเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้

“ต่อไปนี้ไม่ยอมแล้ว ผมจะทำเขื่อนเป็น 2 ชั้นแล้ว เขื่อนล้อมทั้งบ้าน แต่ที่บ้านผมมันใหญ่30 กว่าไร่ ต้องทำเนินดินรอบใหญ่หนึ่งรอบแล้วก็จะทำรอบเล็กอีกรอบ คุมบ้านผม 3 หลังไว้ เดี๋ยวจะเริ่มทำตอนหน้าแล้ง ใช้เป็นดิน ไม่มีอะไรดีกว่าดินเหนียว ต้องยอมซื้อดิน ให้เขาเอามาลงหน้าบ้านใส่เรือค่อยๆ ทำไปทั้งปี”

แวบไปถามรัฐบาลนี้โชคร้ายหรือไม่ที่มาเจอวิกฤตน้ำท่วมพอดี เจ้าตัวรับสภาพ มันเป็นจังหวะบังเอิญ แต่ถ้าเราผ่านวิกฤตนี้ได้ วันหน้าเราก็ผ่านวิกฤตอย่างอื่นได้อีก “มันก็หนักนะ เพราะมันทำความลำบากให้กับคน ต่อให้ทำดีอย่างไร มันก็เกิดความลำบาก

แล้วใครมันจะชอบเขาเดือดร้อนน้ำท่วมบ้าน ท่วมรถ คนก็ต้องวิจารณ์เป็นเรื่องธรรมดา เขาเลยต้องหาเหตุด่า  ในยามนี้จะให้คนรักคนสรรเสริญไม่มีทาง ถ้าคิดอย่างนั้น โกหกตัวเองอีก”

ปลอดประสพ ทิ้งท้ายสำหรับคนกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่กำลังลุ้นระทึกว่าน้ำจะท่วมบ้านหรือไม่ ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มันเป็นบทเรียนให้กับคนไทยว่า การที่ กทม.จะถูกน้ำท่วมแค่เอวเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ “จะเอะอะโวยวายก็ไม่ได้ประโยชน์ แล้วคนกรุงเทพฯ ก็อย่าคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น

เมื่อก่อนคนกรุงเทพฯ ดูข่าวน้ำท่วมก็คงรู้สึกเพียงแค่สงสารอยากจะช่วย แต่วันนี้ไม่พอแล้ว คนกรุงเทพฯ จะต้องคิดว่ามันสามารถเกิดกับตัวเองได้ คนกรุงเทพฯ จะสูงกว่าคนอื่นไม่ได้ บ้านผมถึงไหล่ชาวอยุธยาล่อไปมิดหัว แล้วมันทำไงล่ะ”

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 8:55 pm

ปูปัดตอบ”111″จี้เปลี่ยนตัวนายกฯ

ปูปัดตอบ”111″จี้เปลี่ยนตัวนายกฯ

“ยิ่งลักษณ์”ปัดตอบกระแสข่าว สมาชิกบ้านเลขที่111เรียกร้องให้เปลี่ยนตัวนายกฯ

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. เวลา 13.30 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีที่มีกระแสข่าวออกมาว่าสมาชิกบ้านเลข ที่ 111 ไม่พอใจการทำงานของนายกฯ และเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวนายกฯเป็นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ หรือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมแทนนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ถือเป็นสีสันดีค่ะ”

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงสถานการณ์หน้าบ้านพักที่ซ.โยธินพัฒนา 3 ที่เริ่มมีน้ำผุดจากท่อ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าเห็นในข่าวเช่นเดียวกัน และตอบกลับไปยังสื่อมวลชนว่า “ดีค่ะ จะได้ท่วมเป็นเพื่อนกันนะคะ” ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่จะเดินขึ้นลิฟท์ไปยังห้องทำงานนายกฯโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวล ชนอีก

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 8:47 pm

“แทนคุณ” แฉขาใหญ่ดอนเมือง ห้ามผู้อพยพรับความช่วยเหลือจากพรรคอื่น

“อี้-แทนคุณ” อัดรัฐส่งสัญญาณดอนเมืองดีขึ้น ทำชาวบ้านไม่ยอมอพยพออก ขณะความเป็นอยู่น่าห่วง น้ำเริ่มเน่า การช่วยเหลือเข้าไม่ถึง บางคนเครียด กัดลิ้นฆ่าตัวตาย แฉขาใหญ่ดอนเมืองขู่ผู้อพยพในสนามบิน ห้ามรับความช่วยเหลือจากพรรคอื่น

