6/2 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช อดีต ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com อดีตผู้อำนวยการ ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว (1 ต.ค.47-30 ก.ย.58)

November 17th, 2011 at 8:21 pm

• เปิดรายชื่อสถานศึกษาและระยะเวลาการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (ปีงบประมาณ พ.ศ.2555)

ดูรายชื่อสถานศึกษา….คลิกที่นี่

Tags:
comments Comments (0)    -
November 17th, 2011 at 8:06 pm

คลังกำแพงเพชรจ่ายเงินเดือนพรุ่งนี้(18พ.ย.54)เหตุน้ำท่วม

คลังเลื่อนจ่ายเงินเดือนค่าจ้างเร็วขึ้น หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนบุคลากรภาครัฐ-ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ที่ประสบอุทกภัย

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  เปิดเผยเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในขณะนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบกันอย่างกว้างขวาง ตามจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ทางกระทรวงการคลังได้ มีมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน เช่น การจัดสถานที่เพื่อเป็นศูนย์อพยพให้แก่บุคลากรภาครัฐและประชาชนทั่วไป และมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในยามประสบภัย  รวมถึงแนวทางเพื่อช่วยเหลือภายหลังน้ำลดด้วย  จึงได้มีหนังสือสั่งการเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ค่าจ้างลูกจ้าง  ค่าตอบแทนพนักงานราชการ และเงินเบี้ยหวัด บำนาญสำหรับผู้รับบำนาญ ให้เร็วขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือในการบำรุงซ่อมแซมบ้านพักอาศัยและทรัพย์สินที่เสีย หาย 

โดย ในเดือนพฤศจิกายน 2554 กำหนดให้จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนให้แก่ข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานราชการของส่วนราชการ รวมถึงผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554  และในเดือนธันวาคม 2554  ก็จะมีการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนเร็วขึ้นกว่าเดิมโดยจะจ่ายในวันที่ 23 ธันวาคม 2554 คือก่อนสิ้นเดือน 5 วันทำการเช่นเดียวกับผู้รับบำนาญ 

สำหรับ บุคลากรภาครัฐที่ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ มีถึงจำนวน 2,202,778 คน ประกอบด้วยข้าราชการจำนวน 1,795,588 คน  ลูกจ้างประจำ จำนวน 186,073 คน ลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 102,231 คน และพนักงานราชการ จำนวน 118,886 คน   และผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ ทั้งที่เป็นสมาชิก กบข. และไม่เป็นสมาชิก กบข. อีกจำนวน  445,594 คน   

“หวัง ว่าจะสามารถช่วยให้ผู้ที่ประสบอุทกภัยได้นำเงินไปเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินที่เสียหายไป”นายวิรุฬ กล่าว

ที่คลังจังหวัดกำแพงเพชร

  • สพป.กพ.เขต 1 ได้มีหนังสือ ที่ ศธ 04023/5696 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 เรื่อง การเลื่อนกำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยหวัด และบำนาญในช่วงเกิดอุทกภัย ประจำเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2554 โดยหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาหนังสือของสำนักงานคลังจังหวัดกำแพงเพชร ที่ กพ 0003/ว 1156 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 มีสาระสำคัญดังนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง และครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจส่งผลให้ระบบธนาคารต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ จึงเลื่อนระยะเวลาการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ค่าจ้าง เบี้ยหวัด บำนาญ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว รวมทั้งค่าตอบแทนข้าราชการ ประจำเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2554 ดังนี้

1. เดือนพฤศจิกายน 2554 จากเดิมจ่ายก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือนสามวันทำการ ให้จ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554

2. เดือนธันวาคม 2554 จากเดิมจ่ายก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือนสามวันทำการ ให้จ่ายก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือนห้าวันทำการ

ดีใจด้วยครับที่เงินเดือนออกเร็ว…แต่ต้องระวังหน่อยนะ…รับก่อนหมดก่อน

หลักฐานประกอบ

 

 

Tags:
comments Comments (0)    -
November 17th, 2011 at 6:55 am

แฉครม.ช่วย “แม้ว” อภัยโทษ คลอดกม.เหมาเข่ง

“วอลเปเปอร์” ปูด ครม. “ปู” เล่นเล่ห์แอบประชุมลับผ่านร่างพระราชกฤษฏีกาอภัยโทษ อ้างแหล่งข่าวเชื่อถือได้กระซิบบอก ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนยืนยันไม่มีเรื่องการหารือเรื่องดังกล่าว ด้าน “มาร์ค”รอไม่ไหวเตรียมขอเปิดซักฟอกไม่ไว้วางใจ ล็อกเป้า 2 รมต.“ประชา-อนุดิษฐ์” บริหารงาน ศปภ.ล้มเหลว ตั้ง ส.ส.เอี่ยวของบริจาคและส่อฮุบถุงยังชีพ แต่ไม่แตะนายกฯ ด้าน “น้องปู” ยันสอบถุงยังชีพต้องโปร่งใส ผิดถูกว่ากันไปตามหลักฐาน ไม่หวั่นหลังน้ำลดต้องรับศึกม็อบ เชื่อความอดทนจะผ่านปัญหาไปได้ ส่วน “เหลิม” จวกสภาทนายความเจ้าเก่าปลุกประชาชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐ เหน็บภัยธรรมชาติไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล

“ปู”ขู่ฟันถ้าเจอโกงถุงยังชีพ

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่พล.ม. 2 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังเดินทางกลับจาก จ.สิงห์บุรี ถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อถุงยังชีพว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ทันทีที่ทราบเรื่องก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ออกไปแล้ว และให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ส่งข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดไปให้ดีเอสไอสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิด ความกระจ่าง และโปร่งใส ถ้าพบความผิดต้องลงโทษทันที ไม่ใช่เฉพาะการจัดซื้อถุงยังชีพเท่านั้น แต่ข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตของบริจาคอื่น ๆ ก็ได้ส่งให้ดีเอสไอตรวจสอบทั้งหมด

ไม่หวั่นม็อบมาหลังน้ำลด

เมื่อถามว่า สำนักข่าวกรองแห่งชาติประเมินว่าหลังน้ำลดจะมีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลออกมาจัด ตั้งมวลชนเพื่อกดดันรัฐบาล นายกฯกล่าวว่า ตนก็ต้องชี้แจงประชาชนเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเร่งรัดทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปแก้ปัญหา เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มต่าง ๆ ที่จะฟ้องร้องรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วม น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็ต้องอดทน งานนี้เป็นอุทกภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติ

ปชป.เอาแน่ซักฟอกรัฐบาล

ทางด้านความเคลื่อนไหวพรรคประชา ธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า วิปฝ่ายค้านจะพิจารณาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของ ศปภ.ที่น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่เปิดทางให้มีการเข้าไปแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานใน ศปภ. ทั้งในเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพการทำงาน

“การทำหน้าที่ตรวจสอบเราไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของตัวนายกฯ และไม่ได้เกี่ยวกับการไปเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นมาจากการอภิปรายในการประชุมญัตติเมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการหยิบยกเรื่องคำสั่งที่ไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย จึงให้วิปฝ่ายค้านเป็นผู้พิจารณา” นายอภิสิทธิ์กล่าว เมื่อถามว่า ความรับผิดชอบอยู่ที่พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ อาจไม่ต้องรับผิดชอบ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะดูการทำงานจากคำสั่งของ ศปภ.

ล็อกเป้า“ประชา”ขึ้นเขียง

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม ส.ส. ถึงกรณีที่มีข่าวแกนนำพรรคหารือนอกรอบเพื่อที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วาง ใจรัฐบาลว่า ประชุมยังไม่ได้หารือเรื่องนี้ แต่กำชับให้ ส.ส. ทุกคนอยู่ในพื้นที่ กทม. เพราะพรรคอาจจะเสนอญัตติที่สำคัญต่อสภา คาดว่าจะได้ข้อสรุปว่าจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ภาย ในสัปดาห์นี้

เมื่อถามว่า มีข่าวว่าอาจจะยื่นญัตติอภิปรายฯ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. นายชวนนท์กล่าวยอมรับว่า อาจจะยื่นในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่มีการตั้ง ส.ส. ร่วมเป็นกรรมการรับของบริจาค และปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อของบริจาค แม้ว่าก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคเคยบอกว่าอาจจะไม่ยื่นญัตติอภิปรายฯ แต่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องทุจริตคงจะรอเวลาไม่ได้ ทุกอย่างจึงอยู่ที่มติของ ส.ส. พรรค

เหน็บ “ปู”นายกฯหุ่นเชิด

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทุกคนสงสัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ทราบถึงสถานะของตัวเองหรือยัง ที่ผ่านมาสิ่งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถคุม ส.ส. ของตัวเองได้ เป็นเพียงหุ่นเชิดและปล่อยให้พวก ส.ส.บรรเลงการบริหารราชการแผ่นดินตามอำเภอใจ จนเกิดการทุจริตการจัดซื้อถุงยังชีพ ตนจึงขอนายกฯ 4 ข้อ คือ 1. ขอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงภาวะผู้นำด้วยการหยุดพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทำให้การบริหารน้ำภาพรวมไม่มีประสิทธิภาพ 2. แสดงแผนที่และออกมาตรการเยียวยาให้กับพื้นที่ที่รับน้ำและเป็นทางผ่านของน้ำ ให้ชัดเจน 3. ตั้งกรรมการเฉพาะกิจลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านไม่ใช่ปล่อยให้ ส.ส. พาคนไปรื้อพนังกั้นน้ำ แล้วโยนความผิดให้กับ กทม. และ 4. เลิกสร้างภาพว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะฟื้นฟูและเยียวยาแล้ว เพราะสถานการณ์จริงยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง

อัดรัฐบาลดึงเกมซื้อเวลา

นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องการสอบสวนกรณีจัดซื้อถุงยังชีพให้กรมสอบสวน คดีพิเศษตรวจสอบว่า พรรคเห็นว่าเป็นความพยายามที่จะฟอกตัวและซื้อเวลาของรัฐบาล ทั้งที่มีข้อพิรุธและความผิดปกติมากมายผ่านการแถลงข่าวของ ศปภ. และการอภิปรายในสภาของฝ่ายค้าน ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ทาง ศปภ.มีอยู่ในมือแล้วทั้งสิ้น ฝ่ายค้านทั้งชงทั้งปรุงและป้อนให้ขนาดนี้แล้วเหลือแต่เพียงรัฐบาลต้องเคี้ยว เองเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมการใด ๆ ขึ้นมาตรวจสอบอีกให้เสียเวลา

“อู๊ดด้า”เผยชื่อ 2 รมต.งานเข้า

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า วิปหารือถึงความเป็นไปได้ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี และยื่นถอดถอน ส.ส. บางรายที่เข้าข่ายกระทำการทุจริตต่อของบริจาค อาทิ พล.ต.อ.ประชา และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปและกำหนดรายชื่อผู้ที่จะถูกยื่นอภิปราย ไม่ไว้วางใจและถอดถอนภายในสัปดาห์นี้

นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี รมว.มหาดไทย ให้ดีเอสไอตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อถุงยังชีพว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจจริงก็น่าจะยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ตรวจสอบ เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระปราศจากอิทธิพลของนักการเมือง ผิดกับดีเอสไอที่กระบวนการสอบสวนอาจต้องหยุดชะงักหากมีการเปลี่ยนตัวอธิบดี ตามคำสั่งรัฐบาล

พท.เตือนความจำ ปชป.

