17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 28th, 2011 at 8:56 am

กรมอุทกศาสตร์เตือน!วันนี้น้ำขึ้นสูงสุด 2.57 เมตรเกินแนวกัน

กรม อุทกศาสตร์เตือนวันนี้เวลา 8.03 น.น้ำขึ้นสูงสุด 2.57 เมตรเกินแนวกันและ 29–31ต.ค.จะสูงกว่าระดับทะเลปานกลางประมาณ 2.60– 2.65 เมตร ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยาระบุไทยตอนบนอากาศเย็น ใต้ฝั่งตอ.ฝนตกหนักตั้งแต่ชุมพรลงไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ได้แจ้งสภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2554

1.เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 น้ำขึ้น 2 ครั้ง เมื่อเวลา 06.30 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.46 เมตรและ เมื่อเวลา 17.30 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.36 เมตร 2.ในวันที่ 28 ตุลาคม 2554น้ำขึ้น – ลง 2 ครั้ง คาดว่าน้ำลงเต็มที่เวลา 02.16 น. สูงกว่าระดับทะเล ปานกลาง 1.36 เมตร ขึ้นเต็มที่เวลา 08.03 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.57 เมตร น้ำลงเต็มที่เวลา 13.35 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.17 เมตร และน้ำขึ้นเต็มที่เวลา 17.52 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.44 เมตร

3.จากปริมาณการระบายน้ำในปัจจุบันคาดว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงในวันที่ 29– 31ตุลาคม 2554 จะสูงกว่าระดับทะเลปานกลางประมาณ 2.60– 2.65 เมตร 4.ระดับน้ำที่ให้ไว้เป็นระดับซึ่งรวมระดับน้ำทะเลหนุนและอิทธิพลอื่น ๆ ไว้แล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงการระบายน้ำ หรือ มีปริมาณน้ำฝนที่ผิดปกติ ระดับน้ำอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากนี้ได้ โดยรายงานข่าวระบุว่าแนวกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม.อยู่ที่ระดับ 2.50เมตร

ด้านกรม อุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ลักษณะอากาศประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2554 เมื่อเวลา 04:00 น. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออก เฉียงเหนือของประเทศไทย และทะเลจีนใต้ ในขณะที่คลื่นกระแสลมตะวันตกกำลังเคลื่อนที่ผ่านประเทศพม่าตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และจะมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก

เฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ในระยะ 1-2 วันนี้ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตั้งแต่ชุมพรลงไปมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นกับหมอกในตอนเช้า และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุทัยธานี นครปฐม สมุทรสงคราม ราชบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศา เหนือจังหวัดชุมพรขึ้นไป: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนใต้จังหวัดชุมพรลงไป: ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 28th, 2011 at 6:52 am

คลิปร้อน-หนุ่มไทยด่าฝรั่งแย่งที่จอดรถเซ็นทรัล พิษณุโลก

 ชาวพิษณุโลก สวดหนุ่มอารมณ์ร้อนด่าฝรั่ง…แค่แย่งที่จอดรถห้างดัง

วันที่ 26 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ อาทิ เฟซบุ๊ก และยูทูบ รวมถึงเว็บดัง เช่น เอ็มไทย ดอท คอม , สนุก ดอท คอมฯลฯ ต่างแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงคลิปบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะหนุ่มไทยไม่ทราบชื่อ ยืนตะโกนด่ากราดชายชาวต่างประเทศสูงอายุ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณที่จอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จ.พิษณุโลก โดยฝ่ายหนุ่มไทยสวมเสื้อสีเหลือง รูปร่างท้วม กำลังยืน “จอง” ที่จอดรถอยู่กับหญิงสาวสวมเสื้อสีดำ ต่อมา ชาวต่างชาติสวมเสื้อสีฟ้าต้องการจะขับรถบีเอ็มดับเบิลยูเข้าไปจอดในช่องว่าง แต่หนุ่มไทยไม่ยอม พร้อมกับตะโกนใส่ชาวต่างชาติซ้ำๆ ว่า “ที่นี่เมืองไทย ฝรั่งจะมาใหญ่ในเมืองไทยไม่ได้!” และพูดคำหยาบตลอดเวลา ขณะเดียวกัน รปภ.ก็มาเดินดูเหตุการณ์ แต่ไม่สามารถแก้่ไขสถานการณ์ได้ จนท้ายที่สุดชาวต่างชาติจึงยอมขับรถออกไป เมื่อมีพลเมืองดีเข้าไปช่วยเจรจา

สำหรับผู้ถ่ายและโพสต์คลิปในเว็บยูทูบนี้ ใช้นามแฝงว่า mrgamezaa ชื่อคลิป “คนไทยหรือเปล่า ?…. All Thai people with regret this action.” คลิปโพสต์เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีคนคลิกเข้าชมกว่า 3 แสนราย นอกจากนั้น ยังมีการตั้งกลุ่มในเฟซบุ๊กชื่อ “มั่นใจชาวพิษณุโลกเกิน1ล้านคนอยากให้ “คนปากเสีย” ออกจากจังหวัด อีกด้วยมีนักท่องเน็ตเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก

Tags:
comments Comments (0)    -
October 28th, 2011 at 6:46 am

ขับไล่เจ้าอาวาส ขีดเส้น15วันย้าย

ผู้ใหญ่บ้านนำลูกบ้านกว่าร้อยประท้วงขับไล่เจ้าอาวาสวัดเขาดิน ยื่นหนังสือกล่าวโทษ 6 ข้อทั้งบกพร่องต่อหน้าที่ พฤติกรรมด้านการเงินไม่โปร่งใส ขีดเส้น 15 วันต้องย้าย
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ชาวบ้านจาก ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ประมาณ 150 คน นำโดยนายบัณฑิต สำรองกนก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 นายยุทธนา หอสินชัย สมาชิกสภาเทศบาลตำบลท่าล้อ พร้อมคณะกรรมการวัดสันติคิรีศรีบรมธาตุ (วัดเขาดิน) หมู่ 5 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัด เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดรูปใหม่ ซึ่งต่อมานายสาธิต เกียรติสุวิมล นักวิชาการชำนาญการ สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี ออกมารับหนังสือและรับปากว่าจะดำเนินตามขั้นตอนต่อไป
นายบัณฑิต และนายยุทธนา ร่วมกันเปิดเผยว่า การที่ชาวบ้านรวมตัวกันครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก พระครูภาวนาวรกิจ หรืออาจารย์เล็ก เกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าอาวาสรูปแรกและรูปเดียวของวัดมรณภาพลงเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปแล้ว ปรากฏว่าทางจังหวัดได้มีประกาศแต่งตั้ง พระมหาวินัย ฉันทโก เป็นเจ้าอาวาสวัด ทั้งที่คณะกรรมการและศิษยานุศิษย์ไม่ทราบเรื่องมาก่อน อีกทั้งไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการวัด และชาวบ้านแต่อย่างใด
นอกจากนี้ที่ผ่านมา เจ้าอาวาสรูปใหม่ไม่สามารถปกครองพระลูกวัดได้ ชาวบ้านไม่ศรัทธาและไม่เคารพนับถือ ตัวอย่างเช่น 1.ปฏิบัติกิจสงฆ์ไม่ครบถ้วน 2.ไม่ดูแลทำความสะอาดโบสถ์และวิหาร 3.เงินผ้าป่า เงินหล่อเทียนจำนำพรรษาไม่แจ้งให้คณะกรรมการทราบ 4.นำผ้าจีวรและสบงใหม่ ที่เก็บเอาไว้ชั่งกิโลขาย 5.เคยมีการรับปากว่าเมื่อเสร็จพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อเล็ก จะมีการปรึกษาเรื่องแต่งตั้งเจ้าอาวาส แต่ไม่ดำเนินการ และ 6.วันๆ ไม่ทำอะไรเล่นแต่คอมพิวเตอร์ จึงเห็นควรมีการพิจารณาเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสภายใน 15 วัน หากไม่มีความคืบหน้าทางคณะกรรมการ ผู้นำชุมชน และชาวบ้านจำนวนมากจะเดินประท้วงอย่างแน่นอน
ด้านนายสาธิตกล่าวว่า จะส่งหนังสือร้องเรียนให้นายสุรชัย ขยัน ผอ.สำนักพุทธศาสนา จังหวัดกาญจนบุรี  เพื่อส่งต่อไปยังนายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ ผวจ.กาญจนบุรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งเบื้องต้นจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบสวนหาข้อเท็จจริง และจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 28th, 2011 at 6:40 am

แห่เบิกเงินสดตุนหนีกทม.จมน้ำ แบงก์สำรองพรวด3เท่า ธปท.ดับตื่นมีใช้พอ90วัน

ผวาน้ำท่วมกรุง ประชาชนแห่กดเงินสดไว้ใช้ แบงก์ตั้งสำรองพุ่งพรวด 3 เท่าตัว ด้าน ธปท.แตะเบรกความตื่นตระหนก ยันมีให้เบิกใช้นานถึง 3 เดือน แบงก์ปิดหนีน้ำเป็น 373 สาขา ในพื้นที่ 9 จังหวัด โบรกฯ ประเมินธนาคาร 9 แห่ง มีภาระตั้งสำรองหนี้เน่าไตรมาส 4 พุ่ง 114% สหรัตนนครเผยน้ำลด ลุยถกเจ้าหนี้ฟื้นกิจการทันที
นายนพพร ประโมจนีย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์เริ่มเบิกจ่ายเงินสดผ่านศูนย์จัดการธนบัตร ธปท.เพิ่มจากช่วงปกติประมาณ 2-3 เท่าตัว เพื่อรองรับความต้องการเบิกใช้ของประชาชนช่วงน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังไม่มีความจำเป็นต้องสำรองเงินสดเพิ่มเติมจากปัจจุบันสำรองล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งยืนยันว่ามีความเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน
“ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก โดยล่าสุดแบงก์แต่ละแห่งเริ่มนำเงินจากตู้เอทีเอ็มที่ไม่สามารถใช้งานได้ใน พื้นที่น้ำท่วม มาไว้ที่สาขาแบงก์ เพื่อกระจายไปยังตู้เอทีเอ็มใกล้เคียงให้ประชาชนสามารถเบิกจ่ายได้ รวมทั้ง ธปท.ยังขอความร่วมมือให้แบงก์ทุกแห่งสนับสนุนการเงินระหว่างกันด้วย” นายนพพรกล่าว
น.ส.สิบพร ถาวรฉันท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายระบบข้อสนเทศ ธปท. ยอมรับว่า ขณะนี้ประชาชนใช้บริการธุรกรรมการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทั้งการเบิกถอนเงินสดและโอนเงิน ขณะที่ธุรกรรมผ่านระบบเช็คทั้งระบบลดน้อยลง เหลือไม่เกิน 200,000 ฉบับต่อวัน จากปกติ 300,000 ฉบับต่อวัน
ขณะที่ ธปท.รายงานว่า ณ วันที่ 27 ต.ค. ธนาคารพาณิชย์ 13 แห่ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย 2 แห่ง และบริษัทเงินทุน 1 แห่ง แจ้งปิดสาขาชั่วคราวรวม 373 สาขาในพื้นที่ 9 จังหวัดที่ถูกน้ำท่วม
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2554 ธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง มีภาระในการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญรวมกันประมาณ 114% ของสินเชื่อรวม เป็นผลมาจากรายได้ของลูกค้าลดลง เพราะถูกกระทบจากปัญหาความเสียหายจากภัยน้ำท่วมและภาวะชะลอตัวเศรษฐกิจโลก กระทบต่อความสามารถการชำระหนี้ด้อยลง ซึ่งอาจก่อตัวเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ได้
ทั้งนี้ ธนาคารทั้ง 9 แห่งประกอบด้วย ธนาคารทิสโก้ ซึ่งมีภาระตั้งสำรองหนี้สูงถึง 203% ตามด้วยธนาคารกรุงเทพ 185% กสิกรไทย 129% ไทยพาณิชย์ 119% กรุงศรีอยุธยา 99% เกียรตินาคิน 96% ทหารไทย 71% ธนชาต 65% และกรุงไทย 59% ของสินเชื่อรวม
ขณะที่ ธปท.รายงานว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ณ สิ้นเดือน ส.ค.มีจำนวน 272,948 ล้านบาท เทียบกับเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 270,681 ล้านบาท
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารไม่มีความกังวลต่อปัญหาการเร่งตัวของเอ็นพีแอลจากปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากขณะนี้ได้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นในการกั้นสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากที่ผ่านมาได้ตั้งในจำนวนที่สูงอยู่แล้ว
นายประสิทธิ์ หิตะนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินประมาณ 800 ล้านบาท แต่หากรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารยูโอบี และบริษัท บางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มสหพัฒน์ เป็นเจ้าหนี้ร่วม ซึ่งหลังน้ำลดบริษัทจะเร่งเจรจากับเจ้าหนี้ทั้ง 3 ราย เพื่อช่วยในการฟื้นฟูกิจการ.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 28th, 2011 at 6:34 am