วันที่ 7 พ.ย.นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เขตดอนเมือง ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มดีขึ้นน้ำลดลงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากน้ำได้กระจายตัวเข้าพื้นที่ กทม.ชั้นในมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาการขาดแคลนเรื่องอาหาร เพราะมีประชาชนอาศัยในซอยจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนโด นอกจากนี้ น้ำยังเริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น มีคนป่วยต้องการยารักษาโรคจำนวนมาก ที่รัฐบาลยังดูแลไม่ทั่วถึง รวมทั้งปัญหาเรื่องโรคผิวหนังจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน

“สิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุด คือ นมเด็ก แต่ชาวบ้านกลับมีความหวังที่จะอยู่ในพื้นที่ต่อไป เพราะคิดว่าระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว หลังจากท่วมขังในระดับสูงสุดเกือบ 2 เมตร มานาน 3 สัปดาห์ ประกอบกับรัฐบาลส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ที่ดอนเมืองจะดีขึ้น ทำให้ประชาชนไม่ยอมอพยพ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกมากโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ซึ่งในส่วนของผมแบ่งการช่วยเหลือ 3 ทาง คือ อพยพ ดูแลปัจจัยสี่ เช่น อาหาร ที่ดูแลสามมื้อ แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งพื้นที่ และการดูแลรักษาพยาบาลฉุกเฉิน นำคนป่วยส่งโรงพยาบาล ซึ่งผมอยากให้คนอพยพออกมาให้มากที่สุด เพราะความช่วยเหลือเข้าถึงยากมาก มีความเสี่ยงในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น ที่ผ่านมา มีคนพยายามฆ่าตัวตาย ผมได้ช่วยเกลี้ยกล่อมหนึ่งรายที่พยายามกัดลิ้นฆ่าตัวตาย จนในที่สุดก็ยอมอพยพออกมา”

ส่วนผู้อพยพที่ศูนย์ ศปภ.ดอนเมือง ขณะนี้มีประมาณ 350 คน ในส่วนของตนได้ประสานให้ความช่วยเหลือเรื่องอาหาร แต่ก็ประสบกับปัญหา เพราะชาวบ้านไม่กล้ายอมรับความช่วยเหลือ โดยชาวบ้านบอกว่า มีนักการเมืองขู่ว่าถ้ารับความช่วยเหลือจากพรรคประชาธิปัตย์ จะตัดความช่วยเหลือด้านอื่น ทำให้ชาวบ้านเกิดความกลัว และในขณะนี้ก็อยู่กันอย่างยากลำบากมากขึ้น ทั้งเรื่องอาหาร น้ำประปา และไฟฟ้า ซึ่งตนอยากฝากถึง นายการุณ โหสกุล ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ว่า อย่าเลือกปฏิบัติและต้องดูแลให้ทั่วถึง และมีประชาชนจากหมู่บ้านรัตนาวลัย ร้องเรียนว่า ประสานขอความช่วยเหลือไป แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่ช่วยเหลือ เพราะไม่ได้เลือกนักการเมืองคนนั้น

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 12:00 pm

ขอแสดงความยินดีกับ “ครู” สังกัด สพป.กพ.เขต 1 รับเงินวิทยฐานะแล้ว

www.สมเดช.com ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนพิเศษแล้ว

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ได้มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 2555 โดยมีการโอนเงินวิทยฐานะและเงินตอบแทนพิเศษรายเดือน แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประจำเดือนตุลาคม 2554 เข้าบัญชีแล้ว

โปรดคลิกเข้าไปตรวจสอบดูกันเองก็แล้วกันนะ….ว่ามีใครได้บ้าง?

