17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 22nd, 2011 at 9:22 pm

ใช้อำนาจมาตรา31 “ปู”ไม้แข็ง สั่งกทม.-เปิดคลอง

ผู้ว่าฯเสียงอ่อนพร้อมทำ แจ้งวัฒนะโกลาหลทั้งวัน ทบ.เร่งอุดคลองประปา สส.เก่งยกพวกพังคันกั้น นิคมบางกะดีจมแล้ว2ม.

ปู”เข้ม ประกาศใช้ม.31 พ.ร.บ. บรรเทาสาธารณภัย ให้อำนาจ นายกฯสั่งการทุกหน่วยงานแก้ภัยพิบัติ หากไม่ทำตามมีโทษทางวินัย พร้อมตั้งกรรมการบริหารระบายน้ำ มี “วีระ วงศ์แสงนาค” คุมแผนระบายน้ำ พร้อมตั้งศปภ. ส่วนหน้า ส่ง “พระนาย” ประกบผู้ว่าฯ กทม. ประสานงานศปภ.ส่วนกลาง สุขุมพันธุ์โต้ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ แต่น้ำท่วมกทม.เกิดจากคันคลองประปาที่อยู่นอกความรับผิดชอบกทม.จริงๆ “ดร.อานนท์” แจง กทม.ท่วมแน่ แต่ไม่ร้ายแรง เผยแบ่งพื้นที่ 3 ชั้นท่วม 1-3 สัปดาห์ ชาวบ้านไม่ต้องตระหนก ผู้ว่าฯ กปน.ยันระดับน้ำคลองประปาคุมได้แล้ว ส่วนน้ำประปายังคงมาตรฐานเดิม บางบัวทองจมหนัก ทหารเร่งอพยพคนนับหมื่น นอภ.ปากเกร็ดโวย “เก่ง การุณ” นำทีมพังคันดินฝั่งตรงข้ามดอนเมือง “ปทุม” น้ำลามไปธัญบุรี นิคมบางกะดีจมหลังพนังติดคลองประปาพัง มิด 2.5 เมตร

“ปู”ถกด่วนแก้น้ำท่วมกรุง

เมื่อ วันที่ 21 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยกเลิกกำหนดการเดินทางไปตรวจความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำและเส้นทาง คมนาคมบริเวณพื้นที่สนามบินสุวรรณ ภูมิ โดยเดินทางเข้ามาที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง เพื่อเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา อุทกภัย เพื่อบูรณาการการทำงาน เนื่องจากน้ำที่ทะลักมาในพื้นที่เขตดอนเมืองมีปริมาณน่าเป็นห่วง โดยก่อนการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าหากน้ำท่วมเขตดอนเมืองถือเป็นความรับผิดชอบของการประปานครหลวง (กปน.) ว่า เราต้องการความเป็นเอกภาพ อยากให้กทม.ทำหน้าที่เต็มที่ รัฐบาลมีหน้าที่ดูในภาพรวม ดูแลประชาชนหลายจังหวัด ถ้ากทม.ช่วยเหลือได้ก็ยินดี เราพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าคิดว่าพื้นที่ใด กทม.ดูแลไม่ไหว ศปภ.พร้อมที่จะเข้าไปดูแลเอง

วอนรวมพลัง-เป็นเอกภาพ

“ใน ความรับผิดชอบพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะอยู่กทม.หรือจังหวัดไหน เป็นหน้าที่และภาระที่เราต้องดูแลด้วยกัน ต้องขอแรงในการรวมพลัง เพื่อต่อสู้กับอุทกภัยนี้ ต้องการความร่วมมือร่วมใจให้เป็นเอกภาพ เพื่อที่จะมองภาพรวม เพราะถ้าต่างคนต่างมองในมุมของตัวเองประเทศจะเดินไม่ได้ จึงต้องได้เรียกประชุมทุกหน่วยงาน เพื่อทบทวนอีกครั้ง ว่าส่วนไหนเป็นอุปสรรค และจำเป็นจะต้องตัดสินใจทำงาน เพื่อให้เป็นเอกภาพมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็จะต้องมีการวางแผนในการดูแลประชาชน โดยจะคำนึงถึงเรื่องชีวิตเป็นสำคัญ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ย้ำไม่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อ ถามว่าถึงเวลาต้องประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินพื้นที่กทม.เพื่อให้มีอำนาจสั่งการได้เต็มที่ นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า ว่า การทำงานในศปภ.ทุกหน่วยงาน ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกคนมีใจที่จะช่วยเหลือประเทศ เราไม่อยากเห็นภาวะที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีปัญหาอยู่แล้ว เกิดขึ้นเพิ่มอีก ถ้าไปประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็จะยิ่งทำให้ความมั่น ใจของนักลงทุนต่างชาติลดลง เพราะมองว่าประ เทศไทยดูแลกันเองไม่ได้ จึงน่าจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนเป็นความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ และไม่แน่ใจว่าถ้าประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะช่วย ให้ดีขึ้นหรือไม่ ถ้าใจของคนเราไม่ได้รวมกัน”

ขอกทม.อย่าเล่นการเมือง

เมื่อ ถามว่าถ้ากทม.ไม่ให้ความร่วมมือ จะทำอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องหารือกับกทม. ให้ชัดเจน ตนได้เรียกผู้ว่าฯ กทม.มาหารือด้วย หวังว่าเราจะไม่มาเล่นการเมืองกัน แต่จะมาทำ งานเพื่อช่วยเหลือประชาชนและคนไทยทุกคน อย่ามองว่าการที่เป็นคนละพรรคการเมือง หรือคนละเขตเลือกตั้งจะทำงานร่วมกันไม่ได้ จะต้องคุยอย่างเคร่งครัดในเรื่องเปิดประตูระบายน้ำ เข้าใจว่ากทม.ก็คงห่วงพื้นที่กทม. แต่เราต้องคุยในภาพรวมว่าต้องรับปริมาณน้ำได้เท่าไร เมื่อถามว่ามองว่าผู้ว่าฯ กทม.ใจแคบเกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี อึ้งไปพัก ก่อนตอบว่า “ขอไม่พูดดีกว่า การพูดของตนจะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด อยากมองเป็นเจตนาดีว่าผู้ว่าฯ เต็มใจช่วยกัน”

ให้ทุกเขตยกของขึ้นที่สูง

เมื่อ ถามว่า พื้นที่ใดของกทม.ที่ต้องระวังน้ำท่วม น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องดูการระบายน้ำ ขณะนี้น้ำเข้าคลองเปรมประชากรมาก ต้องเบี่ยงให้น้ำออกทางขวา อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนในกทม.ทุกเขต เตรียมเคลื่อนย้ายสิ่งของไปอยู่ที่สูงขึ้น เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมไว้ แต่อย่าตระหนก จะพยายามประเมินสถานการณ์ให้เร็ว และแจ้งประชาชนทราบ รวมทั้งจะต้องหาทางเร่งระบายน้ำ พื้นที่ส่วนไหนที่บล็อกทางน้ำไว้ก็อาจจะขอความกรุณาให้เปิดทางน้ำ

ใช้ม.31 คุมสถานการณ์

ต่อ มาเวลา 10.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นประ ธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีทั้งรัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ขาดเพียงม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ส่งนายสัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ เข้าร่วมประชุมแทน

นายกรัฐมนตรีกล่าว ในการประชุมว่า ภาพรวมของมวลน้ำจากพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้สูงขึ้น แสดงว่าผันน้ำได้ระดับหนึ่ง แต่เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น และให้การทำงานสัมพันธ์กัน และเป็นเอกภาพ จึงต้องออกคำสั่งในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติร้ายแรง ตามมาตรา 31 ของพ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อให้เจ้าหน้าที่แต่ละส่วนนำไปปฏิบัติ และตั้งคณะทำงานเพื่อเฝ้าระวังติดตามระดับน้ำ และการบริหารจัดการน้ำในแต่ละส่วน เพื่อเร่งระบายน้ำออกไปทางฝั่งตะวันออกให้เร็วที่สุด ผู้รับผิดชอบในแต่ละจุดจะต้องเปิดประตูระบายน้ำให้มีความสัมพันธ์กับความ สามารถในการระบายน้ำออกสู่ทะเลรวมถึงกทม.ด้วย

สั่งเฝ้าทุกจุดสำคัญ

นายก รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ขอให้ผู้ว่ากปน.เร่งซ่อมแซมพนังคลองประปาที่ชำรุดโดยเร็ว และ ดูแลการไหลของน้ำ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจความ สะอาดของน้ำประปา ในส่วนของแนวคันกั้นน้ำในจุดที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหลักหก และคลองหกวา ขอให้กองทัพจัดเวรยามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ให้เฝ้าระวังสถานที่สำคัญ เช่น สถานที่ผลิตไฟฟ้า ผลิตน้ำประปา พระบรมมหาราชวัง โรงพยาบาลศิริราช สนามบินสุวรรณ ภูมิ สนามบินดอนเมือง ส่วนเส้นทางคมนาคมสายหลัก เช่น โทลล์เวย์ จุดขึ้น-ลง ต้องใช้ได้ ไม่ปล่อยให้มีการติดขัด รวมทั้งรถไฟฟ้า สถานีรถ ไฟต่างๆ ต้องรักษาไว้ และให้แน่ใจว่าใช้การได้ ให้ทางกระทรวงคมนาคมไปดูเส้นทางหลักๆ เช่น เส้นทางเข้าเมือง เส้นทางที่ใช้ขนส่งสินค้า จะต้อง ไม่ถูกปิดหรือเป็นอัมพาต เพื่อไม่ให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นของประชาชนขาดตลาด และขอให้เพิ่มสถานที่จอดรถให้กับประชาชนด้วย

หาศูนย์อพยพ-ที่จอดรถเพิ่ม

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวอีกว่า ส่วนการดูแลช่วยเหลืออพยพประชาชน มีประชาชนติดอยู่ที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี ต้องเร่งอพยพช่วยเหลือด่วน ส่วนกทม.ต้องเตรียมทำแผนไว้ นอกจากนี้การจัดหาศูนย์อพยพ ให้ทุกหน่วยงานที่มีตึกสูง โดยเฉพาะส่วนราชการ โรงเรียน และหน่วยงานของ กองทัพ ให้จัดเตรียมเป็นสถานที่ให้ประชาชนได้พักพิงอาศัย และเป็นที่จอดรถ และขอให้ไปประสานกับภาคเอกชนด้วย หากได้ข้อสรุปแล้ว สถานที่ใดทำเป็นศูนย์อพยพก็ขอให้ติดป้ายบอกให้ชัดเจนและแจ้งมายังศปภ.เพื่อ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ

“ทั้งหมดที่ได้สั่งการจะออกเป็นคำ สั่งตามมาตรา 31 เพื่อให้ทุกหน่วยงาน ทำงานขึ้นตรงกับนายกฯ และขอให้รายงานผลตรงมายังนายกฯ ด้วย โดยขอให้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ. ประ สานกับทุกหน่วยงานให้แจ้งรายชื่อผู้ที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนให้ชัดเจน” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

รับใช้ม.31เพราะขรก.ไม่ทำตาม

เวลา 13.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงเหตุผลในการออกคำสั่งตามมาตรา 31 ว่า เพื่อบูรณาการการทำงานให้เป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เติมเต็มการใช้อำนาจในการบรรเทาสาธารณภัย เมื่อถามว่า การออกคำสั่งเป็นเพราะที่ผ่านมาสั่งไปแล้วไม่ได้ผลใช่หรือไม่ นายก รัฐมนตรีกล่าวว่า ใช่ จึงจำเป็นต้องออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม จะบิดพลิ้วไม่ได้ เช่นเรื่องเปิดประตูระบายน้ำเต็มที่ ถ้าสั่งให้เปิดก็ต้องเปิด เพื่อจะได้คำนวณปริมาณน้ำว่ามีเท่าไหร่ และสมดุลกับการระบายออกแค่ไหน เพื่อให้การระบายน้ำในแต่ละจุดสัมพันธ์กันและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เมื่อถามว่าเป็นเพราะกทม.ไม่ปฏิบัติตามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบ และเดินเลี่ยงขึ้นรถไปทันที

เสริมอำนาจเร่งกู้วิกฤต

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำสั่งนายกรัฐ มนตรี เรื่องพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง ตามมาตรา 31 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ระบุว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ ถือเป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ยุติลงได้โดยเร็ว และในการระบายน้ำรวมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนความเสียหาย จะต้องมีการบริหารงานร่วมกันและเกี่ยวพันหลายพื้นที่เพื่อให้การแก้ไขปัญหา เป็นไปอย่างมีระบบที่สอดคล้องกัน

จึงจำเป็นต้องเสริมระดับอำนาจควบ คุมและกำกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 โดยนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้ศปภ. เป็นศูนย์กลางในการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อระบายน้ำออกไปจากทุก พื้นที่โดยเร็ว รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ เพื่อให้หน่วย งานของรัฐทุกแห่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และการเพิ่มระดับอำนาจในการบริหารภาครัฐในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการคลี่ คลายสถานการณ์ในลำดับต่อไป ได้แก่ ขั้นตอนของการสงเคราะห์ฟื้นฟู เยียวยา การเร่งระบายน้ำ การกำหนดพื้นที่เส้นทางระบายน้ำ โดยมีการบังคับใช้ในบางพื้นที่

ตั้ง”วีระ”ปธ.คุมระบายน้ำ

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกัน ศปภ. มีคำสั่งแต่งตั้ง นายวีระ วงศ์แสงนาค อดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง โดยมีกรรมการ อาทิ นายกิจจา ผลภาษี อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และนายรอยล จิตรดอน เป็นที่ปรึกษา นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นกรรมการและเลขานุการ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า คณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่ลงไปดูในหน้างานว่าผลของการทำเป็นอย่างไร ผลของการไม่ทำเป็นอย่างไร พร้อมอธิบายให้คนทำเข้าใจด้วยว่าทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น เพราะเกรงว่าที่ไม่ทำอาจเป็นเพราะไม่ใช่จะตั้งใจขัดคำสั่ง แต่อาจเป็นเพราะไม่รู้เรื่อง หรือไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ แต่คนเหล่านี้เต็มใจทำให้ ซึ่งคำสั่งแต่งตั้งนี้มีผลบังคับใช้แล้ว และใช้อำนาจตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 หากผู้ใดไม่ให้ความร่วมมือมีความผิดตามมาตรา 157 ผิดทั้งวินัยและอาญา

กลาโหมพร้อมช่วยอพยพ

พล.อ.ยุทธ ศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม กล่าวว่า ต้องจับตาสถานการณ์น้ำในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยตนยกเลิกการไปประชุมรมว.กลา โหมอาเซียน เพื่อติดตามสถานการณ์ภายในประเทศ หากมวลน้ำไม่เพิ่มขึ้น และระบายน้ำได้ ก็เชื่อว่าจะรักษากทม.ไว้ได้ แต่หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น จะต้องเตรียมเรื่องการอพยพการเคลื่อนย้าย แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ถึงขั้นต้องอพยพไปต่างจังหวัด โดยทหาร และกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมพื้นที่อพยพในกทม.ไว้แล้ว ส่วนกระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมโรงพยา บาลไว้ และยังมีเครื่องบินมี ซี 130 เตรียมไว้รองรับคนป่วยไปยังโรงพยาบาลตามพื้นที่ต่างจังหวัด 3 ลำ

ประยุทธ์ลั่นป้องกันทุกพื้นที่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. กล่าวถึงการป้องกันน้ำท่วมสวนจิตรลดา ว่า พยายามสร้างแนวกั้นน้ำที่คลองประปาและคลองเปรมประชากรให้ได้มากที่สุด และเบี่ยงน้ำออกด้านนอก เพราะน้ำสามารถเข้ามาทางส่วนนี้ได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ ทั้งนี้ต้องเตรียมแผนสำรอง ขอร้องว่าอย่าตื่นตระหนกและเตรียมความพร้อม รวมทั้งเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ อย่าโทษกันไปมาและโยนความรับผิดชอบให้ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะทหารทำคนเดียวไม่ได้ กทม.จะรับผิดชอบในภาพรวม ทหารจะเข้าไปสนับสนุน ซึ่งพร้อมทำเต็มที่และถ้าพื้นที่ไหนน้ำท่วมก็จะโยกกำลังมาอีกพื้นที่หนึ่ง เพื่อไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่นี้

“ไม่ใช่ป้องกันสวนจิตรลดาอย่างเดียว แต่ต้องป้องกันทุกที่ คนกรุงเทพฯ ก็คือกรุงเทพฯ ไม่ใช่ป้องกันตรงนั้น ตรงนี้เป็นพิเศษ มันไม่ได้ เพราะป้องกันตรงนี้ ตรงอื่นก็ท่วม จะท่วมกันหมด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“เจ๊หน่อย”เผยคลองยังแห้ง

ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ปรึกษาผอ.ศปภ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ออกมาโจมตีการบริหารจัดการน้ำของ ศปภ.ล้มเหลว ว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะโจมตีกัน ไม่มีนายกฯ คนไหนเจอน้ำท่วมหนักขนาดนี้ น้ำในปีนี้มีมากเป็นประวัติศาสตร์ ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาถึงเขตพื้นที่กรุงเทพฯ มีถึง 1.5 หมื่นล้านลบ.ม. มากกว่าปริมาณน้ำทั้งหมดเขื่อนภูมิพลที่มีอยู่ 1.3 หมื่นล้านลบ.ม. และมาจ่อกทม. ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. ถ้าศปภ.บริหารจัดการน้ำล้มเหลวจริงป่านนี้กทม.คงจมน้ำไปแล้ว ใครที่เข้ามาแก้ไขปัญหาในขณะนี้ก็คงไม่ทำได้ดีกว่าที่ ศปภ.ทำอยู่ จึงอยากขอร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือทำงาน และอยากขอร้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ช่วยและร่วมมือกันเพื่อไม่ให้ปัญหาที่มีอยู่ไม่หนักมากไปกว่านี้ เพราะคลองชั้นในของกทม.หลายคลองอย่างเช่นที่คลองแสนแสบ น้ำยังแห้งขอด และอีกหลายคลองที่ได้ตรวจสอบก็เป็นลักษณะเดียวกัน

กทม.เปิดประตูน้ำเพิ่ม

เมื่อ เวลา 10.00 น.ที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า กทม. เปิดประตูระบายน้ำกว้างกว่าปกติ โดยที่คลอง 2 กว้างกว่า 1.10 เมตร ขณะที่คลองทวีวัฒนาเปิด 1 เมตร และจะพิจารณาเปิดเพิ่มในพื้นที่ที่เปิดได้ ยืนยันว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ ส่วนประตูระบายน้ำที่ยังไม่ได้เปิด ไม่ได้เป็นของกทม.แต่เป็นของกรมชลประทาน ที่ไม่เปิดประตูระบายน้ำฝั่งตะวันออก

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในคลองประปาเอ่อไหลเข้าเขตหลักสี่และดอนเมือง ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบและต้องการถุงทรายเป็นจำนวนมาก แต่กทม.มีข้อจำกัด เนื่องจากได้นำไปสร้างแนวคันกั้นน้ำที่สายไหม อย่างไรก็ตามทางปลัดกทม. มอบหมายให้รองปลัดกทม. เข้าไปติดตามสถานการณ์ทั้ง 2 เขตนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งประสานศปภ.เพื่อให้ลดระดับน้ำในคลองประปา และซ่อมคันกั้นน้ำโดยเร็ว เพราะหากน้ำสูงขึ้นจะกระทบถนนวิภาวดีทันที และเกิดปัญหาได้

ยังห่วง 3 จุดเสี่ยง

ม.ร.ว.สุขุม พันธุ์ กล่าวอีกว่า ยังเป็นห่วงจุดเสี่ยง 3 จุด ซึ่งที่ถนนพหลโยธินตัดคลองรังสิต กทม.ยังเป็นผู้ดูแล เพราะยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาเสริมคันกั้นน้ำ ขณะที่คันกั้นน้ำที่คลองหกวา ระยะทาง 6 กิโลเมตร ซึ่งได้มีการเพิ่มกระสอบทรายกว้าง 3 แถว สูง 3 ม.จากระดับน้ำทะเลปานกลาง คาดว่าจะเสร็จวันนี้ อาจมีความล่าช้าบ้างเพราะเมื่อคืนนี้เกิดจราจรติดขัด เนื่องจากมีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

ยันไม่ปัดความรับผิดชอบ

ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าคันกั้นน้ำในคลองประปาอยู่นอกเหนืออำนาจของกทม. ตนไม่เคยเลี่ยงความรับผิดชอบ ยืดอกรับผิดชอบหลายเรื่องแล้ว แต่พื้นที่คลองประปาที่เกิดปัญหาอยู่ไกลมาก กทม.ก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบ ประปา จึงขอให้แก้ไขปัญหานี้ และขอความร่วมมือกับประชาชน อย่าปล่อยข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงว่า กทม.ระบายน้ำเข้าคลองประปา ซึ่งความจริงแล้วเราทำไม่ได้ ถ้าหากรักชาติก็ไม่ควรทำอย่างนี้ เพราะมันก่อให้เกิดความสับสน

สุขุมพันธุ์ยอมรับม.31

ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประ กาศใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวทำให้ตนมีอำนาจมากกว่าเดิมสามารถสั่งการอะไรในพื้นที่กทม.ก็ ได้ แต่อยู่ภายใต้การควบคุมจากนายกฯ หากนายกฯ ไม่เห็นชอบเรื่องใด กทม.ก็ไม่สามารถคัดค้านได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กทม.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล และการทำงานหลังจากนี้ก็คงเป็นแนวทางเดียวกัน อย่างไรก็ตามยืนยันว่ากทม. เปิดประตูระบายน้ำมาโดยตลอด แต่อาจเปิดได้ไม่เต็มที่ เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบต่อชาวกทม. ไม่ใช่รับผิดชอบต่อคนทั้งชาติ หากถามความรู้ สึก ถ้าจะให้ทำอะไรก็พร้อมทำทุกอย่าง ผมถวายชีวิตให้คนกทม.แล้ว แค่กฎหมายนี้ทำไมจะยอมรับไม่ได้

กปน.เร่งซ่อมพนัง

ที่ ศปภ. นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวว่า กปน.แก้ไขโดยประสานงานกับหน่วยทหารพัฒนา เข้าไปซ่อมพนังกั้นน้ำคลองบางหลวงที่ชำรุด อีกทั้งยังควบ คุมระดับน้ำที่ประตูน้ำรับน้ำทางลอดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ รวมทั้งการระบายน้ำในคลองประปาที่เอ่ออยู่ให้ไปลงคลองบางเขนที่ถนนพงษ์เพชร คลองบางซื่อ และคลองสามเสน และกทม.ช่วยสูบน้ำออกไป ซึ่งเราควบคุมระดับน้ำไว้ได้ และจะลดลงภายใน 1-2 วัน ยอมรับว่าแนวคลองประปาไม่ได้ทำไว้เพื่อกั้นน้ำ ตามปกติน้ำจะต่ำกว่าคันคลอง 1 เมตร แต่ตอนนี้น้ำเต็มล้นเสมอคันคลอง ซึ่งได้ให้เสริมกระสอบทรายเพิ่มเติม

มั่นใจประปามีคุณภาพ

นาย เจริญกล่าวว่า ส่วนการผลิตน้ำประปาของกปน.มั่นใจว่าเราควบคุมการผลิตน้ำโดยใช้สารเคมีพิเศษ ปรับแต่งคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับสภาพน้ำดิบที่เข้ามา โดยยังคงผลิตน้ำมาตรฐานน้ำดื่มอยู่ ทั้งนี้สิ่งที่กปน.และหน่วยงานเกี่ยวข้องดูแลเป็นพิเศษในตอนนี้ คือในส่วนของพนังกั้นน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ตอนใต้ บริเวณอบต. บ้านใหม่ และอบต.หลักหก รวมถึงคลองประปาย่านรังสิต คุณภาพน้ำประปาในขณะนี้อาจจะมีกลิ่นที่ผิดจากปกติบ้าง เนื่องจากน้ำดิบที่ด้อยคุณภาพ แต่ขอให้มั่นใจว่า กปน.ยังผลิตน้ำได้สะอาดตามมาตรฐานแน่นอน และกปน.ยังคงผลิตและจ่ายน้ำประปาเป็นปกติ อย่าเชื่อข่าวลือที่ว่าน้ำประปาจะไม่ไหล หรือดื่มไม่ได้

แฉ”การุณ”พังคันกั้นปากเกร็ด

สำหรับ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านปากเกร็ดและเขตดอนเมือง เกี่ยวกับการระบายน้ำที่ทะลักจากคลองประปา และมีข้อตกลงร่วมกันให้แต่ละด้านทำคันดินของตัวเองไปก่อนหน้านี้ แต่ล่าสุดคันดินบริเวณกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 รอ. ในพื้นที่อ.ปากเกร็ด ถูกทำลายยาวกว่า 1 ก.ม.

โดยนายวิสิษฐ์ พวงเพชร นายอำเภอปากเกร็ด เผยว่า เมื่อคืนวันที่ 20 ต.ค.ชาวบ้านฝั่งปากเกร็ดทำคันดินเสร็จ แต่ชาวบ้านเขตดอนเมืองไม่พอใจ จึงเข้ามาประท้วงให้รถแบ๊กโฮหยุดทำงาน โดยอ้างว่าน้ำได้ท่วมเขตดอนเมืองด้วย ก็เลยหยุดการทำคันดินและเจรจา โดยมี นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย และ นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร ส.ส.นนทบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ร่วมเจรจา ซึ่งได้ข้อยุติว่าให้รถแบ๊กโฮ 10 คัน แบ่งทำคันดินฝั่งละ 5 คัน จนทั้ง 2 ฝ่ายพอใจ

นายวิสิษฐ์ กล่าวว่า แต่กระทั่งเวลา 02.00 น. วันที่ 21 ต.ค. ได้รับแจ้งว่าได้มีการพังคันดินหมดแล้ว จึงรุดไปตรวจสอบ ปรากฏว่าทางฝั่งดอน เมืองเอารถแบ๊กโฮซึ่งไม่ทราบที่มารื้อคันดินทั้งหมด โดยมีนายการุณเป็นคนนำรถแบ๊กโฮพังคันกั้นน้ำเอง โดยอ้างว่าบ้านเขาเดือดร้อน จึงเข้ามาทำลายคันดิน ตั้งแต่ถนนศรีสมานที่จะขึ้นทางด่วนอุดรรัถยา น้ำได้ลงไปด้านล่างซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ มีความยาวกว่า 1 ก.ม.

“นายกา รุณมาช่วยเจรจา แถลงข่าวเรียบร้อยว่าจะทำคันดินคู่ขนานกันไป รมว.มหาดไทยก็อยู่ มหาดไทยก็อยู่ด้วย แต่พอกลางคืนก็กลับมาทำลายคันดิน ผมไม่รู้จะว่ายังไง” นายวิสิษฐ์ กล่าว และว่า ทางแก้ไขต้องสร้างคันดินใหม่ เพราะหากน้ำล้นเข้ามาฝั่งอ.ปากเกร็ด จะไปเซาะคันดินที่กั้นแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้ หากคันดินพัง ทั้งเขตดอนเมืองและเขตหลักสี่ รวมทั้ง อ.ปาก เกร็ด น้ำจะท่วมสูงไม่ต่ำกว่า 2 เมตร เพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

“แจ้งวัฒนะ”ท่วมแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้ำจากคลองประปาล้นเข้ามาบนถนนแจ้งวัฒนะ หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 1 ฟุต ส่งผลให้การจราจรบนถนนแจ้งวัฒนะทั้งสองฝั่งติดขัด ขณะเดียวกันประชาชนได้แตกตื่นจึงพากันนำรถยนต์มาจอดบนสะพานจำนวนมากซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งที่ทำให้การจราจรติดขัดยาวหลายก.ม. นอกจากนี้ น้ำยังเข้าท่วมภายในกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 ถนนแจ้งวัฒนะ ฝั่งขาเข้าเช่นกัน จนทหารต้องรีบขนย้ายยุทโธปกรณ์ไปไว้ในที่ปลอดภัย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ภายในการประปานครหลวง ถนนริมคลองประปา มีน้ำท่วมสูงเกือบ 1 เมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดประตูทางเข้าการประปาฯ ทันทีพร้อมทั้งเร่งนำเอารถตักดิน รถบรรทุกเข้ามาขุดเอาดินไปกั้นเป็นคันดินภายในเพื่อไม่ให้น้ำสูงขึ้นกว่า เดิม ขณะเดียวกันบริเวณหน้าหมู่บ้านภัสสร ถนนริมคลองประปา ก็ได้มีประชาชนจำนวนมากออกมาหาปลาที่มากับน้ำ โดยนำแหมาทอดและสวิงมาไล่จับปลากันอย่างคึกคัก ระหว่างนี้บริเวณกลางสะพานของหมู่บ้านดังกล่าวได้เกิดแตกมีน้ำรั่วซึมออกมา บนพื้นผิวถนนเจ้าหน้าที่ต้องนำป้ายห้ามรถยนต์ทุกชนิดเข้าออกหมู่บ้านทันที เพราะเกรงสะพานจะพัง พร้อมกับเร่งวางกระสอบทรายหน้าหมู่บ้าน นอกจากนี้ตลอดแนวริมคลองประปาพบว่ามีประชาชนจำนวนมากออกมาดูและวิตกกังวลว่า แนวคันดินที่ทางกทม.ทำไว้จะพังลงเหมือนกับบริเวณเมืองทองธานี ทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคันดินต่างหนีย้ายออกนอกพื้นที่ไป

บช.น.เฝ้าระวัง 23 เขต

ศูนย์ ช่วยเหลือประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมขัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.บช.น.) รายงานสภาวะน้ำท่วมและคาดการณ์สถานการณ์พื้นที่เฝ้าระวัง โดย 23 เขต ที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วม ได้แก่ ฝั่งพระนครคาดว่าจะมีน้ำท่วมขัง 6 แห่ง ได้แก่ ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม บาง คอแหลม ยานนาวา และสาทร เนื่องจากเป็นพื้น ที่ต่ำ น้ำท่วมขังได้ สูงประมาณ 1-2 ม.

ส่วนฝั่ง ธนบุรี คาดว่าจะมีน้ำท่วมขัง 17 แห่ง ได้แก่ ตลิ่งชัน อรุณอัมรินทร์ บางพลัด บางขุน นนท์ บางขุนศรี จอมทอง บางปะกอกในเขตราษฎร์บูรณะ บางขุนเทียน บางกอกใหญ่ บาง กอกน้อย ธนบุรี บางแวกในเขตภาษีเจริญ หลักสอง บางแคและบางแคเหนือ และบางบอน

เผย 16 จุดเสี่ยงท่วม

สำหรับ พื้นที่ชั้นในมี 16 พื้นที่เป็นจุดอ่อนและเสี่ยงต่อน้ำท่วม ได้แก่ 1.เขตสาทร ย่านถนนจันทร์ เซนต์หลุยส์ สาธุประดิษฐ์ 2.เขตพญาไท ถนนพหลโยธิน ช่วงคลองสามเสน-คลองบางซื่อ 3.เขตพระโขนง ถนนสุขุมวิท จากคลองพระ โขนง-ซอยลาซาล 4.เขตวัฒนา ซอยสุขุมวิท 39 และ 49 5.เขตวังทองหลาง ถนนลาดพร้าว จากคลองลาดพร้าว-ห้างเดอะมอลล์ 6.เขตบึงกุ่ม ถนนนวมินทร์ จากคลองดอนอีกา-แยกถนนประ เสริฐมนูกิจทั้งสองฝั่ง

7.เขตดินแดง ถนนรัชดาภิเษก หน้าห้างโรบิน สัน 8.เขตจตุจักร ถนนรัชดาภิเษก แยกลาดพร้าว 9.เขตราชเทวี ถนนเพชรบุรี จากถนนบรรทัด ทอง-แยกราชเทวี 10.เขตราชเทวี ถนนนิคมมักกะสัน 11.เขตราชเทวี ถนนพระรามที่ 6 หน้าตลาดประแจจีน 12.เขตบางแค ถนนเพชรเกษม ซอย 63 (ซอยวัดม่วง) 13.เขตยานนาวา ถนนเย็น อากาศ จากถนนนางลิ้นจี่-ซอยศรีบำเพ็ญ 1 14.เขตประเวศ ถนนศรีนครินทร์ ช่วงคลองตาสาด-คลองตาช้าง 15.เขตพระนคร ถนนสนาม ไชยและถนนมหาราช และ 16.แขวงทุ่งสองห้อง, แขวงทุ่งสีกัน, แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง

ศิริราชประชุมแผนป้องท่วม

ศ.คลินิก น.พ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า คณะฯ ได้มีการประชุมคณะผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อม เกี่ยวกับการดูแลและป้องกันน้ำท่วมบริเวณโดยรอบ ร.พ.ศิริ ราช โดยมีแผนปฏิบัติการป้องกันน้ำท่วม ร.พ.ศิริ ราช 3 แผน ดังนี้โดยแบ่งเป็นแผน 3 ขั้น โดยพิจารณาจากระดับน้ำ ขั้นที่ 1 เริ่มเมื่อระดับน้ำ 2.30 เมตร แผนขั้นที่ 2 เริ่มเมื่อ 2.40 เมตร โดยจะเริ่มปิดประตูด้านต่างๆ ด้วยกระสอบทราย และรีบระบายรถออกจากร.พ. และเตรียมเฝ้าระวังอาคารต่างๆ แผนขั้นที่ 3 เริ่มเมื่อ 2.50 เมตร โดยจะวางจุดเฝ้าระวังรายงานสถานการณ์เพื่อแก้ปัญหารอบโรงพยาบาล

อนุดิษฐ์เร่งทำคัน20ก.ม.

น.อ.อนุ ดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงความคืบหน้าการทำคันกั้นน้ำและเสริมความแข็งแรงตั้งแต่คลอง 1 ของคลองระพีพัฒน์ จนถึงถนนวงแหวนรอบนอก ระยะทาง 20 ก.ม. และเสริมความแข็งแรงจากคลอง 1-8 รังสิต-นคร นายก เพื่อให้น้ำไหลจากเหนือลงใต้ ผ่านทุ่งรังสิตไปทางทิศตะวันออก และจากคลอง 8 รังสิต-นครนายก รวมระยะทางทั้งหมด 47 ก.ม. ว่า ขณะนี้กองทัพไทยกำลังดำเนินการอยู่ตามแผนที่กำหนดไว้ โดยการสร้างคันกั้นน้ำเป็นการสร้างในจุดที่รองรับน้ำ เมื่อน้ำมาถึงจะช่วยชะลอและเปลี่ยนทิศทางไปตามเส้นทางที่กำหนดเพื่อระบายลง สู่ทะเลได้เร็วขึ้น และป้องกันน้ำจากคลองระพีพัฒน์ไม่ให้ไหลเข้าท่วมกทม.ได้

เปิดแผนระบายไปฝั่งตอ.

