17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 13th, 2011 at 9:26 pm

กลุ่มพรานกระต่ายประชุมเตรียมจัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 13.30 น. นายสมเดช สุรเดช ประธานกลุ่มโรงเรียนพรานกระต่าย ได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกลุ่มโรงเรียนพรานกระต่าย เพื่อเตรียมการวางแผนการจัดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับกลุ่มโรงเรียน โดยได้เชิญผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 7 โรงเรียนประกอบด้วย โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนบ้านพรานกระต่าย โรงเรียนอนุบาลพรานกระต่าย โรงเรียนบ้านเขาสว่างอารมณ์ โรงเรียนบ้านหนองตากล้า โรงเรียนวัดโพธาราม และโรงเรียนบ้านใหม่เขานิยม

และในการประชุมครั้งนี้ได้เชิญผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนที่ตั้งอยู่ในเขตกลุ่มโรงเรียน อีก 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ โรงเรียนอนุบาลดรุณานุกูล โรงเรียนดรุณานุกูล(หัวถนน) เข้าประชุมด้วย

ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลายเรื่อง คือ เรื่องขอทบทวนกำหนดการจัดการแข่งขันใหม่ ขอเลื่อนจากเดิมวันที่ 30 – 31 ตุลาคม 2554 เลื่อนเป็น วันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2554 ส่งรายชื่อให้ สพป.กพ.เขต 1 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554ส่วนสถานที่แข่งขันขอความร่วมมือจาก โรงเรียนบ้านพรานกระต่าย โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว และ โรงเรียนอนุบาลพรานกระต่าย

สำหรับกำหนดการแข่งขันในระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1(ในฐานะเจ้าภาพจัดเฉพาะระดับปฐมวัยและประถมศึกษา) ชื่อ “มหกรรมเปิดโลกการศึกษาศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 61 ประจำการศึกษา 2554″กำหนดแข่งขัน ในวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2554 สถานที่แข่งขันกำหนดไว้ดังนี้คือ ศูนย์SEP โรงเรียนวัดคูยาง โรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร โรงเรียนบ้านบ่อสามแสน โรงเรียนชุมชนบ้านหนองปลิง คัดเป็นตัวแทนระดับเขตพื้นที่ สพป.กพ.เขต 1

ส่วนเจ้าภาพระดับมัธยมศึกษา มอบให้ สำนักงกานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ที่ 41 เป็นผู้จัดการแข่งขัน โดยให้ข้าราชการครูได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางเว็บไซด์ของ สพม.เขต 41

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 13th, 2011 at 3:27 pm

‘พิสิฐ’เตือนรัฐระวังกับดักหนี้ ซ้ำรอยกรีซ

คณบดีคณะ เศรษฐศาสตร์ มช. เตือนภาครัฐอย่าหลอกตัวเองหนี้ต่ำ ชี้อาจเจอกับดักหนี้แบบ “กรีซ” ได้ แนะกระทรวงคลังคิดนโยบายให้ตกผนึกก่อนประกาศใช้

เปิด ฉากยิ่งใหญ่สำหรับนโยบาย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1″ โดยเฉพาะนโยบายรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ค่าแรงขั้นต่ำ รวมไปถึงโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากคนทุกชนชั้น ไล่เรียงตั้งแต่คนรายได้น้อยไปจนระดับมหาเศรษฐี และแน่นอนว่า นโยบายที่ออกมาล้วนแต่ต้องใช้เงินงบประมาณอย่างมหาศาล จึงไม่แปลกที่จะมีคำถามเชิงเป็นห่วงออกมาจากทั้งฝ่ายนักวิชาการและนัก เศรษฐศาสตร์จากทั่วประเทศ 

พิสิฐ ลี้อาธรรม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ค่อนข้างกังวลกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ โดยเขาให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลมีแผนนำมาใช้ อยากให้คิดอย่างรอบคอบและพิจารณาจนตกผลึกก่อนนำมาใช้ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้น ที่สำคัญ ไม่อยากให้รัฐบาลคิดว่าหนี้สาธารณะของประเทศยังต่ำ เพราะเราอาจติดกับดักหนี้เหมือนกับที่กรีซกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ได้

“ทุกวันนี้ เรายังหลอกตัวเองว่าหนี้เราต่ำแค่ 40% ของจีดีพี แต่เราลืมไปว่า รายได้เราก็ต่ำด้วย แค่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นแม้เขาจะมีหนี้สาธารณะสูง ถึง 80-90% แต่รายได้ต่อจีดีพีเขาก็สูงด้วย โดยเฉลี่ยอยู่ระดับ 40-50% ดังนั้น เราอย่าหลอกตัวเองอีกเลยว่าเรายังมีความสามารถในการก่อหนี้ เพราะเราอาจติดกับดักหนี้แบบที่กรีซเจออยู่ตอนนี้ก็ได้”

นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลยังมีหนี้ที่ไม่ได้โชว์อยู่ในตัวเลขหนี้สาธารณะอีก มากมาย ซึ่งเป็นหนี้จากโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งปัจจุบันนี้ถ้าไปดูตัวเลขหนี้ตามโรงพยาบาลรัฐต่างๆ จะเห็นว่าเพิ่มสูงขึ้นมาก รวมไปถึงหนี้ที่อยู่ในรูปของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งถ้าเกิดปัญหามา รัฐบาลเองก็ต้องเป็นผู้ชดใช้อยู่ดี

สำหรับกลไกการดำเนินนโยบายของรัฐบาลนั้น “พิสิฐ” แนะนำว่า ก่อนจะออกมาตรการใดๆ รัฐบาลควรคิดให้ตกผลึกก่อนว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของมาตรการนั้นๆ คือ อะไรกันแน่ อย่างกรณีของรถยนต์คันแรก รัฐบาลต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ตกลงจะสนับสนุนในเรื่องอะไร ระหว่างการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานโดยหันมาใช้รถสาธารณะ หรือสนับสนุนให้เด็กจบใหม่มีรถยนต์ใช้ ส่วนในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น เขาย้ำว่าไม่ได้ต่อต้านในเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง เพราะยังไงค่าแรงขั้นต่ำก็ต้องเพิ่มอยู่แล้วในท้ายที่สุด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่การปรับขึ้นไม่ควรไปทำให้มันผิดธรรมชาติ เพราะจะทำให้กลไกต่างๆ บิดเบี้ยวไปหมด

“พิสิฐ” บอกด้วยว่า กรณีค่าแรงขั้นต่ำนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) นั้น อาจได้รับผลกระทบได้ จากเดิมที่ใช้ระบบจ้างงานตามปกติ ก็อาจเปลี่ยนมาใช้วิธีเหมางานแทน หรือไม่ก็อาจใช้วิธีแอบจ้างงาน จนทำให้เกิดปัญหาแรงงานนอกระบบได้

“วิธีที่รัฐบาลควรทำมากที่สุด คือ ดึงแรงงานที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยปัจจุบันแรงงานในประเทศไทยมีทั้งหมด 38 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้อยู่ในระบบเพียง 14 ล้านคน ขณะที่อีก 24 ล้านคนล้วนอยู่นอกระบบ หากภาครัฐสามารถดึงแรงงานเหล่านี้ให้เข้ามาอยู่ในระบบได้ ก็จะถือเป็นประสบความสำเร็จอย่างมาก”

“พิสิฐ” ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐดันออกมา ไม่จำเป็นต้องห่วงในเรื่องการเลือกตั้งมากเกินไป เพราะยังมีเวลาเหลืออีก 4 ปี ดังนั้น จึงควรมุ่งบริหารเศรษฐกิจให้ดี และนโยบายต่างๆ ต้องชัดเจน ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ที่สำคัญ การดำเนินนโยบายระหว่าง นโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง ควรจะต้องไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

“ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง คือ แบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยมาต่อเนื่อง เพราะเงินเฟ้อมันสูงขึ้น แต่รัฐบาลกลับดำเนินนโยบาย ลด แลก แจก แถม ในเรื่องรถยนต์กับบ้าน โดยไม่รู้ว่ามีเป้าหมายอะไรกันแน่ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่าย แถมให้ดอกเบี้ย 0% ขณะที่แบงก์ชาติพยายามขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง มันเลยทำให้เกิดคำถามว่า การผสานนโยบายระหว่าง การเงิน กับการคลังมีมากน้อยแค่ไหน”