 

เรื่อง ขอเบิกเงิน……………โปรดคลิกที่นี่

 

รายชื่อผู้ที่ได้รับเงินโอนเข้าบัญชี….คลิกที่นี่

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 6:48 am

เอกยุทธ อัญชันบุตร วาทะเปิดศึก‘แม่ญิง’

เอกยุทธ อัญชันบุตร เปิดประเด็นทางการเมืองที่สะเทือนไปถึงสตรีชาวเหนือ

เพียงเพราะไม่พอใจการทำงานของ “แม่ญิง” คำที่เรียกสตรีภาคเหนือ ในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่วิวาทะอันเสียดสีว่า “ไร้สติปัญญา” และ “เหมาะกับอาชีพขายบริการ” กลับตีขลุมกระทบถึงสตรีชาวเหนือโดยรวม

เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ด็อทคอมคนเดียวกันนี้ เคยต่อต้านโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

คนเดียวกันนี้ที่เดินเข้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมข่าวสะพัด จ้างบางพรรคโค่นรัฐบาลแม้ว 1 กระทั่งต้องปฏิเสธพัลวัน

เคยต้องคดีแชร์ชาร์เตอร์ และกบฏทหารนอกราชการ พ.ศ.2528

หนีออกนอกประเทศ กลับมาหลังคดีหมดอายุความ

เกิดเดือนมิ.ย. 2502 ระบุเป็นนักศึกษา ด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การคลัง มหาวิทยาลัยแปซิฟิก ฮาวาย

ปี 2525 เปิดบริษัทนายหน้า ชาร์เตอร์ อินเวสต์ เมนต์ มีชาวบ้านยุคนิยมแชร์แห่เอาเงินไปให้ลงทุน

เดือนพ.ย. 2527 รัฐบาลดำเนินคดีแชร์แม่ชม้อย ทิพยโส แชร์แม่นกแก้ว ใจยืน ฐานฉ้อโกง

แต่เจ้ามือในเครือข่ายโยงใยออกนอกประเทศก่อนมีหมายจับ

น้ำลด ตอผุดระนาว ผู้เสียหายหลายพันคนเข้าร้องเรียนกองปราบปราม

ช่วงหนีไปเยอรมนี ร่วมกับพ.อ.มนูญ รูปขจร ก่อกบฏทหารนอกราชการ 9 ก.ย. 2528

ไม่สำเร็จ เปลี่ยนชื่อเป็น จอร์จ ตัน<>/b

2547 จัดไฮด์ปาร์กไล่พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ผู้ร่วมชุมนุมมีจำนวนจิ๊บๆ ต้องเปลี่ยนยุทธวิธีมาเป็นออกโจมตีเรื่อยๆ

เปิดเว็บไซต์ส่วนตัวไว้เป็นช่องทางถล่มออนไลน์เหมือนกับรอบล่าสุดนี้ ย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสตรีภาคเหนือทั้งภาค

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 6:32 am

เวเนซุเอลาคว้ามงกุฎมิสเวิลด์2011

เวเนซุเอลาคว้ามงกุฎมิสเวิลด์2011

สาวงามจากเวเนซุเอลา คว้ามงกุฎมิสเวิลด์ 2011 ส่วนฟิลิปปินส์ได้รองอันดับ 1 –เปอร์โตริโกรองอันดับ 2

เมื่อ วันนี้ (7 พ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ว่า การประกวดนางงามโลกประจำปี 2554 “มิสเวิลด์ 2011” ที่เอิร์ล คอร์ต กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รอบตัดสินเมื่อคืนวันที่ 6 พ.ย. ปรากฏว่า น.ส.อิเวียน ลูนาซอล ซาร์กอส โคลิเมนาเรส วัย 22 ปี จากเวเนซุเอลา คว้ามงกุฎไปครอง ส่วนรองอันดับ 1 ได้แก่ น.ส.กเว็น โดลีน กาแอล ซานดรีน รูไอส์ สาวงามจากฟิลิปปินส์ และรองอันดับ 2 น.ส.อมันดา วิคตอเรีย วิลลาโนวา เปเรซ สาวงามจากเปอร์โตริโก ทางด้าน “น้องจูลี่” พัชริดา รอดคงคา ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย พลาดทุกรางวัล

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีสาวงามจาก 113 ประเทศเข้าร่วมการประกวด ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จากการประเมินของกองจัดการประกวด คาดว่าจะมีผู้ชมกว่า 1 พันล้านคนใน 150 ประเทศทั่วโลกเข้าชมการถ่ายทอดสดในครั้งนี้.

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 6:28 am

“ไพจิต”ยุปรับขรก.แทนรมต.