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวโต้ว่า หากย้อนกลับไปดูกรณีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แจกปลากระป๋องเน่าให้พี่น้องชาว พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ก็ตั้งคนในพรรคตัวเองมาตรวจสอบ โดยไม่พึ่งดีเอสไอด้วยซ้ำ ดังนั้นการมอบให้ดีเอสไอสอบสวนถือเป็นการทำงานตรงไปตรงมา โปร่งใสเพื่อหาความจริง เมื่อก่อนรัฐบาลประชาธิปัตย์หายใจเข้าออกเป็นดีเอสไอ แต่ตอนนี้ไม่เชื่อมั่นทั้งที่อธิบดีก็ยังเป็นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ตัวเองตั้งมากับมือ ขอให้นายอภิสิทธิ์ช่วยอบรมสมาชิกว่าควรค้านอย่างมีมาตรฐาน เลิกสร้างประเด็นการเมืองเสียที ปล่อยให้ดีเอสไอมีอิสระในการสอบสวนอย่าทำตัวเป็นศาลเตี้ย

ไม่สนสภาทนายความฟ้อง

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุม ครม. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมแทน ซึ่งให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม. ถึงกรณีที่นักวิชาการบางส่วน ร่วมกับประชาชนและสภาทนายความเตรียมล่ารายชื่อประชาชนเพื่อยื่นฟ้องรัฐบาล ต่อศาลปกครองพร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย โดยอ้างว่ารัฐบาลบริหารจัดการน้ำล้มเหลวเป็นเหตุให้น้ำท่วมใหญ่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติไม่ใช่รัฐบาลสร้างขึ้น ทั่วโลกก็เจอกับภัยธรรมชาติ เมื่อถามว่า ฝ่ายที่เตรียมดำเนินการยื่นฟ้องรัฐบาลระบุว่า เป็นเพราะรัฐบาลไม่มีข้อมูลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ และยังบริหารจัดการน้ำล้มเหลวด้วย ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวย้อนว่า ขอถามกลับว่าใครอยากจะให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่สภาทนายความออกมาเป็นหัวหอกร่วมกับนักวิชาการ รองนายกฯ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า สภาทนายความเขาเจ้าเก่าอยู่แล้ว

เผยศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

นายเกรียงศักดิ์ วรมงคลชัย อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความ กล่าวถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ประสบภัย น้ำท่วมว่า จะให้ความช่วยเหลือประชาชนใน 5 ประการ คือ การฟ้องร้องในคดีแพ่ง อาญา ปกครอง ไกล่เกลี่ย และขอยืดเวลาการชำระหนี้ รวมทั้งการเป็นตัวกลางเรียกร้องค่าเยียวยาแก่ผู้ประสบภัย นอกเหนือจากเงินเยียวยาที่รัฐจะให้ 5,000 บาท แต่หากรัฐไม่มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหายมากกว่าเงินเยียวยา 5,000 บาท ในพื้นที่ กทม. ก็มายื่นเรื่องที่สภาทนายความ ซึ่งเราจะเป็นตัวกลางในการดำเนินการให้ แต่ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าเป็นภัยธรรมชาติหรือความผิดพลาดของมนุษย์

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. สรรหา เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด กรณีการกักเก็บน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไว้เกินแผนและสูงกว่าความจำเป็น

แฉ ครม.ชงกฤษฎีกาอภัยโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนข้อความลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/Sirichok.L.Sopha ถึงกรณีที่ ครม. ประชุมลับหลังการประชุม ครม. โดยให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ทุกคนออกจากห้องว่า “ผมมีลางสังหรณ์อยู่แล้วว่าทำไมนายกฯ ปูถึงแกล้งไม่มาประชุม ครม. อ้างว่า เฮลิคอปเตอร์ไม่มีเรดาร์ ปรากฏว่าวันนี้มีการประชุมลับ ไล่เจ้าหน้าที่ออกจากห้องหมดและมีการผ่านร่าง พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว เป็นวันที่เศร้าที่สุดวันหนึ่งของประเทศไทย”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายศิริโชคถึงเรื่องดังกล่าวได้รับคำตอบว่า แหล่งข่าวในที่ประชุม ครม. ยืนยันว่าที่ประชุมได้อนุมัติ พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษจริง ซึ่งแหล่งข่าวรายนี้เชื่อถือได้ นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังรัฐมนตรีที่อยู่ในห้องประชุม หลายคนยืนยันตรงกันว่าไม่ได้มีการหารือกัน ข่าวดังกล่าวจึงไม่เป็นความจริง

“ประชา”เปิดเกมเขี่ยลูก

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ในช่วงสุดท้ายของการประชุม ครม. ระบุว่า ประธานในที่ประชุมได้เสนอให้มีการประชุมลับ โดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุมว่า รัฐบาลควรจะมีการทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับผู้ต้องขังเนื่องในโอกาสเฉลิมพระ ชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 นี้หรือไม่ โดยที่ประชุมใช้เวลาหารือประมาณ 10 นาที จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิมได้ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการร่างกฎหมายมาพบและพูดคุยกับ ตนโดยตรง และก่อนปิดการประชุมก็ได้กำชับรัฐมนตรีทุกคนว่าห้ามไม่ให้เรื่องหลุดออกไป เป็นข่าวเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เป็นช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่ในที่ประชุม ครม. ซึ่งก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าต้องการเลี่ยงไม่เข้าประชุม เพื่อลดข้อครหาว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทั้งที่ความจริงเมื่อคืนวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา แม้ว่าเครื่องเฮลิคอปเตอร์ เอ็มไอ 17 จะไม่มีเรดาร์ และนักบินไม่ชำนาญเส้นทางใน กทม. ก็ตาม แต่ก็สามารถเดินทางกลับโดยรถยนต์ได้ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ก็ได้โทรศัพท์ไปหาและแสดงความจำนงว่าจะส่งเฮลิคอปเตอร์รุ่นอื่นไปรับ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับ โดยอ้างว่ามีคณะสื่อมวลชนอีกเกือบ 20 ชีวิต ที่ไปด้วยกัน

แฉงานนี้ “แม้ว”ได้อานิสงส์

นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าเมื่อคณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับมาถึง พล.ม.2 ในเวลา 11.00 น. ก็ได้นั่งแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทันทีเกือบ 20 นาที ทั้งที่ตามปกติแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์มักจะหลีกเลี่ยงการแถลงข่าวเช่นนี้ และเมื่อเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล ครม. ยังไม่เลิกประชุม แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม กลับให้สัมภาษณ์พิเศษโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิทแทน

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเนื้อหาพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่ ครม. ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณะนั้น มีการกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยระบุหลักเกณฑ์ของนักโทษที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว คือ เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี นอกจากนั้นยังมีการตัดคำแนบท้ายของ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2553 ฉบับที่เขียนสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเนื้อหาระบุว่า ผู้คนที่เข้าข่ายได้รับอภัยโทษจะต้องเป็นโทษที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติด และไม่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นออก อันเป็นการเปิดช่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษ.

Tags:
comments Comments (0)    -
November 16th, 2011 at 10:08 pm

ครู+นร.เขาแก้วบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

  • บริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ปทุมธานี

             เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 คณะครู นักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว ได้ร่วมกันบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง เสื้อผ้า และสิ่งของจำนวนมาก เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม จ.ปทุมธานี  นำโดย พระครูอาทรวชิรกิจ จากวัดไตรภูมิ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร

             จากการสอบถามท่านพระครูบอกว่า คืนนี้ เวลา 05.00 น.(17 พ.ย.54) จะออกเดินทางนำสิ่งของที่ได้รับบริจาคด้วยรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จำนวน 1 คัน มุ่งหน้าสู่ จ.ปทุมธานี ซึ่งได้นัดหมายกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งไว้เป็นการล่วงหน้าแล้ว

             ขอขอบคุณคณะครู และนักเรียน ที่ได้ร่วมกันบริจาคในครั้งนี้……สาธุ

Tags:
comments Comments (0)    -
November 16th, 2011 at 4:49 pm

เบื้องหลังความสำเร็จ “ชนะเลิศ” ประดิษฐ์กระทงลอย

  • เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ ได้รับรางวัล “ชนะเลิศ” การประกวดประดิษฐ์กระทงลอย ในงานเทศกาลประเพณีลอยกระทง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร

ณ ศาลาการเปรียญวัดกุฏิการาม อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร

  • หลังจากที่ทางเทศบาลตำบลพรานกระต่าย ได้ประกาศผลการประกวดแข่งขัน “การประดิษฐ์กระทงลอย” ในฐานะเจ้าภาพ ในงานเทศกาลประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2554 ของ อ.พรานกระต่าย เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 มีโรงเรียนต่าง ๆ ส่งนักเรียนเข้าแข่งขันจำนวนมาก ทั้งระดับประถมศึกษา และ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเริ่มลงมือทำ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. – 16.00 น. คณะกรรมการที่ได้รับเชิญต่างขีด ๆ เขียน ๆ อยู่พักใหญ่แล้วทุกคนก็ขยับรวมหัวกันเพื่อนำคะแนนมารวม จากนั้น….พักใหญ่….จึงสำเร็จ พิธีกรเริ่มขยับสวิทย์ไมค์โครโฟน….เสียงดัง…กุกกัก..ๆๆๆ

ทุกคนที่กำลังสนทนา ชื่นชมผลงานของเด็ก ๆ ที่วางโชว์อยู่บนโต๊ะ เพียงรอคณะกรรมการประกาศผลเท่านั้น…และแล้ว ทุกอย่างได้เงียบสงบลงอีกครั้ง ใบหน้าของทุกคนหันมองหาที่มาของเสียงไมค์โครโฟนนั้น สอดส่ายสายตาหาพิธีกรต่างคนต่าง “เงี่ยหูฟัง” พอเจอแล้ว ก็ตั้งใจฟังอย่างใจจดจ่อ…….

จากนั้นเสียงอันนุ่มนวลน่าฟังของพิธีกรก็ดังขึ้น….”ต่อไปนี้..จะเป็นการประกาศผลการประกวดการประดิษฐ์กระทงลอย ระดับประถมศึกษา ประจำปี 2554….รางวัล “ชนะเลิศ”  ได้แก่ “โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว”

เมื่อเสียงประกาศจบลง มือไม้ทั้งสองข้างของนักเรียน ครู และกองเชียร์ ยกชูขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติ พร้อมเสียงดังออกจากปาก….เฮ้…ตามด้วยเสียงปรบมือดังเกลียวของทุกคน…เหมือนกับนัดกันไว้ ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “สวยจริง ๆ” ….ก็มันดีใจอะ…จะให้อยู่เฉยได้ไงล่ะ

แล้วก็มีเสียงของพิธีกรประกาศรางวัลอื่น ๆ ตามมา ….แต่เราก็มิได้สนใจอะไร….สุดท้ายก็ดีใจตามมาบ้างเนื่องจากมีเสียงประกาศว่า “รางวัลชมเชย” ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ “โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว” เป็นอันว่า โรงเรียนของเราได้รับรางวัลในปีนี้ทั้ง 2 ระดับ….เก่งมาก….สุดยอดมาก…ขอยกนิ้วให้นะ…2 นิ้วโป้งเลย…..