ปชป.ระดมสมอง เสนอ4ข้อแก้วิกฤติ เสื้อแดงออกโรง ปัดมี ‘อภิสิทธิ์’ รับของบริจาค

ปชป.ระดมสมองเสนอมาตรการกู้วิกฤติน้ำท่วม แนะเร่งระบายลงด้านตะวันออกภายใน 5-7 วัน ก่อนกทม.จมบาดาล “มาร์ค” เตือนหยุดเล่นการเมืองเร่งช่วยประชาชนก่อน พร้อมจี้จัดการแก้ปัญหาเรื่องสินค้าอุปโภค บริโภคที่ขาดตลาด “เต้น” แจงเสื้อแดงไม่มีอภิสิทธิ์รับของบริจาคมากกว่าคนอื่น แขวะ “ฉลอง เรี่ยวแรง” ไม่รู้ถึงจิตวิญญาณคนเสื้อแดงอย่าพูดดีกว่า พร้อมป้อง “เจ๋ง ดอกจิก” ไม่ได้กร่าง แค่เข้าใจไม่ตรงกัน

เสนอ 4 มาตรการกู้น้ำท่วม

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม ครม.เงา เพื่อหารือข้อเสนอการแก้ปัญหาสถานการณ์อุทกภัยต่อรัฐบาล ภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แถลงว่า สิ่งที่พรรคอยากเสนอ 4 แนวทางต่อรัฐบาล คือ 1. การจัดการน้ำพบว่าไม่สอดคล้องกับหลักวิชาและหลักปฏิบัติที่ทำกันมา การเปิดปั๊มและประตูระบายน้ำสู่ตะวันออกแทบไม่ได้ใช้ และยังทำไม่เต็มที่ ทำให้ภาระในการระบายน้ำมากองอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยาจนระดับน้ำสูงเป็น ประวัติการณ์ถือเป็นความเสี่ยงมาก

ส่วนที่กรมชลฯชี้แจงว่าไม่สามารถระบายน้ำลงทะเลได้ทางตะวันออก เพราะระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกงสูงกว่า ไม่สามารถเปิดประตูได้เพราะน้ำจะไหลย้อนกลับ กทม.นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวบ่งบอกได้ คือที่คลอง 2 เพราะหลังจากเปิดการระบายน้ำในคลอง  2 ทำให้ระดับน้ำในคลอง 2 ลดลงค่อนข้างเร็ว

แนะระบายไปทางตะวันออก

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า หากการระบายน้ำไม่สมดุลอย่างนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะท่วมขังส่วนกลางเป็นเวลานาน จะเกิดปัญหาการเป็นอัมพาตของระบบบริหารจัดการทั้งหมด ลองนึกภาพว่าถ้าราชการส่วนกลางไม่สามารถทำงานได้ ขาดสาธารณูปโภคพื้นฐาน น้ำประปา ไฟฟ้า ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนทั่วประเทศทำงานไม่ได้ ประชาชนจะเดือดร้อนหนักหนาสาหัสมาก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนการระบายน้ำลงทะเลอย่างสมดุล ผ่านทั้ง 3 ช่องทาง โดยเฉพาะการระบายผ่านทางตะวันออกให้มากขึ้น ตั้งแต่คลอง 6-21 เปิดปั๊มน้ำของกรมชลประทาน ระบายน้ำผ่านคลองประเวศบุรีรมย์ คลองหกวา และคลองอื่น ๆ

“ถ้ารัฐบาลมีเหตุผลว่าไม่ทำเรื่องนี้ หรือไม่ประสงค์ระบายน้ำไปทางตะวันออก ก็ควรอธิบายให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส ว่าเป็นนโยบายรัฐบาลโดยมีเหตุผลรองรับว่าต้องการรักษาพื้นที่ไหนเป็นพิเศษ หรือไม่ นี่คือการบริหารจัดการที่ต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน เพราะมีเวลาไม่มากแล้ว ใน 5-7 วันนี้จะวิกฤติมาก และในการบริหารจัดการใด รัฐบาลต้องให้ความจริงกับประชาชนเพื่อเตรียมการรับมือ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

กระจายสินค้าให้ครอบคลุม

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การเสริมแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริก็ควรทำ หรือถ้ากังวลเปิดน้ำแล้วระบายลงทะเลไม่ได้ก็ควรเพิ่มช่องทางระบายน้ำ เข้าใจว่าคนที่เข้าไปทำงานใน ศปภ.ได้นำเสนอการระบายไปทางตะวันออกมาพักหนึ่งแล้ว แต่เข้าใจว่าที่ไม่ดำเนินการเป็นเหตุผลทางปฏิบัติ ทางเทคนิค หรือ เหตุผลทางการเมือง วันนี้นายกฯใช้อำนาจตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ป้องกันสาธารณภัยดำเนินการได้ทันที และคิดว่านายกฯ และสื่อมวลชนควรลงไปดูในพื้นที่ตะวันออกว่าเป็นเพราะเหตุผลด้านใดกันแน่ ถ้าเห็นว่าทำได้ก็สั่งการและให้มีระบบการติดตามดูแล แต่ถ้าจะไม่ระบายก็ต้องมีคำอธิบายว่าทำไม แต่สิ่งที่เราไม่ต้องการเห็นคือการเมือง และการทำให้เกิดความแตกแยกระหว่าง คน กทม.กับคนต่างจังหวัด

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า 2. รัฐบาลควรทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนในการดูแลปัญหาที่สืบเนื่องจากน้ำท่วม โดยเฉพาะภาวะขาดแคลนสินค้า สินค้าราคาแพง โดยในการประเมินข้อมูลความเพียงพอของสินค้า และการกระจาย ไม่ควรหวังพึ่งจุดเดียวที่รัฐบาลพูดคือสนามบินดอนเมือง เพราะถ้าจุดดังกล่าวประสบปัญหาจะมีปัญหามากยิ่งขึ้น ระบบการกระจายสินค้าควรมีหลายส่วน นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญสินค้าจำเป็นพื้นฐานอุปโภคบริโภค และการดูแลพลังงานให้เพียงพอ 3. ในด้านสังคม ขณะนี้ปัญหาอาชญากรรมเพิ่มขึ้นมาก การจัดระบบในส่วนตำรวจ ต้องวางระบบรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น และ 4. รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมโครงการฟื้นฟู และมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ

หยุดเล่นการเมืองกันก่อน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงข้อครหาการบริหารจัดการของบริจาคของ ศปภ.ที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายเสื้อแดงใช้อภิสิทธิ์เบิกจ่ายของบริจาคว่า ถ้ารัฐบาลถอดเรื่องการเมืองออกให้หมดเรื่องจะง่ายขึ้น วันนี้ไม่เฉพาะคนนอกแต่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็บ่น กลายเป็นว่าคนกลุ่มหนึ่งสามารถจะยึดครองอำนาจตรงนี้ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าประชาชนอยากบริจาคอยู่แล้วถ้ามีช่องทางหลากหลายยิ่งดี แต่ถ้าช่องทางหลักมีปัญหาจะส่งผลกระทบเรื่องความน่าเชื่อถือที่จะเข้ามาบริ จาค และเรื่องนี้คิดว่าถ้านายกฯได้อ่านหนังสือพิมพ์ก็คงทราบดี

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพรรคขณะนี้ได้ลงพื้นที่ช่วยประชาชนเรื่องถุงยังชีพร่วมกับภาค ประชาชนผ่านเครือข่ายอาสาคนไทยช่วยน้ำท่วม มีการเปิดโรงครัวในหลายจังหวัด ที่จะทำเพิ่มคือ 1.โครงการน้ำดื่ม “น้ำล้านขวด ล้านน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” เริ่มต้นแล้วโดยระดมน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่พอมีเหลือไปกระจายช่วยตามศูนย์พักพิง ศูนย์อพยพ และพื้นที่ขาดน้ำดื่ม 2.ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ตั้งศูนย์พักพิงอีก 1 แห่งซึ่งจะเปิดในวันที่ 27 ต.ค. และ 3.มีสมาชิกพรรคจากภาคใต้จะเข้ามาเปิดโรงครัวใน กทม.

จวกเล่นการเมืองจนจีดีพีลด

นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตอนน้ำยังไม่เข้ากรุงเทพฯ สินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำดื่ม ได้หมดจากชั้นวางในร้านสะดวกซื้อแล้ว ในทางเศรษฐกิจนี่คือดัชนีแสดงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และการออกมาพูดเรื่องน้ำจะไม่ไหลไฟฟ้าจะดับทั้งเมือง เท่ากับกำลังประกาศว่าไม่สามารถทำงานได้เลย แต่นายกฯก็ไม่ยอมประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้นในสุดสัปดาห์นี้ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมกรุงเทพฯ ความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้วกับภาคธุรกิจและการเงิน

“ผมไม่แปลกใจที่สำนักข่าวต่างประเทศจะนำเรื่องน้ำท่วมปีนี้มาเทียบกับ เหตุการณ์เสื้อแดงสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ แทนที่จะเทียบกับผลกระทบน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วเพราะควรจะมองว่าอุทกภัยเช่น กัน ปัจจัยผลกระทบทางเศรษฐกิจก็น่าจะไปทางเดียวกัน แต่เพราะทุกคนเขามองออกว่ารัฐบาลนี้เล่นการเมืองกับเรื่องน้ำท่วมจนสุดท้าย จีดีพีจะลดลงต่ำกว่าร้อยละ 3 จากเดิมวางไว้ร้อยละ 4 ขณะที่เมื่อครั้งเหตุการณ์เสื้อแดงรัฐบาลขณะนั้นสามารถประคองความเชื่อมั่น จนจีดีพีอยู่ที่ 7.8 ได้ เพราะนักลงทุนยังเชื่อมั่น ถ้ายังต้องมีนายกฯคนนี้ต่อไป ก็อยากให้นายกฯมีความชัดเจน เลิกอ่านตามสคริปต์ และบอกความจริงกับประชาชน” นายจุติกล่าว

“เต้น”แจงเสื้อแดงไม่มีอภิสิทธิ์

วันเดียวกันที่ ศปภ. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.กล่าวถึงกรณีที่นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ระบุถึงปัญหาการกระจายของบริจาคของ ศปภ.ที่เน้นมอบให้กับ ส.ส.เสื้อแดง ว่า นายฉลองกลับมาลง ส.ส.ในนามพรรคหลังเหตุการณ์ต่อสู้ต่าง ๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว อาจทำให้นายฉลองไม่เข้าใจจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง ตนยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่มีการใช้สิทธิพิเศษใด ๆ ในการรับของบริจาคจาก ศปภ. พูดตามความจริงคนเสื้อแดงจำนวนมากหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศนำของมาบริจาคทั้ง ในรูปของสิ่งของและเม็ดเงินจำนวนมหาศาล รวมไปถึงลงแรงช่วยในรูปของอาสาสมัคร โดยในวันที่ 29 ต.ค. คนเสื้อแดงจัดงานใหญ่เพื่อระดมเงินบริจาคอีกครั้ง

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นภารกิจของคนทั้งประเทศ กลุ่มเสื้อแดงก็มาเป็นอาสาสมัครตั้งแต่เริ่มต้น เป็นการทำงานด้วยจิตอาสาไม่มีอภิสิทธิ์พิเศษใด ๆ จึงไม่เป็นความจริงว่าถ้าเป็นคนเสื้อแดงจะเบิกของบริจาคได้มาก และจะมอบให้เฉพาะคนเสื้อแดงเท่านั้น ไม่มีใครคิดเบียดบังหรือสร้างอิทธิพลบารมีบนความทุกข์ของประชาชน ขอให้สบายใจได้

ของบริจาคไม่ได้ติดชื่อ ส.ส.