 “ไพจิต”ยุปรับ ขรก.แทนรมต. เด้งอธิบดีกรมชล-ปภ.-ผวจ.หลายเก้าอี้ อ้างเป็นมือไม้รัฐบาลเก่า

เมื่อ วันนี้ ( 6 พ.ย.) พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวจะมีการปรับครม.ว่า ขณะนี้รัฐบาลทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอุทกภัยหรือการเยียวยาผู้ประสบภัย และรัฐมนตรีทุกท่านทุ่มเททำงานเต็มที่ แต่อุทกภัยครั้งนี้เป็นเรื่องที่สุดวิสัยที่จะป้องกันไม่ให้น้ำท่วมปริมณฑล และกทม.บางส่วนได้ แต่ทั้งนี้การปรับครม.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือ ยัง

ด้าน นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวว่า ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีรัฐบาลชุดไหนปรับครม.ทั้งที่เข้ามาทำงานได้เพียง 1-2 เดือน แม้เหตุน้ำท่วมจะเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน และแม้จะให้เหตุผลว่าปรับเพื่อให้เกิดประสิทธิทำงานและแก้ไขปัญหา แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรให้เวลาการทำงานมากกว่านี้ และยังเร็วไปที่จะพูดถึงการปรับครม. แต่สิ่งแรกควรจะพิจารณาเรื่องการปรับข้าราชการ อธิบดีบางกรมที่เป็นเจ้าภาพแก้ไขปัญหา แต่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สิ่งนี้เป็นเรื่องชอบธรรมที่สามารถดำเนินการได้เลย แทนที่จะไปปรับนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ควรปรับอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งเป็นกลไกการทำงานเสียก่อน หรืออย่างกรณีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ถ้าไม่เข้าท่า แทนที่จะปรับรมว.มหาดไทย ควรปรับอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อทำให้งานกระฉับกระเฉง

“นอก จากนี้ผู้ว่าฯที่ดูแล้วทำงานไม่เข้าท่าก็ควรปรับเพื่อให้กลไกภาครัฐปฏิบัติ งานได้เต็มที่ เพราะบางคนก็ถูกแต่งตั้งมาจากรัฐบาลที่แล้ว ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาต้องคุ้นเคยและอาลัยอาวรณ์กัน อย่างกระทรวงมหาดไทย เพิ่งปรับแค่ปลัดกระทรวง ส่วนข้าราชการระดับสูงคนอื่น เป็นของรัฐบาลเดิมทั้งหมด เราก็ต้องพิจารณาในส่วนที่เป็นมือเป็นไม้เหล่านี้ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำโดยด่วน แต่ฝ่ายการเมืองควรจะให้เวลาทำงานต่อไปอีกสักระยะ ส่วนตัวมองว่าควรจะปรับหลังจากที่รัฐมนตรีได้รับงบประมาณไปบริหารงานก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินผลงานกันอีกครั้ง ซึ่งอย่างน้อยควรต้องให้เวลาประมาณ 2 เดือนหลังจากที่ได้งบไปบริหารงานแล้ว” นายไพจิต กล่าว

เมื่อถามว่า อาจจะถูกวิจารณ์ได้ว่าให้ข้าราชการเป็นแพะ เมื่อรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ นายไพจิต กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการปรับกลไกภาคปฏิบัติเพื่อให้ทำงานต่อได้ ส่วนภาคการเมืองนั้น การปรับรัฐมนตรี ถ้ามองด้วยความเป็นธรรมต้องให้โอกาสทำงาน เพราะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีไม่ถึง 2 เดือน และต้องมาเจอปัญหาทันที การปรับครม.ภายใน 1-2 เดือน มีแต่กรณีทุจริตฉาวโฉ่เท่านั้น แต่การที่รัฐมนตรีบางคนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพบางเรื่อง นั้น เพราะแก้ไขไม่ทันกับความเดือดร้อน เนื่องจากจำนวนผู้ประสบภัยมีมาก
นาย ไพจิต กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 55 ในระหว่างวันที่ 9-10 พ.ย.นี้ว่า วิปรัฐบาลได้รับมอบหมายจากนายกฯให้ดูแลการประชุมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและ มีประสิทธิภาพ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ไม่ใช้ให้ฝ่ายค้านนำเรื่องน้ำท่วมมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเชื่อว่าฝ่ายค้านจะไม่เป็นอย่างที่วิตกกัน อย่างไรก็ตามในวันอังคารที่ 8 พ.ย.นี้ เจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณจะเข้ามาชี้แจงรายละเอียดให้ที่ประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ในเวลา 15.00 น. หาก ส.ส.คนใดไม่เข้าฟังการชี้แจงดังกล่าว จะไม่ได้รับสิทธิในการอภิปรายงบประมาณ เพราะต้องให้สิทธิคนที่เข้าฟังก่อน เนื่องจากทางรัฐบาลต้องการให้การอภิปรายงบเป็นไปอย่างรัดกุมและมี ประสิทธิภาพ เพราะเป็นการจัดทำจากรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลนี้เพียงปรับปรุงในบางส่วน แต่ไม่วิตกเรื่ององค์ประชุม เพราะเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเป็นกฎหมายสำคัญ.