ครู “อู๊ด” วรรณรัตน์ กีรติวศิน ครูชำนาญการโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว ผู้ฝึกสอน เล่าให้ฟังว่า ปีที่แล้ว คือ ปี 2553 ทางโรงเรียนก็ได้ส่งเข้าประกวดแข่งขัน และก็ได้รับรางวัล “ชนะเลิศ” มาแล้วเช่นกัน นับว่าในปีนี้ยังคงรักษา “แชมป์” ไว้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และ นักเรียนเหล่านั้นก็เรียนต่อไปอยู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว จึงจำเป็นต้องคัดเลือกนักเรียนทีมใหม่ ซึ่งได้คัดเลือกนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ล้วน ๆ “ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก เพราะนักเรียนเพิ่งฝึกสอนใหม่ แต่แล้วก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็ดีใจกับเด็ก ๆ ด้วย” ครูอู๊ดกล่าว

สำหรับการประกวดแข่งขัน “การประดิษฐ์กระทงลอย” นี้ มีการแข่งขันโดยกำหนดนักเรียนเป็นทีม ๆ ละ 3 คน จะเป็นชายล้วน หญิงล้วน หรือ ชายหญิงคละกันก็ได้ ใช้เวลาแข่งขัน 3 ชั่วโมง วัสดุที่ใช้เน้นจัดทำด้วยใบตองเป็นส่วนใหญ่ ห้ามใช้ลวดเย็บกระดาษอย่างเด็ดขาด อาจประดับด้วยดอกบ้างเล็กน้อยพองาม ต้องมีธูปเทียน ส่วนฐานของกระทงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว เวลาลอยน้ำต้องไม่เอียงหรือจม

การฝึกซ้อม “ครูอู๊ด” บอกว่า “ได้เริ่มฝึกซ้อมมาตั้งแต่ปิดเทอม (11-30 ต.ค.54) จัดอาหารเลี้ยงดูยังกับลูกตัวเอง ผู้ปกครองไม่ต้องห่วงกังวล และสิ่งที่น่าชื่นชมคือ นักเรียนมีสมาธิ มีความอดทนมาก ๆ อาจได้รับผลมาจากการฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรม ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนที่ฝึกฝนนักเรียนมา ช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี”

น้อง “สุกัญญา รอดกสิกรรม” น้อง “ศรัญญ่า หาญยิ่ง” และ น้อง “ษรารัตน์ จิโนเขียว” นักเรียนคนเก่งของโรงเรียน กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครูหลายคนปรามาสว่า “ยังเด็กไป” จะสู้เขาไหวเหรอ….แต่แล้ว…ทุกคนต่างก็ทึ่งในความสามารถและฝีมือของนักเรียนทั้ง 3 คน แล้ว นี่คือ “เพชร” เม็ดงามของโรงเรียนที่จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนได้อีกต่อไป.และนานเท่านาน…หาก….ไม่ถูกซื้อตัวหรือถูกชักจูงแย่งตัวไปเสียก่อน…เหมือนเช่นก่อนหน้านี้…เคยมีปรากฎขึ้นมาแล้ว

ส่วนด้านเทคนิคการสอน การออกแบบ และอื่น ๆ ครูผู้ชีแนะชี้นำที่สำคัญสุด ต้องสืบค้นหาความรู้ สิ่งประดิษฐ์ด้านอื่น ๆ เช่นหนังสือ อินเทอร์เน็ต ภาพเก่า ๆ ที่มีการประกวดเมื่อปีก่อน ๆ นำมาประยุกต์และร้อยรัดเข้าด้วยกัน สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ความตั้งใจ ความจริงจัง และประสบการณ์ที่ผ่านมาของ “ครูอู๊ด” ซึ่งผ่านมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานที่เสียสละที่ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย อุทิศตน อุทิศเวลา ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ นอกเสียจากให้ “นักเรียน” มีวิชาความรู้ ความสามารถติดตัวไป ตลอดจนได้สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม และหวังเพียงให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการประกวดแข่งขันเท่านั้น

ความสำเร็จครั้งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี “ครูอู๊ด” ครูมืออาชีพ ครูผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู รับรองว่า “ความดี” นี้คงไม่สูญเปล่า เพราะมีผู้ใหญ่หลายคนมองอยู่…..สักวันหนึ่ง “ทำดี” ต้องได้ “ดี” อย่างแน่นอน

ก่อนจบอยากจะบอกว่า…ขอให้ติดตามตอนต่อไป…โรงเรียนนี้จะมีข่าวดีเกิดขึ้นอีกมากมาย แล้วเวลานั้นเราจะทยอยเขียนเรื่องราวนั้น…โพสต์ให้อ่านอย่างจุใจ….สวัสดี.

สำหรับผลการประกวด จากเว็บไซด์ของเทศบาลตำบลพรานกระต่าย http://www.phrankratai.org/index.php/news/information/239-loykrathong54/192-loykrathong54

การประดิษฐ์กระทงลอย
ระดับประถมศึกษา

  • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว
  • อันดับที่ 2  โรงเรียนบ้านเขาสว่างอารมณ์
  • อันดับที่ 3  โรงเรียนบ้านเขาสว่างอารมณ์
  • รางวัลชมเชย  ได้แก่ โรงเรียนบ้านเมืองพราน และโรงเรียนบ้านใหม่เขานิยม

ระดับมัธยมศึกษา

  • ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม ทีม 2
  • อันดับ 2 โรงเรียนเรืองวิทย์พิทยาคม ทีม 2
  • อันดับ 3 โรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม
  • รางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว ทีม 1 และโรงเรียนบ้านเขาสว่างอารมณ์ ทีม 1

ภาพประกอบเรื่อง

กรรมการให้สัญญาณ…นักเรียนก็เริ่มลงมือประดิษฐ์ทันที

กรรมการก็เริ่มสังเกต ตรวจสอบว่ามีการแอบทำมาก่อนหรือไม่

ฐานซึ่งทำด้วยผักตบชวาร้อยรัดให้ได้ทรง ขนาด 12 นิ้ว

ปิดหุ้มด้วยใบตองสีสวยสดใส พับจีบอย่างประณีต สวยงาม

ประดับตกแต่งกลีบกระทงที่ทำก่อนหน้านี้ รายเรียงโดยรอบอย่างมีระเบียบ ระยะห่างเท่ากันเหมือนวัดระยะไว้

เห็นแล้ว..น่าทึ่งไหมล่ะ…นี่คือ ฝีมือเด็กแท้ ๆ เลยนะ…เห็นทำกันจะๆๆๆๆ

ขอถ่ายภาพไว้ก่อน…..ที่คณะกรรมการจะตัดสิน “แพ้”  “ชนะ” ไม่สำคัญ

กรรมการให้คะแนนแล้ว….เหลือแต่ “ลอยน้ำ” ดูความเอียงเที่ยงตรงไหม? ฟันธงได้เลย “ชนะแน่”

เห็นไหม… “โบว์แดง” หมายเลข ๑ นั่นคือ รางวัล “ชนะเลิศ” แน่นอนแล้ว ผู้ปกครอง “ปลื้ม”

มอบรางวัล “นายอานนท์ อภิชาติตรากูล” นายกเทศมนตรี มอบรางวัลเกียรติบัตร และเงินสด

คุณ “ครูอู๊ด” วรรณรัตน์ กีรติวศิน ขอถ่ายภาพกับนักเรียนคนเก่งไว้เป็นที่ระลึกอีกสักภาพ

พี่ ๆ มัธยมศึกษาตอนต้น รับรางวัลชมเชย ขอถ่้ายภาพร่วมกันกับ น้อง ๆ คนเก่ง

ดูกันให้ชัด ๆ อีกที…นี่คือรางวัลแห่งความสำเร็จ  ขอบคุณ นักเรียน และคุณครูทุกท่าน


ส่วนการประดิษฐ์กระทงใหญ่จากชุมชน

  • ชนะเลิศ ได้แก่ ชุมชนบ้านเหนือ
  • อันดับ 2 ชุมชนบ้านป่าแดงกลาง
  • อันดับ 3 ชุมชนบ้านถ้ำกระต่ายทอง
  • รางวัลชมเชย ได้แก่ ชุมชนบ้านนาถัง  ชุมชนบ้านพรานกระต่าย 2

นอก จาก นั้น ยังมีการจัดการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านเพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชน เช่น การแข่งขันกีฬากินวิบาก,  วิ่งซุปเปอร์แมน,  ปิดตาตีหม้อ,  และกีฬาโล้กระทะ ซึ่งสร้างความสนุกสนานและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนได้เป็นอย่างดี ส่วนภาคค่ำวันที่ 10 พฤศจิกายน 54 วันลอยกระทง ได้มีการจัดการประกวดนางนพมาศ ประจำปี 2554  ผลปรากฎว่า

  • ตำแหน่งนางนพมาศ ได้แก่ นางสาววาสนา  เดชะผล
  • อันดับ 2 นางสาวบงกชกร  มาศธนานันต์
  • อันดับ 3 นางสาวนงนุช  ศรีพา
  • อันดับ 4 นางสาวจินต์จุฑา พงษ์สิงห์
  • อันดับ 5 นางสาวปริญญาใจ กุลมิ่ง
  • และรางวัลขวัญใจประชาชน ซึ่งคัดเลือกจากการให้รางวัลจากการเชียร์ของประชาชนหารายได้ให้แก่วัดกุฏิกา รามได้เป็นเงิน 57,350 บาท ได้แก่ นางสาวพิมพ์ชนก  บุญเสริม

ภาพการประกวดนางนพมาศ

Tags:
comments Comments (0)    -
November 15th, 2011 at 10:05 pm

ปิดการอบรมวิถีธรรม วิถีพุทธสู่เยาวชน ปี2555 รุ่นที่5 แล้วจ้า

กระทำพิธีปิด…นายสมเดช จุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา

  • ปิดการอบรม “โครงการวิถีธรรม วิถีพุทธสู่เยาวชน ปีงบประมาณ 2555 รุ่นที่ 5 ของ ร.ร.ชุมชนบ้านเเขาแก้ว

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 เวลา 15.00 น. นายสมเดช สุรเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว ได้เป็นประธานปิดการอบรมโครการวิถีธรรม วิถีพุทธสู่เยาวชน ประจำปีงบประมาณ 2555 รุ่นที่ 5 ซึ่งรุ่นนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จากโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว จำนวน 150 คน

สำหรับการอบรมครั้งนี้ ได้ดำเนินการอบรม มีกำหนด 3 วัน คือวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2554 ณ วัดหนองปลิง อ.เมืองกำแพงเพชร ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร โดยมีพระครูวิเชียรธรรมนาท เจ้าอาวาสวัดหนองปลิง พระวิทยากร วิทยากร เป็ผู้ให้การอบรม

นายสมเดช ถวายเงินปัจจัยจากการทำบุญร่วมกันของคณะครูและนักเรียน โดยจัดเป็นพุ่มผ้าป่า

 

กิจกรรมการอบรมในช่วง 3 วัน มีวิทยากรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาตลอดเวลา…สาธุ

นี่คือ….”ศรัทธา” คณะครูและนักเรียน ร่วมใจกันตั้งพุ่มผ้าป่า แห่กันมาจากโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว…เชียวนะ

กิจกรรมจุดเทียน “แสงเทียนเปรียบเสมือน แสงสว่างแห่งชีวิต”

กิจกรรมทัศนศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร  โดย…รถไฟฟ้า อบจ.กำแพงเพชร

กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณวัดหนองปลิง

กิจกรรมการอบรมตามตาราง วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ…

ปิดการอบรมแล้วขอถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก…ใครอยากได้คลิกไปได้เลย

ขอขอบพระคุณ ท่าน “พระครูวิเชียรธรรมนาท และ พระวิทยากร วิทยากรทุกท่าน  ผมขอลากลับไปเรียนหนังสือต่อแล้วนะครับ

Tags:
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 8:46 pm

‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’เห็นอะไรที่ศปภ.

‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’เห็นอะไรที่ศปภ.

‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ เห็นอะไรที่ศปภ.ดอนเมือง

คลิป ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ ดารานักแสดงชื่อดังพร้อมทั้งมีจิตอาสาอุทิศตัวเพื่อสังคมร่วมกับมูลนิธิร่วม กตัญญูมาเป็นเวลานานกว่า 25 ปี และน้ำท่วมครั้งนี้เขาก็ได้ทุ่มกำลังเพื่อช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ได้ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการของบริจาคของ ศปภ.ดอนเมือง ที่ผู้ใช้นาม firststepkeng อัพโหลตขึ้นเว็บไซต็ยูทูป โดยอ้างอิงที่มาจากเว็บไซต์ http://www.bangkokbiznews.com เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2554…..ขอบคุณนะครับ

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 8:41 pm

ศธ.ย้ำแจกแท็บเล็ตป.1ไม่ครบทุกคน

ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมให้นักเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้ ว่า  ศธ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2555 จำนวน 1,600 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน ป.1 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และโรงเรียนสาธิตสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งในภาพรวมมีนักเรียน ป.1 ประมาณ 850,000 คน แต่งบฯที่ได้รับสามารถจัดซื้อได้เพียง 477,000 เครื่อง ดังนั้นนักเรียน ป.1 จะไม่ได้รับแจกทุกคน

ซึ่ง ศธ. จะกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรต่อไป ทั้งนี้แท็บเล็ตที่จะจัดซื้อนั้นได้กำหนดวงเงิน 3,500 บาทต่อเครื่อง แบ่งเป็น ค่าเครื่อง 3,100 บาท และค่าข้อมูล 400 บาท ซึ่งจะเป็นข้อมูลหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่คงไม่สามารถบรรจุได้ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งวิชาที่ไม่มีในแท็บเล็ตก็จะจัดซื้อตำราเรียนเพิ่มเติมให้  ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการได้ทันปีการศึกษา 2555 แน่นอน  ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรแท็บเล็ตให้นักเรียน แต่เบื้องต้นจะดูจากความพร้อมและความจำเป็นเป็นหลัก ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญในการนำแท็บเล็ตมาใช้ก็เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูในวิชา หลัก เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขยายโอกาส ดังนั้นโรงเรียนทั้ง 2 ประเภทนี้ จึงเป็นเป้าหมายที่จะได้รับการพิจารณา แต่ก็ต้องดูความพร้อมของโรงเรียนด้วย โดยเฉพาะความพร้อมของครู และความมุ่งมั่นของเขตพื้นที่การศึกษาที่จะต้องมีศักยภาพในการประสานระดมผู้ ที่มีความสามารถมาช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่โรงเรียน ส่วนความพร้อมของระบบอินเทอร์เน็ตคงไม่ใช่ประเด็นใหญ่ เพราะสื่อที่จะนำมาใช้ในแท็บเล็ตจะเป็นสื่อระบบปิดที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ต แต่หากโรงเรียนใดเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตก็จะเป็นส่วนเสริมในการใช้งานได้

“การจัดซื้อจะใช้แนวทางเดียวกับการจัดซื้อคอมพิวเตอร์สถานศึกษาเมื่อปีที่ ผ่านมา ซึ่งจะต้องยึดโยงกับการบริการหลังการขายด้วย ซึ่ง สพฐ. จะกำหนดคุณลักษณะครุภัณฑ์หรือสเปกกลางไปให้โรงเรียนจัดซื้อเอง โดยมีเขตพื้นที่การศึกษาเป็นพี่เลี้ยง” ดร.ชินภัทร กล่าว.

Tags:
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 8:02 pm

สัมมนาโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก ภาคเรียนที่ 2

สัมมนาชี้แจงการมาร่วมงานวันรวมพลัง ครั้งที่ 6 และรับสื่อโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก ภาคเรียนที่ 2

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว นำโดย นายสมเดช สุรเดช ผู้อำนวยการโรงเรียน นายสุรสิทธิ์ จันทนา พนักงานราชการ และ นายวันนรุ่ง พาสุทธิ ครูธุรการ ได้เดินทางไปเข้าร่วมสัมมนาชี้แจงการมาร่วมงานวันรวมพลัง ครั้งที่ 6 และรับสื่อโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก ภาคเรียนที่ 2 ณ สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

การเดินทางไปดังกล่าว ทางวัดพระธรรมกาย ได้ออกเดินทางจากศูนย์ SEP เมื่อเวลา 23.00 น. และถึงวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เมื่อเวลา 05.30 น. รับประทานอาหารเช้า ซึ่งทางวัดจัดไว้บริการ ลงทะเบียนรายงานตัว เสร็จแล้วเข้าประชุมสัมมนา

สาระการประชุมมีดังนี้ ฟังพระธรรมเทศนา เรื่อง การสร้างนิสัยผ่าน 5 ห้องชีวิตและกิจกรรม 6 มิติ โดย พระภาวนาวิริยคุณ รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย วันรวมพลังดาวแห่งความดี ผู้นำฟื้นฟูศีลธรรมโลก ครั้งที่ 6 ตอน “รวมพลคนเปลี่ยนโลก” การประกวดสุนทรพจน์ระดับโลก พิธีมอบทุนต้นสมบัติจักรพรรดิ การเตรียมความพร้อมเพื่อมาร่วมงานวันรวมพลัง ความสำคัญของวันรวมพลังเด็กดี V-Star และสุดท้ายมีการประชุมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รับสื่อนวัตกรรมและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเดินทางไปร่วมงานวันรวมพลัง

หลังจากเลิกประชุมสัมมนา เวลาประมาณ 17.30 น. จึงได้เดินขึ้นรถบัสเดินทางกลับ จ.กำแพงเพชร ถึงเวลาประมาณ 00.30 น. อย่างปลอดภัย

ขอบคุณวัดพระธรรมกายที่ให้การต้อนรับและบริการเป็นอย่างดี.

ภาพประกอบ


Tags: , ,
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 5:55 pm

วิสิทธิ์ พวงเพชร นายอำเภอปากเกร็ด ยืนยัน เก่ง การุณ นำชาวบ้านไปพังคันดินคลองประปา

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 5:48 pm

ชาวดอนเมืองรื้อบิ๊กแบ๊ก

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 5:46 pm

เก่ง การุณ-ชาวบ้านฮืรื้อบิ๊กแบ๊ก

http://www.youtube.com/watch?feature=player_detailpage&v=1Ob3hsR30pU

Tags:
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 5:44 pm

รื้อ “บิ๊กแบ๊ก” ดอนเมือง

Tags:
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 5:43 pm

ชูวิทย์ “น้ำท่วมเพราะน้ำมือมนุษย์

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 8:10 am

อ.จุฬาฯ แจงฟ้องเรียกค่าเสียหายน้ำท่วมเพื่อช่วยคนจน ชี้มี 3 ประเด็นที่เล่นงานได้

อาจารย์จุฬาฯ เผยฟ้องรัฐบาล-หน่วยงานรัฐ เรียกค่าเสียหายน้ำท่วมเพื่อช่วยคนจน ยันมี 2-3 ประเด็นที่เป็นรูปธรรมพอจะฟ้องได้ ระบุในแง่มุมกฎหมาย ไม่จำกัดเฉพาะแค่บ้านที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการขาดรายได้

         รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมผิดพลาด ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย โดยกล่าวว่าก่อนหน้านี้มีคนติดต่อเข้ามาว่าให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล โดยจะมีทนายความว่าความให้ฟรี ซึ่งในความเป็นจริงตนดูแลตัวเองได้ แต่เมื่อนึกถึงคนจนซึ่งไม่มีโอกาสเรียกร้องค่าเสียหายทางกฎหมายได้ ตนจึงตั้งใจที่จะฟ้องร้องเพื่อช่วยเหลือคนจน

“ได้หารือกับทนายความแล้ว พบว่ามีอยู่ 2-3 ประเด็นที่เป็นรูปธรรมพอที่จะฟ้องร้องถึงความเสียหายว่ามีอะไรบ้าง ใครบ้างที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะรวบรวมผู้ที่มีความรู้เพื่อร่างประเด็นนำไปเสนอว่ามีใครบ้างที่ได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะยื่นฟ้องหน่วยงานต่างๆ อาจมีทั้งรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือกรุงเทพมหานคร”

รศ.ดร.ณรงค์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในเบื้องต้นจะช่วยเหลือคนจนเป็นหลัก แต่เมื่อมีคนเห็นด้วยจำนวนมากจึงตัดสินใจฟ้องร้องเป็นประเด็นสาธารณะ ซึ่งเมื่อมีคนจากทุกสาขาอาชีพเข้ามาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ก็จะเป็นเรื่องง่ายในการฟ้องร้องให้เป็นประเด็นร่วม ซึ่งมีแง่มุมทางกฎหมาย โดยจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่บ้านที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบ้านที่ยังไม่ถูกน้ำท่วม แต่ได้รับความเสียหายจากการขาดรายได้ ตรงนี้คนที่ร่วมฟ้องร้องมีความเสียหายอย่างไรก็นำมาว่ากัน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในขั้นเตรียมการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวฟ้องร้องในครั้งนี้จะกลายเป็นการโจมตรีรัฐบาลหรือไม่ รศ.ดร.ณรงค์กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดว่าจะฟ้องรัฐบาล แต่ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะต้องฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานคร แต่ในเมื่อผู้ถูกฟ้องเป็นหน่วยงานของรัฐเสียส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนความคาดหวังที่จะได้รับการชดเชยจากภาครัฐมีมากน้อยแค่ไหน รศ.ดร.ณรงค์กล่าวว่า อย่าไปประเมินความเสียหายเป็นตัวเงิน แต่ต้องดูความเดือดร้อนว่ามีมากเท่าไหร่ การที่รัฐบาลชดเชยให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท ก็ต้องดูไปถึงคนที่มีที่ทำงานเก็บเงินเป็นแสนบาทเพื่อซื้อบ้านหนึ่งหลังแล้วพอเกิดน้ำท่วมขึ้นมาครั้งเดียวบ้านก็จมหายไปทั้งหลัง หรือคนงานที่ทำงานได้ค่าแรงวันละ 100-200 บาท พอเกิดน้ำท่วมขึ้นมาก็ขาดรายได้ แล้วจะอยู่กันอย่างไร ชีวิตคนจนจะสลายมากไปเท่าไหร่