“สิ่งที่พูดไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เวลาเบิกก็เอาไปบริจาคให้ผู้ประสบภัยทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาไปให้เฉพาะคนเสื้อแดง ส่วนรถขนของบริจาคก็เป็นรถบรรทุกของพรรคพวกที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมา พวกผมเป็นคนจ่ายค่าน้ำมันซึ่งจะมีรถบรรทุกจอดอยู่ที่ ศปภ. 1-2 คัน เพื่ออำนวยความสะดวกเวลานำของไปแจกจ่าย เพราะเราเข้าใจว่าทาง ศปภ.เองก็มีข้อจำกัดในเรื่องของยานพาหนะเราจึงไปหากันมาเอง อย่าว่าแต่ขอบริจาคเลยแม้แต่ชีวิตคนเสื้อแดงก็มอบให้ประเทศนี้ได้ เรื่องอย่างนี้ควรดูข้อเท็จจริงก่อนออกมาพูด ถ้าไม่รู้จักคนเสื้อแดงก็อย่าพูดเลยดีกว่า” นายณัฐวุฒิกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการนำเอาของบริจาคไปติดชื่อ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงจะชี้แจงอย่างไร นายณัฐวุฒิกล่าวว่า กรณีที่แปะชื่อนายวรชัย เหมะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จ.สมุทรปราการ ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นการเตรียมนำน้ำขึ้นรถเพื่อแจกประชาชน ในระหว่างรอรถก็ต้องเขียนชื่อแปะไว้ เพราะคนจำนวนมากต้องการสิ่งของเหมือนกัน ส่วนที่เขียนชื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ก็เป็นของที่รับบริจาคจากคนเสื้อแดงที่ต้องการบริจาคผ่านแกนนำ นปช. ไปถึง ศปภ. ไม่มีใครคิดจะเบียดบังทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

อุ้ม “เจ๋ง ดอกจิก” ไม่ได้เบ่ง

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าไม่มีการแปะชื่อ ส.ส. บนของบริจาคใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีการแปะชื่อ ถ้าพบว่ามีการไปแอบอ้างชื่อโดยเฉพาะที่เป็นแกนนำเสื้อแดงก็ต้องดำเนินการกัน ภายใน แต่เราไม่พบเพราะทุกคนอยู่ในพื้นที่ แต่ถ้าพบก็ไม่ไว้หน้า ส่วนกรณีบทบาทของนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เลขานุการ รมช. มหาดไทย แสดงท่าทีไม่เหมาะสมในการจะนำของบริจาคไปใช้นั้น ตนสอบถามนายยศวริศแล้วไม่ได้มีเจตนาที่จะมากร่างหรือเบ่งอะไร และในภาวะเครียดอาจจะไม่เข้าใจกัน

เมื่อถามว่า แต่การใช้คำพูดของนายยศวริศถือว่าไม่เหมาะสมที่ระบุว่าใหญ่กว่าอธิบดีกรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตนคิดว่าข้าราชการประจำคงไม่ขวัญอ่อนขนาดนั้น และเข้าใจว่าการพูดอาจมีการหยิบยกประเด็นใดประเด็นหนึ่งขึ้นมาขยายความต่อ

เสนอ“ปู”ทหารดูแลของบริจาค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ได้เรียกประชุม ผบ.เหล่าทัพ เพื่อกำหนดมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยให้แต่ละเหล่าทัพจัดทำแผนเผชิญเหตุ โดยเฉพาะการอพยพประชาชนในพื้นที่ กทม. หากเกิดกรณีน้ำท่วมฉุกเฉิน นอกจากนี้หารือกันระหว่าง รมว.กลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ ยังได้มีการพูดคุยกันถึงประเด็นปัญหาของบริจาคจากประชาชนที่นำมาบริจาคที่ ศปภ.เพราะของส่วนหนึ่งไม่ถึงมือประชาชน ซึ่งหลังการประชุมสภากลาโหมในวันที่ 27 ต.ค. พล.อ.ยุทธศักดิ์จะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้ทางกองทัพเข้ามาเป็นผู้ดูแลของบริจาคทั้งหมด พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่มาจัดทำบัญชีของผู้ที่ได้รับสิ่งของบริจาคนี้ด้วย.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 28th, 2011 at 6:31 am

คอหวยตื่นแห่ขอหวยวัว 2 หัว

คอหวยตื่นแห่ขอหวยวัว 2 หัว เจ้าของแสนเสียดาย นำร่างลูกวัวถวายวัดดองเก็บไว้ให้ลูกหลานศึกษา

วันนี้ (28 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ที่วัดบวกครกใต้ หมู่ 9 บ้านบวกครกใต้ ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีแม่วัวตกลูกออกมาลักษณะประหลาด เกิดมามีสองหัว โดยมีประชาชนจากอำเภอต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ที่ทราบข่าวต่างเดินทางไปดู อย่างเนืองแน่น จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ปรากฎว่าภายในวัดมีชาวบ้านและบรรดาเซียนหวยจำนวนมากกำลังห้อมล้อมดูซากลูก วัวสีน้ำตาล เพศเมีย อวัยวะทุกส่วนครบถ้วนไม่มีผิดปรกติ แต่มี 2 หัว เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ชั่วโมง ทำให้เหล่านักเสี่ยงโชคต่างพากันจุดธูปเทียนกราบไหว้ซากลูกวัวประหลาด หวังโชคลาภ และมีการนำไปตีเป็นเลขเด็ดต่าง ๆ อาทิ 421 และ 44

ด้าน นายยอด หินใจ อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/1 บ้านบวกครกใต้ หมู่ 9 ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เจ้าของวัวประหลาด กล่าวว่า เลี้ยงแม่วัวพันธุ์ฮินดูบราซิลไว้ 1 ตัว โดยปล่อยให้ผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติ ต่อมาแม่วัวได้เกิดตั้งท้อง

กระทั่งเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมาแม่วัวก็ได้ตกลูกออกมา จึงตนออกไปดูพบว่าลูกวัวมีความแปลกประหลาดที่เกิดออกมามี 2 หัวแต่อวัยวะทุกอย่างเหมือนวัวตามปกติ ซึ่งลูกวัวก็พยายามที่จะยืนขึ้นและส่งเสียงร้องได้ทั้งสองหัว แต่หลังคลอดไม่ถึง 20 นาที ส่วนหัวด้านขวาก็เสียชีวิตลง จากนั้นไม่เกิน 2 นาทีหัวด้านซ้ายก็เสียชีวิตตามไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย จึงตกลงว่าจะนำไปถวายให้ทางวัด เพื่อดองเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชมกันต่อไป.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 11:39 pm

ศาลมุกดาหารจำคุก 13 แดง 20 ปีคดีศาลากลาง-นปช.เร่งประกันด่วน

 ศาลจังหวัดมุกดาหาร ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาตัดสินคดี 29 สมาชิกเสื้อแดงร่วมเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ยกฟ้อง 16 สมาชิกเสื้อแดง ส่วนอีก 13 แดง ไม่รอดคุก ขณะที่แกนนำพร้อมประกันตัว 13 แดง ภายในวันนี้

วันที่ 27 ต.ค. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รายงานว่า ศาลจังหวัดมุกดาหาร ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1459 , 1852 , 2223 , 2354 / 2553 คดีหมายเลขแดงที่ 2160 , 2161 , 2162 , 2163 / 2554 ที่พนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองมุกดาหาร ยื่นฟ้องสมาชิกกลุ่มเสื้อแดง ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัดมุกดาหารเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 มีผู้ต้องหาถูกส่งฟ้องรวมทั้งสิ้น 29 คน ประกอบด้วย

รายชื่อเสื้อแดงทั้ง 29 คน แก้ไข
ผู้ส่งข่าว/ไฟล์    ชูชาติ ตรีประภากร ภูมิภาค-ข่าวสด
จังหวัด    มุกดาหาร
ข้อความ

จำเลยที่ 1 นายจันที แสนลา

จำเลยที่ 2 นายดวง คนยืน

จำเลยที่ 3 นายทวีศักดิ์ แข็งแรง

จำเลยที่ 4 นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี

จำเลยที่ 5 นายทองสี ซาเสน

จำเลยที่ 6 นายไมตรี พันธ์คูณ

จำเลย 7 นายทองมาก คนยืน

จำเลยที่ 8 นายเสกสรร ซาเสน

จำเลยที่ 9 นายเอกพจน์ ศรีโยหะ

จำเลยที่ 10 นายทองดี ชาธิพา

จำเลยที่ 11 นายพิสดาร คนดี

จำเลยที่ 12 นายสมคิด บางทราย

จำเลยที่ 13 นายทองเพชร ศิริสุรักษ์

จำเลยที่ 14 นายสมหมาย เกี้ยงเกา

จำเลยที่ 15 นายนพชัย พิกุลศรี

จำเลยที่ 16 นายพระนม กันนอก

จำเลยที่ 17 นายพรพจน์ พันธ์สุวรรณ

จำเลยที่ 18 นายวิชัย อุสุพันธ์

จำเลยที่ 19 นายสมัคร ลุนริลา

จำเลยที่ 20 นายสันพสิทธิ์ นาโสก

จำเลยที่ 21 นายวินัย ปิ่นศิลปชัย

จำเลยที่ 22 นายวิชิต อินตะ

จำเลยที่ 23 นายประครองหรือครอง ทองน้อย

จำเลยที่ 24 นางบุญเทียน รูปสะอาด

จำเลยที่ 25 นายณัฐพลหรือณัฐ พันธุ์คุณ

จำเลยที่ 26 นายแก่น หนองพุดสา

จำเลยที่ 27 นายทินวัฒน์หรืออุ้นดี้ เมืองโคตร

จำเลยที่ 28 นายเทพชัย ประจิตร

จำเลยที่ 29 นายไพวัลย์ พรเพ็ชร

ผลคำพิพากษา การกระทำของจำเลยที่ 2,3,4,6,15,16,18,19,21,22,23,26 และจำเลยที่ 27 รวม 13 คน เป็นกรรมเดียวผิดกฏหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนแล้ว เห็นสมควรลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี และ ริบของกลาง ส่วนจำเลยที่ 1,5,7,8,9,10,11,12,13,14,17,20,24,25,28 และจำเลยที่ 29 รวม 16 คน ยกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่เรือนจำนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดลงจากบัลลังก์ เพื่อนำตัวผู้ต้องหาที่ศาลสั่งลงโทษกลับเข้าไปควบคุมไว้ที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ส่วนผู้ที่ถูกยกฟ้อง เมื่อออกมาจากห้องพิจารณาคดีต่างร้องให้ตรงเข้าสรวมกอดกับครอบครัวที่มาให้กำลังใจอย่างหนาแน่น ท่ามกลางบรรดาคนเสื้อแดงที่ได้เดินทางมาสมทบเพื่อให้กำลังใจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้รักษาความปลอดภัยเตรียมการณ์ตั้งแต่ช่วงตรู่ โดยวางกำลังไว้รอบเมือง ตามเส้นทางหลักและสี่แยกที่ขบวนรถผู้ต้องขังจะวิ่งผ่าน เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการรับฟังคำพิพากษาของศาลจังหวัดมุกดาหาร เป็นไปด้วยความเรียบร้อยภายหลังจากคำพิพากษา กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมให้กำลังใจ ต่างก็ทยอยกันเดินทางออกจากสถานที่กลับไปด้วยความสงบ ก่อนที่กลุ่มเจ้าหน้าที่จะสั่งถอนตัวจากนั้นในอีก 1 ชั่วโมงให้หลัง