Tags:
comments Comments (0)    -
November 7th, 2011 at 6:24 am

ซัด“แม้ว”จ้องปรับครม.กลบน้ำท่วม

 ปชป.ซัด “แม้ว”จ้องปรับครม.กลบข่าว “น้องสาว”ไร้ประสิทธิภาพ

เมื่อ วันนี้ ( 6พ.ย.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณปรับครม.เพราะไม่พอใจการทำงานของรัฐมนตรีบางคนในการแก้ปัญหาน้ำ ท่วมว่า ไม่น่าแปลกใจกับแนวคิดดังกล่าวท่ามกลางบ้านเมืองเกิดภาวะวิกฤต เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงคิดทำให้การเมืองเป็นประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ทั้งที่ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมมาจากการที่รัฐบาลไม่ได้คิดถึงแนวทางการแก้ปัญหาใน ระยะสั้น กลาง และยาวให้เป็นที่ชัดเจน แต่กลับพูดถึงการปรับครม. เพื่อเอาการเมืองมากลบข่าวน้ำท่วม แต่ถึงอย่างไรก็ไม่พ้น เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอยู่ดี เนื่องจากบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ.

Tags:
comments Comments (0)    -
November 6th, 2011 at 10:11 pm

2อ.วิทย์จุฬาฯผุด”เบ็ดเช็คไฟรั่วในน้ำ”

2อ.วิทย์จุฬาฯผุด”เบ็ดเช็คไฟรั่วในน้ำ”

ท่ามกลางข่าวการเสียชีวิตของชาวบ้านนับสิบจากกระแสไฟฟ้ารั่วในเขตน้ำท่วม และแนวทางการคิดค้นอุปกรณ์ตรวจสอบกระแสไฟฟ้าในน้ำจะผุดขึ้นในหน้าเฟสบุ้คมาก มาย แต่นาทียังไม่มีสิ่งใดประกันคุณภาพและประสิทธิภาพได้ 100 % ทว่า 2 อาจารย์ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ก็ทำสำเร็จ ให้กำเนิด “เครื่องตรวจสอบไฟฟ้ารั่วในน้ำ” ในชื่อ “เบ็ดทดสอบไฟฟ้า” หลังจากลงแรงวิจัย ทดสอบ และประเมินผลร่วมกันนาน 2 สัปดาห์ ได้ เนวิเกเตอร์นำทางผู้คนจมน้ำพ้นเขตอันตรายได้

อาจารย์สกุลธรรม เสนาะพิมพ์ รองคณะบดี งานการวางแผน และอาจารย์ประจำ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากทราบข่าวเศร้าสลดการเสียชีวิตเพราะกระแสไฟรั่วในแหล่งประสบอุทกภัย และ เห็นความพยายามจะประยุกต์ใช้ไขควงตรวจไฟฟ้าในคอมเมนต์บนเฟสบุ้ค และโลกออนไลน์ ที่ผู้คนในสังคมกำลังหาทางออกว่ามันคือคำตอบที่ใช่ จึงได้เริ่มต้นตั้งสมมติฐาน ทดสอบ ประเมินผลตามกระบวนการ