สำหรับกรณีนี้ “พิสิฐ” ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจของไทยช่วงที่ผ่านมา ยังไม่จำเป็นต้องใช้แรงกระตุ้นมากนัก เพราะถ้าดูการเติบโตก็ยังอยู่ระดับ 3-5% ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังดี และเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ตกต่ำเหมือนที่อื่น ดังนั้น ความจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นจึงไม่มากนัก ซึ่งดูแล้วนโยบายการเงินช่วงที่ผ่านมาดูจะมองเศรษฐกิจทะลุได้ดีกว่า ขณะที่นโยบายการคลังเองอาจมีแรงบีบมากเกินไป

เขายังบอกด้วยว่า ถ้าดูเงินเฟ้อปัจจุบันที่เฉลี่ยอยู่ระดับ 4% เทียบกับดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% ก็คงต้องลุ้นให้เงินเฟ้อไม่ปรับขึ้นไปสูงมากกว่านี้ เพราะถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง เหมือนกับที่จีนและอินเดียเผชิญอยู่ คือ แม้เขาพยายามแตะเบรกทางเศรษฐกิจแต่เงินเฟ้อยังคงวิ่งสูงขึ้น

“เงินเฟ้อมันเหมือนกับ Snowball เวลามันเกิดแล้ว มันจะขึ้นต่อเนื่อง โตไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่สามารถหยุดมันได้ มันก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น มันไม่ได้เป็นแบบที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลบอกกันว่า ปรับเงินเดือนแล้วเงินเฟ้อมันเกิดครั้งเดียวก็จบ แต่มันมีเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกจนมีผลต่อเนื่อง”

“พิสิฐ” ยังให้ความเห็นในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund หรือ SWF) ด้วยว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ใช่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทั้งประเทศ โดยทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดมาจากการค้าขายที่เกินดุล เงินที่ไหลเข้ามาลงทุน จนทำให้ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน

เขากล่าวว่า ปัจจุบันแบงก์ชาตินำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในรูปของพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ระดับต่ำมาก ขณะเดียวกัน แบงก์ชาติเองก็มีหน้าที่ต้องดูแลปริมาณเงินในระบบ ต้องดูดซับสภาพคล่องกับมาเพื่อไม่ให้กระทบต่อเงินเฟ้อ ซึ่งการดูดซับสภาพคล่องก็ต้องมีการออกพันธบัตรขาย แบงก์ชาติจึงมีภาระต้นทุนที่ต้องดูแลในส่วนนี้ด้วย

“เราไปลงทุนในบอนด์ที่มีดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ต้องออกบอนด์ในประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เท่ากับเราสูญเสียโอกาสไปเท่าไร เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยทุกๆ 1% หมายความว่า ทุนสำรองที่เรามีอยู่ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ เราต้องสูญเสียดอกเบี้ยปีละ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเงินจำนวนนี้ สามารถนำไปลงทุนอะไรได้อีกเยอะแยะ”

นอกจากนี้ “พิสิฐ” ยังให้ความเห็นว่า รูปแบบการลงทุนของแบงก์ชาติในปัจจุบัน เหมาะกับช่วงที่ทุนสำรองอยู่ในระดับต่ำ แต่ช่วงที่ทุนสำรองสูงแบบนี้ ก็คงต้องถามว่าเราจะสะสมไว้เยอะแยะทำไม แล้วทำให้สูญเสียโอกาสในการหารายได้ให้กับประเทศด้วย
“พิสิฐ” ยังระบุด้วยว่า ถ้าดูประเทศเกาหลีใต้ พอเขามีทุนสำรอง สูงแตะระดับ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ เขาก็เริ่มกันเงินส่วนหนึ่งหรือประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เอาไปตั้งกองทุนในลักษณะนี้ขึ้นมา ประเทศอื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ใช้วิธีลักษณะเดียวกัน

เขาบอกด้วยว่า หากเราจะตั้งกองทุน ไม่ได้หมายความว่าต้องไปแยกเงินออกมาจากแบงก์ชาติ ซึ่งเราอาจใช้วิธีจัดตั้งหน่วยงานพิเศษของประเทศขึ้นมา แล้วออกพันธบัตรขายกับแบงก์ชาติก็ได้ โดยที่หน่วยงานนี้ต้องทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ ที่สำคัญ ปลอดพ้นจากการเมือง และก็นำเงินตรงนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าจะสร้างดอกผลที่ดีให้กับประเทศ

“ในความเห็นของผมแล้ว มองว่าตอนนี้เรามีทุนสำรองระดับ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ถ้าดึงออกมาซัก 1-2 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็น่าจะโอเค เพียงแต่การบริหารต้องมีความเป็นอิสระ เพราะสิ่งที่อัตราที่สุดของเรื่องนี้ คือ การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานไม่เป็นไปตามกลไกตลาด”

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 13th, 2011 at 3:14 pm

เขื่อนภูมิพลปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินแล้ว – ลดระบายน้ำลงอีก 40 ล้าน ลบ.ม.

ตาก- เขื่อนภูมิพลปิดบานประตูระบายน้ำฉุกเฉินแล้วตั้งแต่บ่ายวันนี้ (13 ต.ค.) หลังน้ำเหนือลดลงต่อเนื่อง พร้อมลดการระบายน้ำเหลือ 60 ล้าน ลบ.ม./วัน

       นายบุญอินทร์ ชื่นชวลิต ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลมีปริมาณลดลง ซึ่งเมื่อวานนี้ (12 ต.ค.) มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลเพียง 82.19 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

       ทางเขื่อนภูมิพล ร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ซึ่งมีอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธาน จึงมีมติลดการระบายน้ำลง โดยปิดบานประตูระบายน้ำฉุกเฉินทั้งหมดในช่วงบ่ายวันนี้ (13 ต.ค.) เหลือการระบายน้ำผ่านทางเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพียงวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อลดการปริมาณน้ำที่ไหลไปสู่ลุ่มเจ้าพระยา และในพื้นที่ภาคกลางที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้

       ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพลเปิดเผยต่อไปว่า ส่วนสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลขณะนี้ระดับน้ำอยู่ที่ 259.65 เมตร รทก. สูงกว่าปีที่ผ่านมา 26.06 เมตร เขื่อนภูมิพลยังสามารถรับน้ำได้อีก 108.84 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 0.81% ซึ่งปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้ว 6,608.14 ลูกบาศก์เมตร

       สำหรับในวันนี้ (13 ต.ค.) เขื่อนภูมิพลยังระบายน้ำผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีอัตราการไหล 835 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และอัตราการไหลของแม่น้ำวัง ประมาณ 265 ลูกบาศก์เมตร/วินาที รวมอัตราการไหลในแม่น้ำปิง 1,100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งแม่น้ำปิงสามารถรับได้ จึงจะขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำปิง บริเวณจังหวัดตาก และกำแพงเพชรได้คลายความวิตกกังวลลง เพราะเขื่อนภูมิพลได้ปิดบานประตูระบายน้ำฉุกเฉิน (สปิลเวย์) ตั้งแต่บ่ายวันนี้ (13 ต.ค.) คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมคงจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้

Tags:
comments Comments (0)    -
October 13th, 2011 at 2:57 pm

ก.ค.ศ.ย้ำครูมีผลงานระดับชาติไม่ได้เลื่อนวิทยฐานะอัตโนมัติ

ต้องมีการประเมินผลงานอีกที

นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่าหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดให้หน่วยงานทำการคัดเลือกส่งรายชื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดเข้าประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญ การพิเศษ (ชกพ.) และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ชช.) นั้น ปรากฏว่าหน่วยงานต่างๆได้เสนอคำขอเข้ามาแล้วกว่า 400 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนนำเสนอรายชื่อให้ที่ประชุมก.ค.ศ. เห็นชอบ จากนั้นจะมีการลงไปประเมินผลงานในระดับพื้นที่อีกครั้ง  ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับรางวัลระดับชาติและได้รับการเสนอ ชื่อมาแล้ว ทุกคนจะได้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะโดยอัตโนมัติ

“การลงไปประเมินผลงานในพื้นที่นั้น จะต้องดูว่าผลงานระดับชาติที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการประเมินได้รับ มานั้น มีผลต่อการจัดการเรียนการสอนมากน้อยแค่ไหนด้วย” เลขาธิการก.ค.ศ.กล่าวและว่า สำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวุฒิการ ศึกษาระดับปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ขณะนี้กำลังรอรายละเอียดและหลักเกณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อยู่

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.กำลังรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างแก้ไขพ.ร.บ.ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีการเสนอปรับแก้ในหลายมาตรา อาทิ มาตรา 20 ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. มีฐานะเป็นกรมและเป็นนิติบุคคล โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกโดยย่อว่า “เลขาธิการ ก.ค.ศ.” เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารงานราชการของสำนักงาน ก.ค.ศ. ขึ้นตรงต่อ รมว.ศึกษาธิการ มาตรา 38 ตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนของตําแหน่งผู้บริหารสถาน ศึกษาและผู้บริหารการศึกษาได้เพิ่มตำแหน่ง ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการ ศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) จังหวัด/กทม. รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด เป็นต้น.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 7:50 pm

ประชุมคณะกรรมการติดตามระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนและประเมินผลของเทศบาลตำบลพรานกระต่าย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 13.30 น. นายสมเดช สุรเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนและประเมินผลของเทศบาลตำบลพรานกระต่าย  ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลพรานกระต่าย

ระเบียบวาระการประชุม มีดังนี้ คือ เรื่องการเลือกประธานคณะกรรมการใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากคนเดิมได้หมดวาระ ผลการประชุมมีมติให้ นายอุบลปรีชา สุชัยยะ สมาชิกสภาเทศบาล เป็นประธาน

สำหรับระเบียบวาระการประชุมมีสาระสำคัญคือ ได้มีการรายงานสรุปการวางแผนพัฒนา 3 ปี

ในปี 2554 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ จำนวน 9 ยุทธศาสตร์ มีโครงการ 126 โครงการ จำนวนเงิน 88,646,784.00 บาท

ในปี 2555 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ จำนวน 9 ยุทธศาสตร์ มีโครงการ 137 โครงการ จำนวนเงิน 48,541,200.00 บาท

ในปี 2556 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ จำนวน 9 ยุทธศาสตร์ มีโครงการ 138 โครงการ จำนวนเงิน 37,454,000.00 บาท

เรื่อง เกี่ยวกับการวางแผนกำกับติดตามการดำเนินการตามแผนพัฒนา 3 ปี ของปี 2555 และ ปี 2556 กำหนดไว้ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะก่อนการดำเนินการตามแผน โดยให้เทศบาลตำบลพรานกระต่าย ได้นัดหมายการประชุมเพื่อรับทราบรายละเอียดของแผนพัฒนาที่จะต้องปฏิบัติ  ระยะที่ 2 ระยะระหว่างการดำเนินการตามแผน(6 เดือน)เพื่อดูความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามแผน  และ  ระยะที่ 3 ระยะหลังเสร็จสิ้นโครงการ

ก่อนการปิดการประชุม ที่ประชุมได้เสนอแนะเรื่องอื่น ๆ ไว้ดังนี้ คือ 1. ก่อนการประชุม ให้เทศบาลมีหนังสือนัดหมายคณะกรรมการล่วงหน้าพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์  2. การรับรองระเบียวาระการประชุมครั้งที่แล้ว ควรนำเข้ามารายงานให้ที่ประชุมเห็นชอบด้วย

ปิดการประชุมเวลา 15.30 น.

ภาพประกอบ


ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับครู นักเรียน เพิ่มเติมได้ที่

www.สมเดช.com


Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 4:11 pm

ประมวลภาพสถานการณ์น้ำท่วม

 เตือนภาคกลางตอนล่าง ตะวันออก ภาคใต้ตอนบนฝนชุกหนาแน่น ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก

กรม อุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ลักษณะอากาศทั่วไป ประจำวันนี้ (12 ต.ค.) ตั้งแต่เวลา 04:00 น. ว่า ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ยังคงทำให้บริเวณดังกล่าว มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณจังหวัดระนอง พังงาภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ระวังอันตรายจากฝนตกหนักในระยะนี้ อนึ่ง ในระยะ 1- 2 วันนี้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนลดลง

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา ลมเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค บริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา  ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศา ลมตะวันตก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ประมวลภาพ

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 4:01 pm

ป.สั่งไม่ฟ้อง “พสิษฐ์ “แพร่คลิปยุบ ปชป.

ชี้ไม่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ โยนให้ อสส. ชี้ขาดฟ้อง – ไม่ฟ้อง    

วันนี้( 12 ต.ค.)ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  พนักงานสอบสวนกองปราบปรามโดย พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง ผบก.ป.  ได้นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อายุ 40 ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ และน.ส.ชุติมา หรือพิมพ์พิจญ์ แสนสินรังสี  อายุ 29  ปีเจ้าหน้าที่ระดับ 3 หน้าห้องประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ผู้ต้องหาคดี เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันล่วงรู้ความลับในราชการ เปิดเผยความลับโดยประการให้เกิดความเสียหายตามกฎหมายอาญามาตรา164  และความผิดฐานร่วมกันเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการน่าจะเกิดความเสียหาย ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  พ.ศ.2550  มาตรา 14 เสนอให้พนักงานอัยการพิจารณา

จากกรณีที่เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก. 1 ป.กล่าวหาว่า  นายพสิษฐ์ และพวกแอบนำกล้องเว็บแคมไปซ่อนในห้องประชุมตุลาการรัฐธรรมนูญ แล้วบันทึกภาพขณะตุลาการกำลังหารือกันในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคลิปวิดิโอรวม5คลิป และมีการเผยแพร่ในระบบอินเตอร์เน็ต ในช่องทาง “ยูทูป” ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนสัญชาติสหรัฐ โดยผู้กระทำเจตนาให้มีการเผยแพร่ข้อมูลลับทางเครือข่ายทั่วโลก และมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารในต่างประเทศ  อย่างไรก็ตามเมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวน แต่ได้การประกันตัวออกไป จึงส่งเฉพาะสำนวนการสอบสวนให้อัยการตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา142  โดยกำหนดให้อัยการสูงสุด เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และทำความเห็นชี้ขาดว่า จะมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ การพิจารณาของ พนักงานสอบสวนนั้นมีหลายประเด็นคือ  ผู้ต้องหาเป็นเจ้าพนักงานต้องรับผิดตามมาตรา164หรือไม่เห็นว่า ความผิดตามกฎหมายนี้ผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงาน แม้นายพสิษฐ์ กับพวกเป็นบุคคลทั่วไปแต่เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย 2 มีการกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่า คลิปที่เผยแพร่มี  5 รายการ คลิปแรกเป็นภาพบุคคลระดับสูง คลิปที่สอง เป็นภาพ ทนายความของพรรคการเมืองหนึ่งไปพบบุคคลหนึ่ง และพูดคุยกันเรื่องยุบพรรคประชาธิปัตย์ คลิปที่ 3  เป็นภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังพูดคุยกันเรื่องยุบพรรคการเมือง โดยน่าเชื่อว่า ภาพถูกบันทึกมาจากเก้าอี้ของนายพสิษฐ์ คลิปที่4  เป็นการสนทนาต่อเนื่องกับคลิปที่  3  และมีการพูดว่า”เพื่อป้องกันการครหา ให้ดึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.มาร่วมรับผิดชอบด้วย” คลิปที่5 เป็นการสนทนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดคุยกันเรื่องให้ความช่วยเหลือส.ส. คนหนึ่ง ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน  พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีพยานปากใดเห็นผู้ต้องหาเป็นผู้นำกล้องไปซ่อนในห้องประชุม หรือบันทึกภาพ ไม่มีใครเห็นว่าผู้ต้องหา  นำคลิปเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แล้วเผยแพร่ทางยูทูป มีแต่ผู้ใช้ยูสเนมว่า “โอ้ มายก็อด 3009” โดยไม่ระบุอีเมล์แอดเดรส จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้พยายามขอตรวจสอบข้อมูล จากบริษัท ยูทูปฯซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกูเกิล สัญชาติสหรัฐฯ ก็ได้รับแจ้งกลับมาว่า คดีลักษณะดังกล่าว ไม่ตรงกับความผิดในสหรัฐฯ จึงไม่อาจสนับสนุนข้อมูลให้ได้