ด้านนายวิสิต สินธุไพร แกนนำกลุ่มนปช. ที่เดินทางมาให้กำลังใจกับกลุ่มเสื้อแดงมุกดาหาร กล่าวว่า เราจะยื่นขอประกันตัวทั้ง 13 คน โดยใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. 7 คน เงินประกันคนละ 1,000,000 บาทเพื่อยื่นขอประกันทั้ง13 คนโดยเร็ว ตนขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกด้วย และจะหาทางดูแลให้ดีที่สุดก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางไปรับประทานอาหารที่บ้านของนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สส.จังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ต่อไป.

ขอบคุณ  : 

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 11:30 pm

“ในหลวง” ทรงห่วงปัญหาน้ำท่วม ทอดพระเนตรระดับน้ำทุกวัน

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบปัญหาอุทกภัย แม้ทรงพระประชวรก็ทรงงานทอดพระเนตรระดับน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน

วันนี้ (27 ต.ค.) ศ.คลินิก น.พ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงประทับอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราช มีความเป็นห่วงเป็นใยพสกนิกรชาวไทยที่ประสบปัญหาอุทกภัยเป็นอย่างมาก แม้จะทรงพระประชวรอยู่ แต่ก็ทรงงานตลอด และได้ทอดพระเนตรระดับน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวันด้วย

นอกจากนี้ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ แจ้งว่า เนื่องจากภาวะน้ำท่วม รพ.ศิริราช จึงงดให้บริการผู้ป่วยนอก และคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ ตั้งแต่วันที่ 27-31 ตุลาคม นี้ โดยทาง รพ.ศิริราช จะเปิดบริการเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน และจะพิจารณารับไว้เฉพาะกรณีที่เจ็บป่วยรุนแรงขั้นวิกฤตเท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทาง รพ.ศิริราช ได้มีการขนย้ายผู้ป่วยหนัก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ตึกอัษฎางค์ ไปไว้ยังตึก 72 ปี และตึกสยามินทร์ ภายใน รพ.ศิริราช เนื่องจากตึกอัษฎางค์อยู่ชิดกับแม่น้ำเจ้าพระยามากที่สุด หากน้ำทะลักเข้ามาก็จะถูกน้ำท่วมก่อน และอาจจะต้องมีการตัดไฟฟ้า จึงต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อป้องกันไว้ก่อน

นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย ยังได้ทำการวางเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าใหม่ หากเกิดน้ำท่วมภายใน รพ.ศิริราช ก็จะใช้ไฟฟ้าสำรองภายในบริเวณ รพ.ศิริราช

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:55 pm

รายงานระบบตรวจสอบน้ำท่วมด้วยตนเอง

อีเอสอาร์ไอ จับมือโกลบเทคและกระทรวงคมนาคม ทำระบบตรวจสอบน้ำท่วมด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์

รายงาน ข่าวจากบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำในการให้บริการระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) หนึ่งในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับบริษัท โกลบเทค จำกัด และกระทรวงคมนาคม จัดทำระบบรายงานสถานการณ์น้ำท่วมบนเว็บไซต์ http://203.150.230.27/FloodMap/index.html ให้บริการประชาชนตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมด้วยตัวเอง โดยเชื่อมต่อข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมและข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดยตรงและรายงานผ่านเว็บไซต์ http://www.mot.go.th/ แบบวันต่อวัน  ซึ่งระบบสามารถระบุตำแหน่ง จุดอพยพ, จุดจอดรถ, เส้นทางที่น้ำท่วม, เส้นทางแนะนำ, แนวป้องกันน้ำท่วมและพื้นที่น้ำท่วม เพื่อรับมือและวิเคราะห์สถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้วิธีการใช้งานเบื้องต้น คือกล่อง “บริการข้อมูล” ด้านซ้ายมือ เลือกเปิด-ปิด เพื่อแสดงผลข้อมูลบนแผนที่ได้ตามต้องการ  กล่อง “Social Media” ด้านซ้ายมือ สามารถเลือกติดตามได้ทั้งยูทูบ และทวิตเตอร์ ส่วนแถบย่อ-ขยายแผนที่ ข้างขวามือของกล่องบริการข้อมูล  คลิกลูกศรด้านบน = ขยาย  คลิกลูกศรด้านล่าง = ย่อ กล่อง “สัญลักษณ์” ด้านขวามือ อธิบายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่แสดงบนแผนที่ หากจะเลือกดูแผนที่ลายเส้น คลิก “NOSTRA”
และหากเลือกดูแผนที่ดาวเทียม คลิก “Bing”

ตรวจสอบน้ำท่วม………..คลิกที่นี่

สำหรับระยะเวลาการอัพเดทข้อมูลขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการข้อมูลนั้น ๆ โดยผู้ใช้งานสามารถดูวันที่ของข้อมูลได้โดยการชี้ เคอร์เซอร์ไปที่ตัวเลือกข้อมูล ทั้งนี้ ทาง อีเอสอาร์ไอได้ติดตามอัพเดทข้อมูลบนเว็บในทุกวัน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:52 pm

น้ำท่วมใหญ่สินค้าแพง-ขาดแคลนหนัก จับตานโยบายรัฐบาลเหลวตามสายน้ำ

ภาพประชาชนแย่งกันซื้อข้าวของ-อาหาร กักตุนเสบียงเพื่อรับมือน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีสภาพไม่ต่างอะไรกับภาวะประเทศกำลังเผชิญศึกสงคราม ที่สำคัญถึงวันนี้วิกฤติสินค้าขาดแคลน-ราคาแพง ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุดลงง่าย ๆ มิหนำซ้ำประชาชนกลับยิ่งตื่นตระหนกกับมหาอุทกภัยที่กำลังไหลหลากคืบใกล้ตัว ขึ้นทุกวัน

ที่ผ่านมาแม้กระทรวงพาณิชย์ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามลดกระแสไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก กักตุนสินค้าเพื่อลดการขาดแคลน แต่ดูแล้วคงเป็นเรื่องลำบาก เพราะท่ามกลางความมั่วในการแก้วิกฤติน้ำของ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จนทำให้หลาย ๆ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ท่าอากาศยานดอนเมืองต้องจมน้ำ เสียหายเป็นแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาล “เอาอยู่”

ความต้องการสินค้าของประชาชนเพิ่มขึ้นจากปกติ 2-3 เท่าตัว ประกอบกับกำลังการผลิตสินค้าที่หดหายไปจากตลาด เพราะพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร โรงงานผลิตสินค้าและอาหารหลายแห่งในจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีต้องจมน้ำ คลังสินค้าภาคเอกชนอีก 1,200 ตู้คอนเทเนอร์ต้องติดเกาะ เพราะเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ทำให้ขณะนี้สินค้าหดหายไปจากภาวะปกติมากถึง 40%

โดยเฉพาะสินค้ายังชีพ เช่น น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เรือพลาสติก ทราย อิฐ รองเท้าบู๊ตยาง รวมถึงพืชผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ที่หายากยิ่งกว่าทอง มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ หรือหากมีในตลาดมืดราคาพุ่งพรวด 2-3 เท่าตัว เช่น ทรายถุงจาก 25 บาท เป็น 50 บาท อิฐบล็อก 6-8 บาท เป็น 25-30 บาท เรือเล็กก็ขึ้นลำเป็นหมื่นบาท ไข่ไก่ทะลุแผง 200 บาท ราคาแพงหูฉี่ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่จริงปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นมา 2 สัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร และทำงานแบบตั้งรับรอปัญหาก่อนจึงค่อยแก้ไข ทำให้ถึงตอนนี้ ปัญหาสินค้าจึงทวีความรุนแรง กลายเป็นวิกฤติสินค้าซ้อนวิกฤติน้ำท่วม

เพราะลำพังการแก้ปัญหา ด้วยการจัดงานธงฟ้าอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเป็นแค่งานหวังผลช่วยสร้างภาพเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางยากลำบาก จึงเป็นเรื่องยากประชาชนพื้นที่ห่างไกล หรือที่ถูกน้ำท่วมแล้วจะลากสังขารมาขนซื้อของไปกินไปใช้

แม้จะมีการจัดรถโมบายธงฟ้า นำน้ำดื่ม ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องราคาถูก ไปขายให้ประชาชนถึงที่ แต่เมื่อทำจริงแล้วก็เกิดปัญหา พื้นที่ถูกน้ำท่วมรถยนต์เข้าไปขายไม่ได้ และรถธงฟ้าที่มีก็มีจำนวนจุ๋มจิ๋มแค่ 10 คัน เหมือนกับทำแก้บน เมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชนที่รอคอยสินค้ามากเป็นล้าน ๆ คน

ส่วนแนวคิด “เรือธงฟ้า” กระทรวงพาณิชย์ได้ออกข่าวมาร่วมสัปดาห์แล้ว แต่ถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นแค่แนวคิดอยู่ ไม่ได้นำออกมาทำจริงเสียที รวมถึงการผลิตข้าวถุงธงฟ้า ที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะอนุมัติข้าว 1 แสนตันให้ผลิตมาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว แต่ถึงวันนี้กลับยังไม่เห็นข้าวสารราคาถูกจากรัฐบาลออกวางขายช่วยประชาชน ดังนั้นภาพการแก้ปัญหาวิกฤติสินค้าของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงมีความล่าช้า สะเปะสะปะ และขาดการบูรณาการ

ล่าสุดแม้รัฐบาลจะงัดไม้แข็ง สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นแกนนำเร่งนำเข้าสินค้าจำเป็นจากเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผง ปลากระป๋อง ไข่ไก่ ผักสด ผ้าอนามัย เครื่องสูบน้ำ มาจำหน่ายให้ทันสัปดาห์หน้าเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลน และให้นำพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินสัตหีบ นครราชสีมา ศาลากลางจังหวัด องค์การคลังสินค้า เป็นศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมนอกเหนือจากดอนเมือง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินและบริการ (กกร.) อนุมัติรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 16 รายการ ได้แก่ น้ำดื่ม กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทราย ทรายบรรจุถุง อิฐบล็อก เสื้อชูชีพ เรือพลาสติกขนาดเล็ก รองเท้าบู๊ตยาง เครื่องนอน ถังน้ำ เครื่องสูบน้ำ ผลิตภัณฑ์ยาป้องกันน้ำกัดเท้า และเทียนไข เพิ่มเติมจากรายการสินค้าและบริการควบคุมที่มีอยู่เดิม 41 รายการ รวมเป็น 57 รายการ เพื่อใช้มาตรการกฎหมายในการเข้าไปกำกับดูแลสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับ ภาวะน้ำท่วม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและกักตุน

แต่มาตรการเหล่านี้ยังต้องติดตามว่าจะแก้ไขวิกฤติสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนหนึ่งกว่าสินค้าจะนำเข้าจากต่างประเทศได้ ต้องถึงสัปดาห์หน้า หรือวันที่ 1  พ.ย.เป็นต้นไป ขณะที่มวลน้ำก้อนใหญ่ไม่คอยท่า เตรียมถล่มกรุงเทพฯ วันที่ 27-31 ต.ค.นี้แล้ว ดังนั้นกลัวกว่าสินค้าจะนำมาขายกรุงเทพฯ จะเป็นเมืองบาดาลไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งการนำเข้ามาจะเพียงพอแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นนอกจากการวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ภาครัฐน่าจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงประชาชนมากกว่าเดิม เพราะบางพื้นที่ก็น้ำท่วมและร้านสะดวกซื้อก็ปิดไปหลายสาขาแล้ว

ส่วนการตั้งท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นศูนย์กระจายสินค้า ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.แต่ถึงตอนนี้สนามบินกับน้ำท่วมไปแล้ว ดังนั้นจึงสงสัยว่ามีความสามารถกระจายสินค้าแทนที่โกดัง อ.วังน้อยที่ถูกน้ำท่วมได้มากน้อยแค่ไหน และศูนย์กระจายสินค้าอื่นๆ จะเริ่มเปิดใช้ได้เมื่อใด

ขณะที่การใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุม ก็เป็นที่กังขาว่า กระทรวงพาณิชย์จะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีสินค้าหลายรายการที่อยู่ในบัญชีควบคุมอยู่แล้ว เช่น  ไข่ไก่ แต่ภาครัฐก็ไม่สามารถกำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพปล่อยให้ขายเกินราคาฟองละ 7-8 บาท แผงทะลุ 200 บาท ดังนั้นสินค้าที่เพิ่มเข้ามารัฐบาลจะดูแลอย่างไร เพราะตอนนี้ชาวบ้านรู้กันหมดแล้วว่า “ของแพงผิดปกติ” เว้นแต่เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ยังมองไม่เห็น และไม่เห็นตรวจจับจริงได้สักราย

ที่น่ากลัวกว่านั้น อนาคตหากสถานการณ์น้ำท่วมเพิ่มความรุนแรงขึ้น จนกระทบต่อพื้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงงานผลิตอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ปริมาณสินค้าอาจหดหายรุนแรงขึ้นกว่านี้ จึงเป็นการบ้านที่รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องฉุกคิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไร เพราะหากปล่อยให้สินค้าขาด คนไม่มีจะกิน อีกหน่อยอาจวุ่นวายเกิดเป็นกลียุคได้

ถึงวันนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องราคาสินค้าต้องเลิกนั่งเกาะโต๊ะทำงาน รอปัญหาลอยมาถึงแล้วค่อยเริ่มแก้เสียที เพราะบางครั้งเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น บทบาทเจ้าน้ำตา และคำขอโทษที่ออกจากปาก คงไม่เพียงพอ.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:48 pm

บทเรียนราคาแพงจ่ายร้อยล้านเยียวยาเหยื่อประหารผิด

“ไต้หวัน” เตรียมจ่าย 136 ล้าน ให้ญาติเหยื่อความอยุติธรรม ประหารชีวิตผิดคน

วันนี้ (27 ต.ค.) สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ว่า กระทรวงกลาโหมไต้หวันเตรียมจ่ายเงินชดเชย 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 136 ล้านบาท แก่ญาติของพลทหารเจียง กั๊วะ-ชิง สังกัดกองทัพอากาศไต้หวัน ที่ถูกศาลทหารตัดสินให้ประหารชีวิตเมื่อปี 2550 จากความผิดฐานฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 5 ขวบ แต่ต่อมาพบว่าผู้ตายบริสุทธิ์

พลหทารเจียงวัย 21 ปีถูกจับกุมเมื่อปี 2539 หลังเกิดเหตุฆ่าข่มขืนเด็กหญิงรายดังกล่าวในฐานทัพอากาศ และถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตในปี 2550 แต่หลังจากนั้นญาติได้ร้องขอให้รื้อฟื้นคดีพิจารณาใหม่หลายครั้ง จนกระทั่งศาลทหารรับพิจารณาและกลับคำพิพากษา เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ตายได้กระทำผิด และการที่ผู้ตายให้การรับสารภาพ เกิดจากการถูกบีบบังคับและทารุณกรรมทางร่างกาย คดีนี้ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมชายผู้ต้องสงสัยได้อีกราย และขณะนี้กำลังถูกดำเนินคดีในศาล

ทั้งนี้คดีของพลทหารเจียง ทำให้กระบวนการยุติธรรมของไต้หวันถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทั่งประธานาธิบดีหม่า อิง-จิ่ว และกระทรวงกลาโหมต้องออกแถลงขอโทษต่อประชาชน ต่อความผิดพลาดและไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น สำหรับโทษประหารชีวิตเคยถูกยกเลิกไปนานถึง 4 ปี กระทั่งเพิ่งนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตั้งแต่นั้นมีผู้ถูกประหารตามคำสั่งศาลไปแล้วถึง 9 รายแล้ว.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:44 pm

ลุ้นระทึก!มวลน้ำรุกเข้าท่วมจมกรุง

บตา 24 ชม.น้ำหนุน กรุงเทพฯ จมบาดาล ทวีวัฒนาเริ่มวิกฤติ จรัญฯ ขยายวง เจ้าพระยาเอ่อปริ่มสนามหลวง-วิภาฯ ถึงเจ้เล้ง-จ่ออนุสาวรีย์บางเขน แนะเส้นทางออกนอกกรุง

- แสดงเส้นทางเลี่ยง ภาคเหนือ (คลิก)

- แสดงเส้นทางเลี่ยง ภาคอีสาน (คลิก)

- แสดงทางออกจากกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือ และภาคอีสาน (คลิก)

- สรุปรายงานการเกิดอุทกภัย 19 จังหวัด 91 สายทาง (คลิก)

สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ยังน่าวิตก เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจจากเฟซบุ๊ก Thonburi Flood Report เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมแบบอัพเดททุกชั่วโมง รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในเขต อ.ศาลายา จ.นครปฐม และพื้นที่ริมฝั่งคลองทวีวัฒนา ว่าบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย3 ฝั่งเหนือของถนนบรมราชชนนี มุ่งหน้าไปถนนศาลาธรรมสพน์ มีน้ำหลากจากทุ่งด้านตะวันออก เอ่อล้นถนนท่วมแล้วประมาณ 10-20 ซม. ส่วนฝั่งตรงข้ามตลาดพุทธ น้ำท่วมขังถนนทั้งเลนนอกเลนในเกินฟุตบาท ไปจนถึงช่วงฝั่งตรงข้ามโรงงานน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม รถเล็กยังใช้การได้แต่ช้า ส่วนพื้นที่ในซอยดาวทอง ต.ศาลายา ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ ปรากฏว่ามีน้ำเอ่อล้นท่วมทั้งซอย ขณะที่เส้นทางจากถนนชัยพฤกษ์ มุ่งหน้าไปเซ็นทรัลและพาต้าสาขาปิ่นเกล้า พบว่ามีน้ำท่วมขังจนการจราจรวิ่งได้เพียงช่องทางเดียว คาดว่าระดับน้ำจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางจรัญสนิทวงศ์ที่หลายจุดถูกน้ำท่วมขังสูง ล่าสุดมีน้ำท่วมขังในซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 รวมไปถึงหน้าคอนโดออนป้า ซอยจรัสลาภ ที่มีน้ำท่วมขังถึงหัวเข่า

ก่อนหน้านั้น เมื่อกลางดึกวันที่ 26 ต.ค. นายประพัฒน์ ธีรพงศ์ธร ผู้อำนวยการเขตทวีวัฒนา กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในเขตทวีวัฒนา ว่าขณะนี้สถานการณ์มีความเลวร้ายมาก ยอมรับว่ารับมือไม่ไหวจริง ๆ เนื่องจากมวลน้ำไหลจาก จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี และไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาจนมีปริมาณสูงแทบจะไหลทะลักแนวกำแพงเข้าท่วมบ้าน เรือนที่อยู่ริมน้ำ และยังมีคันกั้นน้ำรั่วที่ รร.วัดปุรณาวาส ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อยากให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา และริมคลองมหาสวัสดิ์รีบอพยพออกจากบ้านเรือนภายในวันนี้ เพราะบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ริมน้ำในขณะนี้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ 1 เมตร ซึ่งกระแสน้ำจะแรง หากไม่อพยพภายในวันนี้จะได้รับความเสียหายจำนวนมาก ซึ่งทางเขตอาจต้องใช้มาตรการบังคับ อย่างไรก็ตามทางเขตได้จัดเตรียม ศูนย์พักพิงชั่วคราวในโรงเรียนสังกัด กทม.เพื่อรองรับประชาชนแล้ว

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอีกหลายๆ จุดยังน่าวิตกไม่แพ้กัน บนถนนวิภาวดีรังสิต น้ำที่เอ่อท่วมขังตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. เริ่มขยายวงกว้างยาวไปถึงหน้าหลักสี่ บางจุดมีน้ำท่วมสูงถึงหัวเข่า และเป็นที่น่าจับตามองว่า จะมีการเปลี่ยนที่ทำการของศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหรือไม่ นอกจากนี้ ในวันที่ 27-31 ต.ค. ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุด เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้กรุงเทพฯเกือบทุกจุด จะประสบปัญหาน้ำท่วมขัง โดยคาดว่าจะมีประชาชนส่วนหนึ่งอพยพออกไป แต่อาจเดินทางด้วยความขลุกขลักเพราะเส้นทางสายหลักหลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตามสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คอลเซ็นเตอร์ 1586 ของกรมทางหลวง

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เอ่อล้นเข้าท่วมบริเวณท่าพระจันทร์และท่าช้าง จนทะลักเข้าท่วมถนนมหาราช และถนนพระจันทร์ สูงประมาณา 1 เมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้แผงเหล็กมากั้นปิดการจราจรบนนถนน แต่ก็ยังมีรถ จยย.กับรถกระบะบางคันยังพยายามขับผ่านถนนดังกล่าวเข้าไป

นอกจากนี้น้ำยังได้ทะลักออกมาถึงถนนหน้าพระธาตุ ไล่ตั้งแต่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วัดมหาธาตุ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร และถนนพระลานบริเวณหน้าวัดพระแก้ว โดยระดับน้ำอยู่ในระดับขอบทางเท้า แต่ยังไม่ทะลักเข้าท่วมภายในสนามหลวง ทั้งนี้ก็ยังมีน้ำไหลเข้าท่วมบริเวณประตูทางเข้าวัดพระแก้วเป็นบางส่วน โดนเจ้าหน้าที่ได้เร่งใช้เครื่องสูบน้ำออกมาจนแห้ง

อย่างไรก็ตามร้านค้าบริเวณท่าพระจันทร์ส่วนใหญ่จะปิดให้บริการ โดยเฉพาะตามตรอกที่ติดกับริมแม่น้ำ เช่น ตรอกพระจันทร์กลาง ตรอกนคร ตรอกสนามพระ ที่ระดับน้ำสูงถึงเอว และไหลแรงอย่างมาก แต่ก็ยังมีบางร้านที่ยังเปิดให้บริการอยู่ นอกจากนี้ยังมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่มาตั้งแผงพระเครื่องอยู่ริมถนนพระจันทร์ ข้างวัดมหาธาตุ และรถเข็นแผงลอยขายอาหารบริเวณท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยที่ไม่มีความกังวล และพร้อมที่จะเปิดร้านค้าขายต่อไป