“แรกสุดเราก็คิดว่าอุปกรณ์แบบนี้น่าจะเป็นงานที่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดย ตรงทำขึ้น แต่เราไปเห็น เฟซบุ้ก ในข่าว ในเว็บไซต์ต่างๆ ว่าจะตรวจสอบได้ และมีคนใช้ไขควงวัดไฟทำ เราจึงได้ลองทดสอบว่ามันใช้ได้จริง และดีแค่ไหน ผมและ อาจารย์ อำนาจ สาธานนท์ ทดลอง อยู่ 2 วัน จึงรู้ว่ามันใช้ไม่ได้ในสถานการณ์น้ำท่วม ฉะนั้นเราต้องพยายามแก้ไของค์ความรู้บางอย่างในสังคม เลยผลักดันให้มีอุปกรณ์ที่ใช้ได้จริงๆ”

สกุลธรรมเล่าว่า มีประเด็นใด ที่ต้องทำให้ตัวตรวจสอบใช้การได้ดี 1-อุปกรณ์นั้นต้องการแยกผู้ตรวจสอบ ออกจากระบบการวัด (วงจรไฟฟ้า) จากข้อนี้ ไขควงตรวจไฟฟ้าในบ้านปกติ ตัวผู้ตรวจต้องเป็นหนึ่งในวงจร คือมีกระแสไฟไหลผ่านตัวเราอ่อนๆ เท่ากับประเด็นแรก ทำให้ประเด็นว่าใช้ไขควงตรวจไฟฟ้าได้ นั้นตกไป

2. เราควรมีหัววัด และอุปกรณ์การวัด ปริมาณกระแสรั่ว วัดตั้งแต่บริเวณที่มีค่าน้อย และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจาก กระแสไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ ห่างจากจุดกำเนิดไฟรั่วมากน้อย ก็มีค่าต่างกัน ฉะนั้นอุปกรณ์จะสมบูรณ์ได้ จึงต้องวัดได้ตั้งแต่ บริเวณที่เป็นปลายรัศมี คือมีค่าไฟน้อย จนถึง จุดกำเนิด หรือศูนย์กลางไฟฟ้า

3. อุปกรณ์ควรเปียกน้ำยากที่สุด ถ้าเป็นไขควงไฟฟ้า ตัวคนตรวจสอบต้องเข้าไปถึงจุดกำเนิดไฟฟ้า และใกล้จนมีความเสี่ยงสูง ฉะนั้นอุปกรณ์ที่ออกมาของจุฬาฯ หน้าตาก็เป็นเบ็ดตกปลาเพื่อนำสายไฟจากคอนโทรเลอร์ ไต่ไปยังตัวทุ่น โดยที่ ตัววัดค่า และ สายไฟไม่เปียกน้ำ (แต่ทุนเปียกได้ )

“สิ่งที่ทำก็คือ ให้อาจารย์อำนาจ สาธานนท์ ออกแบบวงจร คอนโทรเลอร์ ส่วนผมรับผิดชอบเรื่องหัววัด และได้ผลรวมกันอีกครั้งตอนทดสอบจริง อันดับแรก ทำซีมูเลชั่นก่อน ดูว่าห่างจากจุดไฟรั่วแล้ว วัดค่าต่างศักไฟฟ้าออกมาอย่างไร

จากนั้นทำการทดลองจริงซึ่งใช้คนอีกทีม โดยจำรองการใช้งานในอ่างน้ำ เสร็จแล้วก็นำผลสองอันนี้มาเทียบเคียงกัน ผลออกมา 99 เปอร์เซ็นต์ ตรงกัน ได้หน้าตาโมเดลแรก แล้วก็พัฒนาออกมาให้เป็นของใช้งานกันง่ายๆ สำหรับทุกคน” สกุลธรรมเล่าถึงความสำเร็จในช่วงต้น

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสำรวจ ห้อง 505 ชั้น 5 อาคารมหามงกุฎ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งจัดให้เป็นหน่วยผลิตอุปกรณ์เบ็ดตรวจสอบไฟฟ้ารั่วในน้ำ นิสิต นักศึกษา และคณาจารย์ รวมทั้งหนุ่มสาวจิตอาสากำลังขะมักเขม้นร่วมสร้างผลงานอย่างตั้งใจ ในแผนกย่อยๆ ของตัวเอง ผลงานแต่ละชิ้นก็ออกมาทุกๆ 1 ชั่วโมง