พนักงานสอบสวนจึงยุติการสอบสวน พร้อมทำความเห็นเสนออัยการสมควร”สั่งไม่ฟ้อง”ผู้ต้องหาทั้งสอง และปล่อยผู้ต้องหาไปตามกฎมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา143 โดยระหว่างนี้ คดีอยู่ระหว่างการกลั่นกรองของคณะทำงานอัยการสูงสุด คาดว่าจะเสนอความเห็นต่อนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พิจารณา ชี้ขาดได้ในสัปดาห์

Tags:
comments Comments (0)    -
October 12th, 2011 at 3:12 pm

ประกาศแล้วโรงเรียนนำร่องแท็ปเล็ต 4 ภูมิภาค

ประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการนำร่อง One Tablet PC per Child

ตามที่ สพฐ. รับสมัครโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการนำร่อง One Tablet PC per Child ในระหว่างวันที่ 3 – 7 ตุลาคม 2554 นั้น
บัดนี้ สพฐ. ได้พิจารณาคัดเลือกโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการนำร่องเรียบร้อยแล้ว รายละเอียดดังประกาศ ที่แนบมาด้วยนี้

ดูประกาศ……คลิกที่นี่

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 7:23 pm

ครม.ไม่อนุมัติ 12-14 ต.ค. เป็นวันหยุด

“ชุมพล”เผย ครม.ไม่อนุมัติ 12-14 ต.ค. เป็นวันหยุด ชี้ยังไม่ควรประกาศภาวะฉุกเฉิน ด้านอุทกภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เกี่ยวกับกระแสข่าวที่ ครม.อาจพิจารณาให้ประกาศวันหยุดราชการ 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 12-14 ตุลาคม เพื่อให้ประชาชนขนย้ายสิ่งของหนีน้ำได้ทัน เนื่องจากปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดค่อนข้างวิกฤต ว่า ยังไม่มีการพิจารณาวาระดังกล่าว เพราะหากประกาศวันหยุดราชการ จะไม่มีเจ้าหน้าที่มาทำงาน และการช่วยเหลือประชาชนจะชะงัก ไม่มีคนดูแลผู้ประสบภัย หากจะมีการประกาศวันหยุดราชการ จะพิจารณาตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีที่ฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน เสนอให้มีการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ภายหลังการประชุม ครม. นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่อนุมัติให้วันที่ 12-14 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการแล้ว แต่ให้หน่วยงานท้องถิ่นพิจารณาตามความเหมาะสม และเจ้าหน้าที่รัฐสามารถลาไปช่วยเหลือน้ำท่วมได้ นายชุมพล กล่าวต่อว่า ยังเห็นว่าไม่ควรประกาศภาวะฉุกเฉินด้านอุทกภัย เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติตื่นตระหนก โดยยืนยันว่าขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ได้รับผลกระทบ ประเมินจากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทางสุวรรณภูมิยังอยู่ที่ 4 หมื่นคนต่อวันเท่าเดิม ส่วนเป้ายังคงอยู่ที่ 19 ล้านคนเช่นเดิม ยังไม่มีการปรับลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 7:17 pm

สรุปประเด็น ถาม–ตอบ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 5/2554 (การประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์)

สรุปประเด็น ถาม–ตอบ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 5/2554 (การประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์)

๑. ถาม ก.ค.ศ. มีแนวทางการพิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติอย่างไร เหตุใดบางรางวัลที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับอย่างแพร่หลาย เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ จึงไม่ได้รับการรับรอง

ตอบ ก.ค.ศ. ได้พิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไปตามแนวทางที่ ก.ค.ศ. กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ ว ๕/๒๕๕๔ ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบ ๔ ข้อ คือ

๑. ส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ให้รางวัลหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้ รางวัล หรือมีส่วนร่วมในการประเมิน หรือเป็นรางวัลที่หน่วยงานอื่นที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศเป็นผู้ให้รางวัล

๒. ส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัล ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาว่ารางวัลนั้น ส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัลมีการดำเนินการให้รางวัลอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันยังคงมีการให้รางวัลอยู่

๓. มีหลักเกณฑ์การให้รางวัล กระบวนการประเมิน วิธีการ และตัวชี้วัดที่ชัดเจน พิจารณาจาก

๓.๑ การเปิดโอกาสให้ข้าราชการมีโอกาสเข้ารับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง เช่น ในสังกัดทั่วประเทศ ทุกสังกัดทั่วประเทศ หรือระหว่างสังกัดร่วมกันทั่วประเทศ หรือโครงการในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษต่างๆ และ

๓.๒ ส่วนราชการ/หน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์มีการประเมินในขั้นสุดท้าย และ

๓.๓ หัวหน้าส่วนราชการ/หัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานอื่น เป็นผู้ลงนามในการประกาศเกียรติคุณ/เกียรติบัตร โล่ ฯลฯ

๔. ส่งผลการต่อการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานจนเป็นที่ประจักษ์ พิจารณาจาก

๔.๑ มีผลงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาการ จัดการศึกษา การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน เช่น การสร้างนวัตกรรมการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ เสริมสร้างทักษะ ทัศนคติและคุณลักษณะอันพึงประสงค์แก่ผู้เรียน เป็นต้น

๔.๒ กรณีที่เสนอรางวัลเป็นงานวิจัย งานวิจัยนั้นต้องส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษา การจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน

ทั้งนี้ ก.ค.ศ. ได้พิจารณารับรองรางวัลฯ ตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ซึ่งอาจมีบางรางวัลที่ส่วนราชการไม่ได้เสนอ หรือบางรางวัลที่ส่วนราชการเสนอ แต่เมื่อพิจารณาแล้วมีองค์ประกอบไม่ครบทุกองค์ประกอบ เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ สพฐ. มิได้มีการตรวจสอบในขั้นสุดท้าย จึงยังมิได้ให้การรับรองในครั้งนี้

๒. ถาม ถ้าจะขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ แต่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติไม่ครบ ๒ รางวัล จะขอได้หรือไม่

ตอบ ถ้ามีผลงานที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติที่ ก.ค.ศ. ให้การรับรอง ๑ รางวัล และมีผลงานอื่นอีก ๑ ชิ้น ซึ่งผลงานนั้นส่วนราชการต้นสังกัดเห็นว่ามีคุณภาพเทียบเคียงได้กับผลงานที่ ได้รับรางวัลระดับชาติขึ้นไป ก็สามารถขอได้ตามหลักเกณฑ์ฯ ข้อ ๑.๔.๒

๓.ถาม ผลงานเทียบเคียงฯ ต้องเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลหรือไม่

ตอบ จะเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลหรือไม่ก็ได้ แต่ผลงานดังกล่าวต้องส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการ ปฏิบัติงาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน ชุมชน สังคม วงวิชาการ และวงวิชาชีพ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้อื่นสามารถนำ ไปปฏิบัติหรือ ประยุกต์ใช้ได้

๔. ถาม ตามที่ ก.ค.ศ. ได้อนุมัติให้ขยายเวลาการเสนอรายชื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. ออกไปเป็นวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ นั้น เป็นการขยายเวลาการยื่นคำขอของข้าราชการครูฯ ด้วยหรือไม่

ตอบ การขยายเวลาดังกล่าว เป็นการขยายเวลาให้ส่วนราชการต้นสังกัดได้มีเวลาในการคัดเลือกข้าราชการครูฯให้เข้ารับการประเมิน ซึ่งการจะให้ข้าราชการครูฯ ยื่นคำขอได้ถึงเมื่อใดนั้น ให้ดำเนินการตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด

๕. ถาม ตามหลักเกณฑ์ฯ ว ๕/๒๕๕๔ ก.ค.ศ. จะประเมินอะไรบ้าง มีแนวทางและขั้นตอนการประเมินอย่างไร