รายงาน ข่าวจากกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทิศทางการไหลของน้ำเหนือเริ่มกระจัดกระจายมากขึ้น ยกเว้นในด้านทิศตะวันตกของเจ้าพระยา ที่ไหลเข้าเจ้าพระยาตามแผนและสภาพภูมิประเทศ แต่เนื่องจากปริมาณน้ำมาก ทำให้อ. บางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว ต้องรับภาระมากขึ้นจนส่งผลกระทบรุนแรงโดยกรมชลประทานได้ใช้เครื่องสูบน้ำ เข้าไปช่วยเพื่อระบายน้ำออกสู่เจ้าพระยาให้เร็วขึ้นแล้วคาดว่าจะบรรเทาสภาวะ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้

สำหรับทิศตะวันออกของเจ้าพระยา จากเดิมศปภ.กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำจากทุ่งเชียงรากทั้งหมด ด้วยการเปิดประตูระบายน้ำที่คลองรังสิต 1-10 เพื่อให้น้ำไหลผ่านทุ่งรังสิตเหนือไปยังประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ แล้วสูบออกแม่น้ำเจ้าพระยา และให้ไหลไปยังคลองรังสิต 13 เพื่อสูบออกที่รังสิตประยูรศักดิ์ ลงคลองพระองค์ไชยานุชิต ไหลไปยังคลองด่านสูบออกอ่าวไทย

แต่การดำเนินการยังมีประชาชนบริเวณ คลอง 7 ไม่ยินยอมให้เปิดประตูระบายน้ำ ส่งผลให้น้ำจากทุ่งเชียงรากที่ไหลมาตามคลองระพีพัฒน์แยกแตกทะลักเข้าเขตสาย ไหมและบางเขน ซึ่งกทม. ได้เสริมคันกั้นน้ำที่คลองหกวาเอาไว้สูงมากทำให้น้ำไม่ท่วมเป็นวงกว้าง ในขณะที่กรมชลประทานได้เจรจากับประชาชนที่คลอง 7 ขอติดตั้งเครื่อง

สูบ น้ำประมาณ 3 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้สามารถสูบน้ำออกไปยังคลองรังสิต 13 ได้แล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาปริมาณน้ำที่ประตูจุฬาลงกรณ์ที่รับภาระหนักมากและเสี่ยงแตก ได้ส่วนหนึ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า น้ำจากคลองรังสิต 13 จะสูบออกขณะนี้ประมาณ 10 ลบ.ม.ต่อวินาที ไปยังคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้คันกั้นน้ำในบริเวณนี้แตกเนื่องจากน้ำที่มี จำนวนมาก และติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณปลายคลองเพื่อเร่งสูบออกคลองพระองค์ไชยานุชิต ที่มีขนาดใหญ่กว่าให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นน้ำจะไหลไปยังคลองด่านและสามารถสูบออกสู่อ่าวไทยได้ อย่างไรก็ตามการที่เปิดประตูคลอง 7-8 ไม่ได้ ทำให้การระบายน้ำด้านทิศตะวันออกช้ากว่าแผน ซึ่งหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นจนถึงเดือนพ.ย.ที่เป็นช่วงน้ำหลากและน้ำทะเลหนุน สูงจะทำให้การจัดการน้ำเหนือเหล่านี้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

ทอ.ย้ายเครื่องบินแล้ว

พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. กล่าวว่า มีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และเครื่องบินออกจากสนามบินดอนเมือง โดยทยอยย้ายไปบางส่วน ซึ่งเป็นเครื่องที่ขัดข้อง แต่เครื่องที่ยังใช้งานได้ก็ยังอยู่ที่ดอนเมืองเพื่อเตรียมการ รวมทั้งเฝ้าระวังบ้านพักกำลังพลในพื้นที่เขตดอนเมืองตลอด

สุวรรณภูมิมั่นใจไม่ท่วม

น.ท.สุข พึ่งธรรม รองผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวถึงแนวทางการป้องกันปัญหาน้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิว่า ปริมาณน้ำบริเวณด้านนอกโดยรอบเขื่อนดินของสนามบินสุวรรณ ภูมิมีจำนวนไม่มาก มีความสูงประมาณ 70 ซ.ม.เท่านั้น ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเขื่อนดินที่มีความสูงถึง 3.50 เมตร มั่นใจว่าน้ำคงไม่สามารถไหลเข้าท่วมภายในสนามบินสุวรรณภูมิแน่นอน แต่เพื่อความปลอดภัย จึงจัดทำแผนเฝ้าระวังจุดที่มีความสำคัญ 2 จุดคือ 1.การเฝ้าระวังดูแลความเรียบร้อยและแข็งแรงของเขื่อนดินโดยรอบป้อง กันไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมสนามบิน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคันดินมีความแข็งแรงมากเพราะจัดสร้างขึ้นมาเป็นเวลา นานกว่า 10 ปีแล้วตามมาตรฐานวิศวกรรม 2.เฝ้าระวังและติดตามดูแลสถานีสูบน้ำภายในสนามบิน ซึ่งปัจจุบันมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไว้ 2 เครื่อง พร้อมที่จะเร่งสูบน้ำออกหากภายในเขื่อนดินของสนามบินมีน้ำท่วมขัง หรือเกิดฝนตกหนัก โดยมีความสามารถ ในการสูบน้ำออกมาถึงวันละ 1 ล้านลบ.ม.

การบินไทยย้ายอุปกรณ์แล้ว

นาย พงศ์ภีระ ไพศาลกุลวงศ์ ผอ.ใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคง และมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ซีม็อก เผยว่า การบินไทยเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไว้ระดับหนึ่ง โดยได้ขนย้ายอุปกรณ์ภาคพื้นไปไว้ที่สนามบินอู่ตะเภาแล้ว 8 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งมีศูนย์เฝ้าระวังทั้งที่สำนักงานใหญ่ การบินไทยถนนวิภาวดีรังสิต และอาคารโอพีซีที่สนามบินสุวรรณภูมิตลอด 24 ช.ม. ส่วนการเตรียมความพร้อม ให้เครื่องบินเติมน้ำมันไว้ 16-18 ลำ เพื่อใช้เดินทางไปยังสนามบินสำรอง รวมทั้งสำรองนักบินไว้ 18 ชุด หรือ 36 คน หากเกิดเหตุฉุกเฉินจริงนักบินจะมาประจำการที่อาคารโอพีซี สุวรรณภูมิ ซึ่งได้เตรียมจัดที่พักไว้รองรับแล้ว

น้ำทะลัก-บางกะดีจม

ผู้ สื่อข่าวรายงานถึงความพยายามป้องกันนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี ต.บางกะดี จ.ปทุมธานี ที่พยายามตั้งพนังดินสูง 3 ม. น้ำได้เริ่มซึมเข้าในนิคมตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา จนกระทั่งกลางดึก พนังดินฝั่งติดกับคลองประปา พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เป็นระยะทางกว่า 10 เมตร ทำให้น้ำมหาศาลที่จ่ออยู่นับเดือนทะลักเข้าท่วมนิคม เจ้าหน้าที่เทศบาลและทหารพยายามซ่อมแซมนานกว่า 3 ชั่วโมง แต่ไม่เป็นผล ในขณะที่พนังอีกหลายจุดทยอยแตกเพิ่ม ทำให้น้ำเข้าท่วมสูงกว่า 2 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องรีบถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยด่วน และขณะที่กำลังถอนกำลังรถที่ขับออกมาไปเกี่ยวกับเสาไฟฟ้าหักโค่นลงมาอีกหลาย สิบต้น

ท่วม 44 โรงงาน 2.5 ม.

นายธวัชชัย อึ้งอำพรวิไล นายกเทศบาลตำบลบางกะดี เผยว่า จุดที่น้ำทะลักคือเขื่อนแนวเลียบคลองประปาติดโรงงานลีแกน ทางด้านทิศตะวันออกของสวนอุตสาหกรรม ซึ่งมีความกว้างของรอยแตกตอนแรกกว่า 10 เมตร ทำให้น้ำจากคลองประปาไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ด้านในอย่างรุนแรง และไหลไปยังพื้นที่ส่วนอื่นของสวนอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ล่าสุดน้ำได้ไหลท่วมโรงงานทั้ง 44 โรงงาน ภายในสวนอุตสาหกรรมจมอยู่ใต้น้ำลึกกว่า 2.50 เมตร ทำให้คนงานที่คอยเฝ้าสถานการณ์อยู่ภายในโรงงาน ติดค้างจำนวนมาก เนื่องจากการเข้าไปต้องใช้เรือเท่านั้นซึ่งมีจำนวนน้อย ทั้งนี้นิคมบางกะดี เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญอีกแห่งของประเทศ ทำให้จะเกิดผลกระทบเรื่องขาดวัตถุดิบทางการผลิตเป็นลูกโซ่ไปยังบริษัทอื่น ด้วย

ปรับแผนนิคมลาดกระบัง

นายสมคิด แทนวัฒนกุล รองผู้ว่าการกนอ. กล่าวว่า นิคมฯ ลาดกระบังได้ปรับแผนการรับ มือน้ำท่วมใหม่จากเดิมคิดว่าจะให้น้ำเข้าแล้วสูบออก เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วม 3 จุดเสี่ยงของนิคมฯ ที่อยู่ใกล้บริเวณคลองที่ระดับน้ำใกล้คันดินนั้น เดิมจะมีแนวกั้นถาวร และแนวกั้นชั่วคราวรวม 3.20 ม. ล่าสุดนิคมฯ ได้เพิ่มแนวกั้นเพิ่มอีก 1 ชั้น โดยใช้แผ่นซีเมนต์กันน้ำกว้าง 1.2 ม. ยาว 3.5 ม. เสริมคันดินอีกชั้น และแผนซีเมนต์จะมีวงคอนกรีต และกระสอบทรายค้ำแผ่นซีเมนต์อีกชั้นหนึ่ง โดยจะป้องกันโดยรอบของพื้นที่นิคมฯ ทั้งหมด

ปทุมวุ่นทำลายคันประตูจุฬาฯ

ที่ บริเวณประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ อ.ธัญบุรี กลางดึกคืนวันที่ 20 ต.ค. มีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คน เข้ารื้อคันกระสอบทรายทิ้งลงคลอง และทำลายคันดินเพื่อให้น้ำฝั่งตลาดรังสิตทะลักลงคลอง ทำให้น้ำเพิ่มสูงขึ้นและท่วมบ้านเรือนประชาชนในชุมชนศิริ ที่อยู่ตรงข้ามสูงกว่า 1 ม. อย่างรวดเร็ว ขณะที่ฝั่งตลาดรังสิตเองนั้น ระดับน้ำก็ท่วมสูงเกือบ 1 ม. เช่นกัน ชาวบ้านต้องใช้เรือเดินทางเข้า-ออกชุมชน นอกจากนี้ภายในโรงเรียนชุมชนประชาธิปัตย์วิทยาคาร ต.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นศูนย์อพยพ น้ำก็ได้ทะลักเข้าท่วมชั้น 1 ของอาคารทั้งหมด ประชาชนอยู่กันอย่างยากลำบาก

ลามธัญบุรีแล้ว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้น้ำได้ลามไปยังพื้นที่อ.ธัญบุรีแล้ว โดยน้ำในคลองรังสิตช่วงคลอง 1-3 ล้นทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและหมู่บ้านริมคลอง และท่วมถนนรังสิต-นคร นายก ตลอดทั้งเส้นตั้งแต่คลอง 1-3 สูง 0.50-1 ม. ส่วนเส้นทางที่จะมุ่งหน้าถนนรังสิต-ปทุมธานี ผ่านตลาดรังสิตและถนนพหลโยธินขาเข้า-ออกบริเวณหน้าศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตน้ำยังท่วมสูง 1-2 เมตร รถผ่านไม่ได้ต้องประกาศปิดการจราจร ส่วนฝั่งขาออกจ.นคร นายก น้ำท่วมสูงบริเวณข้างเมเจอร์รังสิตใต้ทางต่างระดับรังสิต รถเล็กผ่านไม่ได้ ผ่านได้เพียงรถประจำทางและรถบรรทุกเท่านั้น ประชาชนที่จะเดินทางไปจังหวัดนครนายก ต้องใช้วงแหวนรอบนอกหรือมอเตอร์เวย์เข้าลำลูกกาและรังสิต-นครนายก ไปจังหวัดนครนายกแทน

มธ.ยังไม่ย้ายผู้อพยพ

ที่ศูนย์ พักพิงชั่วคราวที่ยิมเนเซี่ยม 1 มธ. ศูนย์รังสิต นายกำพล รุจิวิชชญ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มธ. ศูนย์รังสิต เปิดเผยว่า ระดับน้ำด้านหลังมหาวิทยาลัย สูงประมาณ 4 ม. ห่างจากพนังกั้นน้ำ 50 ซ.ม. แต่ข่าวที่ระบุว่าน้ำทะลักเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ มหาวิทยาลัยยังคงควบคุมสถานการณ์ได้ เชื่อว่าถ้าผ่านพ้น 2 วันไปได้ สถานการณ์จะดีขึ้น ทั้งนี้ การเดินทางเข้า-ออกของมหาวิทยาลัยใช้ได้เส้นทางเดียว คือ ประตูด้านพหลโยธิน

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เผยว่า ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือขนย้ายผู้อพยพไปไว้ที่ศูนย์อพยพที่อื่นเพราะเรา ป้องกันรอบนอกไว้เป็นอย่างดี โดยการสร้างคันดินกั้นน้ำความสูงกว่า 4.50 เมตร พร้อมเสริมความแข็งแรง หากมีปริมาณน้ำเข้ามาในพื้นที่จริง ก็มีแผนสำรองไว้ โดยจะอพยพประชาชนขึ้นชั้น 2 มีความสูงกว่าชั้นล่าง 4 ม. สามารถรองรับประชาชนที่อยู่ภายในศูนย์อพยพแห่งนี้ได้อย่างเพียงพอ

บางบัวทองเร่งอพยพคน

เมื่อ เวลา 11.00 น. ที่ทางเข้าตลาดบางบัวทอง แยกบางโพธิ์ มีประชาชนทยอยอพยพ ออกจากที่พักอาศัย เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ระดับน้ำสูงกว่า 1 ม. รถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรืออพยพผู้คนออกมาด้วยความยากลำบาก โดยทหารจากกองบัญชา การกองทัพไทย ได้มาตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พาณิชย การบางบัวทอง เพื่อรับแจ้งขอความช่วยเหลือ โดยตั้งเป้าจะอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ให้หมดภายในวันที่ 21 ต.ค. ทั้งนี้ศูนย์ช่วยเหลือกำหนดว่า ประชาชนที่ออกมาแล้วห้ามกลับเข้าไปอีก เพราะจะทำให้การทำงานลำบากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงาน พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล รองผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ ผู้รับผิดชอบการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อ.บางบัวทอง กล่าวว่า หน่วยทหารยังคงเข้าไปให้ความช่วยเหลือทำได้ยากลำบาก เนื่อง จากถนนบางกรวย-ไทรน้อย ถูกน้ำท่วมระยะทางประมาณ 8 ก.ม. ทำให้การเดินทางเข้าไปในพื้น ที่สามารถเข้าได้ทางเดียว คือ ถนนรัตนาธิเบศร์ รถขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นใช้เรือระหว่างทางเข้าไปรับประชาชน ที่ยังติดอยู่ในบ้านอีกนับหมื่นคน แต่ก็จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด

ที่วัดโบสก์ดอน พรหม ต.บางกร่าง อ.เมือง พระครูสังฆรักษ์ธงชัย ชัยธัมโม เจ้าอาวาสวัด เผยว่า ขณะนี้ที่วัดมีผู้อพยพมาอยู่ประมาณ 500 คน ซึ่งทางอบต.บางกร่าง ได้ประกาศให้มาพึ่งพิง แต่ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณ เพราะวัดต้องรับผิดชอบดูแลค่าอาหารเลี้ยงดูไปแล้วกว่า 1 แสนบาท จึงอยากให้ทางอบต.เข้ามาดูแลด้วย

ศอส.สรุปตายแล้ว 342 ศพ

นาย พระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาด ไทย ในฐานะ ผอ.ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) เผยว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 28 จังหวัด 175 อำเภอ 1,376 ตำบล 10,367 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 817,493 ครัวเรือน 2,459,141 คน และมีผู้เสียชีวิต 342 ราย สูญหาย 2 คน ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ ร้อยละ 99 เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ ร้อยละ 99 เขื่อนแควน้อย มีปริมาณน้ำ ร้อยละ 100 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ ร้อยละ 138

“ปู”ออกคำสั่งระบายน้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีคำสั่งที่ 20/2554 ให้กรมชลประทานระบายน้ำจากคลองระพีพัฒน์แยกตะวันตกออกสู่ทะเลอ่าวไทย โดยดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.เปิดประตูระบายน้ำในคลอง 2 ถึงคลอง 13 ระบายน้ำลงทุ่งรังสิตเหนือ 2.เปิดประตูระบายน้ำในคลอง 6 ถึงคลอง 16 ฝั่งใต้ระบายน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ลงคลองหกวาสายล่างและคลองแสนแสบ 3.เร่งสูบและผลักดันน้ำในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวาสายล่าง คลอง 20 คลอง 21 คลองบางขนาก ลงสู่แม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกง 4.เร่งสูบและผลักดันน้ำในคลอง 13 และคลองต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่หลากน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ระบบสูบน้ำชายทะเล

5.รายงานผลการดำเนินงานให้ นายกรัฐมนตรี และศปภ.ทราบทุกวัน ทั้งนี้ในกรณีฉุกเฉิน ให้เพิ่มความถี่ของการรายงานดังกล่าว เป็นทุก 2 ช.ม. และ 6.สามารถพิจารณามาตรการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมและจำเป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้หากประสบปัญหาที่เกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่ ให้กรมชล ประทานแจ้งผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอในพื้นที่ เพื่อใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550

ให้ปมท.ประกบผู้ว่าฯกทม.