Tags:
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 8:08 am

ประชาชนฟ้องรัฐคดีน้ำท่วม เพื่อไทยต้องหนุนไม่ใช่ขวาง

ยังไม่ทันจะขยับแค่คิดดังๆ ก็โดนพวกลิ่วล้อลูกสมุนยิ่งลักษณ์ ชินวัตรดิสเครดิตกันแล้ว

       ในเรื่องที่จะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งนำโดยนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนและกลุ่มนักวิชาการนำโดย ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังดูความเป็นไปได้ในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง รวมถึงเอาความผิดทั้งอาญาและแพ่ง

       กรณีรัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหาร และตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องการป้องกันน้ำท่วม จนสร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนหลายล้านคน

       แค่คิดและกำลังเตรียมการขยับ พรรคเพื่อไทยก็ส่ง พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคและส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ออกมาตีกันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายศรีสุวรรณและอาจารย์ณรงค์หวังผลทางการเมือง

       มิหนำซ้ำ “เด็จพี่”ยังดำน้ำขุ่นๆ ว่าทำไมตอนสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 52-53 และเกิดแผ่นดินถล่มในภาคใต้ มีคนเสียชีวิตและเดือดร้อน แต่กลับไม่มีการฟ้องร้องแทนประชาชน มาครั้งนี้จะฟ้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทั้งที่เป็นเรื่องน้ำท่วมเหมือนกัน

       โฆษกหน้าพลาสติกเลยบอกว่า เป็นการกระทำแบบสองมาตรฐาน

       หลายคนรับรู้การตอบโต้ของโฆษกพรรคเพื่อไทยแล้ว จากเดิมที่อาจเฉยๆกับเรื่องการฟ้องร้องดังกล่าว พอได้ยินแบบนี้เลยของขึ้น จากที่ไม่เคยคิดจะเอาเรื่อง ก็คิดอยากขอร่วมเป็นโจทก์และผู้ร้องร่วมต่อศาลเอาด้วยซ้ำ

       เพราะแม้กรณีน้ำท่วมภาคใต้ปี 53 กับน้ำท่วมปี 54 จะเป็นอุทกภัยเหมือนกัน แต่ความสูญเสียและข้อเท็จจริงต่างๆที่นำมาสู่เหตุอุทกภัยแตกต่างกันอยู่มาก

       ซึ่งในอุทกภัยที่เลวร้ายที่สุดในไทยครั้งนี้ เป็นผลจากการกระทำของคนที่อยู่ในอำนาจรัฐทั้งข้าราชการและนักการเมือง ร่วมกันกระหน่ำซ้ำเติมให้เกิดภับพิบัติรุนแรงขึ้น

       ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแจ้งเตือนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถึง ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตต์ต่อกรมชลประทานในช่วงรอยต่อที่ รัฐบาลเพื่อไทยกำลังเข้าบริหารประเทศ โดยที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วสามารถตัดสินใจในเรื่อง การระบายน้ำได้ทันทีเพื่อไม่ให้น้ำท่วม หรืออาจท่วมแต่ก็ไม่รุนแรงเท่านี้ เมื่อน้ำไหลบ่าผ่านทางมาจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง น้ำท่วมรุนแรงมาตลอดทางก็ไม่เคยเตรียมการใดที่จะป้องกันปัญหาจากหนักให้เป็น เบา แต่กลับละเลยเพิกเฉยไม่เอาเรื่อง แต่พอน้ำจ่อกรุงเทพก็บอกว่า “เอาอยู่” แล้วก็เกิดสภาพอย่างที่เห็นน้ำท่วมทั่วทั้งเมืองหลวง ยกเว้นไม่กี่เขตพื้นที่

       เกิดความสูญเสียต่างๆทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ของประชาชนและภาคธุรกิจมากมายมหาศาลเกินกว่าจะนับคำนวณได้แน่ชัดในเวลานี้ เพราะทุกอย่างยังไม่จบ ก้อนน้ำมวลใหญ่ระลอกใหม่กำลังจะโถมเข้ามา ถ้าบิ๊กแบ็กเอาไม่อยู่ด้วยประการใดๆไม่ว่าจะคนเหนือคันกั้นเข้ามารื้อ หรือแนวบิ๊กแบ็กพ่ายต่อพลังน้ำ สถานการณ์น้ำท่วมก็จะรุนแรงแซงโค้งที่เป็นอยู่ในวันนี้ที่ว่าหนักแล้วก็จะ หนักกว่านี้หลายเท่า

       ดังนั้นเมื่อเทียบแล้ว สมัยน้ำท่วมปี 53 ก็ไม่รุนแรงเท่านี้ ความพินาศที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

       หลายคนก็เห็นแล้วว่า หากได้รัฐบาลและผู้นำประเทศที่มีการบริหารจัดการที่ดีแม้จะเป็นเรื่อง ธรรมชาติและเหตุสุดวิสัยในการรับมือจำเป็นต้องปล่อยน้ำให้เข้าพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเพื่อระบายน้ำลงทะเลและแม่น้ำเจ้าพระยา แต่รัฐบาลย่อมมีวิธีซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรงแบบที่ เป็นอยู่ตอนนี้ได้ ถ้าประชาชนมีรัฐบาลที่มีวุฒิภาวะสติปัญญาในการแก้ปัญหา ตัดสินใจและวางแผน

       ยิ่งหากรัฐบาลเพื่อไทย มั่นใจว่าต้นตอของเรื่องนี้ เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารระบบการจัดเก็บและระบายน้ำในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหมือนอย่างที่ส.ส.เพื่อไทยทั้งจตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-วรชัย เหมมะ -สถาพร มณีรัตน์พากันลุกขึ้นอภิปรายปกป้องยิ่งลักษณ์

       และถึงขั้นบอกว่าเป็นแผนของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในช่วงการเป็นรัฐบาล รักษาการที่เก็บน้ำเอาไว้ในเขื่อนจำนวนมาก เพื่อไว้รอสร้างปัญหาในช่วงรัฐบาลเพื่อไทย คนจะได้เดือดร้อน ประชาชนลำบากจนอยู่ไม่ได้ จะออกมาขับไล่รัฐบาลเพื่อไทยตอนเดือนธันวาคม ตามจินตนาการสร้างเรื่องเพ้อฝันของส.ส.เพื่อไทย ที่ยิ่งกว่าปั้นน้ำเป็นตัว

       หากมั่นใจในข้อมูลเรื่องรัฐบาลประชาธิปัตย์วางยาเพื่อไทยเก็บกักน้ำ เอาไว้ในช่วงก่อนเลือกตั้ง ก็ยิ่งที่เพื่อไทยและนายกรัฐมนตรี ต้องแสดงท่าทีสนับสนุนการฟ้องร้องของประชาชนเอาผิดฐานทำละเมิดกับหน่วยงาน รัฐด้วยซ้ำ

       จะได้เคลียร์กันไปให้เห็นดำเห็นแดง เพราะการพูดไปมาในสภาฯ มันไม่มีน้ำหนักอะไร ก็แค่เกมการเมือง ฝ่ายค้านก็อัดรัฐบาล รัฐบาลก็ปกป้องนายกรัฐมนตรีแล้วก็โยนขี้ฝ่ายค้าน อภิปรายกัน 4-5 วัน ปิดสภาฯ ก็แล้วกันไป กลับบ้านใครบ้านมัน ประชาชนก็ไม่รู้ความจริง ว่า ใครกันแน่ เป็นต้นเหตุของปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้

       เพราะไอ้ที่ส.ส.ทั้งรัฐบาล -ฝ่ายค้าน ยืนอภิปรายแล้วทำเป็นถือเอกสารบอกว่ามีหลักฐานสำคัญเรื่องน้ำท่วมทำหน้าตา ขึงขัง หวังสร้างความน่าเชื่อถือแล้วอ่านไปเรื่อย ก็ไม่รู้เป็นเอกสารเปล่าหรือข่าวหนังสือพิมพ์เอามาอ่าน ไม่ได้มีเอกสารข้อมูลอะไรทั้งสิ้น

       หากต้องการให้ความจริงถูกชำระล้าง จะได้รู้กันว่าใครหน้าไหน ทำความวิบัติให้แผ่นดินครั้งใหญ่ ก็ควรต้องไปสู้กันในศาลพิสูจน์ความจริงกันไปเลยดีกว่า

       จะได้เอาความจริงทั้งหมดทั้งจากฝ่ายรัฐบาล-ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย(ศปภ.)-กรมชลประทาน-การไฟฟ้าฝายผลิตแห่งประเทศไทย -ฝายประชาธิปัตย์-ส.ส.เพื่อไทย รวมถึงข้อมูลจากภาคประชาชนและผู้ประสบภัย ไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

       กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล ก็จะเป็นการเปิดเวทีให้พิสูจน์ความจริง ถ้าเรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลอภิสิทธิ์จริง แม้อภิสิทธิ์จะไม่ใช่ผู้ถูกร้อง แต่ข้อมูลต่างๆ ก็ต้องมีการเปิดเผยและสู้กันในศาล ที่อาจมีหลายเรื่องที่ประชาชนไม่เคยรับรู้ก็จะได้รู้กันไปเลย ส่วนนายอภิสิทธิ์ก็ต้องนำข้อมูลมายันกันในศาลให้ถึงที่สุด

       หลายเรื่องความจริงจะได้กระจ่างเช่นวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่วันแรกที่มีอุทกภัยจนถึงวันที่กรุงเทพมหานครจมบาดาล รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำงานอย่างไร ล่าช้าและตัดสินใจผิดพลาดจริงหรือไม่ หรือข้อมูลการกักเก็บน้ำและการระบายน้ำของกรมชลประทาน มีเรื่องการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ก็น่าจะได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันในชั้นศาล

       ซึ่งดีกว่าที่จะมานั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอะไรให้ยุ่งยากเสียเวลา เพราะหากรัฐบาลใช้วิธีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง สังคมก็ต้องกังขาอีกว่าจะเชื่อถือได้หรือไม่ จะทำงานเป็นกลางหรือไม่ จะสอบสวนนานแค่ไหนและจะหาแพะรับบาปแทนพวกนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง หรือไม่อย่างไร

       ก็ควรให้ ศาล เป็นที่พึ่งของประชาชนในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดีกว่า เพื่อจะได้ให้เรื่องนี้เป็นคดีตัวอย่างคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่สนใจของประชาชนและศาลปกครองทั่วโลกแน่นอน

       เพราะหากผลการพิจารณาคดีออกมา ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน มันก็จะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยต่อไป

       ว่าการเป็นรัฐบาลและคัดเลือกคนเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่สักแต่อ้างว่าได้รับเลือกตั้งมา พรรคส่งมาเป็นรัฐมนตรี เสียงข้างมากโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็จบ

       จะเอาหมูหมากาไก่ที่ไหนมาเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถและความเหมาะสมในการทำงาน

       ครั้นพอมีเรื่องใหญ่ประเทศเกิดปัญหา รัฐมนตรีที่ไม่ได้มีความรู้ไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะมาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวง ที่ตัวเองนั่ง แต่ได้เป็นรัฐมนตรีเพราะจ่ายเงินให้พรรคหรือได้ตามโควต้า ทำงานถูกใจผู้มีอำนาจในพรรค ก็ทำงานแก้ไขปัญหาไม่ได้ วางแผนรับมือกับปัญหาผิดพลาด

       ผลก็คือ ประชาชนต้องรับกรรมจากการทำงานของนายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรี และรัฐบาลเฮงซวยเหล่านี้

       จึงควรอย่างยิ่งที่หากประชาชน ผู้ประสบภัย ที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากน้ำท่วมครั้งนี้ จะเคลื่อนไหวทำเรื่องนี้แบบจริงจัง ไม่ว่าสุดท้ายยื่นฟ้องไปแล้ว กระบวนการจะจบลงแบบไหนก็ตาม

Tags:
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 8:05 am

ศธ.ขอ 1.6 พันล้านซื้อแท็บเล็ตแจก นร.ป.1

  ศธ.เสนอ ของบ 1,600 ล้านบาท ซื้อแท็บเล็ตแจก นร.ป.1 ใน 3 หน่วยงานหลัก ร่วม 4.7 แสนเครื่อง หากงบผ่านสภาสามารถดำเนินการจัดซื้อใช้ทันทีปีการศึกษา 55

       น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2555 นี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งงบประมาณในการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 ตามโครงการ One Tablet PC Per Child เป็นจำนวนเงิน 1,600 ล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวเป็นงบประมาณทั้งหมดที่ 3 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ในส่วนของโรงเรียนสาธิต จะต้องนำไปดำเนินการจัดซื้อแท็บเล็ต

       อย่างไรก็ตาม ในวงเงิน 1,600 ล้านบาทนี้ จะสามารถจัดซื้อเครื่องแท็ปเล็ตได้ทั้งหมด 4.7 แสนเครื่องในราคาเครื่องละ 3,400 บาท ต่อเครื่อง เป็นค่าเครื่อง 3,100 บาท และค่าบรรจุข้อมูล 310 บาท ขณะเดียวกัน กระทรวงอื่นๆ ที่มีโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัด อาทิ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) ก็ตั้งงบประมาณจัดซื้อเครื่องแท็ปเล็ตไว้ที่หน่วยงานเองด้วย

       ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ในภาพรวม จำนวนนักเรียนชั้น ป.1 ทั่วประเทศมีทั้งหมดประมาณ 850,000 คน อยู่ในหน่วยงานสังกัด ศธ. 569,000 คน ขณะที่ งบประมาณจัดซื้อแท็ปเล็ตของทุกสังกัดสามารถจัดซื้อได้ 560,000 เครื่องคิดเป็น 66% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด สำหรับการจัดซื้อนั้นจะพิจารณาจัดซื้อให้เฉพาะโรงเรียนที่มีความพร้อมทาง ด้านสาธารณูปโภค และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และแต่ละหน่วยงานจะเป็นผู้จัดซื้อเองในราคากลางที่กำหนดไว้ 3,400 บาทต่อเครื่อง

       “ถ้าในการประชุมสภาไม่มีการตัดลด ประมาณ ก็จะสามารถจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ ซึ่งคาดว่า น่าจะจัดซื้อได้หลังเดือนมกราคม 2555 ซึ่งจะทันสำหรับใช้เรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ส่วนจะบรรจุเนื้อหาใดใน 8 กลุ่มสาระวิชาเข้าไปนั้น คงต้องมาคุยภายหลัง อย่างไรก็ตาม แม้จะบรรจุเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ใส่ไว้ในแท็บเล็ตแล้ว แต่รัฐบาลก็จะยืนยัน การแจกหนังสือเรียนฟรีต่อไป ให้นักเรียนได้มีทั้ง 2 ออปชันให้เลือกใช้ คือ หนังสือเรียนและแท็บเล็ต” น.ส.ศศิธารา กล่าว

Tags:
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 7:53 am

ศปภ.สั่งกทม.ซ่อมบิ๊กแบ็กถูกรื้อกลางดึก

“สุขุมพันธุ์”เผยศปภ.ส่งหนังสือถึง กทม.กลางดึก ให้ส่งจนท.เข้าซ่อมแซมแนวบิ๊กแบ็กที่ถูกคนดอนเมืองรื้อ เหน็บเชื่อไม่น่าถูกกลั่นแกล้ง แต่เป็นเรื่องการลืมดูเวลามากกว่า

          เมื่อเวลา 23.15 น. วันที่ 13 พ.ย.2554 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชกรุงเทพมนานคร  ได้แถลงผลการประชุมคณะผู้บริหารกทม.เพื่อแก้ไขปัญหากรณีมวลชนพื้นที่เขตดอน เข้าไปรื้อคันกั้นน้ำ บิ๊กแบ็กว่า ทางศปภ.ได้ทำหนังสือถึงกทม.เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. โดยเนื้อหาของหนังสือคือให้ กทม.เข้าไประงับยับยั่งมวลชน ที่มีอยู่ในย่านชุมชนย่านดอนเมือง ที่เข้าไปทำลายแนวคันกั้นน้ำดังกล่าวที่บริเวณหน้าร้านนายไช้ ซึ่งอาจจะทำให้ผลน้ำเหนือไหลบ่า และสร้างความเสียหายในพื้นที่ชั้นใน อีกทั้งหนังสือของศปภ.ยังระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่กทม.ดูแล กทม.จึงจะต้องเข้าไประงับดูแลไม่เกิดเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น

              ทั้งนี้หลังจากที่ตนได้รับหนังสือ ตนได้ทำหนังสือด่วนประสานไปยังผบ.ชน. เมื่อเวลา 22.12 น. เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแล และอารักขาเจ้าหน้าที่กทม. ซึ่งเรื่องดังกล่าาวตนทราบมาตั้งแต่ช่วงเช้าว่าจะเกิดเหตุการรื้อคันบิ๊ก แบ็ก แต่หนังสือจากศปภ.ได้ประสานเข้ามาเมื่อเวลา 22. 00 น. ซึ่งตนเข้าใจและพร้อมที่จะทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งในวันที่ 14 พ.ย. ตนจะเข้าไปดูพื้นที่ดังกล่าว เบื้องต้นกทม.จะเข้าไปซ่อมแซมทันที ตามอุปกรณ์ที่กทม.มีอยู่ แต่หากเครื่องมือที่กทม.มีอยู่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ก็จะประสานไปยังศปภ.ให้เข้ามาดำเนินการแทน
              “ผมคิดว่าประเด็นเรื่องการประสานงานในเรื่องนี้เข้ามาล่าช้า คิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องของการเมืองกลั่นแกล้ง แต่น่าจะเป็นเพียงการลืมดูนาฬิกาเท่านั้น ” ผู้ว่าราชการ กทม.กล่าว

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 14th, 2011 at 7:42 am

ฮือ!รื้อ‘บิ๊กแบ็ก’ ‘เก่ง’อ้างศปภ.ไฟเขียว/ดินแดงเสี่ยงจม!น้ำทะลักล้านคิว

ชาวบ้านรุมรื้อบิ๊กแบ็กกั้นถนนวิภาวดีฯ แล้ว หลัง “เก่ง การุณ” แจ้ง ศปภ.ไฟเขียว แต่ “ยิ่งลักษณ์-ประชา” กลับบอกไม่เคยอนุญาต อ้างแค่สูบน้ำช่วยบรรเทาเท่านั้น “ส.ส.ปชป.”  รีบเตือนคนดินแดงน้ำลดอย่าเพิ่งชะล่าใจ หวั่น กทม.ชั้นในได้รับผลกระทบจากดอนเมือง “อานนท์” ชี้สัปดาห์หน้าถนนสายหลักรถวิ่งได้  “บางขุนเทียน” ยังวิกฤติ ประกาศ 3 ชุมชนอพยพ    ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เกิดความตึงเครียดกันขึ้น บริเวณแนวกระสอบทรายยักษ์ หรือบิ๊กแบ็ก ที่กั้นถนนวิภาวดีรังสิตขาออก ตอนเหนือของสนามบินดอนเมือง ซึ่งมีการนำบิ๊กแบ็กความยาวประมาณ 20 กิโลเมตรมาวางไว้ เมื่อชาวชุมชนแขวงดอนเมืองกว่า 20 ชุมชน ออกมารวมตัวชุมนุมเรียกร้องให้รื้อบิ๊กแบ็ก เปิดแนวกั้นออกให้กว้างประมาณ 10 เมตร หรือเปิดให้เรือผ่าน 2 ช่องทาง เพื่อระบายน้ำที่ท่วมหมู่บ้านและชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำมากว่า 1 เดือนออกไปบ้าง เนื่องจากระดับน้ำได้สูงขึ้นจนชาวบ้านจะอยู่กันไม่ได้แล้ว

  ตัวแทนชาวบ้านให้เหตุผลว่า ระดับน้ำนอกแนวบิ๊กแบ็กสูงถึง 1.7 เมตร แต่ระดับน้ำภายในคันกั้นน้ำสูงแค่ 60 ซม. ซึ่งหากเปิดแนวกระสอบทรายบิ๊กแบ็กเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว ระดับน้ำในพื้นที่ไม่ลดลงก็ยินดีให้รัฐบาลปิดแนวบิ๊กแบ็กเช่นเดิม โดยขอให้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) พิจารณาข้อเรียกร้องภายในวันนี้ (13 พ.ย.)
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายการุณ โหสกุล ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาเจรจากับผู้ชุมนุม และพยายามขอร้องให้สลายการชุมนุม แต่ไม่สามารถหาข้อยุติกันได้ นายการุณจึงรับที่จะนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านไปเจรจากับ ศปภ. โดยก่อนที่นายการุณจะเดินทางกลับ ได้บอกกับผู้ชุมนุมว่า “ถ้าพรุ่งนี้เขาไม่รื้อ ผมจะมานำรื้อเอง” ซึ่งชาวบ้านก็ยังรวมตัวรอฟังความคืบหน้ากันอยู่
    จากนั้น เวลา 12.00 น. นายการุณได้นำข้อเรียกร้องของชาวบ้านเข้าไปหารือกับ ศปภ. และมีกระแสข่าวออกมาในช่วงบ่ายว่า ทาง ศปภ.มีมติให้รื้อแนวบิ๊กแบ็กถนนวิภาวดีรังสิตออก และจะทำการรื้อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ทำให้ชาวบ้านที่ชุมนุมกันอยู่ต่างส่งเสียงแสดงความดีใจและทยอยแยกย้ายกัน กลับ