ตอบ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว ๕/๒๕๕๔ กำหนดให้มีการประเมิน ๓ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ ๒ ด้านความรู้ความสามารถ และด้านที่ ๓ ด้านผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ส่วนที่ ๒ ผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ และส่วนที่ ๓ ผลการพัฒนางานตามข้อตกลง การประเมินด้านที่ ๑ และด้านที่ ๒ และด้านที่ ๓ ส่วนที่ ๑ มีตัวชี้วัดในการประเมิน เช่นเดียวกันกับการประเมินวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว ๑๗/๒๕๕๒ สำหรับการประเมินด้านที่ ๓ ส่วนที่ ๒ จะพิจารณาจากคุณภาพและประโยชน์ของผลงานดีเด่นฯ และกระบวนการใน การจัดทำหรือพัฒนาผลงานนั้น ๆ เป็นหลัก มิได้พิจารณาเฉพาะตัวรางวัลที่ได้รับแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับขั้นตอนในการประเมินนั้น ก.ค.ศ. จะตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไปประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงานของผู้รับการประเมิน โดยในครั้งแรก จะประเมินด้านที่ ๑ ด้านที่ ๒ และด้านที่ ๓ ส่วนที่ ๑ และ ส่วนที่ ๒ ก่อน หากผลการประเมินผ่านเกณฑ์ฯ จะพิจารณาข้อเสนอในการ พัฒนางานที่ผู้รับการประเมินเสนอไว้ โดยอาจปรับให้มีความเหมาะสม แล้วจึงให้ความเห็นชอบให้เป็นข้อตกลงในการพัฒนางานต่อไป โดยข้อตกลงฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย ประเด็นในการพัฒนา เป้าหมายในการพัฒนา วิธีการพัฒนา และแนวทางการตรวจสอบและประเมิน เพื่อแสดงว่าภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อตกลงจะพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ปรากฏ ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างไร เมื่อครบกำหนดเวลาตามที่ระบุในข้อตกลงฯ แล้ว ก.ค.ศ. ก็จะดำเนินการประเมินด้านที่ ๓ ส่วนที่ ๓ (ผลการพัฒนางานตามข้อตกลง) อีกครั้งหนึ่ง โดยจะพิจารณาจากคุณภาพและประโยชน์ของผลงานฯ ว่าเป็นไปตามข้อตกลงที่จัดทำไว้หรือไม่ หากมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ จึงจะได้รับอนุมัติให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะต่อไปได้

๖. ถาม ในการดำเนินการประเมินผู้ขอรับการประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงาน ผู้รับการประเมินต้องเตรียมความพร้อมรับการประเมินอย่างไรบ้าง

ตอบ ผู้รับการประเมินต้องจัดเตรียมข้อมูล/เอกสารหลักฐานไว้เพื่อรอรับการประเมิน ในลักษณะเดียวกับการจัดเตรียมเอกสารเพื่อรอรับการประเมิน ตามหลักเกณฑ์ ว 17/2552 เพื่อให้ ก.ค.ศ. มีข้อมูลที่เพียงพอต่อการพิจารณา มิใช่จัดเตรียมเฉพาะตัวรางวัลที่ได้รับเท่านั้น เช่น สายงานการสอน จะต้องมีแผนการจัดการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการประเมินและหรือการทดสอบของวิชาที่สอน/กลุ่มสาระการเรียนรู้ในระดับ เขต/ประเทศ และเอกสารหลักฐานอื่นที่สะท้อนถึงการเป็นผู้มีความรู้ความสามารถของผู้ขอรับการประเมิน เป็นต้น

 

ที่มา http://203.146.15.33/webtcs/modules.php?name=activeshow_mod&file=article&asid=435

###ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ว5 (54) หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่น ที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยะฐานะหรือเลือนเป็นวิทยะฐานะชำนาญการ พิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

หลัก เกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยะฐานะหรือเลือนเป็นวิทยะฐานะชำนาญการ พิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

สิ่งที่ส่งมาด้วย มีรายละเอียดประกอบด้วย

(1) หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่น ที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยะฐานะหรือเลือนเป็นวิทยะฐานะชำนาญการ พิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ
1. ครู
- ครูชำนาญการพิเศษ
- ครูเชี่ยวชาญ
2. รอง ผอ.สถานศึกษา
- รอง.ผอ.ชำนาญการพิเศษ
- รอง.ผอ.เชี่ยวชาญ
3. ผอ.สถานศึกษา
- ผอ.ชำนาญการพิเศษ
- ผอ.เชี่ยวชาญ
4. รอง ผอ.สพท
- รองผอ.สพท. ชำนาญการพิเศษ
- รองผอ.สพท.เชี่ยวชาญ
5. ผอ.สพท
- ผอ.สพท.เชี่ยวชาญ
6. รอง ผอ.กศน จังหวัด
- รองผอ.กศน.จังหวัด ชำนาญการพิเศษ
- รอง ผอ.กศน.จังหวัด เชี่ยวชาญ
7. ผอ.กศน จังหวัด
- ผอ กศน.จังหวัดเชี่ยวชาญ
8 . ศึกษานิเทศก์
- ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
- ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ

(2) แบบคำขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยะฐานะหรือเลือนเป็นวิทยะฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ทุกตำแหน่ง)

(3) แบบรายงานด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
- แบบรายงานด้านที่ 1 ทุกตำแหน่งและทุกวิทยฐานะ

(4) แบบรายงานผลการปฏิบัติงาน (ด้านที่ 3)
แบบรายงานด้านที่ 3 สายงานการสอน
- การศึกษาพิเศษ
- เด็กปกติและเด็กปฐมวัย
- สำนักงาน กศน
แบบรายงานด้านที่ 3 สายงานนิเทศการศึกษา
แบบรายงานด้านที่ 3 สายงานบริหารการศึกษา
- สพท.
- กศน.
แบบรายงานด้านที่ 3 สายงานบริหารสถานศึกษา
- กศน.
- ศูนย์การศึกษาพิเศษ
- สพฐ.
- อาชีวะ
- โรงเรียนเฉพาะความพิการ

(5) แบบข้อเสนอในการพัฒนางาน (ด้านที่ 3 ส่วนที่ 3)

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 7:11 pm

“วรวัจน์” ชูแนวคิด 1 จังหวัด 1 เขตมัธยม 1 เขตประถม

“วรวัจน์” ชูแนวคิด 1 จังหวัด 1 เขตมัธยม 1 เขตประถม สั่ง สพฐ.ทบทวนการแบ่งเขตพื้นที่มัธยมและประถมใหม่ ชี้ เพื่อให้การทำงานคล่องตัวขึ้น ระบุ การแบ่งที่ผ่าน

มาไม่เหมาะสม เพราะได้ดูแลขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ไม่เท่ากันส่งผลต่อการบริหาร

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิด เผยว่า จากการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาที่ผ่านมาที่แบ่งเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 42 เขต และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 175 เขต พบปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการ โดยเฉพาะ สพม.นั้น มีหลายเขตพื้นที่การศึกษาที่มีการบริหารจัดการบริหารจัดการคร่อมกันอยู่หลาย เขต ทำให้จังหวัดเล็กหรือจังหวัดที่ไม่เป็นที่ตั้งของสำนักงานอาจจะถูกละเลย ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ดังนั้น จึงมีแนวคิดว่าควรจะปรับปรุงการแบ่งเขตโดยเฉพาะ สพม.จากที่มี 42 เขต อาจจะปรับโดยให้ยึดเขตจังหวัด ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปดูว่าจะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเหล่านี้ และการทำงานเกิดความคล่องตัวได้ โดยให้ไปดูในเรื่องของการเพิ่มเขตหรือแบ่งเขตให้เหมาะสมที่สุด