รายงาน ข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมศปภ. กำหนดให้มีศปภ.ส่วนหน้า โดยมีนายพระนาย ปลัดกระ ทรวงมหาดไทยเป็นผู้ประสานการปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกฯ ร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. โดยศปภ.จะเป็นผู้สนับสนุนเสนอแนะการปฏิบัติงานของกทม. โดยการประสานสั่งการใดๆ ต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย จะมีเฉพาะคำสั่งจากศปภ. เท่านั้น

นอกจากนี้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ ที่เกิดสาธารณภัย มีนายวีระ วงศ์แสงนาค เป็นประธานคณะทำงาน นายกิจจา ผลภาษี และนายรอยล จิตรดอน เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน นายสมบัติ อยู่เมือง นายสุทัศน์ วีสกุล น.อ.สมัย ใจอินทร์ น.อ.สุรพล นะวะม วัฒน์ และนายจรูญ พจน์สุนทร เป็นคณะทำงาน และนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นคณะทำงานและเลขานุการ โดยมีอำนาจหน้าที่ 1.เสนอ ความเห็น ให้คำปรึกษา และให้คำแนะนำแก่นายกรัฐมนตรี ในการสั่งการหน่วยงานของรัฐ ในเรื่องการบริหารจัดการระบายน้ำ ในเขตพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้าย 2.ติดตามการดำเนินงานและผลการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการเกี่ยว กับการบริหารจัดการระบายน้ำ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ให้หน่วย งานของรัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบายน้ำตามข้อสั่งการของ นายกรัฐมนตรี ศปภ. หรือ ศอส. ให้การสนับ สนุน และความร่วมมือในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และรายละเอียดต่างๆ ที่ได้ดำเนินการให้แก่คณะทำงาน เพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

รับกทม.ท่วม-แบ่ง3จุดบริหารน้ำ

นาย อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง เผยว่า ตามรายงานภาพถ่ายดาวเทียม ประสิทธิภาพการระบายน้ำออกทะเล ทำได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลต้องแยกพื้นที่ให้ชัดเจนว่าจะให้น้ำหลากเข้ากทม.ส่วนใดบ้าง ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า กทม.ต้องท่วมแต่จะท่วมมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสูงต่ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อหยุดการตื่นตระหนก

นายอานนท์กล่าวว่า ต้องจัดพื้นที่แบ่งไว้ 3 ลำดับคือกทม.ชั้นใน ที่ต้องรักษาพื้นที่ไว้ให้น้ำผ่าน เข้าคลองแสนแสบ คลองพระโขนง คลองประเวศเท่านั้น อาจจะมีน้ำท่วมบ้างไม่เกิน 50 ซ.ม. ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ทั้งนี้กทม.ยังเปิดให้ระบายน้ำผ่านคลองดังกล่าวน้อยไป สามารถเพิ่มได้อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกรุงเทพฯ บริเวณฝั่งตะวันออก ต้องรับมือกับพื้นที่น้ำหลากท่วมสูงประมาณ 1-1.50 ม. เช่นบริเวณมีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง คลองสามวา เพราะเป็นทางน้ำผ่านออกบางปะกง แต่ต้องควบคุมไม่ให้น้ำเข้ามามากเช่นกัน เพราะจะไปกระทบสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนกทม.ย่านฝั่งธนบุรี เป็นพื้นที่รับน้ำหลากได้เพราะมีคลองย่อยหลายสาขาที่สามารถผลักดันน้ำออก ทะเลด้านท่าจีนได้เร็ว ปริมาณน้ำหลากท่วมพื้นที่ประมาณ 0.50-1 ม. ทั้งสองด้านอาจท่วมนาน 2 สัปดาห์

นายอานนท์กล่าวว่า สำหรับพื้นที่รอบนอกกทม.ด้านตะวันออกทุ่งรังสิตทั้งหมด อาจท่วมนาน 3 สัปดาห์ ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำให้ได้ตามแผนและเพิ่ม ประสิทธิภาพการระบายออกทะเลให้เต็มศักยภาพในทุกด้านอีก 40-50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ตอนล่าง ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก โดยอยู่บนเงื่อนไขที่คันกั้นน้ำของกทม.สามารถรับน้ำจำนวนมากไว้ได้ ทั้งคลองหกวา ด้านเมืองเอกและฝั่งศาลายา ตัวการสำคัญคือต้องหยุดน้ำที่บ่าจากวังน้อย ที่ทะลักเข้าปทุมธานี นนทบุรี และคลองประปา โดยควบคุมน้ำทิศทางการไหลของน้ำจากวังน้อยให้ไหลลงสู่คลอง 1 ไม่ให้ไปโจมตีกทม.ชั้นใน

นายอานนท์กล่าวอีกว่า ต้องผลักดันน้ำบริเวณย่านรังสิตใต้ คลองเชียงราก ออกมาให้ได้ทั้งออกแม่น้ำเจ้าพระยาและมาทางคลองรังสิต เพื่อผลักดันออกทะเลด้านบางบ่อ บางพลี บางน้ำเปรี้ยว และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ออกสู่คลองชายทะเล โดยทั้งหมดนี้ต้องยกระดับน้ำที่คลอง 1 ให้สูงเพื่อเพิ่มแรงผลักดันออกไปสู่คลอง 7-13 และสูบออกทะเล ปัญหาที่ผ่านมาเพราะปริมาณน้ำไหลมาเข้าแผนบริหารน้อยเกินไปทำให้การสูบออกทำ ไม่ได้มาก และเกิดน้ำล้นคลองรังสิตย้อนกลับไปท่วมย่านดอนเมือง ทุ่งสีกัน

อำนาจม.31พรบ.ป้องกันสาธารณภัย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาตรา 31 ในกรณีที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจสั่งการผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการ หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมตลอดทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนใน พื้นที่ที่กำหนดก็ได้ โดยให้มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้บัญชาการตามมาตรา 13 และผู้อำนวยการตามมาตรา 21 และมีอำนาจกำกับและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และเจ้าพนักงานในการดำเนินการตามมาตรา 25 มาตรา 28 และมาตรา 29 ด้วย

เจ้า หน้าที่ของรัฐผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือเป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้รายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรา 13 ให้รัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการมีอำนาจควบคุมและกำกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัยทั่วราชอาณาจักรให้เป็นไปตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้ให้มีอำนาจบังคับบัญชาและสั่งการผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ เจ้าพนักงาน และอาสาสมัครได้ทั่วราชอาณาจักร

ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรองผู้ บัญชาการมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บัญชาการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บัญชาการมอบหมายโดยให้มีอำนาจบังคับบัญชาและสั่ง การตามวรรคหนึ่งรองจากผู้บัญชาการ

มาตรา 21 เมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยขึ้นในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งพื้นที่ใด ให้ผู้อำนวยการท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่นั้นมี หน้าที่เข้าดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยเร็ว และแจ้งให้ผู้อำนวยการอำเภอที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่นั้นและผู้อำนวยการ จังหวัดทราบทันที

มาตรา 25 ในกรณีที่เกิดสาธารณภัยและภยันตรายจากสาธารณภัยนั้นใกล้จะถึงผู้อำนวยการมี อำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานดัดแปลง ทำลาย หรือเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้าง วัสดุ หรือทรัพย์สินของบุคคลใดที่เป็นอุปสรรคแก่การบำบัดปัดป้องภยันตรายได้ ทั้งนี้ เฉพาะเท่าที่จำเป็นแก่การยับยั้งหรือแก้ไขความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจาก สาธารณภัยนั้น

ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับกรณีมีความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อป้องกันภัยต่อส่วนรวมด้วยโดยอนุโลม

ใน กรณีที่การดัดแปลง ทำลาย หรือเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้าง วัสดุ หรือทรัพย์สินจะมีผลทำให้เกิดสาธารณภัยขึ้นในเขตพื้นที่อื่นหรือก่อให้เกิด ความเสียหายเพิ่มขึ้นแก่เขตพื้นที่อื่น ผู้อำนวยการท้องถิ่นจะใช้อำนาจตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมิได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้อำนวยการจังหวัด

มาตรา 28 เมื่อเกิดหรือใกล้จะเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ใด และการที่ผู้ใดอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นจะก่อให้เกิดภยันตรายหรือกีดขวางต่อ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ให้ผู้บัญชาการรองผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการ และเจ้าพนักงานซึ่งได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่งอพยพผู้ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้น ออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ เฉพาะเท่าที่จำเป็นแก่การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

มาตรา 29 เมื่อเกิดหรือใกล้จะเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ใดและการอยู่อาศัยหรือดำเนิน กิจการใดๆ ในพื้นที่นั้นจะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรง ผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการกลาง ผู้อำนวยการจังหวัด ผู้อำนวยการอำเภอ และผู้อำนวยการท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของผู้อำนวยการอำเภอ จะประกาศห้ามมิให้บุคคลใดๆ เข้าไปอยู่อาศัยหรือดำเนินกิจการใดในพื้นที่ดังกล่าวก็ได้ประกาศดังกล่าวให้ กำหนดระยะเวลาการห้ามและเขตพื้นที่ที่ห้ามตามที่จำเป็นไว้ด้วย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 22nd, 2011 at 9:19 pm

ผลการศึกษาใหม่ยืนยันอีกมือถือไม่เสี่ยงมะเร็งสมอง

ผลการศึกษาใหม่และครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยคณะนักวิจัยชาวเดนมาร์ก พบว่า  การใช้โทรศัพท์มือถือระยะยาว ไม่เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งในสมอง ยกเว้นมีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ใช้นานกว่า 15 ปี

ผลการศึกษาเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ หรือบีเอ็มเจของอังกฤษ โดยคณะนักวิจัยเดนมาร์ก จากการเฝ้าจับตาตรวจสอบผู้ใช้โทรศัพท์มือถือกว่า 350,000 คน ในระยะเวลากว่า 18 ปี พบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือระยะยาวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเกิด เนื้องอกในสมอง ซึ่งไม่ตรงกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถืออาจทำให้เกิดมะเร็งในสมอง ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากการวิจัยดังกล่าวขาดข้อมูลระยะยาว

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งระหว่างประเทศ หรือไอเออาร์ซี ขององค์การอนามัยโลก หรือฮู ระบุว่า แผงแม่เหล็กไฟฟ้าคลื่นความถี่วิทยุที่ถูกปล่อยออกจากโทรศัพท์มือถือ มีความเป็นไปได้ว่าจะทำให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ การวิจัยครั้งใหม่แบบครอบคลุมและยาวนาน โดยแพทริเซีย เฟรย์ นักวิจัยสถาบันสังคมโรคมะเร็งเดนมาร์ก และเพื่อน ๆ ที่ได้จากการตรวจสอบประวัติด้านสุขภาพ ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจำนวน 358,403 คน จากปี 2533-2540 มีเพียง 10,729 คน ที่มีเนื้องอกในระบบประสาทส่วนกลาง

แต่ในกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือนานที่สุด คือ 13 ปี หรือมากกว่า อัตราผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเกือบจะเท่ากันกับผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ ผลการศึกษาจึงสรุปได้ว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลา 10 ปี หรือนานกว่า และการใช้ในระยะเวลานาน ๆ นี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่า มีความเสี่ยงเล็กน้อยถึงปานกลางสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างมาก หรือใช้นานกว่า15 ปี.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 22nd, 2011 at 3:08 pm

ประกาศคุรุสภาเขตพท.กพ.เขต1 เรื่องการคัดเลือก “หนึ่งแสนครูดี” ประจำปี 2554 คัดค้านได้ภายใน10วันทำการ

นายสมพงษ์ มาธุพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 เป็นประธานดำเนินการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 พิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อรับรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2554 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ สพป.กำแพงเพชร เขต 1

นางณฐอร  แว่นแก้ว หัวหน้างานพัฒนาบุคลากร ได้นำเสนอรายละเอียดผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก ดังนี้

1.ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพป.กำแพงเพชร เขต 1 จำนวน  33  ราย

2. ผูบริหารสถานศึกษา และรองผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพม.41 จำนวน  7  ราย

3.ศึกษานิเทศก์ สพป.กำแพงเพชร เขต 1 จำนวน  6  ราย

4. ศึกษานิเทศก์ สังกัด สพม. 41 จำนวน  2  ราย

5. ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน  จำนวน  5  ราย

สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ประเภทครู ให้ผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณาคัดเลือกตามโควต้าที่คุรุสภากำหนด

ประกาศคุรุสภาหนึ่งแสนครูดี2554

Tags:
comments Comments (0)    -
October 21st, 2011 at 10:23 pm

หึงโหดยิงแฟน นศ.สิ้นลมสยองจ่อขมับตามระแวงปันใจ

 สลด รักเป็นพิษ หนุ่มรักคุดตัดสินแก้ปัญหาหัวใจ ใช้ฑูตมรณะ.32 ยิงแฟนสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยดัง ดับสยองคาบ้านพักเมืองปากน้ำ แล้วจ่อขมับสังเวยความรักตายตามไปอีกรายเผยฝ่ายหญิงเป็นคนหน้าตาดี มีฐานะ และชอบเล่นเฟซบุ๊ก ทำให้มีหนุ่ม ๆ มาติดพันจำนวนมาก ก่อนพบจุดจบของชีวิต

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 20 ต.ค. พ.ต.ท.อริญชัย สุวรรณโภชณ์ พนักงานสอบสวน (สบ 3) สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ ที่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 5 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จึงไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.สมชัย อินตาพวง รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.กมล ปั้นศิริ ผกก.สภ.พระสมุทรเจดีย์ พ.ต.ท.อธิวัฒน์ นุชถาวร รอง ผกก.สส. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน แพทย์จาก รพ.พระสมุทรเจดีย์สวาทยานนท์ และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น ปลูกในเนื้อที่ 100 ตารางวา ภายในห้องนอนชั้น 2 พบศพ น.ส.เสาวลักษณ์ เวชสุวรรณ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยหอการค้า เจ้าของบ้าน สภาพสวมเสื้อยืดคอกลมสีฟ้าเทา กางเกงขาสั้นสีดำ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .32 เข้าที่เหนือคิ้วขวา 1 นัด นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นห้อง ใกล้กันพบศพ นายอนนท์รัตน์ อุทัยงาม อายุ 29 ปี สภาพสวมเสื้อยืดสีเทา กางเกงยีน นอนจมกองเลือดขวางประตู มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเดียวกันเข้าที่ขมับขวาทะลุซ้าย 1 นัด ที่มือข้างซ้ายกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ใกล้กันพบอาวุธปืนลูกโม่ขนาด .32 ตกอยู่ 1 กระบอก ในรังเพลิงมีปลอกกระสุนคาอยู่ 4 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้บนโต๊ะญี่ปุ่นที่วางอยู่กลางห้อง พบกระป๋องเบียร์ดื่มหมดแล้วอีกจำนวนหลายกระป๋อง

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายอนนท์รัตน์ ได้เดินทางมาหา น.ส.เสาวลักษณ์ แฟนสาวที่บ้านพัก จากนั้นทั้งคู่หายขึ้นไปบนห้องนอนนานกว่า 3 ชั่วโมง กระทั่งมีผู้อาศัยอยู่ข้างบ้านได้ยินเสียงคล้ายเสียงปืนดังออกมาจากบ้านเกิด เหตุ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และพบศพดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลว่า ทั้งคู่คบหาเป็นแฟนกันมาระยะหนึ่ง โดยฝ่ายหญิงเป็นคนหน้าตาดี มีฐานะ เนื่องจากบิดาเป็นกัปตันเดินเรือของบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ประกอบกับชอบเล่นเฟซบุ๊ก ทำให้มีหนุ่ม ๆ มาติดพันจำนวนมาก ซึ่งระยะหลังฝ่ายหญิงเริ่มตีตัวออกห่าง จนฝ่ายชายเริ่มระแคะระคายและมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง

เบื้องต้นสันนิษฐานว่า นายอนนท์รัตน์ เดินทางมาหาน.ส.เสาวลักษณ์ ก่อนขอดูโทรศัพท์มือถือของแฟนสาว และอาจพบเบอร์โทรศัพท์ของผู้ชายที่มาติดพัน จึงมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ถึงขึ้นนายอนนท์รัตน์ใช้อาวุธปืนที่เตรียมมา ยิงน.ส.เสาวลักษณ์เสียชีวิตคาที่ จากนั้นใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันจ่อยิงขมับตัวเอง ฆ่าตัวตายสังเวยความรักไปอีกราย.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 21st, 2011 at 11:13 am

ผวาเกิดกลียุค! ประชาอุบแผนฉุกเฉิน-เอาอยู่ แต่…กั้นหน้าบ้านตนเอง


 กรุงเทพฯ โกลาหล น้ำทะลักล้นคลองประปากลางดึก  ประชาชนเผ่นหนีจ้าละหวั่น วิกฤติซ้ำอีก! ชาวบ้านริมคลองประปาฮือยึดแบ็กโฮบุกทำลายคันกั้นน้ำ “ปู” เปลี่ยนจาก “กทม.ปลอดภัย” มาใช้ “เฝ้าระวังภัย” แนะคนกรุงขนของหนีน้ำขึ้นที่สูงระดับ 1 เมตร  “ผอ.ศปภ.” โว 90% เมืองหลวงรอด แต่หน้าบ้านตัวเองกลับมีกระสอบทรายสูงกว่า 5 ชั้นวางเป็นแนวป้องกัน ผงะ! แผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินบอกไม่ได้ “เกรงจะกลียุค” ขณะที่บางบัวทองกลายเป็นเมืองบาดาลแล้ว อัปยศ! ฝ่ายการเมืองสาดน้ำลายแก้ปัญหา
ประชาชนที่อาศัย อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำ ท่วมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเวลาตีสองของคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุน้ำล้นทะลักออกจากคลองประปาบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ มุ่งหน้าสี่แยกพงษ์เพชร หน้าหมู่บ้านนันทวรรณ ส่งผลให้ชาวบ้านแตกตื่นขนของหนีน้ำกันจ้าละหวั่น

จากนั้นไม่นาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว และได้สั่งวางมาตรการป้องกันน้ำหลากทะลักเข้าคลองประปาอย่างเร่งด่วน

ทั้ง นี้ ได้ใช้มาตรการระดมเครื่องสูบน้ำของ กทม. ประตูสูบน้ำที่ประปาสามเสน 15 เครื่อง และที่บึงมักกะสัน 5 เครื่อง ระดมสูบน้ำออกได้ประมาณ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สามารถเปิดประตูระบายน้ำที่จุดส่งน้ำสามเสนโดยใช้รถเครนเปิดประตูเหล็ก สามารถปิดประตูไซฟ่อนรังสิตทั้ง 4 บานไม่รับน้ำเข้าเพิ่ม และสั่งการให้การประปานครหลวงเร่งผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นวันละ 3.9 ล้านลูกบาศก์เมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังทราบข่าวน้ำทะลักล้นคลองประปา  ประชาชนบางส่วนได้ขับรถขึ้นไปจอดหนีน้ำที่สะพานข้ามแยกถนนแจ้งวัฒนะและทาง ด่วนแจ้งวัฒนะเป็นจำนวนมาก ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ช่วงเช้า ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมประชุมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านน้ำทั้งหมด พร้อมทั้งนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน, นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นายพิจิตต รัตนกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. เพื่อหาทางควบคุมปริมาณน้ำที่กำลังไหลเข้าท่วม กทม.