อ้าง ‘เก่ง’ ไฟเขียวรื้อบิ๊กแบ็ก

    ต่อมาเวลา 16.00 น. ได้มีชาวบ้านย่านดอนเมืองจำนวนหนึ่งย้อนกลับมารื้อบิ๊กแบ็กออกบ้างแล้ว โดยอ้างว่ามี ส.ส.ในพื้นที่แจ้งว่าให้เข้ารื้อบิ๊กแบ็กได้
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำ ในรายการเกาะติดข่าวร้อน ทางเนชั่นทีวี ได้รายงานสถานการณ์การรื้อบิ๊กแบ็กบริเวณ ถ.วิภาวดีรังสิตขาออก ว่าได้มีชาวบ้านในหมู่บ้านธนินทร 1 รื้อแนวคันบิ๊กแบ็กระยะทาง 20 เมตร จากเส้นบิ๊กแบ็กบริเวณหัวถนนไปทางดอนเมืองกว่า 2 กิโลเมตร
    นายวิทยา อาคมพิทักษ์ ประธานชุมชนหมู่บ้านธนินทร 1 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชุมชนได้ขออนุเคราะห์ ศปภ.ให้เปิดแนวบิ๊กแบ็กไว้ เพื่อระบายน้ำและเป็นทางเข้า-ออกของเรือ ซึ่ง ศปภ.ก็รับปากและดำเนินการแล้ว แต่เปิดเพียง 2 วันเท่านั้น โดยเมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.ก็ได้นำบิ๊กแบ็กมาใส่เหมือนเดิม ทำให้ชาวบ้านต้องมารวมตัวเพราะเป็นการผิดข้อตกลง
    “เราต้องการให้เปิดแค่ 8-9 เมตร และสูงนิดเดียว เพื่อให้ระบายน้ำในชุมชนได้ และปริมาณน้ำก็ไม่ได้กระทบชุมชนด้านใน คลองบางซื่อก็รับได้” นายวิทยากล่าว
    นายวิทยายืนยันว่า ชาวบ้านไม่ได้ทำผิดกฎหมายและไม่ได้รื้อบิ๊กแบ็ก เพราะมีการเจรจากับนายการุณ โหสกุลแล้ว และยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บช.น.มาเป็นพยาน ซึ่งระหว่างการเจรจานายการุณก็ได้ขออนุมัติ ศปภ. ซึ่งนายการุณยืนยันว่า ศปภ.อนุญาตและอนุมัติแล้ว โดยจะเอาบิ๊กแบ็กบริเวณวิภาวดีฯ ขาออก 20 เมตรออกทั้งหมด
    “ชาวบ้านไม่ได้รื้อ แต่ฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ ซึ่งนายการุณก็ยืนยันว่าได้พูดคุยและอนุมัติจาก ศปภ.แล้ว และได้นัดในวันที่ 14 พ.ย. เวลา 17.00 น. จะดำเนินการ” ประธานชุมชนหมู่บ้านธนินทร 1 ระบุ
    นายการุณยืนยันว่า ได้ประสานกับ ศปภ.แล้ว ได้รับคำยืนยันจะส่งคนมาเปิดแนวบิ๊กแบ็กในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 14 พ.ย.
    อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลับให้สัมภาษณ์กรณีชาวชุมชนดอนเมืองเรียกร้องให้รื้อคันกั้นน้ำบิ๊กแบ็กออก ว่า รัฐบาลได้คุยกับมวลชนและมีข้อตกลงร่วมกันแล้วว่า จะมีการเร่งสูบน้ำ เพราะความจริงแล้วการกั้นบิ๊กแบ็กไม่ได้ทำให้ระดับน้ำที่อยู่เหนือบิ๊กแบ็ก สูงขึ้น เป็นเพียงแนวกั้นเฉยๆ แต่ประชาชนอาจจะรู้สึกว่าฝั่งหนึ่งน้ำไม่ลดลง แต่อีกฝั่งน้ำลดลง ซึ่งศปภ.ได้มีการประสานงานกับ กทม.ในการเร่งระบายน้ำที่เหนือคันบิ๊กแบ็กให้เร็วขึ้น เชื่อว่าประชาชนที่อยู่เหนือคันบิ๊กแบ็กเองก็เห็นด้วย เพราะทาง ศปภ.จะเร่งระบายน้ำให้เร็วขึ้นใน 1-2 วันนี้
    “มีการเสนอในที่ประชุมว่า มวลชนจะขอให้เปิดคันบิ๊กแบ็กในวันจันทร์นี้ แต่ที่ประชุมเห็นว่า หากมีการเร่งระบายน้ำให้เร็วขึ้นก็จะไม่ส่งผลกระทบอะไร” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

‘ปู’ ยันไม่มีคำสั่งอนุญาต

    เมื่อถามว่า มีข่าว ศปภ.มีคำสั่งให้ลดระดับความสูงของบิ๊กแบ็กลงมาเหลือที่ 30 ซม. นายกรัฐมนตรีรีบปฏิเสธว่า ไม่เคยมีคำสั่งตรงนี้ แต่เป็นการหารือกันทั้งหมดในที่ประชุม ซึ่งยังคงทำอยู่ และขณะนี้ก็ยังไม่มีการรื้อ เพราะเราจะเร่งสูบน้ำออกไป เมื่อน้ำลดลงบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่เหนือบิ๊กแบ็ก ทุกอย่างก็จะเบาลงได้
    ซักว่า บริเวณดังกล่าวมีระดับน้ำสูงมาก จะเร่งระบายอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ก็เร่งระบายน้ำภายใน 2 วันนี้ เนื่องจากวันนี้ภาพรวมระดับน้ำมีแนวโน้มที่ลดลง ประกอบกับมีการเร่งระบายน้ำ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนบริเวณดังกล่าวจะรู้สึกดีขึ้น
    ถามว่า จะมีการเยียวยาเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ออกนอกคันกั้นน้ำบิ๊กแบ็กหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีอยู่แล้ว ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย กทม.ช่วยกัน โดยหลักผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ถ้าประชาชนได้รับผลกระทบต้องไปดูแลเยียวยา เช่น การตั้งโรงครัว เสริมเรือในจุดต่างๆ และการดูแลพี่น้องประชาชน ถือเป็นหน้าที่
    เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. ยืนยันว่า ในที่ประชุม ศปภ.ยังไม่มีคำสั่งรื้อบิ๊กแบ็ก โดยยังมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีความเดือดร้อนอะไรที่มากกว่านี้ก็จะมีการพิจารณาเป็นขั้นตอนเป็นวันๆ ไป
    “เรื่องนี้จะต้องยอมรับความเห็นซึ่งกันและกัน เพราะการที่ ศปภ.นำบิ๊กแบ็กไปวางนั้น เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก โดยทำไปอย่างมีเหตุมีผล ฉะนั้นประชาชนส่วนรวมต้องเข้าใจกันว่า เหตุใดทาง ศปภ.ต้องทำอย่างนี้ ซึ่งทางเราก็ทราบว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อน แต่ในช่วงเหตุการณ์อย่างนี้ต้องพยายามทำความเข้าใจกัน” พล.ต.อ.ประชากล่าว
    เมื่อถามว่า หากมีการรื้อบิ๊กแบ็กตามข้อเสนอของชาวบ้าน จะส่งผลทำให้มวลน้ำในถนนวิภาวดีฯ เพิ่มขึ้นหรือไม่ ผอ.ศปภ.กล่าวว่า เป็นเรื่องสืบเนื่องกับทาง กทม. โดย ศปภ.พยายามที่จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำของ กทม.เสริมเพิ่มเติมให้ทัน จริงอยู่หากมีการเปิดบิ๊กแบ็กน้ำอาจจะเข้ามามากกว่าเดิมบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำของ กทม. โดยจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่พอๆ กัน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด
    พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษก ศปภ. ยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้รื้อแนวบิ๊กแบ็กระยะทาง 30 เมตร ที่สนามบินดอนเมืองตามที่เป็นข่าว เพราะทาง ศปภ.เพิ่งจะประชุมเสร็จ และไม่ได้มีคำสั่งใดๆ ทั้งสิ้น
    พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม กล่าวว่า ขอทำความเข้าใจว่าระดับน้ำเหนือบิ๊กแบ็กสูงกว่าข้างในบิ๊กแบ็กจริง แต่ที่สูงกว่าไม่ใช่เพราะสูบน้ำออกแต่อย่างใด และการวางบิ๊กแบ็กไม่ใช่เป็นการกั้นน้ำไม่ให้เข้า กทม. แต่เป็นเพียงแค่การชะลอน้ำเท่านั้น
    “ทุกวันนี้น้ำยังไหลเข้ามายัง กทม.อยู่ตลอดเวลา แต่ที่ระดับน้ำภายในคันกั้นลดลง เพราะระบบสูบน้ำของทางกรุงเทพมหานครมีการสูบได้ดีขึ้น สูบได้มากขึ้น จึงทำให้น้ำด้านในคันกั้นบิ๊กแบ็กลดลงเร็ว ส่วนน้ำข้างนอกก็ลดลงบ้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้น้ำจากข้างนอกบิ๊กแบ็กสูงขึ้น” รมว.คมนาคมกล่าว
    นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้สถานการณ์น้ำในเขตดินแดงช่วง 3 วันที่ผ่านมาดีขึ้น โดยน้ำจากคลองบางซื่อลดลงประมาณ 10 ซม. แต่ก็ได้แจ้งเตือนประชาชนว่าอย่าประมาท และยังไม่ควรยกกระสอบทรายหรืออุปกรณ์ที่กั้นน้ำขึ้น เพราะยังมีโอกาสที่น้ำจากดอนเมือง หลักสี่ ซึ่งมีจำนวนมาก ยังไหลเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะล่าสุดที่ชาวดอนเมืองเรียกร้องให้รื้อคันกั้นบิ๊กแบ็กบางส่วนในเขต ดอนเมืองขาออก
    ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง ได้ลงนามหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กรณีที่มีกลุ่มมวลชนจะเข้ารื้อคันบิ๊กแบ็กที่เขตดอนเมือง กทม.