“เราเพิ่งเริ่มดำเนินการผลิตอย่างจริงจัง ได้ 2 วันแล้ว นิสิตในคณะวิทยาศาสตร์ รวมถึงอาสาจากที่ต่างๆ ที่ทราบเรื่อง ก็เข้ามาร่วมลงแรงกายใจช่วยกัน 1 ชุด ผลิตได้ภายใน 1 ชั่วโมง 1 วันจะผลิตได้ประมาณ 100 ชุด และระหว่างนี้เราจะประเมินว่าต้องทำมากน้อยเท่าไร จากความต้องการของคนที่มาลงทะเบียนขอรับ

อย่างที่เห็นในหน่วยต่างๆ ของห้องนี้ ลำดับแรก จะทำตัววงจร เพื่อจะต่ออุปกรณ์อื่นๆ ต่อไป คนที่มีความรู้ ปวช. ด้านอิเล็กโทรนิกส์ หรือไฟฟ้า ก็ทำได้ ถัดมาก็ต่อสายตัวต้านทานทีละตัว ให้ครบ จากนั้นอีกกลุ่มหนึ่งจะติดไฟแอลอีดี สีเขียว และสีแดง พอติดแล้ว จะมีการต่อสายไฟเข้ากับแผงวงจร แต่ละส่วนเรามีตัววัด และตรวจสอบคุณภาพ มาเรื่อยๆ ทุกแผนก

จากนั้น มาถึงจุดติดถ่านไฟฉาย 9 โวลท์ 2 ก้อน ซึ่งถ้านำไปใช้จริงจะใช้ได้หลายบ้าน สเตชั่นต่อไป ก็มาเทสต์ คุณภาพรอบแรก ด้วยสภาวะไฟฟ้ารั่วจำลอง จากนั้น ถ้ามีปัญหาจะมาถึงขั้นตอนการเช็คท้ายสุดให้เพื่อแก้ไข โดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ถ้าไม่มีปัญหาก็ผ่าน”

จากภาพที่เห็นเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนแต่อย่างใดการทำงานคือ คอนโทรเลอร์ เสมือนตัวสั่งการเครื่อง ซึ่งมีแค่ปุ่มเดียวคือเปิดใช้งานเครื่อง จากนั้น ไฟเขียวจะติดว่าทำงานอยู่ สายไฟเชื่อมต่อไปยังไม้ที่ชาวบ้านหาได้ เพื่อไม่ให้สายไฟถ่วงน้ำเมื่อไปใช้งานจริง ส่วนตัวทุ่นที่เป็นเหมือนปลายเบ็ดตกปลาลอยน้ำได้เพราะทำจากกระปุกพลาสติก เมื่อทิ้งทุ่นลงไปในน้ำ ตรวจจับกระแสไฟฟ้ารั่ว ที่ผิวน้ำเป็นเบื้องต้น ตัวแอลอีดีสีแดงที่คอนโทรเลอร์จะแสดงแสงอ่อนหากพบปริมาณกระแสไฟฟ้าอ่อน และแกว่งทุ่นไปเรื่อยๆ รอบบริเวณที่ต้องการตรวจสอบ จะทราบรัศมีของบริเวณที่ไฟฟ้ารั่ว ถ้ามีปริมาณไฟฟ้าสูงมาก สีของหลอดแอลอีดีจะเป็นสีแดงเข้มนั่นแปลว่าเป็นจุดศูนย์กลางของกระแสไฟรั่ว หรือจุดกำเนิดนั่นเอง

ในส่วนของน้ำที่ลึกลงไปผู้ร่วมคิดค้นแนะนำว่า ใส่น้ำลงในกระปุกและทิ้งทุ่นให้จมลงไป และใช้วิธีเดียวกันในการตรวจสอบไฟฟ้ารั่ว ทั้งนี้ การวัดในน้ำลึก และลึกมาก ไม่แนะนำ เนื่องจากน้ำมีกระแสต้านทานไฟฟ้าสูง ทำให้ไฟฟ้าที่รั่วอยู่ไม่ปรากฏในระยะที่วัดอยู่ จำเป็นต้องมาอบรมการวัดที่จุฬาฯ หรือให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าปฏิบัติการแทน