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวว่า กทม.วันนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เรายังควบคุมได้ และอยู่ในระดับที่น้ำยังมาไม่ถึง คลองประปาเราก็มีการควบคุมอยู่ แต่เพื่อความไม่ประมาท จะมีการป้องกัน กทม.โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของแนวโครงการพระราชดำริ ซึ่งมีพนังกั้นน้ำอยู่ 2.5 เมตร ซึ่งเราก็จะทำแนวกั้นน้ำไว้อีกชั้นหนึ่ง

ให้คน กทม.ขนของขึ้นที่สูงระดับ 1 เมตร

“แต่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจมากขึ้น ดิฉันอยากขอแนะนำว่า ของต่างๆ ที่มีค่า อยากให้ยกสูงให้อยู่ระดับที่สบายใจ คืออยู่ที่ประมาณ 1 เมตร และให้เอาไว้ในที่สูงไว้ก่อน แต่อย่าตระหนกตกใจ  ส่วนรถยนต์ ถ้าบ้านอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ก็อยากให้หาที่จอดให้เหมาะสมไว้ โดยเฉพาะใน 7 เขตที่ กทม.ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยรัฐบาลเตือนประชาชนไว้ก่อน ไม่อยากให้ประชาชนอยู่ในความประมาท และไม่อยากให้ตื่นตระหนกตกใจ เพราะหากตกใจแล้วการบริหารจัดการจะทำได้ยาก” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้ สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าวันนี้น้ำจะไหลผ่าน กทม.ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะเป็นการไหลผ่านคลองทางด้านตะวันออก ซึ่งน้ำที่เอ่อขึ้นมาเราตั้งใจเปิดประตูระบายน้ำ แต่จะไม่เอ่อล้นบนถนน เพราะเราคุมอยู่ เพียงแต่อาจจะมีบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ทรุด อาจจะมีน้ำกระฉอกลงไปบาง ซึ่งตรงนี้จะมีการตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำออกให้เร็วที่สุด และได้มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ ที่เป็นจุดเสี่ยง โดยจะรายงานเข้ามาทุก 2 ชั่วโมง รวมถึงจะมีคณะทำงานติดตามสถานการณ์ตามจุดที่เฝ้าระวังให้เป็นไปตามแผนที่ได้ วางไว้ให้ได้มากที่สุด
เมื่อถามถึงความคืบหน้ากรณีคลองระพีพัฒน์แตก น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ถ้าคันกั้นน้ำแตกน้ำจะไหลไปที่คลองรังสิต ซึ่งพื้นที่คลองระพีพัฒน์และคลองรังสิตจะเป็นเหมือนแก้มลิงที่ชะลอน้ำได้ ดังนั้นเราจะพยายามเปิดประตูระบายน้ำตั้งแต่ประตู 4-12 เพื่อควบคุมน้ำให้มีทิศทางและไหลเข้าสู่คลองแสนแสบ คลองประเวศ และบริเวณคลอง 2 จะให้น้ำไหลลงคลองบางบัว ยืนยันว่าจะไม่ท่วม เพราะเป็นการระบายน้ำที่มีการควบคุม โดยเราจะประสานไปยัง กทม.หากมีการระบายน้ำ

“เราขอเฝ้าระวังภัยดีกว่า ขอใช้คำพูดนี้ แต่อย่าเพิ่งใช้คำว่าพื้นที่ประสบภัย แต่ใช้คำว่า พื้นที่ระวังภัย ซึ่งเราจะมีทีมงานมอนิเตอร์ทุกจุด” นายกฯ ตอบคำถามที่ว่าขณะนี้พูดได้หรือยังว่า กทม.ปลอดภัยแล้ว

Tags:
comments Comments (0)    -
October 21st, 2011 at 10:29 am

อัลจาซีร่ายัน “กัดดาฟี” ตายแล้ว ภายหลังถูกรบ.ใหม่ลิเบียจับตัวขณะบาดเจ็บสาหัส

อัลจาซีร่ายันกัดดาฟีตายแล้ว

ล่าสุด สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า อับดุล ฮาคิม เบลฮาจ ผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังฝ่ายสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ (เอ็นทีซี) หรือรัฐบาลชุดใหม่ของลิเบีย ได้แถลงยืนยันว่า พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ได้เสียชีวิตแล้วเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ภายหลังถูกจับกุมบริเวณใกล้เมืองเซิร์ต บ้านเกิดของอดีตผู้นำรายนี้

ก่อนหน้านี้ จามัล อาบู-ชาลาห์ ผู้บัญชาการรบของเอ็นทีซี กล่าวกับอัลจาซีร่าว่า กัดดาฟีถูกพวกเขาจับตัวไว้ได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าอดีตผู้นำรายนี้มีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว

“เขาถูกจับกุมตัว และได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้าง หลังจากนั้น เขาถูกนำตัวไปยังรถพยาบาล” อับเดล มาจิด เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของเอ็นทีซีอธิบาย

กัดดาฟีถูกจับได้แล้ว ท่ามกลางข่าวลือไม่แน่ชัด “เป็น/ตาย”

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. เอเอฟพีรายงานว่า กองกำลังฝ่ายสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ (เอ็นทีซี) หรือรัฐบาลใหม่ของลิเบีย แถลงชัยชนะหลังจากจับกุมตัวพ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ได้แล้วที่เมืองเซิร์ต ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของอดีตผู้นำลิเบียรายนี้ พร้อมระบุว่า กัดดาฟี บาดเจ็บสาหัสจากการปะทะ แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อยู่ในความดูแลที่โรงพยาบาลสนามของฝ่ายเอ็นทีซี รายงานยังระบุว่า นายอาบู บากร์ ยูนิส อดีตรมว.กลาโหมในสมัยของกัดดาฟี ก็ได้เสียชีวิตในการปะทะครั้งใหญ่ที่เมืองเซิร์ตครั้งนี้เช่นเดียวกัน

ส่วนรายละเอียดของปฏิบัติการครั้งนี้ ทางเอ็นทีซีระบุใช้กองกำลังโอบล้อมเมืองจากทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นแผนการตามที่ได้รับข่าวกรองรายงานว่ากัดดาฟี พร้อมผู้นำระดับสูงเตรียมการประชุมลับกันที่เมืองเซิร์ตแห่งนี้ ในวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. ที่จะถึง ซึ่งคาดว่าบุคคลที่จะเข้าร่วมประกอบด้วยกัดดาฟี กับลูกชายทั้งสองคือเซฟ อัล อิสลาม และนายมูตัสซิม กับคนสนิทอีกหนึ่งคน คือนายอาบู บากร์ ยูนิส นั่นเอง ทั้งนี้ไม่มีรายงานว่าบุตรชายทั้งสองคนของกัดดาฟี ถูกจับกุมตัวด้วยหรือไม่

ขณะที่เว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์ฝ่ายสนับสนุนพ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า พ.อ.กัดดาฟีถูกจับกุมตัวหรือถูกสังหารแล้ว

สถานีโทรทัศน์อัล-ลิบิยา เปิดเผยว่า รายงานโดยนาโตที่อ้างว่า พ.อ.กัดดาฟีถูกจับกุมตัวหรือถูกสังหารเป็นสิ่งไร้ที่มาที่ไป และกล่าวเสริมว่าเขายังสบายดี และกล่าวตำหนิข่าวดังกล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น อัล-ลิบิยายังระบุว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
อัลจาซีร่ายัน “กัดดาฟี” ตายแล้ว ภายหลังถูกรบ.ใหม่ลิเบียจับตัวขณะบาดเจ็บสาหัส

ก่อนหน้านี้ นายโมฮัมเหม็ด ลีธ ผู้บัญชาการทหารของสภาถ่ายโอนอำนาจของลิเบีย (เอ็นทีซี) กล่าวต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่า นายกัดดาฟีถูกจับกุมตัวแล้วในวันนี้ (20 ต.ค.) หลังจากที่เอ็นทีซีสามารถเข้ายึดเมืองเซิร์ต ที่เป็นเมืองบ้านเกิดของเขาได้สำเร็จ โดยกล่าวเสริมว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังคงหายใจอยู่

ด้านสถานีโทรทัศน์ลิเบีย ลิล อาห์ราร์ ยังกล่าวด้วยว่านายกัดดาฟีถูกควบคุมตัวแล้ว พร้อมกับนายมูตัสซิม กัดดาฟี บุตรชายของเขา พร้อมกับคนสนิทคนอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ เอ็นทีซีเปิดเผยว่า สามารถจับกุมตัวนายมูตัสซิม ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯยังคงไม่ยืนยันรายงานดังกล่าวเช่นกัน และยังคงสืบหาแหล่งที่มาของข่าวอย่างต่อเนื่อง

Tags:
comments Comments (0)    -
October 21st, 2011 at 10:20 am

รัฐมนตรีฝรั่งเศสหน้าแตก หลังทวิตข้อความผิดพลาดแพร่สาธารณะ บอกให้ภรรยา”ขึ้นเตียงรอ”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ว่า นายเอริค เบสซง รัฐมนตรีอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส วัย 53 ปี ต้องหน้าแตกจากการส่งข้อความทางทวิตเตอร์อย่างผิดพลาด โดยเขาได้โพสต์ข้อความขอให้น.ส.ยามีน ทอร์เจมัน ภรรยารุ่นลูกวัย 25 ปี ขึ้นเตียงรอ โดยตั้งใจจะทวิตเป็นข้อความส่วนตัว แต่กลับส่งเป็นข้อความสาธารณะ ส่งทำให้มีผู้ติดตามเขาเห็นข้อความดังกล่าวกว่า 14,000 คน

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว นายเอริคได้โพสต์ข้อความว่า “พอไปถึงบ้านแล้ว ผมจะขึ้นเตียงกับคุณเลย คุณจะเหนื่อยไปไหม” ก่อนที่เขาจะลบข้อความดังกล่าวทิ้ง แต่ไม่ทันการณ์เพราะมีผู้ส่งต่อข้อความฮือฮาดังกล่าวของเขาเป็นจำนวนหลาย หมื่นครั้ง และต่อมา เขาได้แก้เกี้ยวเหตุการณ์หน้าแตกนี้ โดยทวิตข้อความว่า เรื่องนี้จะสอนให้ผมทวิตข้อความอย่างถูกต้องและไม่กดปุ่มพลาดอีก และขอบอกว่า “ผมจะไม่ขึ้นเตียง”!

ทั้งนี้ รัฐมนตรีฝรั่งเศสรายนี้ ได้หย่ากับภรรยาที่อยู่กินกันมากกว่า 25 ปี เมื่อปีที่แล้ว และมาแต่งงานกับน.ส.ยามีน ซึ่งปัจจุบันเป็นนักศึกษา กระทั่งเขาถูกอดีตภรรยาประนามว่า หลงเมียเด็ก แต่เจ้าตัวบอกว่า คำพูดดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเกลียด

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 21st, 2011 at 10:01 am

น้ำทะลักเข้าเขตดอนเมืองอ่วมแล้ว

 น้ำทะลักคลองประปาเข้าเขตดอนเมืองแล้ว ถนน วัด หมู่บ้าน โดนน้ำท่วมขังหลายแห่ง ประชาชนต้องฝ่าสายน้ำออกจากบ้านเพื่อใช้ชีวิตประจำวันอย่างทุลักทุเล

วันนี้ ( 21 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ สภาพภายในซอยวัดเวฬุวนารามหรือวัดไผ่เขียว มีน้ำท่วมขัง สูงประมาณ30 ซ.ม. หลังระดับน้ำภายในคลองประปาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้น้ำดันผ่านท่อระบายน้ำเข้าท่วมภายในซอยดังกล่าว ตั้งแต่แยกบูรพา7 ไปจนตลอดแนวเส้นทาง ทั้งนี้น้ำจากคลองประปาดันจากท่อระบายน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมถนนเส้นสรงประภา บริเวณหน้าวัดทุ่งสีกัน เป็นระยะทางกว่า400เมตร การจราจรค่อนข้างติดขัด ส่วนสภาพภายในวัดมีน้ำท่วมขังสูงกว่า30ซ.ม.แล้วทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้อง ลุยน้ำกันออกไปใช้ชีวิตประจำวันกันแล้วอย่างทะลักทุเลเป็นอย่างมาก

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำที่เอ่อล้นออกจากคลองประปาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ถนนตั้งแต่แยกคลองประปาจนถึงหน้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ขณะนี้อยู่ระดับสูงกว่า 20 ซม. กระแสน้ำที่ค่อนข้างไหลเร็วและแรงผ่านตามท่อและตามถนน ยังได้ไหลท่วมเข้าบ้านเรือนทั้งสองฝั่งที่อยู่บริเวณคลองประปาบนถนนนาวง ประชาพัฒนา ย่านดอนเมือง โดยระดับน้ำขณะนี้สูงถึงหัวเข่า รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้แล้ว

Tags:
comments Comments (0)    -
October 21st, 2011 at 9:52 am

แจ้งวัฒนะน้ำท่วมแยกคลองประปาถึงหน้าศูนย์ราชการ

21 ตค. 2554 09:36 น.