“เช่นเดียวกัน ในส่วนของ สพป.ก็ให้ไปดูว่าเขตพื้นที่ใดที่มีพื้นที่การดูแลที่กว้างใหญ่เกินไปจนเกิด ความไม่เหมาะสม ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ทาง สพฐ.ก็สามารถเสนอขอปรับลดหรือเพิ่มเขตพื้นที่มาได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีความพยายามจะให้ทบทวนเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด เช่น ใน 1 จังหวัด มี สพป.เขต 1-2 อาจจะให้เหลือเพียงเขตเดียว หรือในส่วน สพม.จากที่กำหนดว่า 2 จังหวัดถือเป็น 1 เขตพื้นที่ อาจจะปรับให้เป็น 1 จังหวัดต่อ 1 เขตพื้นที่เพื่อให้เกิดการกระจายของทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ” นายวรวัจน์ กล่าว

เมื่อถามว่า โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนขนาดเล็กจะเดินทางมา ติดต่อทางเขตพื้นที่ได้ลำบากมากขึ้นหรือไม่นั้น นายวรวัจน์ ชี้แจงว่า เนื่องจากขณะนี้การแบ่งเขตพื้นที่ฯยังไม่มีความเหมาะสมจนทำให้เกิดปัญหา เรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งคิดว่าเมื่อปรับโดยให้ยึดตามเขตจังหวัดน่าจะมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังคงเดิมทุกประการ เช่นเดียวกับจำนวนโรงเรียน จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในพื้นที่เดิมก็ไม่เปลี่ยน เพียงแต่ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อดูแลโรงเรียนที่ถูกทอดทิ้งได้อย่างทั่วถึง

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 ตุลาคม 2554

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 7:05 pm

ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ศธ.11 ราย

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวปิยะดา ปุณณกิติเกษม รองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คือ ได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน ๑๑ ราย

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูงของ ศธ.จำนวน ๑๑ ราย ดังนี้

นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัด ศธ. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัด ศธ.

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

นายอกนิษฐ์ คลังแสง ผู้ตรวจราชการ ศธ. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายวิมล จำนงบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ ศธ.

นายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล ผู้ตรวจราชการ ศธ. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นางสุทธศรี วงษ์สมาน รองเลขาธิการสภาการศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ ศธ.

น.ส.จิรพรรณ ปุณเกษม ผู้ตรวจราชการ ศธ. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา

นางวราภรณ์ สีหนาท ผู้ตรวจราชการ ศธ. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้ตรวจราชการ ศธ. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

รมว.ศธ. กล่าวว่า การโยกย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งนายอภิชาติ จีระวุฒิ รู้สายงานของการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถเชื่อมโยงการจัดการศึกษาระหว่างอุดมศึกษากับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ดี โดยได้ให้นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ เป็นที่ปรึกษาช่วยดูแลด้วย สำหรับเหตุผลในการย้าย น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ มาดำรงตำแหน่ง ปลัด ศธ.นั้น แม้ว่าจะมีเรื่องร้องเรียนการทุจริตและถูกฟ้องศาลอาญานั้น ถือว่าคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด ซึ่งในเรื่องของกฎหมาย ก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ถือเป็นการหมุนเวียนภายใน ศธ.ด้วย อย่างไรก็ตามขอเวลาให้ทุกคนได้ทำงานก่อน หากต่อไปพบว่าทำงานไม่ได้ อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนได้

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 7:02 pm

ย้าย ผอ.สพป.-ผอ.สพม.ผลประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 8/2554 วันที่ 26 กันยายน 2554


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2554 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้

  • ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) 37 ราย ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

1. นายวิพล นาคพันธ์ ผอ.สพป.ชุมพร เขต 2 เป็น ผอ.สพป.กระบี่
2. นายบำรุง ฤทธิรัตน์ ผอ.สพป. แม่ฮ่องสอน เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ชุมพร เขต 2
3. นายสมยศ ศิริบรรณ ผอ.สพม.เขต 10 เป็น ผอ.สพป.กรุงเทพมหานคร
4. นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ฉะเชิงเทรา  เขต 1
5. นายวัชรพงษ์ สุขรักษา ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 เป็น ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1
6. นายชอุ่ม กรไกร ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.ศรีสะเกษ  เขต 1
7. นายกฤษฎากร ชุติกุลกีรติ ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 3
8. นายพจน์ เจริญสันเทียะ ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1
9. นายอนันต์ กัลปะ ผอ.สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.กาญจนบุรี เขต 2
10. ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2
11. นายครรชิต วรรณชา ผอ.สพป.พะเยา เขต 2 เป็น ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 3
12. น.ส.ศศิธร วงษ์เมตตา ผอ.สพป.นครนายก เป็น ผอ.สพป.ชัยนาท
13. นายอัศนีย์ ศรีสุข ผอ.สพป.ชลบุรี เขต 3 เป็น ผอ.สพป.นครนายก
14. นายวีระพงศ์ เดชบุญ ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.ชลบุรี เขต 3
15. นายชุมพล รัตน์เลิศลบ ผอ.สพป.พะเยา เขต 1 เป็น ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1
16. นายชูเกียรติ ด่านธนะทรัพย์ ผอ.สพป.อุตรดิตถ์ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.พะเยา เขต 1
17. นายอมรศักดิ์ ปิ่นทอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3 เป็น ผอ.สพป.อุตรดิตถ์ เขต 2
18. นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 เป็น ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 3
19. นายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ผอ.สพป.นครพนม เขต 1 เป็น ผอ.สพป.มุกดาหาร
20. นายมารุต อุปนิสากร ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 2 เป็น ผอ.สพป.นครพนม เขต 1
21. นายโกวิท เพลินจิตต์ ผอ.สพป.ยโสธร เขต 1 เป็น ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 2
22. นายอภิชัย กรมเมือง ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 เป็น ผอ.สพป.ยโสธร เขต 1
23. นายสกล คามบุศย์ ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 3 เป็น ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2
24. นายสินสมุทร แสนสุข ผอ.สพป.นครพนม เขต 2 เป็น ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 3
25. นายไพรัช แสงทอง ผอ.สพป.สงขลา เขต 1 เป็น ผอ.สพป.นครพนม เขต 2 คงให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ สพฐ.ตามเดิม
26. นายศลใจ วิบูลกิจ ผอ.สพป.พัทลุง เขต 1 เป็น ผอ.สพป.สงขลา เขต 1
27. นายชลำ อรรถธรรม ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 2 เป็น ผอ.สพป.พัทลุง เขต 1
28. นายประกอบ จันทรทิพย์ ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 4 เป็น ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 2
29. นายสันติ รุ่งสมัย ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.สิงห์บุรี
30. นายวรรณะ บุญสุข ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 เป็น ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 3
31. นายประกอบ กุลเกลี้ยง ผอ.สพป.หนองบัวลำภู เขต 2 เป็น ผอ.สพป.หนองคาย เขต 1
32. นายสุชาติ ศรีสุวรรณ ผอ.สพป.สกลนคร เขต 3 เป็น ผอ.สพป.หนองบัวลำภู เขต 2
33. นายอดุลย์ กองทอง ผอ.สพป.ยโสธร เขต 2 ผอ.สพป.อำนาจเจริญ
34. นายประสงค์ สุภา ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 เป็น ผอ.สพป.ยโสธร เขต 2
35. นายสิทธิชัย กีรติคุณากร ผอ.สพป.แพร่ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
36. นายสุพจน์ เจียมใจ ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 1 เป็น ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 1
37. นายณรงค์ แผ้วพลสง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 เป็น ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 1

  • การบรรจุและแต่งตั้งรอง ผอ.สพป. ที่ผ่านการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพป. 13  ราย
    ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

1. นายนวรัตน์ ต่วนชะเอม รอง ผอ.สพป.พิจิตร เขต 2 เป็น ผอ.สพป.แพร่ เขต 2
2. นายบวร เทศารินทร์ รอง ผอ.สพป.มหาสารคาม เขต 1 เป็น ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2
3. นายนิคม เขียวฉ่ำ รอง ผอ.สพป.พิจิตร เขต 2 เป็น ผอ.สพป.พะเยา เขต 2
4. นายลั่นฤทธิ์ วิเศษศักดิ์ รอง ผอ.สพป.กรุงเทพมหานคร เป็น ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 4
5. นายสุวรรณ นรพักตร์ รอง ผอ.สพป.พิจิตร เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3
6. นายเสนอ ทองจีน รอง ผอ.สพป.นครศรีธรรมราชเขต 1 เป็น ผอ.สพป.สกลนคร เขต 3
7. นายสมบูรณ์ เชื้อตระกูล รอง ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 เป็น ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 2
8. นางเยาวลักษณ์ คงพูล รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 3
9. นายศุภวิชญ์เทพ สำเริง รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 5 เป็น ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7
10. นายศักดา จันทร์ฝอย รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 3
11. นายไพบูลย์ ศรีสุธรรม รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 4
12. นายบุญเทียม อังสวัสดิ์ รอง ผอ.สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 เป็น ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 1
13. นายวิชัย พวงภาคีศิริ รอง ผอ.สพป.ระยอง เขต 1 เป็น ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2