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง ได้นำแผงเหล็กมากั้นทางขึ้นสะพานปิ่นเกล้าฝั่งพระนครมุ่งหน้าไปยังแยกอรุณ อัมรินทร์ เนื่องจากระดับน้่ำบนถนนนั้นท่วมสูงจนไม่สามารถผ่านไปได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้รถทั้งหมดย้อนกลับไปขึ้นสะพานพระราม 8 แทน

ส่วนบริเวณสะพานใหม่ พบว่าที่หน้าห้างบิ๊กซี สะพานใหม่ มีปริมาณน้ำเอ่อล้นท่วมถนนพหลโยธินอย่างต่อเนื่อง ทางห้างได้นำกระสอบทรายวางกั้นไว้ พร้อมกันนำแผงไม้มาวางบนป้ายรถเมล์ให้ประชาชนได้ยืนรอรถเมล์โดยไม่เปียกน้ำ อย่างไรก็ตามห้างยังคงเปิดบริการปกติ ทั้งนี้ทางฝั่นถนนพหลโยธินขาออก รถวิ่งได้ถึงสามแยกสายไหม ทางเจ้าหน้าที่ปิดการจราจรไม่สามารถมุ่งหน้าไปได้อีกต้องกลับรถ ทั้งนี้ปริมาณน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและกำลังมุ่งหน้าไปทางอนุสาวรีย์ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ บางเขน

ทางด้าน รพ.ศิริราช เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต่างเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่นเดียวกันที่ตลาดวังหลัง ซึ่งเป็นจุดค้าขายสำคัญของท่าน้ำศิริราชปรากฎว่าบรรดาผู้ค้าต่างพร้อมใจกัน หยุดเกือบทั้งหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบริเวณชุมชนโดยรอบพบว่าภายในชุมชนวัดกัลยาณมิตร ซึ่งติดริมน้ำนั้นได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งภายในชุมชนส่วนใหญ่น้ำจะมีสีเหลือง เจ้าหน้าที่การประปาจึงได้นำรถน้ำดื่มมาแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:42 pm

ลุ้น 29 ต.ค.น้ำทะเลหนุนสูง 2.65 ม.

“อุทกศาสตร์” เผยข่าวดี “เจ้าพระยา” ยังไม่หนุนสูง รอลุ้น 29 ต.ค. คาดขึ้นสูง 2.65 ม. เตรียมเรือยนต์ 10 ลำ อพยพชาวบ้านหนี

วันนี้ (27 ต.ค.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทัพบกกระจายกำลังทหาร ยานพาหนะ ยุโธปกรณ์ ออกไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อท่วมอย่างต่อเนื่อง พร้อมออกลาดตระเวนตรวจสอบพนังกั้นน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา และสถานที่ตั้งของระบบสาธารณูปโภคที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดช่วงสุดสัปดาห์นี้ได้เตรียมเรือยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ขนาด 90  ฟุต จำนวน 10 ลำ เพื่อใช้อพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังส่งกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับหน่วยทหารของกองทัพบกประจำพื้นที่เข้าช่วยเหลือทันที โดยได้ใช้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่และเรือ ช่วยในการสัญจรบริเวณน้ำท่วมสูงใน ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนพหลโยธิน ถนนรามอินทรา ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสายไหม ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนบรมราชชนนี ถนนสิรินธร ถนนราชดำเนินใน ถนนเจริญกรุง ถนนทรงวาด โดยจะให้บริการจนกว่าปริมาณน้ำจะลดลง

ด้าน พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำที่ได้ตรวจสอบในวันนี้วัดระดับน้ำได้ 2.38 เมตร ซึ่งต่ำกว่าที่ได้ประเมินไว้ คือ 2.50 เมตร ซึ่งหากในช่วง 1-2 วันนี้น้ำยังอยู่ในระดับ 2.30-2.40 เมตร ไม่เกิน 2.50 เมตรถือเป็นข่าวดีของกรุงเทพฯ เพราะหมายความว่า มวลน้ำเจ้าพระยาได้ลดลง

ทั้งนี้มวลน้ำสูงสุดจะขึ้นอีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 2.65 เมตร แต่เราได้ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ส่วนประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สังเกตความผิดปกติ หากสงสัยเกี่ยวกับรัศมีของน้ำที่อาจจะเข้ามาในเขตบ้านเรือนสามารถเข้าไปดู รายละเอียด ข้อมูลและแผนที่พื้นที่คาดการณ์ความเสียหายในเว็บไซต์ของกรมชลประทาน ขอยืนยันว่าระดับน้ำจะไม่สูงถึงระดับ 3-4 เมตรตามที่มีกระแสข่าวออกมา คาดว่าข้อมูลที่ออกมาอาจเป็นความคลาดเคลื่อนทางตัวเลข ระดับน้ำในปัจจุบัน เชื่อว่าเรายังสามารถควบคุมได้.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 8:27 pm

น้ำท่วมใหญ่สินค้าแพง-ขาดแคลนหนัก จับตานโยบายรัฐบาลเหลวตามสายน้ำ

ภาพประชาชนแย่งกันซื้อข้าวของ-อาหาร กักตุนเสบียงเพื่อรับมือน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีสภาพไม่ต่างอะไรกับภาวะประเทศกำลังเผชิญศึกสงคราม ที่สำคัญถึงวันนี้วิกฤติสินค้าขาดแคลน-ราคาแพง ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุดลงง่าย ๆ มิหนำซ้ำประชาชนกลับยิ่งตื่นตระหนกกับมหาอุทกภัยที่กำลังไหลหลากคืบใกล้ตัว ขึ้นทุกวัน

ที่ผ่านมาแม้กระทรวงพาณิชย์ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามลดกระแสไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก กักตุนสินค้าเพื่อลดการขาดแคลน แต่ดูแล้วคงเป็นเรื่องลำบาก เพราะท่ามกลางความมั่วในการแก้วิกฤติน้ำของ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จนทำให้หลาย ๆ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ท่าอากาศยานดอนเมืองต้องจมน้ำ เสียหายเป็นแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาล “เอาอยู่”

ความต้องการสินค้าของประชาชนเพิ่มขึ้นจากปกติ 2-3 เท่าตัว ประกอบกับกำลังการผลิตสินค้าที่หดหายไปจากตลาด เพราะพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร โรงงานผลิตสินค้าและอาหารหลายแห่งในจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีต้องจมน้ำ คลังสินค้าภาคเอกชนอีก 1,200 ตู้คอนเทเนอร์ต้องติดเกาะ เพราะเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ทำให้ขณะนี้สินค้าหดหายไปจากภาวะปกติมากถึง 40%

โดยเฉพาะสินค้ายังชีพ เช่น น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เรือพลาสติก ทราย อิฐ รองเท้าบู๊ตยาง รวมถึงพืชผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ที่หายากยิ่งกว่าทอง มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ หรือหากมีในตลาดมืดราคาพุ่งพรวด 2-3 เท่าตัว เช่น ทรายถุงจาก 25 บาท เป็น 50 บาท อิฐบล็อก 6-8 บาท เป็น 25-30 บาท เรือเล็กก็ขึ้นลำเป็นหมื่นบาท ไข่ไก่ทะลุแผง 200 บาท ราคาแพงหูฉี่ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่จริงปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นมา 2 สัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร และทำงานแบบตั้งรับรอปัญหาก่อนจึงค่อยแก้ไข ทำให้ถึงตอนนี้ ปัญหาสินค้าจึงทวีความรุนแรง กลายเป็นวิกฤติสินค้าซ้อนวิกฤติน้ำท่วม

เพราะลำพังการแก้ปัญหา ด้วยการจัดงานธงฟ้าอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเป็นแค่งานหวังผลช่วยสร้างภาพเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางยากลำบาก จึงเป็นเรื่องยากประชาชนพื้นที่ห่างไกล หรือที่ถูกน้ำท่วมแล้วจะลากสังขารมาขนซื้อของไปกินไปใช้

แม้จะมีการจัดรถโมบายธงฟ้า นำน้ำดื่ม ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องราคาถูก ไปขายให้ประชาชนถึงที่ แต่เมื่อทำจริงแล้วก็เกิดปัญหา พื้นที่ถูกน้ำท่วมรถยนต์เข้าไปขายไม่ได้ และรถธงฟ้าที่มีก็มีจำนวนจุ๋มจิ๋มแค่ 10 คัน เหมือนกับทำแก้บน เมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชนที่รอคอยสินค้ามากเป็นล้าน ๆ คน

ส่วนแนวคิด “เรือธงฟ้า” กระทรวงพาณิชย์ได้ออกข่าวมาร่วมสัปดาห์แล้ว แต่ถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นแค่แนวคิดอยู่ ไม่ได้นำออกมาทำจริงเสียที รวมถึงการผลิตข้าวถุงธงฟ้า ที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะอนุมัติข้าว 1 แสนตันให้ผลิตมาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว แต่ถึงวันนี้กลับยังไม่เห็นข้าวสารราคาถูกจากรัฐบาลออกวางขายช่วยประชาชน ดังนั้นภาพการแก้ปัญหาวิกฤติสินค้าของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงมีความล่าช้า สะเปะสะปะ และขาดการบูรณาการ

ล่าสุดแม้รัฐบาลจะงัดไม้แข็ง สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นแกนนำเร่งนำเข้าสินค้าจำเป็นจากเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผง ปลากระป๋อง ไข่ไก่ ผักสด ผ้าอนามัย เครื่องสูบน้ำ มาจำหน่ายให้ทันสัปดาห์หน้าเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลน และให้นำพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินสัตหีบ นครราชสีมา ศาลากลางจังหวัด องค์การคลังสินค้า เป็นศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมนอกเหนือจากดอนเมือง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินและบริการ (กกร.) อนุมัติรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 16 รายการ ได้แก่ น้ำดื่ม กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทราย ทรายบรรจุถุง อิฐบล็อก เสื้อชูชีพ เรือพลาสติกขนาดเล็ก รองเท้าบู๊ตยาง เครื่องนอน ถังน้ำ เครื่องสูบน้ำ ผลิตภัณฑ์ยาป้องกันน้ำกัดเท้า และเทียนไข เพิ่มเติมจากรายการสินค้าและบริการควบคุมที่มีอยู่เดิม 41 รายการ รวมเป็น 57 รายการ เพื่อใช้มาตรการกฎหมายในการเข้าไปกำกับดูแลสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับ ภาวะน้ำท่วม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและกักตุน

แต่มาตรการเหล่านี้ยังต้องติดตามว่าจะแก้ไขวิกฤติสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนหนึ่งกว่าสินค้าจะนำเข้าจากต่างประเทศได้ ต้องถึงสัปดาห์หน้า หรือวันที่ 1  พ.ย.เป็นต้นไป ขณะที่มวลน้ำก้อนใหญ่ไม่คอยท่า เตรียมถล่มกรุงเทพฯ วันที่ 27-31 ต.ค.นี้แล้ว ดังนั้นกลัวกว่าสินค้าจะนำมาขายกรุงเทพฯ จะเป็นเมืองบาดาลไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งการนำเข้ามาจะเพียงพอแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นนอกจากการวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ภาครัฐน่าจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงประชาชนมากกว่าเดิม เพราะบางพื้นที่ก็น้ำท่วมและร้านสะดวกซื้อก็ปิดไปหลายสาขาแล้ว