พ.ต.ท.บดินทร์ ผาสุข รอง ผกก.จร.สน.ทุ่งสองห้อง เปิดเผยถึงสถานการณ์การจราจรล่าสุด บริเวณรอบถนนริมคลองประปาตัดถนนแจ้งวัฒนะว่าขณะนี้ เริ่มมีน้ำท่วมสูงขึ้นเสมอฟุตปาธแล้ว หลังน้ำได้ทะลักล้นจากคลองประปาขึ้นมาเรื่อยๆ และเอ่อท่วมขึ้นบนเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำที่เอ่อล้นออกจากคลองประปาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ถนนแจ้งวัฒนะตั้งแต่แยกคลองประปาจนถึงหน้าศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ มีน้ำท่วมสูงกว่า 20 ซม. กระแสน้ำที่ค่อนข้างไหลเร็วและแรงและได้ไหลท่วมเข้าบ้านเรือนทั้งสองฝั่งที่ อยู่บริเวณคลองประปาบนถนนนาวงประชาพัฒนา ย่านดอนเมือง โดยระดับน้ำสูงประมาณ 40 ซม.รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้แล้วถนนแจ้งวัฒนะ หน้าศูนย์ราชการ ทำให้รถเล็กผ่านค่อนข้างลำบากมาก

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 8:19 pm

ทหารจับตาย”กัดดาฟี่”ขณะหลบหนี

 ”กัดดาฟี” ตายแล้ว หลังโดนทหารจับได้ช่วงจะหลบหนี เผย มีอาการบาดเจ็บสาหัส จนท.พยายามส่งไปรักษาตัวแล้วแต่ไม่ทันการณ์

วันนี้ (20 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงตริโปลี ประเทศลิเบีย ว่า นายโมฮัมเหม็ด ไลธ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ (เอ็นทีซี) ซึ่งเป็นชื่อทางการของคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันของลิเบีย แถลงว่า พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบียซึ่งถูกโค่นลงจากอำนาจและหลบหนีอยู่นั้น ได้ถูกจับกุมตัวไว้ได้แล้ว ที่เมืองเซิร์ต เมืองบ้านเกิดของเขาและยังได้รับบาดเจ็บอีกด้วย ซึ่งตามคำบอกเล่าของนักรบฝ่ายกองกำลังถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติระบุว่า พ.อ.กัดดาฟี่ซ่อนตัวอยู่ในหลุม พร้อมกับตะโกนร้องบอกว่า “อย่ายิง” จึงถูกตัวนำขึ้นรถพยาบาลไป

ผู้บัญชาการกองกำลังสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ กล่าวยืนยันว่า จับกุมตัวไว้ได้จริง ในสภาพที่ตัวเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีลมหายใจ และยังสวมเครื่องแบบสีกากีกับผ้าโพกหัว สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของลิเบีย รายงานยืนยันด้วยว่า พ.อ.กัดดาฟี่ถูกจับกุมตัวไว้ได้จริง นอกจากนั้นยังมีข่าวยืนยันจากหน่วยแพทย์ฉุกเฉินว่า นายอาบู บัคร์ ยูนิส รมว.กลาโหมในคณะรัฐบาลของพ.อ.กัดดาฟี่ เสียชีวิตในระหว่างการสู้รบของกองกำลังฝ่ายสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ ซึ่งเป็นสมรภูมิสุดท้ายของการสู้รบระหว่างกองกำลังฝ่ายสภาถ่ายโอนอำนาจแห่ง ชาติกับฝ่ายรัฐบาลลิเบียของพ.อ.กัดดาฟี่

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ข่าวของฝ่ายสนับสนุนพ.อ.กัดดาฟี่ ได้ปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง แต่นายอับเดล มาจิด สมาชิกสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ กล่าวยืนยันอีกเสียงหนึ่งว่า พ.อ.กัดดาฟี่ถูกจับกุมตัวไว้ได้จริงและได้รับบาดเจ็บ ใกล้กับเมืองเซิร์ต เมืองบ้านเกิดของเขา เมื่อตอนรุ่งเช้าของวันพฤหัสบดี ขณะพยายามหลบหนีไปกับขบวนรถซึ่งกำลังตกเป็นเป้าโจมตีของเครื่องบินรบของกอง กำลังนาโต (องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ)

ด้านรัฐบาลสหรัฐ โดยน.ส.เบธ กอสเซลิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแถลงว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า พ.อ.กัดดาฟี่ถูกจับกุมตัวไว้ได้แล้วจริงและได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้าง เห็นแต่เพียงรายงานข่าวผ่านทางสื่อเท่านั้น จึงยังยืนยันไม่ได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ของนาโต กล่าวแต่เพียงว่า กำลังตรวจสอบข่าวดังกล่าวอยู่ ซึ่งก็ต้องใช้เวลา และ ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย กล่าวด้วยว่า ชะตากรรมของพ.อ.กัดดาฟี่ก็ต้องให้ประชาชนของลิเบียเป็นคนตัดสินว่าจะดำเนิน การอย่างไร

พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียวัย 69 ปี ปกครองประเทศมายาวนานถึง 42 ปี กำลังเป็นที่ต้องการตัวของศาลอาญาระหว่างประเทศในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อ มนุษยชาติขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศลิเบีย ซึ่งทางฝ่ายสภาเพื่อการถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติต้องการให้นำตัวเขากลับมาดำเนิน คดีในประเทศลิเบีย และการจับกุมตัวเขานั้นก็เท่ากับเป็นการยุติระยะเวลา 2 เดือนของการไล่ล่าพ.อ.กัดดาฟี่ หลังกองกำลังฝ่ายสภาเพื่อการถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติสามารถบุกเข้ายึดเมืองหลวง กรุงตริโปลี และ ฐานที่มั่นสำคัญของพ.อ.กัดดาฟี่ได้สำเร็จ

ต่อมานาย อับเดล ฮาเฟซ โกห์กา โฆษกสภาเพื่อการถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ แถลงยืนยันว่า พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี่ เสียชีวิตแล้วในระหว่างการสู้รบที่เมืองเซิร์ต “เราขอยืนยันว่า กัดดาฟี่ถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของนักปฏิวัติ ถือว่าเป็นช่วงเวลาครั้งประวัติศาสตร์ ยุติการปกครองด้วยระบอบทรราชย์และเผด็จการ นับเป็นการพบจุดจบของตัวเข้าแล้ว” โฆษกสภาเพื่อการถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ แถลงยืนยันที่เมืองเบงกาซี.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 8:11 pm

เขื่อนภูมิพลกระอัก! เตรียมเปิดประตูฉุกเฉินอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.สามเงา จ.ตาก ขณะนี้ เริมจะวิกฤติอีกครั้ง เนื่องจากมีน้ำเหนือไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เพราะเกิดฝนตกหลายพื้นที่เมื่อหลายวันที่ผ่านมา รวมทั้งเขื่อนภูมิพล มีพื้นที่กักเก็บน้ำได้อีกไม่ถึง 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนภูมิพล ร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์ สถานการณ์น้ำ ซึ่งมีอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานเตรียมประชุม เพื่ออาจจะมีมติเปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉิน (SPILL WAY) อีกครั้ง ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีน้ำในระดับ 259.95 เมตร ระดับสูงสุด 260 เมตร มีน้ำกักเก็บทั้งสิ้น 13,447 ล้านลูกบาศก์เมตร ระดับกักเก็บสูงสุด 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลืออีก 15 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 0.12 เปอร์เซ็นต์ น้ำจะล้นเขื่อน วานนี้มีน้ำไหลเข้า 76 ล้านลูกบาศก์เมตรและระบายออก 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้มีน้ำสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงอาจจะมีการเปิดประตูฉุกเฉินอีกครั้ง ส่วนแม่น้ำวังที่รับน้ำจากจังหวัดลำปาง ก็เริ่มมีระดับที่สูงขึ้นเช่นกัน มีน้ำไหลมาสมทบในลุ่มน้ำปิงวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 1:29 pm

บิ๊กสพป.ค้านยุบ35เขตประถมหวั่นฟ้องศาลปค.วุ่น-จี้วิจัยก่อนสรุปผอ.สพม.หนุนเพิ่มเขตพท.มัธยม77จว.

นายธวัชชัย พิกุลแก้ว
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กาญจนบุรี เขต ๔
ประธานสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา

เมื่อ วันที่ 19 ตุลาคม นายธวัชชัย พิกุลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กาญจนบุรี เขต4 และนายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย เปิด เผยกรณีนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เตรียมปรับปรุงจำนวนเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามนโยบายของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)โดยอาจลดจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลง 35 เขต และไปปรับเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเป็น 77 เขต ตามเขตจังหวัด โดยจะโยกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.)ที่ถูกปรับลดเขตพื้นที่ฯ ไปเป็น ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ว่าเห็นด้วยกับนโยบายที่จะปรับเพิ่มจำนวนสพม.ตามเขตจังหวัด แต่ไม่เห็นด้วยหากจะปรับลด สพป.ลง 35 เขต เพราะเชื่อว่าการยุบ สพป.จะทำให้มีปัญหา และความวุ่นวายตามมาหลายเรื่อง

นายธวัชชัยกล่าวว่า อย่างการเกลี่ยบุคลากร หรืออาคาร สพป.ที่สร้างแล้วจะเอาไปไว้ที่ไหน เพราะจะใช้เป็นสถานที่ของสพม.ใหม่ ก็คงไม่ได้ เนื่องจาก สพป.ไม่ได้ตั้งในตัวเมือง นอกจากนี้ การโอนบุคลากรใน สพป.จะมีความยุ่งยากด้วยเช่นกันรวมทั้ง เมื่อยุบ สพป.แล้ว จะทำให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาและคุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษาถูกยุบไปด้วยซึ่งจะต้องแก้ กฎหมายกันวุ่นวาย และอาจทำให้มีการฟ้องร้องจากฝ่ายที่ถูกยุบได้

“ผมคิดว่าควรจะเพิ่ม สพป.ในจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีแค่เขตพื้นที่ฯ เดียวจะดีกว่าด้วยซ้ำอย่างอำนาจเจริญมีโรงเรียนระดับประถมศึกษาอยู่ในการ ดูแลหลายร้อยแห่ง ซึ่งเดิมช่วงที่นำร่องเขตพื้นที่ฯ นั้น จ.อำนาจเจริญมี 2 สพป.แต่ตอนหลังถูกปรับลดเหลือ สพป.เดียว อีกทั้ง นโยบายการปรับลด สพป.และเพิ่ม สพม.จะทำให้ถูกมองได้ว่า ศธ.เน้นนโยบายด้านโครงสร้างหน่วยงานมากกว่าการส่งเสริมคุณภาพก็เป็นได้ จึงอยากให้วิจัยเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน และควรใช้เวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 เดือนก่อนตัดสินใจ ไม่เช่นนั้นแล้ว เชื่อว่าจะมีการคัดค้าน ประท้วง และฟ้องร้องศาลปกครองกันอย่างแน่นอน” นายธวัชชัยกล่าว

นายปฐมฤกษ์ มณีเนตร ผู้อำนวยการสพป.นครราชสีมา เขต 1 กล่าวว่า เรื่องนี้ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะขณะนี้เขตพื้นที่ฯ แต่ละแห่งได้จัดทุกอย่างลงตัวสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะเรื่องบุคลากรที่อยู่ประจำสำนักงาน ซึ่งอาจจะเดือดร้อนต้องย้ายสถานที่ใหม่ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าการที่นักเรียนมีคุณภาพการศึกษาไม่ดีนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบ่อยเกินไป ทำให้บุคลากรไม่ลงตัว ไม่มีขวัญกำลังใจในการทำงาน อีกทั้ง ส่งผลให้เกิดปัญหาการฟ้องศาลปกครองตามมาอีก

“ควรศึกษาเรื่องนี้ให้ดีก่อนตัดสินใจลด หรือเพิ่มเขตพื้นที่ฯ เมื่อปี 2546 ช่วงการปรับโครงสร้างใหม่ของ ศธ.ตาม พ.ร.บ.ระเบียบริหารราชการ ศธ.ก็ได้เกิดการฟ้องร้องเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และการยุบตำแหน่งกลุ่มศึกษาธิการจังหวัด และผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้เขย่าจนลงตัวทุกตำแหน่งแล้ว แต่กลับจะมาเขย่ากันใหม่อีก รู้สึกเหนื่อย ส่วนที่ระบุว่าจะโยก ผอ.สพป.ไปเป็น ผอ.สพม.นั้น หากทำได้จริงก็เป็นเรื่องดี แต่ที่ผ่านมา การย้ายในลักษณะดังกล่าวจะเกิดกระแสต่อต้านค่อนข้างมาก เพราะไม่มั่นใจว่า ผอ.สพป.จะไปบริหารงานในเขตมัธยมศึกษาได้หรือไม่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการแบ่งเขตพื้นที่ฯเป็น 7 เขต ของ จ.นครราชสีมา ในปัจจุบันเหมาะสมแล้วแต่ละเขตพื้นที่ฯบริหารงานได้อย่างดี และคล่องตัว จึงไม่อยากให้เปลี่ยนอีก” นายปฐมฤกษ์กล่าว

 

นายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ ผอ.สพม.เขต 20 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนพร้อมตัวแทนจากสมาพันธ์ผู้ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษาแห่ง ประเทศไทย เคยยื่นหนังสือต่อนายวรวัจน์เพื่อพิจารณาแล้ว จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเพิ่ม สพม.เพราะที่ผ่านมาสพม.บางเขต ต้องดูแลครอบคลุมหลายจังหวัด ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทางโดยขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่ เพื่อรองรับการเพิ่ม สพม.ใหม่แล้ว โดยอาจใช้สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด หรือสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดที่มีอยู่เดิมเป็นต้น เป็นสถานที่ตั้ง ทั้งนี้ ตนไม่ขัดข้องกับการโยกย้ายผู้บริหาร สพป.มาบริหารสพม.แต่คนที่จะมาควรจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทของมัธยมด้วย เพราะต้องมาช่วยทำให้คุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นให้ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 1:20 pm

• “วรวัจน์” กุมขมับศธ.ถูกหั่นงบสพฐ.โดนตัดมากสุด1.7พันล. รวมเงินเดือนครูด้วย

ศธ.ถูกหั่นงบอีกจากเดิมหัก 10% ตามมติ ครม.4,890 ล้านบาท สำนักงบฯขอตัดเพิ่มเป็น 6,891 ล้านบาท สพฐ.ถูกตัดเยอะสุดกว่า 1,700 ล้านบาท “วรวัจน์” ชี้ไม่มีงบฯเหลือให้ตัดแล้วเพราะงบฯหลักเป็นค่ารายหัวเด็ก และเงินเดือนครู

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่าตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้แต่ละหน่วยงานปรับลดงบประมาณปี 2555 ลง 10% เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอขอปรับลดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามมติ ครม.จำนวน 4,980 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณขอปรับลดเพิ่มเป็น6,891 ล้านบาท โดยถูกตัดออกใน 3 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่

1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดิมเสนอปรับลด500 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณขอปรับเพิ่มอีกกว่า 1,700 ล้านบาท โดยปรับลดในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่วนงบประมาณต่อเนื่องที่ต้องใช้ดำเนินการในโครงการต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไปไม่ให้เกิดผลกระทบ

2. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เดิมเสนอปรับลดไป 925 ล้าน สำนักงบฯขอปรับเพิ่มอีก 78 ล้าน โดยลดในส่วนของงบประมาณรายหัว และสุดท้ายในส่วนของมหาวิทยาลัยจำนวน 82 แห่ง เดิมมีมหาวิทยาลัยส่งตัวเลขเสนอขอปรับลดในส่วนของค่าก่อสร้างอาคาร และครุภัณฑ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน จำนวน 1,900 ล้าน แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีบางแห่งยังไม่เสนอตัวเลขมายัง ศธ. ดังนั้นสำนักงบฯจะปรับเพิ่มอีก 93 ล้านบาทและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เสนอที่ 307 ล้านบาท และสำนักงบฯ ไม่ปรับเพิ่ม ทั้งนี้สำนักงบฯได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณปี 2555 ให้ศธ.จำนวน 425,507 ล้านบาท

“จากตัวเลขดังกล่าวถือว่า ศธ.ถูกตัดงบน้อยกว่ากระทรวงอื่นๆ คิดจากจำนวนงบประมาณที่ได้ เท่ากับถูกตัดไปแค่ 1% ซึ่งแม้จะน้อยแต่ก็อาจจะกระทบบ้างแต่ผมจะบริหารจัดการให้ดี โดยขณะนี้คงไม่สามารถปรับลดลงได้อีกแล้ว เพราะงบประมาณหลักของ ศธ.จะเป็นงบประจำที่เกี่ยวข้องกับเงินเดือนครูและค่าใช้จ่ายรายหัวของนัก เรียน ซึ่งเป็นงบตายตัว และหากอนาคตไม่เพียงพอคงต้องเสนอขอเพิ่มต่อไป” นายวรวัจน์กล่าว

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 1:16 pm

• สพฐ.ย้อนกลับสู่ระบบศึกษาเก่า หลังโครงสร้างใหม่เหลว เล็งมีเขตประถม-มัธยมจังหวัด-หน่วยอำเภอ

 ตอก ย้ำปรับโครงสร้างเขตพื้นที่ฯ ล้มเหลว สพฐ.ย้อนกลับสู่ระบบเก่าทบทวนปรับจำนวนเขตพื้นที่ฯ ใหม่ให้ทุกจังหวัดมีเขตมัธยม และประถม เหตุพบโครงสร้างปัจจุบันมีปัญหาบริหารจัดการ เล็งเปิดหน่วยบริการระดับอำเภอ เตรียมศึกษาก่อนชงบอร์ดสภาการศึกษา ม.ค.55 เห็นชอบและประกาศ

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สพฐ.จะทบทวนจำนวนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 2 ประเภท คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ที่ปัจจุบันมี 42 เขต และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) มี 183 เขต รวมเป็น 225 เขต ทั้งนี้ เพราะ สพฐ.ได้ติดตามการบริหารงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พบว่า โครง สร้างของเขตพื้นที่การศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สะดวกต่อการบริหารจัดการ และการประสานงานติดต่อระหว่างสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยเฉพาะ สพม.บางแห่งมีขอบเขตการดูแลสถานศึกษาในหลายจังหวัด สถานศึกษาที่อยู่ไกล ต้องใช้เวลาเดินทาง ดังนั้น สพฐ.จึงมีแนวคิดที่จะปรับเพิ่มจำนวน สพม.เป็นจังหวัดละ 1 เขต พร้อม ปรับลดจำนวนของ สพป.ลง ในบางจังหวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มากอาจจะเหลือเพียง สพป.เดียว นอกเสียจากจังหวัดที่มีขนาดกลาง และขนาดใหญ่อาจจะต้องมีจำนวนมากกว่า 1 เขตเพื่อให้การดูแลนั้นครอบคลุม

“จังหวัดใดที่มี สพป.มากกว่า 4 เขตขึ้นไปนั้นถือว่าเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมานั้นมี สพป.มากที่สุดถึง 7 เขต แต่จังหวัดขนาดเล็กนั้นจะมีเขตพื้นที่เดียวเท่านั้น แต่ในจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างใหญ่นั้น อาจมีการตั้งหน่วยบริการย่อยระดับอำเภอขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้สถานศึกษาและครูไม่ต้องเดินทางไกล อาจมอบหมายให้รอง ผอ.เขตพื้นที่มาเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบหน่วยบริการระดับอำเภอนี้ แต่ จะไม่มีการตั้งตำแหน่งใหม่ หรือเพิ่มอัตรากำลังขึ้นมารองรับหน่วยบริการระดับอำเภอนี้ ให้ใช้วิธีบริหารจัดการโครงสร้างภายในเขตพื้นที่แทน”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า เรื่องการปรับจำนวนเขตพื้นที่การศึกษานั้น จะต้องมีการศึกษาวิจัยให้ชัดเจนและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องก่อน ทั้งนี้ เพราะ สพฐ.ต้องการจะคงจำนวนของเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมดไว้ให้ใกล้เคียงจำนวนใน ปัจจุบัน 225 เขตมากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดภาระในการเพิ่มบุคลากร และงบประมาณ จากนั้น สพฐ.จะสรุปพร้อมทำรายละเอียดเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พิจารณาในเดือนธันวาคม เสร็จแล้วประมาณเดือนมกราคม 2555 จึง นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาการศึกษา เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานพิจารณาและเป็นผู้ลงนามในประกาศกระทรวง ต่อไป

อนึ่ง ในอดีต กระทรวงศึกษาธิการ เคยกำหนดโครงสร้างให้มี สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดดูแลโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด และประถมศึกษาจังหวัด ดูแลโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัด และมีประถมศึกษาอำเภอ เป็นหน่วยย่อยดูแลโรงเรียนประถมศึกษาในอำเภอ

 

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 ตุลาคม 2554


เพิ่ม”สพม.”1 จังหวัด 1 เขต โยก”สพป.”ผนึกรวมด้วย

สพฐ.เตรียมกำหนดจำนวนเขตพื้นที่ สพป.-สพม.ใหม่ หวังแก้ปัญหาโรงเรียนห่างไกลถูกละเลย เพิ่ม สพม.ให้เป็น 1 เขตต่อ 1 จังหวัด จากเดิมมีแค่ 42 เขต โดยโยก สพป.มารวมกับ สพม. และคงจำนวน สพท.ไว้ที่ 285 เขตเหมือนเดิม ยอมรับหากเพิ่มก็กลัวเปลืองงบ หากไปลดก็กลัวมีปัญหากับ ผอ.สพท.