 

  • ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพม. 6 ราย ตั้งแต่ 2 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

1. นายสมพิศ ศุภพงษ์ ผอ.สพม.เขต 3 เป็น ผอ.สพม.เขต 1

2. นายสายัณห์ รุ่งป่าสัก ผอ.สพม.เขต 8 เป็น ผอ.สพม.เขต 2

3. นางมณฑ์ธวัล วุฒิวิชญานันต์ ผอ.สพม.เขต 42 เป็น ผอ.สพม.เขต 5

4. นายนิวัตต์ น้อยมณี ผอ.สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 1 เป็น ผอ.สพม.เขต 6

5. นายสุริยนต์ วะสมบัติ ผอ.สพม.เขต 25 เป็น ผอ.สพม.เขต 24

6. นายยุทธพงศ์ วชิรปัญญาวัฒน์ ผอ.สพม.เขต 23 เป็น ผอ.สพม.เขต 26

 

  • การบรรจุและแต่งตั้ง รอง ผอ.สพท. และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ผ่านการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพม. 23 ราย
    ตั้งแต่ 2 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

1. นายปราโมทย์ ภูมิพันธ์ รอง ผอ.สพม.เขต 20 เป็น ผอ.สพม. เขต 20

2. นายกิตติ บุญเชิด รอง ผอ.สพม.เขต 6 เป็น ผอ.สพม.เขต 32

3. นายสมเกียรติ สรรคพงษ์ รอง ผอ.สพม.เขต 9 เป็น ผอ.สพม.เขต 9

4. นายสมเจษฎ์ ศรีสมจักร รอง ผอ.สพม.เขต 19 เป็น ผอ.สพม.เขต 19

5. นายนพพร พิพิธจันทร์ รอง ผอ.สพป.นนทบุรี เขต 1 เป็น ผอ.สพม.เขต 3

6. นายสมบูรณ์ เรืองแก้ว รอง ผอ.สพม.เขต 14 เป็น ผอ.สพม.เขต 14

7. นายประวิทย์ หลักบุญ รอง ผอ.สพป.กรุงเทพมหานคร เป็น ผอ.สพม.เขต 10

8. นายไพศาล วุทฒิลานนท์ รอง ผอ.สพม.เขต 33 เป็น ผอ.สพม.เขต 33

9. นายชาลี นาคเอี่ยม รอง ผอ.สพม.เขต 41 เป็น ผอ.สพม.เขต 41

10. นายอุดมชัย ชัยจุฑาภัค รอง ผอ.สพม.เขต 30 เป็น ผอ.สพม.เขต 30

11. นายธัชชเวชว์ จันทร์สุขศรี รอง ผอ.สพป.ตรัง เขต 2 เป็น ผอ.สพม.เขต 8

12. นายอภิสิทธิ์ รื่นจิตร์ ผอ.รร.ชลราษฎรอำรุง สพม.เขต 18 เป็น ผอ.สพม.เขต 18

13. นายเทอดศักดิ์ ถาวรสุทธิ์ ผอ.รร.นราธิวาส สพม.เขต 15 เป็น ผอ.สพม.เขต 15

14. นายพิทยา ไชยมงคล ผอ.รร.ประโคนชัยพิทยาคม สพม.เขต 32 เป็น ผอ.สพม.เขต 4

15. นายฤทธา นันทพันธ์ ผอ.รร.กันทรารมณ์ สพม.เขต 28 เป็น ผอ.สพม.เขต 28

16. นายจำเริญ รัตนบุรี ผอ.รร.ทุ่งสง สพม.เขต 12 เป็น  ผอ.สพม.เขต 12

17. นายสัจจา ศรีเจริญ ผอ.รร.มหาวชิราวุธ สพม.เขต 16 เป็น ผอ.สพม.เขต 16

18. นายรังสรรค์ เถื่อนนาดี ผอ.รร.บ้านไผ่ สพม.เขต 25 เป็น ผอ.สพม.เขต 25

19. นายชาตรี ชาปะวัง ผอ.รร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย สพม.เขต 27 เป็น ผอ.สพม.เขต 27

20. ว่าที่ ร้อยตรีไพศาล ประทุมชาติ ผอ.รร.สิงห์บุรี สพม.เขต 5 เป็น ผอ.สพม.เขต 42

21. นายศรีสมบัติ ภูมิเขียว ผอ.รร.ศรีปทุมพิทยาคาร สพม.เขต 29 เป็น ผอ.สพม.เขต 29

22. นายเสรี พิมพ์มาศ ผอ.รร.สตรีศรีน่าน สพม.เขต 37 เป็น ผอ.สพม.เขต 37

23. นางชนิสรา ดวงบุบผา ผอ.รร.วาปีปทุม สพม.เขต 26 เป็น ผอ.สพม.เขต 23

 

  • ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพป. 54 ราย ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

ย้ายผู้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท. (ตำแหน่งโครงสร้าง) โดยการสับเปลี่ยนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน 31 ราย ดังนี้

1. นายชัชชนม์ เพชรรัตน์ รอง ผอ.สพป.นครศรีธรรมราช เขต 4 เป็น รอง ผอ.สพป.นครศรีธรรมราช เขต 1

2. นายสมบัติ จันทร์มีชัย รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 2  เป็น รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 1

3. นายรังสรรค์ อินทพันธ์ รอง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 2

4. นายชาญ สุคนธ์สราญ รอง ผอ.สพป.ชลบุรี เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2

5. ว่าที่ร้อยเอก สาโรช ยกให้ รอง ผอ.สพป.สมุทรปราการ เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.พิจิตร เขต 1

6. นายธีรวัฒน์ วรรณนุช รอง ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพม.เขต 11

7. นายสัญญานนท์ พรหมมณี รอง ผอ.สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1

8. นายบรรพต เหมือนทอง รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี  เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 1

9. นายสมาน บุตศรี รอง ผอ.สพป.นครสวรรค์ เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.นครสวรรค์ เขต 1

10. นายสุรวิท ทับเหล็ก รอง ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1

11. นายอำนาจ บุญทรง รอง ผอ.สพป.สุโขทัย เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1

12. นายสมพล กำแพงแก้ว รอง ผอ.สพป.อุตรดิตถ์ เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.อุตรดิตถ์ เขต 1

13. นายประจักษ์ สีหราช รอง ผอ.สพป.เชียงราย เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพม. เขต 36

14. นายอภิรักษ์ เอื้อธรรม รอง ผอ.สพป.แพร่ เขต 2  เป็น รอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3

15. นายสมบูรณ์ สันชุมภู รอง ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.ลำพูน เขต 2

16. นายอลงกรณ์  ประสานสุข รอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพม. เขต  35

17. นายวิเศษ พลอาจทัน รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2

18. นายสุรพงค์  มงคลสุคนธรัก รอง ผอ.สพป.บึงกาฬ เป็น รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1

19. นายทรงศักดิ์ ไชยชมภู รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2  เป็น รอง ผอ.สพม. เขต 23

20. นายจักราวุธ สอนโกษา รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพม. เขต 25

21. นายคำพันธ์ อัครเนตร รอง ผอ.สพป.นครพนม เขต 2  เป็น รอง ผอ.สพป.สกลนคร เขต 3

22. นายจงรักษ์ เวรสันเทียะ รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 1

23. นายธีรวุฒิ เจริญรัมย์ รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.กทม.