“ในเบื้องต้นอุปกรณ์นี้มันให้ผลตามที่เราคาดไว้ 100 % ใช้ได้ไม่ยาก แต่ต้องคำนึงถึงการใช้และเข้าใจสภาพการณ์ว่า ตั้งแต่เข้าบ้าน เราอาจต้องเช็คตั้งแต่ประตูรั้ว ว่ามีไฟฟ้ารั่วไหม แม้ว่าตรวจไม่พบ ในระดับผิว ก็อย่าเพิ่งวางใจ ตรวจในระดับลึกลงไปสักหน่อย หรือแม้จะตรวจทั้งผิวและลึกแล้ว ก็อย่าวางใจเด็ดขาด อยากให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับวัตถุนำไฟฟ้าต่างๆ อย่างเช่น ประตูรั้ว อย่าสัมผัสโดยตรง แม้ว่าจะไม่มีไฟรั่วก็ตาม ป้องกันไว้ก่อน หากต้องสัมผัสจริงๆ เพื่อเปิด หรือเคลื่อนย้ายใดๆ ก็ให้ใช้ไม้ ใช้พาสติก หรือ ยาง เป็นตัวกั้นระหว่างเรากับประตูแทนการสัมผัสตรงๆ”

อุปกรณ์ดังกล่าวนี้ ทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผลิตด้วยทุนตั้งต้นเอง และภายหลังมีองค์กรเอกชนอย่าง บริษัท ไลอ้อน ประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุน หากแต่เมื่อคิดต้นทุนต่ออุปกรณ์ 1 ชุดแล้ว ราคา 180 บาท งบประมาณที่มียังต้องการเพิ่มหากใครมีประสงค์จะสนับสนุน บริจาค ได้ที่ มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา สภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 046-304-3673 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-218-5000

ชาวบ้านแห่ขอรับ “เบ็ดตรวจไฟฟ้า”

หลังจาก คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารของ เบ็ดตรวจสอบไฟฟ้ารั่วในน้ำออกไป ผู้คนก็แห่แหนกันมาจากหลายเขตอุทกภัย ทำสำเนาบัตรประชาชน และมาลงชื่อขอรับอุปกรณ์ดังกล่าวกันแน่นด้านหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์

ขวัญนภัส สรโชติ เพื่อนผู้ประสบภัยย่านรัตนาธิเบศ กล่าวว่า “เพื่อนทราบข่าวจากวิทยุและตนเองก็เช็คในเว็บไซต์ เห็นว่าเครื่องนี้น่าจะช่วยเช็คไฟฟ้ารั่วได้ ก็เลยมา ตอนนี้บ้านเพื่อนน้ำท่วมระดับเอว เขาต้องแวะกลับไปดูบ้านเพื่อสูบน้ำทุกวัน เราก็คิดว่ามั่นใจประสิทธิภาพแน่นอนค่ะ”

น.ส.กัญญลักษณ์ บัวแข ผู้ประสบภัย อยู่ติดคลองทวีวัฒนา “ดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่ภายในจุฬาฯ ทราบข่าวก็รีบวิ่งมาเข้าคิวรับเครื่องตรวจไฟรั่วนี้ บ้านก็น้ำท่วมอยู่ ถ้ามีไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยก็น่าจะดี คิดว่ามั่นใจในคุณภาพ และการใช้งาน ถ้าได้อันเดียวก็คงแบ่งกันใช้ได้หลายบ้าน”

นาย สุพัฒนา ไม่เปิดเผยนามสกุล รับราชการ เป็น ผู้ประสบภัย จากหมู่บ้านรัชดาธานี เขตสายไหม “ผมประสบภัยมา เดือนกว่าแล้ว ตอนนี้น้ำน่าจะสูงประมาณ 1 เมตร 50 ซม. เมื่อครู่นั่งดูทีวีก็เห็นว่าที่นี่มีแจกเครื่องตรวจไฟรั่ว คิดว่าจะลองไปใช้ดู เพราะวันกลับเข้าบ้านจะปลอดภัยสำหรับลูกหลานเรา ตัวผมเองก็เรียนพื้นฐานด้านนี้ด้วย แต่ป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด แต่เรายังไม่ทราบว่าเจ้าเครื่องนี้มีการรับรองผลอย่างไร ยังตอบไม่ได้ว่าจะใช้ได้จริงๆ หรือเปล่า”

Tags:
comments Comments (0)    -