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุม สพฐ.ได้มอบให้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) ไปทำวิจัยการกำหนดจำนวนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ให้เหมาะสม ตามแนวคิดของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการจะปรับปรุงการบริหารงานใน สพท. โดยเฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ที่จะปรับใหม่เป็น 1 เขตต่อ 1 จังหวัดแทน หรือเพิ่มเป็น 78 เขต จากเดิมที่มีแค่ 42 เขต เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ หลังจากมีปัญหาโรงเรียนที่ไม่ได้ตั้งในจังหวัดเดียวกันกับ สพม. ถูกละเลยไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

“ที่จะปรับเพิ่ม สพม.เป็น 78 เขตนั้น ก็จะใช้วิธีการปรับลด สพป.ประมาณ 36 เขต เพื่อจะเอาส่วนนี้ไปเพิ่มจำนวน สพม.ตามที่กำหนด” นายชินภัทรกล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้มอบแนวทางให้ สพร.ไปทำวิจัยทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และ สพม. อาทิ องค์ประกอบภายใน สพท.ต้องมีการปรับปรุงเรื่องอะไรบ้าง การกำหนดจำนวน สพป.ใหม่นั้นอาจจะยึดโยงตามจังหวัดแทน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดให้ สพร.สรุปผลการวิจัยในต้นเดือน พ.ย. กำหนดทำประชาพิจารณ์กลางเดือน พ.ย. สรุปผลเสนอให้ที่ประชุม กพฐ.พิจารณาในเดือน ธ.ค. และเสนอให้สำนักงานสภาการศึกษาพิจารณาต่อในเดือน ม.ค.ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี สพท.ทั้งหมดจำนวน 285 เขตพื้นที่ แบ่งเป็น สพป.จำนวน 183 เขต และ สพม.จำนวน 42 เขต ซึ่งการกำหนดจำนวน สพท.ใหม่ครั้งนี้ ไม่เพิ่มหรือลดจำนวน สพท. เพราะไม่ต้องการเพิ่มงบและไม่ต้องการลดตำแหน่ง ผอ.สพท. เพราะอาจเกิดปัญหาตามมาได้.

 

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 19 ตุลาคม 2554

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 1:08 pm

“รองโฆษกปชป.”แนะ”ทักษิณ” ถึงเวลาเอาน้องสาวกลับบ้านได้แล้ว!

“อรรถพร” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์อัด”จตุพร”และสื่อเสื้อแดงผลิตคำโกหกเพื่อกลบ ความผิดพลาดในการแก้วิกฤติน้ำท่วมของรัฐบาล  และยังกระทบเสาหลักของบ้านเมือง  ชี้ได้เวลา ”ทักษิณ”เอาน้องสาวกลับบ้าน

นายอรรถพร  พลบุตรส.ส.เพชรบุรี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในวันนี้(20ต.ค.54)ตอบโต้นาย จตุพร  พรหมพันธ์ กรณีแกนนำนปช.ผู้นี้ออกมาระบุว่า วิกฤติการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นเกมการเมืองของกลุ่มบุคคลที่ต้องการล้ม รัฐบาล  โดยนายอรรถพรกล่าวว่า กรณีนี้เป็นการโกหกคำโตของนายจตุพรที่ต้องการสร้างประเด็นกลบความล้มเหลวของ รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และคำพูดของนายจตุพรยังสอดรับกับการเผยแพร่เนื้อหาของวิทยุชุมชนในเครือข่าย คนเสื้อแดงทั่วประเทศที่พยายามเสนอข่าวในทิศทางเดียวกัน โดยพยายามหาแพะรับบาปแทนรัฐบาลและสถานีวิทยุหลายแห่งยังสร้างเนื้อหาที่ กระทบต่อเสาหลักของบ้านเมือง

“ในภาวะที่ต้องสร้างเอกภาพในชาติเพื่อนำประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤติ  แต่นายจตุพรและกลุ่มคนเสื้อแดงกลับไม่สำนึกถึงความทุกข์ยากของประชาชนและ ผลิตคำโกหกเพื่อเปิดประเด็นการเมืองให้สอดรับกับสื่อของคนเสื้อแดงอย่างเป็น ระบบ โดยหวังผลใน 3 ด้าน คือกลบความล้มเหลวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  ทำลายขวัญและกำลังใจของทหารที่เป็นหลักในการช่วยเหลือประชาชน และยังหวังผลให้กระทบไปถึงเสาหลักของบ้านเมืองคล้ายกับที่เกิดขึ้นบนเวที นปช.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 และทำให้นายจตุพรตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในขณะนี้”นาย อรรถพรกล่าว

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวด้วยว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์นายกรัฐมนตรีขอความ ร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ร่วมกันแก้ปัญหาแต่กลับปล่อยให้นายจตุพรและเครือข่าว วิทยุคนเสื้อแดงให้สร้างแตกแยกในชาติแทนที่จะเอาสมองและกำลังมาร่วมแก้ทุกข์ ให้ประชาชน จุดนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่ามี อยู่จริงหรือไม่ หลังจากที่น.ส.ยิ่งลักษณ์สอบตกครั้งแล้วครั้งเล่าในบทบาทผู้นำของศูนย์ ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)ที่ขาดเอกภาพและไร้ทิศทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ

“ถ้านายกรัฐมนตรีเช็ดน้ำลายของนายจตุพรไม่ได้  ประเทศนี้ก็สิ้นหวัง และเมื่อมองไปในอนาคตข้างหน้าที่ประเทศจะต้องเผชิญกับวิกฤติข้าวยากหมากแพง จากภาวะอุทกภัยและเศรษฐกิจโลกซึ่งจำเป็นจะต้องมีนายกรัฐมนตรีที่มีความ สามารถอย่างยิ่ง  ผมจำเป็นที่จะต้องกล่าวว่า ทักษิณ คุณเอาน้องสาวกลับบ้านได้แล้ว”นายอรรถพรกล่าว

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:59 pm

ปันน้ำใจช่วยภัยน้ำท่วม

นายธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่งการ ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เดินทางตรวจสอบสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางปะอิน 1-2  จ.อยุธยา พร้อมแจกถุงยังชีพกว่า 1,000 ชุดให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:43 pm

หั่นเงินศธ.กว่า 6 พันล้าน

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลง 10% ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อใช้ในการเยียวยาปัญหาน้ำท่วมว่า เดิม ศธ. ได้รับอนุมัติกรอบวงเงินงบฯ 425,507 ล้านบาท และ ศธ.ได้พิจารณาปรับลดกรอบวงเงินงบฯดังกล่าวลงตามมติ ครม. ไปแล้ว 4,988 ล้านบาท แต่เมื่อไปถึงสำนักงบประมาณ ปรากฏว่า ทางสำนักงบประมาณได้ปรับลดกรอบวงเงินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,903 ล้านบาท รวมเป็นยอดที่ถูกปรับลด 6,891 ล้านบาท ซึ่งตนเข้าใจว่าตัวเลขนี้น่าจะนิ่งแล้วเพราะ ศธ.คงไม่มีงบฯส่วนไหนที่จะให้ปรับลดได้อีก

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า งบฯที่ถูกปรับลดเพิ่มนั้น เป็นงบฯของ 3 องค์กรหลัก ได้แก่ 1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 1,737 ล้านบาทจากที่ถูกปรับลดไปแล้วกว่า 500 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 2,200 ล้านบาท โดยเป็นงบฯในส่วนของรายจ่ายประจำ 2. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 93 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของค่าครุภัณฑ์ก่อสร้างที่ยังไม่จำเป็นของมหาวิทยาลัย 82 แห่ง จากที่ปรับลดไปแล้วกว่า 1,900 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 2,000 ล้านบาท สำหรับงบฯของสำนักงาน สกอ. จากที่ปรับลดไปแล้ว 307 ล้านบาทไม่มีการปรับลดเพิ่ม และ 3. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 78 ล้านบาท จากที่ปรับลดไปแล้วกว่า 925 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเป็นการปรับลดในส่วนของ งบฯอุดหนุนรายหัวนักเรียนที่มีจำนวนลดลง.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:39 pm

เตรียมแผนเยียวยาหลังน้ำลด สกสค.คิดขอพักหนี้ครูน้ำท่วม

นาง สุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้แต่ละกระทรวงตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 จำนวน 10% เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูหลังน้ำลดนั้น ในส่วนของ วธ.จะถูกปรับลดลง 316 ล้านบาท จากจำนวนงบฯ ที่ได้จัดทำคำขอไป 6,007 ล้านบาท ส่งผลให้งบฯ วธ.คงเหลือ 5,690 ล้านบาท แบ่งเป็น สำนักงานปลัด วธ. ถูกตัด 6.29 ล้านบาท กรมการศาสนา 33.67 ล้านบาท กรมศิลปากร 118.68 ล้านบาท กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 35.89 ล้านบาท สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 16.03 ล้านบาท สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 33.52 ล้านบาท ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) 7.24 ล้านบาท หอภาพยนตร์  (องค์การมหาชน) 6.82 ล้านบาท และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) 3.33 ล้านบาท ทั้งนี้ตนให้แต่ละกรมไปคิดว่าจะมีกิจกรรม หรือ ปรับโครงการใดที่จะช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูชาวบ้านหลังน้ำลดได้บ้าง

ด้าน นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า สกสค.ได้ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้นที่สำนัก งานสกสค.จังหวัดทั่วประเทศ และที่สกสค.ส่วนกลาง เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์และให้ความช่วยเหลือครูฯที่ได้รับความเดือดร้อน โดยส่วนกลางสามารถโทรศัพท์ได้ที่ 0-2356-0104, 0-2282-9300, 0-2645-6434-5 และ 0-2254-6440-1 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายบำเหน็จ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือภายหลังน้ำลด นั้น สกสค.จะทำการสำรวจข้อมูลความเสียหายของครูที่ได้รับความเดือดร้อนโดยจะนำ เงินจากกองทุนมูลนิธิช่วยเหลือครูผู้ประสบอุทกภัยและกองทุนช่วยเหลือครูด้าน ต่าง ๆ ของกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ชพค.) มาช่วย นอกจากนี้จะประสานกับสถาบันการเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้และ สวัสดิการ รวมถึงขอพักชำระหนี้ให้แก่ครูฯที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย ซึ่ง สกสค.ได้เริ่มสำรวจข้อมูลครูที่ได้รับความเดือดร้อนบ้างแล้ว เพื่อจัดลำดับความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือจากมากไปหาน้อยต่อไป.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:29 pm

“หนูดี-วนิษา” ถูกต้าน หลังทวีต “ไม่กลัวน้ำท่วม กลัวผู้นำโง่” เจ้าตัวขอโทษ ย้ำไม่ได้หมายถึงนายกฯ

  • นอกจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ จะทำให้ประชาชนต้องไร้ที่อยู่อาศัย สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่ภาคเกษตรกรรม-อุตสาหกรรมต่างก็ได้รับผลกระทบมหาศาลกันอย่างถ้วนหน้า แล้ว

ในโลกอินเตอร์เน็ต เหตุการณ์น้ำท่วมยังถูกแปรเปลี่ยนเป็นเวทีแห่งการปะทะคะคานระหว่างความคิด ความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากความขัดแย้งในลักษณะเดียวกันเคยพุ่งขึ้นถึงสู่จุดสูงสุดในพื้นที่ เครือข่ายสังคมออนไลน์เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา

ล่าสุด เว็บไซต์ไทยอีนิวส์รายงานเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมว่า “หนูดี” วนิษา เรซ พรีเซ็นเตอร์ซุปไก่สกัดตราแบรนด์ ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็น “สาวอัจฉริยะ” เพราะจบปริญญาโทด้านวิทยาการทางสมอง จากม.ฮาวาร์ด ได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า

 

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตค่ะ พูดแล้วจะร้องไห้…น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว…ผู้นำโง่ เพราะพวกเราจะตายกันหมด”

จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อข้อความในทวิตเตอร์ของ “หนูดี” ถึงขั้นชวนกันต่อต้าน แบนผลงาน ลุกลามไปถึงจะบอยคอตซุปไก่สกัดตราแบรนด์ที่เธอเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา

ต่อมา “หนูดี” จึงลบข้อความที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงตามมาดังกล่าวออก และแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เมื่อสักครู่ อาจพูดแล้วใครบางคนอาจเสียใจ เพราะไม่ได้จะวิจารณ์นักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ พูดถึงภาพรวมอย่างเป็นกลางค่ะ

ขอประกาศอย่างชัดเจนว่า หนูดีพูดถึงการทำงานของผู้บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นกลาง และเป็นหน้าที่ประชาชนทุกคน ที่จะสอดส่องการทำงานของภาครัฐ

ดังนั้นหากใครจะ follow หนูดี ขอรบกวนแจ้งไว้ตรงนี้ว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่มีเรื่องการเมืองว่า ชอบพรรคไหน เกลียดพรรคไหนทั้งนั้นค่ะ

สำหรับแฟนทวิตหนูดีที่รักทุกคน อยากให้เปิดใจเป็นกลางนะคะ เวลามีการวิจารณ์การเมืองและการบริหารงาน เพราะนั่นเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

และอยากให้มองไปรอบๆ ขณะนี้ ที่เรารอดกันได้มาก ก็เพราะ ′ภาคประชาชน′ อย่างพวกเราๆ โดดเข้ามาช่วยกันเต็มที่ หากรอแต่รัฐจะไม่ไหวค่ะ ก็ต้องช่วยกัน

ถ้าถามหนูดี นาทีนี้ ทุกคนที่ช่วยน้ำท่วม ก็ทำดีสุดความสามารถแล้ว แต่จะรอดไม่รอด ก็อยู่ที่ทุกคนดูแลตัวเองเต็มที่ด้วย และคนที่รอดก็ช่วยกันด้วย

ขนาดหนูดีเป็นผู้ใหญ่ อายุก็มากแล้ว และก็วิจารณ์การบริหารการชลประทานครั้งนี้ ยังโดนต่อว่า แล้วพวกเด็กๆที่กำลังโตขึ้นมา จะกล้าได้อย่างไร

ต้องขอโทษอีกครั้งนะคะ ถ้าวันนี้หนูดีทวิตวิจารณ์อะไรที่ดุไปนิด หนูดีค่อนข้างห่วงและกังวลกับเหตุการณ์น้ำท่วม ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเราค่ะ

เอาล่ะค่ะ วันนี้ ขอหนีจากทวิตเตอร์ ไปแก้ไขสถานการณ์น้ำที่บ้านแล้วค่ะ เพราะว่า อยู่เขตรังสิต คืนนี้ มีสิทธิท่วมพอสมควร ชาวบ้านระส่ำระสายมาก”

ล่าสุด “หนูดี-วนิษา” ได้ทวีตข้อความอีกครั้งในวันที่ 18 ตุลาคม เพื่ออธิบายถึงประเด็นที่เธอต้องการสื่อสารออกไป ซึ่งมีเนื้อหาว่า

“สวัสดี ค่ะ ต้องขออนุญาตแก้ไขความเข้าใจผิดเมื่อวานนี้นะคะ เพราะมีคนถามมาจำนวนมากค่ะ อันดับแรก ต้องขอโทษที่หนูดีมีทวิตที่ทำให้ความเข้าใจคลุมเครือมาก รับผิดจริงๆ ค่ะ แต่ไม่ได้หมายความถึงท่านนายกฯ เลย