กทม.แนะรัฐเพิ่มเยียวยา

    หนังสือดังกล่าวระบุ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 1.จัดอุปกรณ์ยังชีพให้กับคนนอกแนวคันบิ๊กแบ็ก 2.เจรจาแกนนำ เพื่อรับทราบและเสนอแนวทางเยียวยา พร้อมแจ้งให้ทราบถึงความเสียหายของการรื้อแนวคัน ได้แก่ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แนวทางการเร่งผันน้ำทางตะวันออกและตะวันตก โดยให้ความแตกต่างของระดับน้ำใน-นอกคันไม่เกิน 30 ซม. และคาดน้ำจะลดลงต่างกันไม่เกิน 1 สัปดาห์ พร้อมทั้งให้ผู้แทนเสนอข้อเรียกร้องการเยียวยาต่อ กทม.และรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่นอกคัน และ 3.กทม.จะขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเยียวยาเพิ่มเติมจากมาตรการของรัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้
    ขณะที่ในพื้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เวลา 10.30 น. ก็ได้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นถึงขั้นชาวบ้านตะลุมบอนกัน ทำให้นายศุภฤกษ์ ฟูมฟัก หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อ.กำแพงแสน จ.นคร ปฐม เป็นตัวแทนนายเรวัติ อัมพวานนท์ นายอำเภอกำแพงแสน รีบเดินทางมาที่ริมคลองบางเลน ม.14 ต.สระพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อมาดูแลสถานการณ์ หลังจากมีชาวบ้าน ต.สระพัฒนา และ ต.ไผ่หูช้าง กว่า 350 คน เกิดการปะทะกัน จากสาเหตุการตั้งคันกั้นน้ำริมคลองบางเลนและปิดประตูน้ำเพื่อไม่ให้น้ำเข้า หมู่ 4, 5, 7 ต.ไผ่หูช้าง อ.บางเลน จ.นครปฐม ทำให้ต้องมีการเจรจากันนานกว่า 2 ชั่วโมงจึงตกลงกันได้
    นายรุ่งโรจน์ โชคถาวร กำนันตำบลสระพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้มี 9 หมู่บ้าน ใน ต.สระพัฒนา และ 11 หมู่บ้าน ใน ต.สระสี่มุม อ.กำแพงแสน รวมกว่า 2,000 ครัวเรือน ที่ได้รับความเดือดร้อน น้ำท่วมขังนานกว่า 2 เดือนแล้ว เนื่องจาก ต.ไผ่หูช้าง ได้ทำแนวคันกั้นน้ำและปิดประตูน้ำ เป็นเหตุให้ถนนเส้นลาดปลาเค้า-สระพัฒนา มีน้ำท่วมขัง และถนนขาดเป็นบางช่วง รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ จึงรวมตัวกันเพื่อมาเจรจาให้เปิดประตูน้ำและแนวคันกั้นน้ำ โดยมีข้อตกลงว่าจะเปิดประตูน้ำคลองบางเลน และรื้อคันกั้นน้ำออกในวันที่ 15 พ.ย.54 เวลา 09.00 น. เพื่อระบายน้ำไปทางคลองลำรางลาดโสน หมู่ที่ 4 ต.ไผ่หูช้าง เพื่อไปคลองท่าสารบางปลา และอีกทางคือลงคลองบางเลน
    ส่วนนายวิระ เปี่ยมอินทร์ นายก อบต.ไผ่หูช้าง อ.บางเลน จ.นครปฐม กล่าวว่า หลังจากการตกลงเสร็จสิ้น ทาง อบต.ไผ่หูช้าง อยู่ระหว่างการดำเนินการทำแนวตั้งคันดิน ที่ ม.5 ต.ไผ่หูช้าง ยาว 20 เมตร เพื่อรองรับน้ำหลังจากเปิดประตูและรื้อแนวคันกั้นน้ำริมคลองบางเลน
    ที่ ศปภ. นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤติ พร้อมด้วยนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน และนายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ กทม. ร่วมกันแถลงถึงสถานการณ์น้ำท่วม
    นายชลิตกล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำด้านบนบริเวณ จ.นครสวรรค์ มีหลายพื้นที่ที่ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งแล้ว ส่งผลให้น้ำในทุ่งจะไหลลงสู่แม่น้ำ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ จะเหลือเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มต่ำเท่านั้นที่จะต้องเร่งระบายลงสู่แม่น้ำ นอกจากนี้ ในส่วนของฝั่งตะวันออกของ กทม.บริเวณทุ่งนครหลวง ทุ่งอุทัย นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ระดับน้ำจะลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน
    “การบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออกที่อยู่นอกคันกั้นน้ำของกทม. กรมชลประทานจะดึงน้ำจากคลองระพีพัฒน์เข้าสู่คลองรังสิต เพื่อระบายออกทาง จ.นครนายก เช่นเดียวกับคลองหกวาสายล่าง ด้านน้ำในคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ จะเร่งระบายออกทางแม่น้ำบางปะกงและดึงออกทางชายทะเล ซึ่งการระบายน้ำด้วยวิธีแบบนี้ เป็นทางเลี่ยงที่ดีที่สุด ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และทำให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด อีกทั้งยังจะทำให้น้ำที่อยู่นอกเหนือคันดินลดลงด้วย” นายชลิตกล่าว
    อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ส่วนการระบายน้ำฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้มีการปรับลดการระบายเข้าจนสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ คือ 1.ได้มีการปรับลดการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา และประตูน้ำพลเทพ จ.ชัยนาท 2.จุดที่ขาดตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีทั้งหมด 17 จุด และซ่อมแซมเสร็จสิ้น 13 จุด ส่วนจุดที่เหลือนั้นนั้นเป็นจุดเล็กๆ เราได้เว้นไว้ให้ประชาชนสามารถสัญจรเข้า-ออกได้
    “หลังจากวันที่ 16 พ.ย.ไปแล้ว ระดับน้ำในทะเลจะลดลงเรื่อยๆ และตลิ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน ที่อยู่ด้านฝั่งตะวันตกจะโผล่ขึ้นตามลำดับ จากนั้นน้ำในทุ่งก็จะไหลลงสู่แม่น้ำได้ ซึ่งกรมชลประทานยังจะเปิดประตูระบายน้ำช่วยอีกทาง เช่นเดียวกับจังหวัดที่อยู่ชายตามแนวชายทะเลก็จะนำเครื่องสูบน้ำไปช่วยเพื่อ เร่งระบายลงสู่ทะเล และจะเหลือเพียงที่ราบลุ่มต่ำเท่านั้นที่ยังคงมีน้ำขังอยู่บางส่วน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว
    นายณรงค์กล่าวว่า ในไม่ช้าน้ำที่ท่วมขังจะบรรเทาเบาบางลงได้ ขอให้ความมั่นใจว่าการระบายน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เจ้าหน้าที่ได้เดินเครื่องระบายตลอด 24 ชั่วโมง และ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม เมื่อการใช้งานหนักเกินไปเครื่องก็สามารถชำรุดได้ แต่เราก็จะเร่งซ่อมแซมให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
    นายอานนท์กล่าวว่า ระดับน้ำในบริเวณเขตดอนเมือง สายไหม และลาดพร้าว เราสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่ระบายออกได้มากกว่าน้ำที่ไหลเข้าแล้ว ซึ่งใน 7-10 วัน ถนนสายหลักจะกลับมาใช้งานได้ ในฝั่งตะวันออกมั่นใจว่าพื้นที่ชั้นใน ทางตอนใต้ของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โอกาสที่น้ำจะท่วมขังคงไม่มี แต่อาจจะมีน้ำผุดออกมาจากท่อระบายน้ำส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อขึ้นบ้าง แต่คงไม่มีเสียหายรุนแรงมากนัก ขณะที่ฝั่งตะวันตก บริเวณ จ.นครปฐม และ กทม.มีแนวโน้มที่น้ำจะลดลงอย่างชัดเจน

แจ้งอพยพ 3 ชุมชนบางขุนเทียน

    เลขานุการคณะทำงานจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤติกล่าวว่า ในพื้นที่ที่ใกล้กับทะเลน้ำอาจจะยังทรงตัว และแผ่ขยายเป็นวงกว้าง เพราะน้ำถึงจุดสุดท้ายแล้ว โดยเราจะใช้แก้มลิงและเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายออกทะเลให้เร็วที่สุด และเราอาจต้องเลือกถนนบางสายใน จ.สมุทรสาคร เป็นฟลัดเวย์ เพื่อระบายน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ท่วมและส่งผลกระทบต่อตัวเมือง และมหาชัย จ.สมุทรสาคร มากเกินไป อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการต่างๆ ที่เราใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมในแต่ละจุดนั้น อาจต้องใช้เวลา 4-5 วันถึงจะเห็นผล
    ที่ศาลาว่าการ กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมขังในถนนสายสำคัญ และในบริเวณชุมชนต่างๆ ว่า ขณะนี้สถานีสูบน้ำทำงานเต็มที่ทุกจุด เดินเครื่องตลอดอย่างต่อเนื่อง 24 ชม.ทุกวัน และมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเข้าไปเสริม เช่น มีการระบายน้ำออกทางคลองอรชร ช่วยเร่งระบายออกคลองแสนแสบ พร้อมทั้งตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มอีก 4 เครื่อง ที่ถนนวิภาวดีฯ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วม ส่วนที่ ซ.ลาดพร้าว 56 เพิ่มเป็น 10 เครื่อง
    ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ระดับน้ำคลองมหาสวัสดิ์ที่ประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนา ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง และล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ ทางสำนักการระบายน้ำได้ระดมเจ้าหน้าที่ 250 คน พร้อมเรือบรรทุกทรายเข้าไปวางแนวกระสอบทรายยาว 7.5 กม. เพื่อชะลอการไหลเข้าท่วมของน้ำ มีความคืบหน้าการวางแนวกระสอบทรายแล้ว 4.5 กม. เหลืออีก 3 กม. จะต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.จะไปตรวจการวางแนวกระสอบทรายด้วยตนเองด้วย นอกจากนี้ ในวันนี้ยังมีการนำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งอีก 3 เครื่อง เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำด้วย
    “ส่วนพื้นที่บางส่วนของเขตบางขุนเทียน น้ำยังคงไหลเข้าท่วม โดยระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดย กทม.ได้ประเมินสถานการณ์แล้ว เกรงว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่แขวงแสม ดำ เขตบางขุนเทียน 3 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนการเคหะแห่งชาติโครงการ 1, ชุมชนทรัพย์สินพัฒนา และชุมชนเชื่อมสัมพันธ์ ถนนพระรามที่ 2 ซอย 88 จึงได้ประกาศแจ้งให้ประชาชนที่อาศัยใน 3 ชุมชนดังกล่าวอพยพออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งขนย้ายสิ่งของ ทรัพย์สินมีค่า และปลั๊กไฟขึ้นที่สูง เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากมีมวลน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่บางส่วน และระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว
    แหล่งข่าวจาก กทม.กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายกังวลน้ำจะท่วมพื้นที่ถนนพระรามที่ 2 จนเป็นเหตุให้การสัญจรลงภาคใต้ถูกตัดขาดว่า ไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมี 3 คลอง ช่วยระบายน้ำ ได้แก่ คลองสนามชัย-มหาชัย และคลองพระยาราชมนตรี ให้ลงสู่แก้มลิง ตามโครงการแก้มลิงคลองสนามชัย-มหาชัย ที่มีขนาด 76.42 ตร.กม. ซึ่งสามารถรับน้ำได้มากถึง 76 ล้าน ลบ.ม.ต่อระดับความสูง 1 เมตรของโครงการ
    “น้ำที่เอ่อเข้าท่วมพื้นที่ถนนบางบอนและถนนเอกชัย เป็นน้ำที่มาจากการเอ่อล้นของคลองใกล้เคียง ซึ่งมุดมาตามท่อ แต่จะสามารถระบายออกไปได้ เพราะประตูระบายน้ำที่ระบายน้ำลงทะเลนั้นเปิดระบายอยู่แล้ว” แหล่งข่าวจาก กทม.ระบุ.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
November 13th, 2011 at 8:35 pm

เขาแก้ว ได้รองแชมป์17ปีเยาวชนกำแพงเพชร ปี54

  • การแข่งขันกีฬาเยาวชนจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปี 2554

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 นายสมเดช สุรเดช ผอ.ร.ร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว ได้เขาเยี่ยมชมให้กำลังใจแก่นักกีฬาฟุตบอล อายุไม่เกิน 17 ปี นัดชิงชนะเลิศ ซึ่งพบกับทีมโรงเรียนเรืองวิทย์พิทยาคม ในที่สุดพ่ายไป 1: 0 ประตู ได้แค่รองแชมป์ ในการแข่งขันครั้งนี้

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ ทางจังหวัดกำแพงเพชรได้จัดขึ้นเพื่อคัดตัวแทนนักกีฬา ส่งเข้าแข่งขันคัดตัวในระดับภาคต่อไป

ภาพประกอบ

Tags: ,
comments Comments (0)    -