ส่วนการตั้งท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นศูนย์กระจายสินค้า ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.แต่ถึงตอนนี้สนามบินกับน้ำท่วมไปแล้ว ดังนั้นจึงสงสัยว่ามีความสามารถกระจายสินค้าแทนที่โกดัง อ.วังน้อยที่ถูกน้ำท่วมได้มากน้อยแค่ไหน และศูนย์กระจายสินค้าอื่นๆ จะเริ่มเปิดใช้ได้เมื่อใด

ขณะที่การใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุม ก็เป็นที่กังขาว่า กระทรวงพาณิชย์จะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีสินค้าหลายรายการที่อยู่ในบัญชีควบคุมอยู่แล้ว เช่น  ไข่ไก่ แต่ภาครัฐก็ไม่สามารถกำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพปล่อยให้ขายเกินราคาฟองละ 7-8 บาท แผงทะลุ 200 บาท ดังนั้นสินค้าที่เพิ่มเข้ามารัฐบาลจะดูแลอย่างไร เพราะตอนนี้ชาวบ้านรู้กันหมดแล้วว่า “ของแพงผิดปกติ” เว้นแต่เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ยังมองไม่เห็น และไม่เห็นตรวจจับจริงได้สักราย

ที่น่ากลัวกว่านั้น อนาคตหากสถานการณ์น้ำท่วมเพิ่มความรุนแรงขึ้น จนกระทบต่อพื้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงงานผลิตอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ปริมาณสินค้าอาจหดหายรุนแรงขึ้นกว่านี้ จึงเป็นการบ้านที่รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องฉุกคิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไร เพราะหากปล่อยให้สินค้าขาด คนไม่มีจะกิน อีกหน่อยอาจวุ่นวายเกิดเป็นกลียุคได้

ถึงวันนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องราคาสินค้าต้องเลิกนั่งเกาะโต๊ะทำงาน รอปัญหาลอยมาถึงแล้วค่อยเริ่มแก้เสียที เพราะบางครั้งเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น บทบาทเจ้าน้ำตา และคำขอโทษที่ออกจากปาก คงไม่เพียงพอ.

ทีมเศรษฐกิจ

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 8:48 am

‘ฉลอง’ลุยต่อ!ร้องความโปร่งใสจี้แจงบัญชีของบริจาค(ชมคลิปข่าวข้างท้าย)

“ฉลอง เรี่ยวแรง”เดินหน้าต่อจี้ ศปภ.แจงบัญชีของบริจาค เพื่อความโปร่งใส ท้า”ณัฐวุฒิ -จตุพร “เลือกตั้งครั้งหน้าลงส.ส.เขตกทม.พิสูจน์คะแนนนิยม

นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.ออกมาระบุว่าคนเสื้อแดงไม่ใช้อภิสิทธิ์รับของบริจาคช่วยน้ำท่วมว่า เรื่องนี้ถ้าโปร่งใสจริงควรทำบัญชีแจกแจงการบริจาคให้ชัดเจนเพื่อให้เกิด ความสบายใจต่อผู้บริจาคและเพื่อกระจายสิ่งของไปให้ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดง จะจัดงานในวันที่ 29 ต.ค.เพื่อระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมนั้น นายฉลอง กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่านี้ ถ้าไปตั้งโต๊ะรับบริจาคที่แยกราชประสงค์ และอยากรู้ว่าจะมีคนมาเป็นหมื่นหรือไม่ ซึ่งหากมาจริงบริจาคแค่คนละ 100 บาทก็น่าจะได้เงินเป็นล้านบาทแล้ว ตนจะดูว่าจะมีคนเสื้อแดงมาโดยที่ไม่มีส.ส.จัดหรือขนมาหรือไม่ ทั้งนี้ หากวันนี้ยังมั่นใจในกระแสของคนเสื้อแดงเรียกว่าแดงทั้งแผ่นดินว่ามีเยอะ จริง การเลือกตั้งในกทม.หลายเขตคงไม่สอบตกอย่างนี้ ตนขอท้าเลยว่าการเลือกตั้งสมัยหน้าถ้าแน่จริง ทั้งนายณัฐวุฒิ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ควรลงสมัคร ส.ส.เขต จะที่นนทบุรีหรือในกทม.ก็ได้ จะได้รู้ถึงความนิยม อย่าหนีลงอันดับต้นๆในระบบบัญชีรายชื่อ

เย้ยมีจิตวิญญาณ-ภาวะผู้นำมากกว่า

นายฉลอง ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีจิตวิญญาณของคนเสื้อแดงว่า ตนเข้าใจจิตวิญญาณการต่อสู้ของเสื้อแดง และมีวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำมากกว่าแกนนำนปช. ในวันที่มีการสลายชุมนุม แกนนำเสื้อแดงบางคนหนีเอาตัวรอด ไม่มีวุฒิภาวะผู้นำที่ต้องรับผิดชอบที่พาคนไปร่วมชุมนุม และไม่มีอยู่เป็นคนสุดท้ายเหมือนแกนนำคนเสื้อเหลืองเช่นพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่เคยทิ้ง และอยู่เป็นคนสุดท้าย ยอมถูกจับ

ทั้งนี้ตนรู้ว่าคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม 80% ที่ออกมาต่อสู้นั้นเพราะศรัทธาผลงานของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระแสของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เหลือ20% อาจจะหาผลประโยชน์ กับเสื้อแดง

ข้องใจเป็นรัฐบาลแล้วยังไม่เลิกจัดกิจกรรม

นายฉลอง กล่าวอีกว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจ เพราะเมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ทำไมกลุ่มคนเสื้อแดงยังจัดกิจกรรมอะไรกันนักหนา ไม่รู้ว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ ส่วนตัวยังศรัทธาคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ต่อต้านรัฐประหาร หรือจะล้มรัฐธรรมนูญ ปี2550 ตนก็เห็นด้วย แต่ถ้าคิดจะล้มเจ้า นั้นตนไม่เอาด้วย เพราะคนในพื้นที่มีความศรัทธาในแนวทางนี้ คนเสื้อแดงไม่ใช่ว่าจะทำถูกทุกเรื่อง อะไรที่ถูกก็ต้องชื่นชม อะไรที่ถูกรังแกก็ต้องพูด

แต่วันนี้ อย่าทำให้คนรังเกียจ ทุกวันนี้ชาวบ้านก็เห็นว่าทหารมาช่วยเรื่องน้ำท่วมมากมาย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนจ้องจะจุดประเด็นสร้างความขัดแย้ง โดยเฉพาะการจะแก้ ไขพ.ร.บ.กลาโหม ที่ยิ่งสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปเล่นงานทหาร วันนี้เราต้องละลายสี ไม่มีกลุ่ม
นายฉลอง กล่าวด้วยว่า การได้กลับมาเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นมันเลยจุดประสงค์ไปแล้ว เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นส.ส.ก็ควรเป็น ส.ส.ของประชาชน ไม่ใช่ส.ส.ของกลุ่มใดหรือสีอะไร ต้องเข้าใจหลักการนี้ด้วย ไม่ใช่ไม่พอใจเรื่องอะไร ก็จะเอามวลชนมาบีบ การจะผลักดันกฎหมายอะไรควรเป็นไปตามกลไกของสภาฯ

มาชมภาพข่าวที่สมาชิกบน โซเซียลเน็ตเวิร์ต

โพสข้อความฝากมาให้ลองติดตามดูนะ………คลิกชมได้ที่นี่

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:20 pm

พลัง’ไอเดีย’สร้างแบรนด์ ปั่นกระแส’แชร์’โซเชียล มีเดีย

นับจากนี้การสื่อสารทุกรูปแบบจะเปลี่ยนไปอย่างพลิกฝ่ามือ ทุกครั้งที่คุณเห็นมันคืองานโฆษณา ใบไม้ ก้อนหิน สามารถเป็นงานโฆษณาได้หมด

โดยเฉพาะการสื่อสารในรูปแบบของดิจิทัล เมื่อระบบ 5G จะมาสิ้นปีนี้ที่ NEWYORK CITY เมืองเดียวที่พัฒนาไม่หยุด ในทุกๆ ด้าน
5G มาอะไรจะเกิดขึ้น คุณสามารถโหลด APP ได้เพียง 3 กะพริบตา โหลดหนังทั้งเรื่องใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที คุณสามารถถ่ายหนังสั้นแล้วอัพโหลด บน Youtube ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนาน จากที่เคยรอโหลดดูหนังจากยูทูบ คุณแค่คลิก รอ 5 กะพริบตา หนังก็จะมาให้คุณชมตรงหน้า และนี้ยังไม่รวมถึง Smart TV ที่กำลังเติบโตแบบไม่หยุด
การสื่อสารแนวใหม่จะเป็นการให้กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรม เช่น ดิจิทัล บิลบอร์ด ที่คุณสามารถ Interative กับคนได้ทั้งโลก และส่งให้เพื่อนทักทายจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง โดยผ่านบิลบอร์ด ใจกลาง TIME SQUARE  ไปไกลกว่าที่เคยไกล
แต่สิ่งสำคัญที่สุด ยังคงเป็น เรื่องของไอเดีย ในการให้ส่งต่อให้ผู้บริโภค… WOW ถ้าคุณมีเทคโนโลยีดีแค่ไหน แต่ไอเดียเท่าเม็ดแมงลัก ก็เท่ากับว่า คุณเอาเงินค่ามีเดียไปเผาเล่น ไม่เกิดคุณค่าแถมยังเป็นขยะทางสายตา ยกตัวอย่างเช่น บิลบอร์ดต่างๆ ที่ไม่ชวนมอง รกสายตาเวลาขับรถ ไม่สวย ไม่มีรสนิยม
สิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลก แชร์ คือ ไอเดียที่เจ๋ง กับ รสนิยมในการออกแบบ ถ้าคุณมีไอเดียและเจ๋งพอ แบรนด์คุณจะกระจายไปยังมุมต่างๆ ของโลกด้วยเวลาเพียง 1 นาที แบรนด์คุณอาจจะจะไปที่นิวยอร์ก ปารีส ฝรั่งเศส  และมีคนเห็นมากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก ถ้าไอเดียคุณเจ๋งจริง นี้คืออานุภาพของเทคโนโลยี สามารถวัด KPI ได้ เก็บฐานข้อมูลได้
และเป็นความโชคดีของเมืองไทย ที่เราก็ไอเดียเจ๋งๆ ให้กล่าวถึงในวงกว้างผ่าน โซเชียล มีเดีย ว่าเมืองไทยก็สามารถนะ… ถ้าเรามีไอเดียที่เจ๋ง และลูกค้าที่ยอดเยี่ยม กล้าที่เป็นผู้นำของโลก เช่น  กาแฟ เนเจอร์กิฟ ที่นำเข็มขัดมารัดตึกขนาดยักษ์ใจกลางเมืองที่จะบอกว่า มาร่วมลดน้ำหนักกับ ภารกิจเป๊ะ สื่อ Ambient Media นี้ทำให้คนกว่า 300,000 คนเห็นในแต่ละวัน  ซึ่งถือเป็น Case Study ที่น่าศึกษามาก เพราะหลักจากที่สื่อนี้ออกไป คนที่นิวยอร์กก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของงานโฆษณาเมืองไทยว่าสามารถไปไกลกว่า ที่คิด ผ่านสื่อโซเชียล มีเดีย รอบโลก
การที่จะทำให้คนจำนวนมากเข้าร่วมสมัครภารกิจ โดยการคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์  และคลิกเพื่อเข้าสมัครนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายในยุคปัจจุบันนี้ เพราะโลกของอินเทอร์เน็ต มีหลายล้านเว็บไซต์ให้คลิก  ทำไมต้องมาคลิก www.doodeemission.com   ของ กาแฟ เนเจอร์กิฟ  ทางทีมครีเอทีฟ จึงคิดว่า น่าจะต้องหาไอเดียแปลกๆ เพื่อมาเคาะประตูหน้าบ้านให้เขารับรู้ สร้างความประหลาดใจ และสงสัย
เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์ อยากรู้ อยากเห็น ไอเดียจึงต้องกระตุ้นความสนใจแบบประชิดตัวด้วยการ นำเข็มขัดชายหญิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรัดเอว ว่าผอมหรือ อ้วน มารัดตึกที่มีรูปร่างตันๆ อ้วนๆ เหลี่ยมๆ ให้ดูมีเอว มีทรวดทรง โดยการรัดทั้งสองตึกให้ดู IMPACT เพื่อสื่อถึงการลดน้ำหนักได้ทั้งชายและหญิง และประชาสัมพันธ์  www.doodeemission.com  ให้คนเข้ามาคลิกและร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
ถือเป็นสื่อโฆษณาที่มีพลังมาก เพราะเป็นจุดโฟกัสของสายตาทุกคู่ ใจกลางเมือง ถือว่าไอเดียนี้ ประสบความสำเร็จ เกินคาดแบบเข็มขัดคาดไม่ถึงจริงๆ

นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์
นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์
Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:14 pm

พฤติกรรมใช้”โซเชียล เน็ตเวิร์ค”ของคนไทยใน”วิกฤติ”น้ำท่วม

เหตุการณ์น้ำท่วมขณะนี้ สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ การสื่อสารคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป

เหตุการณ์ น้ำท่วมขณะนี้ พบว่า กระทบกับคนไทยหลายๆ คน เกือบครึ่งประเทศ สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ การสื่อสารคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่รับข่าวสารผ่านทางทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่หลังที่เรามี “โซเชียล เน็ตเวิร์ค” ก็กลายเป็นช่องทางสื่อสาร เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ขึ้น เพราะผู้คนต่างต้องการข้อมูลข่าวสารที่ “เร็ว” ตามทันเหตุการณ์ จะให้ไปนั่งรอฟังข่าวจากทีวี หรือวิทยุก็อาจจะไม่ได้มานั่งเฝ้าสื่อพวกนี้กันทั้งวัน

ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันทีที่ข่าวหรือเหตุการณ์เกิดขึ้น ช่องทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค จึงเป็นช่องทางที่คนไทยเริ่มหันไปใช้ และสื่อสารผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลในการให้ข้อมูล ทำให้การรับข้อมูลทางออนไลน์ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมเฝ้าสังเกตจำนวนคนไทย ที่ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ พบว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านข้อความ แต่หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่า จำนวนคนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เพิ่มขึ้น เป็น 2.2 ล้านข้อความ หรือเพิ่มถึง 47% จากเวลาปกติภายในไม่กี่วัน นับเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก
ส่วนตัวผมเองใช้การค้นหาผ่านทางทวิตเตอร์เพื่อตรวจสอบดูว่า พื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่ผมสนใจ ดูว่าน้ำท่วมแล้วหรือยังจากการพูดคุยของคนในทวิตเตอร์ ซึ่งเราจะได้ข้อมูลที่รวดเร็วกว่า เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ แม้แต่การค้นหาผ่าน กูเกิล ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลจากกูเกิลจะใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเป็นวันๆ เพื่อเก็บมูลจากเว็บต่างๆ เข้ามาในระบบให้คนค้นหาได้ นั้นหมายถึง ข้อมูลนั้นล้าหลังไปแล้ว
ขณะที่การค้นหาข้อมูลผ่าน โซเชียล เน็ตเวิร์ค เป็นการหาข้อมูลรวดเร็วยิ่งการวิธีการใดๆ เพราะเป็นการค้นหาแบบทันที (Real Time) ผ่านการพูดคุยและข้อมูลของคุณที่สื่อสารกัน ทำให้เราทราบถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ภายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้า แต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณให้มากๆ ในการรับ หรือบอกต่อด้วย เพราะถือเป็นสื่อที่มีข่าวลือเกิดขึ้นได้มากมายเช่นเดียวกัน

ผมยังได้ศึกษาต่อถึงพฤติกรรมคนไทยที่ใช้ทวิตเตอร์ พบข้อมูลการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เป็นการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 (ปีก่อน) พบว่า คนไทยใช้ทวิตเตอร์วันละประมาณ 38,500 คน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2554 มีคนใช้ทวิตเตอร์มากขึ้น 122,778 คน โตขึ้นมากถึง 257.94% จากปีก่อนเลยทีเดียว

ทั้งยังพบว่า คนไทยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ 376,761 ข้อความต่อวัน เมื่อเดือนตุลาคม 2553 แต่เดือนตุลาคม 2554 คนไทยทวีตเพิ่มมากขึ้นถึง 2,205,706 ข้อความต่อวัน โตมากขึ้น 571% ทำให้ตัวเลขอัตราเฉลี่ยคนไทยเฉลี่ยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ 10 ข้อความต่อคนต่อวัน ในเดือนตุลาคม 2553 เพิ่มเป็น 18 ข้อความต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 87.64% ในตุลาคม 2554

สิ่งที่น่าสนใจของโลก โซเชียล เน็ตเวิร์ค ช่วงน้ำท่วมอีกอย่างหนึ่ง จากเหตุการณ์ที่ “คุณศศิน เฉลิมลาภ” เลขามูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ออกมาวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมกรุงเทพฯ ผ่านทางยูทูบ (Youtube) จากผู้ชายคนหนึ่งที่คนทั่วประเทศแทบไม่รู้จัก กลายเป็นคนที่คนทั่วประเทศต่างให้ความสนใจจากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องน้ำ ท่วมของคุณศศินผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ทำให้จำนวนคนดูคลิปของคุณศศินมีมากมายหลายล้านคนภายในเวลาไม่กี่วัน (ตัวเลขคนดูจากหลายๆ คลิปรวมกัน)

แนวความคิดของคุณศศิน เข้าถึงต่อคนไทยจำนวนมาก จึงส่งผลให้คุณศศินเข้าไปมีบทบาทในสื่ออื่นๆ ทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์  และต้องยอมรับว่ามีผลต่อการแก้ปัญหาเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้ด้วย เช่นกัน
นอกจากนี้ จำนวนคนที่เข้าไปติดตามใน เฟซบุ๊คของคุณศศิน ก็เพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว เพียงเวลาไม่กี่วันคนเข้าติดตามมากถึง 2 หมื่นกว่าคนแล้ว พร้อมกับข้อความให้กำลังใจ สนับสนุน แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางนี้ด้วย

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:11 pm

ทรงเยี่ยม…ผู้ประสบอุทกภัย

สมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:47 pm

ไมโครซอฟท์ผุดจอสัมผัสเคลื่อนที่ ผนึกคาร์เนกี้พัฒนา”ออมนิทัช”

ไมโครซอฟท์ ค่ายคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน หนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลกด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ในสหรัฐ พัฒนาอุปกรณ์ใหม่เอี่ยมต่อยอดเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว “คีเน็กต์” ของไมโครซอฟท์ มาผนวกกับกล้องและเครื่องฉายเลเซอร์เกิดเป็นอุปกรณ์วิเศษที่ชื่อ ออมนิทัช สามารถเปลี่ยนกำแพง รถ หรือแม้แต่ฝ่ามือให้เป็นจอสัมผัส ทำให้การเช็กอีเมล์ เล่นอินเตอร์เน็ตหรือพิมพ์งาน เป็นไปได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา

จาก การทดสอบออมนิทัช ซึ่งต้องสวมไว้ที่ไหล่ของผู้ใช้และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถกดปุ่มตัวเลขบนแผงคีย์แพดที่ฉายลงบนมือและเขียนหนังสือใน โน้ตแพดเสมือนบนโต๊ะได้ ถือเป็นความก้าวหน้าแรกของโลกที่จะนำไปสู่การใช้งานมือถือหรือคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องพกพาของจริงไปด้วย แต่ผู้ใช้งานต้องมีเครื่องฉายและอุปกรณ์ผิวเรียบสำหรับการทำงาน

วันนี้ตัวอุปกรณ์ยังมีขนาดเทอะทะแต่นักวิจัยเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานจะสามารถ พัฒนาให้มีขนาดเล็กเท่ากับกล่องไม้ขีดและสวมใส่ได้ง่ายเหมือนกับนาฬิกาข้อ มือ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าและประสบการณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:42 pm

จีนช็อกซ้ำ-ชนแล้วถอยทับ”5ขวบ”

วัน ที่ 25 ต.ค. เดลี่เมล์รายงานว่า เกิดเหตุการณ์สะท้อนภาวะจิตใจหยาบกระด้างที่ช็อกสังคมจีนขึ้นอีกครั้ง เมื่อชายคนขับรถบรรทุก 6 ล้อในเมืองหลูโจว มณฑลเสฉวน ฝั่งตะวันตกของจีน ขับรถชนเด็กชายฉง เหมาเคอ วัย 5 ขวบ แล้วถอยหลังเพื่อเดินหน้าไปทับซ้ำจนเสียชีวิต คาดว่าเกิดจากความคิดชั่ววูบว่า ถ้าต้องจ่ายเงินชดใช้ให้กับครอบครัวเด็ก เลือกจ่ายค่าทำศพจะถูกกว่าค่ารักษาพยาบาล

เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน หยุนฟง ขณะเด็กชายเคราะห์ร้ายเดินไปโรงเรียน จาง ฉือเฟิน ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นรถบรรทุกถอยกลับมาเล็กน้อย ก่อนจะขับเดินหน้าอีกครั้ง เด็กชายฉงถูกล้อบดขยี้และลากไปไกล 9 เมตร แม่ของเด็กรู้ข่าวรีบมาที่เกิดเหตุแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับศพลูกที่ติดอยู่ ใต้ล้อรถ จึงได้แต่นั่งร้องไห้เฝ้าอยู่ด้านหลังรถ เป็นภาพที่สะเทือนใจชาวบ้านผู้พบเห็น

ตำรวจในท้องที่เปิดเผยว่า คนขับรถบรรทุกมีชื่อว่า นายเอ๋า ย้ง อายุ 35 ปี มาจากเมืองหลูเซี่ยน หลังเกิดเหตุนายย้งเป็นคนแรกที่โทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจ และเมื่อตำรวจไปถึงจึงกระโดดลงมาจากเก้าอี้คนขับและถามว่าจะต้องจ่ายเท่าไร จากนั้นโต้เถียงกับครอบครัวของเด็กนานร่วม 7 ชั่วโมงเรื่องค่าเสียหาย และปฏิเสธว่าไม่ได้ถอยรถเพื่อขับไปทับเด็กซ้ำ ระหว่างนั้นศพเด็กยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้เคลื่อนย้ายออกไป เนื่องจากชาวบ้านโกรธแค้นและเรียกร้องให้คนขับรถบรรทุกรับผิดชอบด้วยการจ่าย เงินชดใช้ทันที

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สองที่เกิดขึ้นห่างจากกรณีของ เด็กหญิงเยว่ เยว่ วัย 2 ขวบในเมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้งที่ถูกรถชนถึงสองครั้ง นอนกลิ้งบนถนนและไม่มีใครช่วยเหลือที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็น ข่าวดังไปทั่วโลก ซึ่งจุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดสามัญสำนึกและความแล้งน้ำใจของคนจีน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไป

Tags: ,
comments Comments (0)    -