คำว่า ′ผู้นำ′ ที่พูดถึง มาจากเหตุการณ์ประกาศเตือนภัยหนีน้ำ ที่เขตบ้านหนูดีที่ปทุมฯ เมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นข่าวไม่ตรง และผู้นำที่หมายถึง หนูดีไม่ได้หมายความถึงท่านนายกฯ แต่หมายถึงศูนย์เตือนภัยซึ่งแจ้งให้อพยพทันที ทำให้โกลาหลมากยิ่งกว่าน้ำมา พื้นที่ในทวิตเตอร์มีน้อยมาก จึงทำให้เกิดความคลุมเครือในคำพูดหนูดี ขออภัยจริงๆค่ะ

โดยส่วน ตัวแล้ว หนูดีภูมิใจมากที่มีนายกเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ถ้าใครติดตามก็จะเห็นว่า หนูดีเขียนถึงกระทรวงสตรีด้วยซ้ำ ดังนั้น ข้อความที่ออกไป ต้องขอโทษจริงๆ ที่ถ้อยคำแรงนะคะ แต่อย่างที่ชี้แจง ไม่ได้หมายถึงท่านนายกฯ แต่เป็นศูนย์เตือนภัยค่ะ หนูดีใช้คำว่า ′โง่′ ในสถานการณ์ที่กำลังรุนแรง เพราะเห็นความเดือดร้อน แต่มองย้อนไป ตัวเองก็ ′โง่′ เช่นกันที่ใช้คำนั้นค่ะ เมื่อท่านนายกฯ ได้รับเลือกใหม่ๆ หนูดีเองปลื้มเรื่องนายกหญิงคนแรก ยังเขียนคอลัมน์ ′กระทรวงสตรี′ ลง นสพ. เลยค่ะ

หนูดีไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ในความเป็นผู้หญิงที่ไม่เกี่ยวกับสีเสื้อ ก็ต้องบอกว่าตื่นเต้นจริงๆ ที่ผู้หญิงได้ตำแหน่งนี้ หนูดีเสียใจที่เป็นส่วนนึง ที่ทำให้คนสะเทือนใจในประเทศที่เวลานี้คนสะเทือนใจมากที่สุดในชีวิตอยู่แล้ว ในฐานะผู้หญิงที่เป็นกลางทางการเมือง ขอย้ำอีกครั้งว่าดีใจที่มีนายกฯ เป็นผู้หญิงสวยค่ะ และหนูดีไม่เก่งพอในการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง หรือนักการเมืองคนไหน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดทั้งสิ้น

โดยส่วน ตัวแล้ว คิดว่าทุกคน มีดี มีเสีย นักการเมืองทุกท่านก็พยายามทำประโยชน์ให้ประเทศในแบบของตัวเองค่ะ หากใครติดตามหนูดี ก็จะเห็นว่า ไม่เคยออกมาวิจารณ์การเมืองเลยตลอด 4 ปีที่กลับเมืองไทยมา ครั้งนี้ก็ไม่คิดว่าจะมีการตีความเป็นการเมืองค่ะ หนู ดีขอแก้ให้เกิดความกระจ่างว่า ไม่ใช่คนสีเสื้อใดทั้งนั้น ไม่เห็นสาระในการเข้าไปทำให้เกิดความแตกแยกตรงนั้น และเข้าใจเหตุผลของทุกฝ่าย และสุดท้ายนี้ ต้องขอโทษทุกๆ ท่านที่ต้องเสียความรู้สึก เพราะหนูดีไม่อยากให้ทวิตของหนูดีก่อให้เกิดความแตกแยกค่ะ

ทั้งหมดที่ได้ชี้แจงคือความจริง ไม่ แอ๊บว่าใครมาแฮคทวิต ทำผิด รับผิด และขอโทษในความเข้าใจผิดครั้งนี้จากหัวใจค่ะ เหตุผลทั้งหมดที่หนูดีกลับมาเมืองไทยคือ ช่วยกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น ไม่ใช่มาก่อความแตกแยกใดๆค่ะ ขอโทษมากๆ นะคะ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 20th, 2011 at 12:23 pm

สำรวจวาระ-ภาระ “ยงยุทธ” เงา “ยิ่งลักษณ์” หุ่นของ “ทักษิณ” มือขวาที่หายไปในน้ำท่วม ??

คำสั่งแรกในปฏิบัติการแก้ น้ำท่วมประเทศไทย “ยิ่งลักษณ์” เสนอให้ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” เป็น “หัวขบวน”

แต่ผ่านไปนานกว่า 2 สัปดาห์ ไม่มีการขับเคลื่อน “ทันที”

ในฐานะที่ “ยงยุทธ” อยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดัง นั้นทุกภารกิจของ “ยิ่งลักษณ์” ทั้งบนบก บนเรือ บนอากาศ ทั้งใน-นอกราชอาณาจักร ต้องเห็นเงา-หุ่นของ “ยงยุทธ” ตลอดเวลา ประหนึ่งเป็นมือขวาของนายกรัฐมนตรี

ประชาชาติธุรกิจค้นคำตอบที่เต็มไปด้วยคำครหาที่ยังตีตราว่าเขาเป็น “หุ่น” ให้ “ทักษิณ” และคำนินทาหลังม่านการเมือง

ทุกคำถาม “ยงยุทธ” ตอบด้วยความมั่นใจ

- เป็นรองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายงานมากที่สุด

มัน ใช้คำว่าภาคภูมิใจในตัวเอง ที่ตัวเองมีคุณค่า และทำงานสำคัญ ๆ ให้กับแผ่นดิน ก็เหมือนกับคำพูดของ ฯพณฯ ประธานองคมนตรี ที่ให้ทดแทนบุญคุณแผ่นดิน มันก็ต้องภาคภูมิใจ

ยิ่งงานเยอะ มันก็เท่ากับว่าเราก็มีคุณค่าในตัวของเรา คนเห็นประโยชน์ในตัวของเราก็เลยใช้งานเรา

- คุ้มค่ากับการที่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือเปล่า

ไม่ ใช่ ๆ ไม่ได้คุ้มค่าในความหมายนั้น คุ้มค่าในความหมายว่าทำประโยชน์ ไปอยู่ที่พรรค คนที่พรรคก็เห็นว่าเราทำประโยชน์ได้ เชื่อถือได้ ดูแลพรรคได้ เขาก็เลือกเราเป็นหัวหน้าพรรค

- แต่มีบางคำพูดที่บ่นน้อยใจออกมาว่า ตอนอยู่ในพรรคก็เป็นแค่ยาม

ใน บางหน้าที่ก็เป็นหลายอย่าง เป็นหัวหน้าพรรค ยามเฝ้าพรรค เป็นผู้บริหารพรรค แล้วแต่ช่วงเวลานั้นจะพูดว่าอะไร เป็นเรื่องของอะไร แต่ความน้อยใจไม่มีเด็ดขาด

- วันนี้เป็นแม่ทัพของรัฐบาลหรือไม่ เพราะมีหน้าที่มากกว่ารองนายกฯคน อื่น ๆ

(หัวเราะ) ไม่เอา ก็…สื่อบอกว่า ท่านเฉลิม (อยู่บำรุง รองนายกฯ) แต่ไม่มีชื่อผม น้อง ๆ สื่อให้เกียรติผมเอง

- ยามวิกฤต พ.ต.ท.ทักษิณมีบทบาทมากแค่ไหนในพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล

ถาม ก็ดี…ผมก็พูดหลายครั้งแล้วว่า ยกตัวอย่างมาสักพรรคก็ได้ว่าแต่ละพรรคเขาก็ต้องปรึกษาคนที่เคารพนับถือ ท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ ผู้นำพรรค ฝ่ายค้าน) ก็อาจปรึกษาท่านชวน (หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์)

ท่านชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาท่านบรรหาร (ศิลปอาชา) ท่านชวรัตน์ (ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) ก็ต้องปรึกษาท่านเนวิน (ชิดชอบ) อาจารย์ใหญ่ของพรรค น.พ.วรรณรัตน์ก็ต้องหารือคุณสุวัจน์ ส่วนคุณชาญชัย (ชัยรุ่งเรือง) ก็ต้องปรึกษา 3 พี

แล้วถ้าผม ผมก็ต้องปรึกษา 2 คน ที่ผมบอกมาตลอดคือ ท่านสมชาย (วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ) และท่านทักษิณ ในเมื่อคนอื่นมีที่ปรึกษาได้ ทำไมผมถึงมีไม่ได้ แล้วทำไมผมต้องไปรังเกียจท่านทักษิณ ในเมื่อพี่น้องประชาชนไว้วางใจตัวท่านมาตลอด

ไม่ได้หมายความว่าผม เป็นนอมินี ผมไม่ได้เป็นนอมินีให้ใคร แล้วท่านทักษิณและท่านสมชายก็ให้เกียรติ ท่านไม่ใช่คนที่ไม่มีกึ๋น หรือจะใช้คนที่เป็นโรบอต ที่เป็นหุ่น กดเดินซ้าย เดินขวา มันไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศ กับพรรค และกับประชาชนเลย

- ช่วงนี้ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณบ่อยหรือไม่

ถ้า มีเรื่องก็ปรึกษานาน ๆ ครั้ง ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมาเกือบ 2 เดือน ผมก็ปรึกษาแค่ 2 ครั้ง ปรึกษาเรื่องนโยบายที่บางทีไปติดขัดตรงไหนบ้าง

- มีเสียงวิจารณ์มติ ครม.รัฐบาลที่ออกมาช่วยคนรวยมากกว่าคนจน

คง เป็นคำวิจารณ์ของฝ่ายที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือ เราเคยเจอหนักกว่านี้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่มีผู้ก่อการร้าย คนไม่ดีมาอยู่ เป็นพรรคที่ต้องการล้มล้างสิ่งที่เราเคารพนับถือ แต่ผลสุดท้ายประชาชนเดี๋ยวนี้ไม่ได้โง่ เลือกพรรคเพื่อไทยถล่มทลาย ถ้าไม่ติดขัดเรื่องบัตรก็น่าจะได้เไม่ต่ำกว่า 300 เสียง

การเมืองไทยวันนี้มีความเสถียร ในระบบสองพรรค จะเข้าสู่การมีเสถียรภาพ จากนั้นจะมาสู่การเปลี่ยนผ่านโดยใช้กระบวนการปรองดอง

- รัฐบาลถูกโจมตีว่าช่วยเหลือตระกูลชินวัตรเป็นส่วนใหญ่

ผม ก็ยืนยันนะว่า ประชาชนเขาไม่ได้โง่ แม้แต่สื่อของรัฐทุกฉบับก็ประโคมข่าวว่าเราจะล้มสิ่งที่เคารพนับถือ แค่นี้ก็ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแล้ว เรื่องโจมตีช่วยเหลือตระกูลชินวัตรนั้นเบากว่า ช่วงนี้เบากว่าช่วงนั้นเยอะ แต่ถ้ายังทำกันอย่างนี้ คนก็จะเพิ่มเข้ามาในฝ่ายความยุติธรรม ความถูกต้องมหาศาล

- ให้พรรคเพื่อไทยก้าวข้ามชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปได้

การ ใส่ร้ายป้ายสีไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหาคะแนนนิยมใส่ตัว ต่อสังคมไทยอีกแล้ว ไม่มีผล ประชาชนเขาทราบ นี่คือความจริง ความเป็นจริงเท่านั้นแหละที่จะทำให้เราได้รับคะแนนนิยม

- ปคอป.ที่เป็นประธานอยู่จะวางกรอบและระยะเวลาการทำงานอย่างไร

กรอบ การทำงานยังไม่ได้วาง เพราะต้องขออภัยทุกส่วนด้วยว่าขณะนี้เกิดน้ำท่วม แม้แต่การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเราก็ยังไม่ได้ทำ ผมก็ต้องไปกับนายกฯ และ ปคอป.ก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่ใช่ไม่เร่งด่วน เพราะเรื่องเกิดมานานแล้ว มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย จึงต้องรีบทำ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้เพิ่งออกมา

- แต่ชื่อของท่านก็ปรากฏเป็นประธานมาตั้งแต่ต้น

แต่ นั่นคือข่าว ยังไม่เป็นความจริง พอเราเห็นข่าวแล้วมาทำงานไม่มีที่ไหนเขาทำกันในระบบราชการ เหมือนมีข่าวว่าคนนั้นจะเป็นปลัดกระทรวง คนนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ใครจะได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ยังไม่มี คำสั่ง แล้วเราไปสั่งงานมันก็ไม่ได้ ต้องเป็นคำสั่งที่แน่นอนก่อน

- ปคอป.ที่ตั้งขึ้นมารับข้อเสนอ คอป.ไปทำมีแต่คนของรัฐบาลจะถูกมองว่าแทรกแซงหรือไม่

ไม่ เกี่ยวครับ เราต้องดูต้นทาง ต้นทางคือ คอป. เมื่อ คอป.มีมติแล้ว ใครจะเป็นคนทำ มันก็ต้องเป็นกระดาษ ดังนั้น เราก็ต้องนำกระดาษมาปฏิบัติ แล้วถ้าไม่มีคนของรัฐบาลทั้งนั้น แล้วใครจะทำ เพราะรัฐบาลเป็นคนทำ

- กรอบอำนาจหน้าที่ของ ปคอป. สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเสนอของ คอป.ได้หรือไม่

ไม่…ไม่เปลี่ยน ต้องปฏิบัติตาม

- ข้อเสนอ คอป.คือ กระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เช่น การไม่ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทางการเมืองจะทำได้แค่ไหน

ความ ยุติธรรมในช่วงของความเปลี่ยนผ่าน ช่วงของความสมานฉันท์ ก็เปรียบเสมือนเรือ ยกตัวอย่างว่า เรือที่วิ่งในทะเลที่ราบเรียบก็เป็นเรือลำเดียวกัน ความเร็วก็ดี กัปตันก็ดี ลูกเรือก็ดี ก็อยู่ในภาวะหนึ่ง แต่ในเรือลำเดียวกันคลื่นลมจัดขึ้นมา แรงมาก สามารถทำให้เรือล่มได้ คุณก็ยังขับตามเดิม นั่งสบาย ๆ ตามเดิม แล้วคุณก็บอกว่า เฮ้ย…นี่มันสองมาตรฐาน มันไม่ได้ มันก็ต้องแล้วแต่ว่าสถานการณ์นั้นเป็นอย่างไร จึงมีคำว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน กับความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

- คำว่าเหยื่อทางการเมืองใน ข้อเสนอของ ปคอป.จะทำตามข้อเสนอของ คอป. จะตีความถึงขนาดไหน รวมถึงนักการเมืองหรือเฉพาะประชาชนที่มาร่วมชุมนุมอย่างเดียว

ใครก็ ตามที่เกิดเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ประชาชนทั่วไป นักการเมือง ถามว่า เป็นประชาชนหรือเปล่า นักการเมืองเป็นคนไทยหรือเปล่า ถ้าเป็นก็ต้องอยู่ในเงื่อนไข ถ้าเขาเดือดร้อนจากการชุมนุม ความไม่สงบ ก็ต้องได้รับการเยียวยาหมด

- แกนนำที่หลบหนีออกนอกประเทศจะได้รับอานิสงส์ตรงนี้ด้วยใช่ไหม

คือ เราจะไม่พูดในรายละเอียด จะพูดในหลักเท่านั้น เมื่อรายละเอียดตรงกับหลักมันก็ต้องไปตามนั้น แต่รายละเอียดมันไม่ตรงกับหลัก มันก็ไม่ได้ คือเรามีหลักอยู่

- อาจเชื่อมโยงช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เหมือนกัน

มัน ไม่เกี่ยวครับ ถ้าอย่างนั้นมันเป็นการมองที่มีอคติ เป็นการมองที่ให้ร้ายบุคคล เป็นการมองที่ไม่เป็นธรรม สังคมคงยุ่งเหยิงไปเรื่อย ๆ ถ้ามีคนมองอย่างนั้น ก็ผมบอกแล้วว่า หลักการก็คือร่ม ถ้าใครอยู่ในร่มก็ต้องไม่เปียกฝน แต่ถ้าหลักการใครไม่เข้าก็ต้องเปียกฝนอยู่ข้างนอก แต่ถ้าหลักการออกไปแล้วว่าคนนี้คุณอยู่ในหลักการ แต่คุณต้องไปอยู่นอกร่ม ต้องเปียกฝน

- แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจอยู่ในร่ม

อันนี้ไม่ ได้บอกว่าคุณทักษิณจะอยู่ในร่ม หรือไม่อยู่ในร่ม แต่ผมพูดถึงร่มหลักการ คนที่จะอยู่ในร่มได้ต้องเป็นคนแบบนี้ แล้วเราก็บอกว่า คนที่มีหลักการอยู่ในร่มได้ ก็เข้ามาได้ ถ้าเกิดท่านนี้ก็ต้องอยู่ร่มด้วยตามหลักการ แล้วก็บอกว่าไม่ให้เข้า แล้วไปเจาะจงบุคคลมันไม่ได้ ไม่ได้เจาะจงบุคคล ใครก็ตามที่มีสิทธิอยู่ในร่มของการเยียวยาก็ต้องได้เข้ามา

- ในอนาคตจะวางกรอบการเยียวยาไว้อย่างไร

ยังไม่ลงรายละเอียดเลยครับ ยังไม่ได้คิด ยังไม่ได้ทำ ก็คอยฟังว่าข้อยุติจะเป็นอย่างไร

ขอบคุณข้อมูลจาก :

Tags: ,
comments Comments (0)    -