24. นายสุพรรณ เป็นพร้อม รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 1

25. นายชัยณรงค์ แสงคำ รอง ผอ.สพป.มหาสารคาม เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3

26. นายธีระพงศ์ บุษบงก์ รอง ผอ.สพป.มหาสารคาม เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.ศรีษะเกษ เขต 4

27. นายธรรมนูญ ขวัญรัมย์ รอง ผอ.สพป.ศรีษะเกษ เขต 4 เป็น รอง ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 2

28. นายสุวัฒน์ ประเสริฐสังข์ รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 3

29. นายรอง ปัญสังกา รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 4 เป็น รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 2

30. นายรณชัย สุขสมบูรณ์ รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพม. เขต 31

31. นายสัญชัย พวงมาลี รอง ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพม. เขต 42

ย้ายผู้ดำรงตำแหน่งรอง ผอ.สพท. (ตำแหน่งที่มีเงื่อนไข) โดยการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนตามตัว 23 ราย ดังนี้

1. นายสุวิทย์ ญาณสิทธิ์ รอง ผอ.สพป.นราธิวาส เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพป.ชุมพร เขต 1

2. นายวิจิตต์ ทิพย์ลักษณ์ รอง ผอ.สพป.พัทลุง เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.พัทลุง เขต 1

3. นายสุจินต์ เพชรสังข์ รอง ผอ.สพป.ระนอง เป็น รอง ผอ.สพป.ชุมพร เขต 1

4. นายบัณฑิต สุขก่ำ รอง ผอ.สพป.นครปฐม เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1

5. นายอธิษฐาน พันธ์ค้า รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2  เป็น รอง ผอ.สพป.อ่างทอง

6. นายนเรศ ภุมมา รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 1

7. นายอำนวย ดีประสิทธิ์ รอง ผอ.สพป.ระยอง เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3

8. นางฉัตรจิรา หรูวรนันท์ รอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1

9. นายจิรวัฒน์ ปัญญา รอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 2

10. นายปริญญา จุฑาสงฆ์ รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2  เป็น รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1

11. นายสุพัฒน์ พรมวัง รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 3  เป็น รอง ผอ.สพป.สกลนคร เขต 3

12. นายชัยมงคล ศรีอารยตระกูล รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7

13. นายเจริญ จำรัสกลาง รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 เป็น รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3

14. นางวิไลวรรณ คุ้มบัว รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 5 เป็น รอง ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 2

15. นายศิริรัตน์ ช่วยรักษา รอง ผอ.สพป.นครพนม เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1

16. นายวิวรรธน์ วงศ์สิทธิ์ รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 6  เป็น รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 3

17. นายเปลี่ยน พากเพียร รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1

18. นายสาญัณห์ รัตนโสภา รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1

19. นายแสงชัย ธรรมนิยม รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2

20. นายวุฒิไกร สมเป็น รอง ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 3 เป็น รอง ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 1

21. นางเบญจมาตย์ ฦๅชา รอง ผอ.สพป.หนองบัวลำภู เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 4

22. นายสวัสดิ์ บัวคำภู รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 2 เป็น รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 1

23. นายพัฒนา โนนคู่เขตโขง รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 4 เป็น รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 3

 

  • ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพม. 7 ราย ตั้งแต่ 2 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

1. นายศักดิพัฒน์ สุขกลัด รอง ผอ.สพม.เขต 1 เป็น รอง ผอ.สพม.เขต 3

2. ว่าที่ ร้อยเอกวิสาร ปัญญชุณห์ รอง ผอ.สพม.เขต 8 เป็น รอง ผอ.สพม.เขต 10

3. นายวิเชียร ชมภูผล รอง ผอ.สพม.เขต 10 เป็น รอง ผอ.สพม.เขต 34

4. นายสิงห์ศักดิ์ แก้งคำ รอง ผอ.สพม.เขต 31 เป็น รอง ผอ.สพม.เขต 30

5. นายสมบัติ นุชนิยม รอง ผอ.สพม.เขต 36 เป็น รอง ผอ.สพป.เชียงราย เขต 1

6. นายแดง วรศักดิ์วุฒิพงษ์ รอง ผอ.สพม.เขต 41 เป็น รอง ผอ.สพม.เขต 39

7. นายชนะ สุ่มมาตย์ รอง ผอ.สพม.เขต 42 เป็น รอง ผอ.สพม.เขต 36

  • อนุมัติต่ออายุการดำรงตำแหน่ง ผอ.สพป.จำนวน 5 ราย

ที่ ประชุมอนุมัติให้ ผอ.สพป. จำนวน 5 ราย ซึ่งดำรงตำแหน่งครบ 4 ปีในเขตพื้นที่การศึกษา ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมใน สพป.เดิมที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปอีก 1 ปี เพื่อประโยชน์ของทางราชการ คือ นายจำนงค์ ยอดขำ สพป.กาญจนบุรี เขต 1, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ สพป.ชลบุรี เขต 1, นายนิเวศม์ อุดมรัตน์ สพป.นครราชสีมา เขต 2, นายสุทิศ ทองสนิทกาญจน์ สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 และนายสงวน ศรีสุข สพป.สงขลา เขต 2

  • นายธนารัตน์ สมคเณ ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด)

จากการที่ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้ได้ รับการคัดเลือกที่ผ่านการพัฒนาแล้วตามประกาศการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อ บรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพม. ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น

บัดนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีดังกล่าว ในคำสั่งที่ 495/2554 ฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2554 กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกคำขอของผู้ฟ้องคดี (นายธนารัตน์ สมคเณ) ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่ว คราวก่อนการพิพากษา ซึ่งศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้คู่กรณีทราบเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554

คำสั่งศาล ปกครองสูงสุดดังกล่าว ส่งผลให้การชะลอการดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้ได้รับการคัดเลือกที่ ผ่านการพัฒนาแล้วตามคำสั่งศาลปกครองกลาง เป็นอันยกเลิกไป และ ศธ.สามารถดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้ได้รับการคัดเลือกที่ผ่านการ พัฒนาแล้วให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพม.ที่ว่างอยู่ต่อไปได้ ซึ่งที่ประชุมรับทราบ และแจ้ง สพฐ.ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

  • การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ใน 12 เขตพื้นที่การศึกษา

จาก การที่ รมว.ศธ.ได้สั่งให้เลื่อนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรทางการ ศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ใน 12 เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 60 ตำแหน่งออกไปก่อน เนื่องจากพบว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต เรียกรับเงินสอบบรรจุในบางเขตพื้นที่การศึกษานั้น ที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นว่าเพื่อให้การสอบแข่งขันเป็นไปภายใต้มาตรฐานเดียวกันและก่อให้ เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เข้าสอบทุกคน จึงอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบทั้ง 2 ภาค คือ ภาค ก.ความรู้ความสามารถทั่วไป และภาค ข.ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง

นอกจากนี้ รมว.ศธ.เห็นว่ามีจำนวนผู้สมัครสอบแข่งขันในครั้งนี้มากถึง 73,000 คน และหลายเขตพื้นที่การศึกษาอยู่อำเภอรอบนอก จึง มีนโยบายที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทาง รวมทั้งที่พัก ตลอดจนเป็นการลดรายจ่ายในการเดินทางของผู้สมัครเข้าสอบด้วย โดยมอบให้ สพฐ. พิจารณากระจายสนามสอบออกไป และให้รายงาน ศธ.ทราบโดยเร็ว เพื่อประกาศให้ผู้สมัครสอบแข่งขันทราบต่อไป

  • จัดระบบการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ

จาก การที่ได้มีพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ.2554 ซึ่งได้แยกอำเภอบึงกาฬ เซกา โซ่พิสัย บุ่งคล้า บึงโขงหลง ปากคาด พรเจริญ และศรีวิไล จ.หนองคาย ตั้งเป็น จ.บึงกาฬนั้น จึงเป็นเหตุให้มีการยกเลิกเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 3 และกำหนดให้จัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2554 ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดช่องว่างของการบริหารงานบุคคล ที่ประชุมจึงเห็นชอบ ดังนี้

- ตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ เพื่อทำหน้าที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ไปจนกว่า ก.ค.ศ.จะมีมติตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ
- เห็นชอบกำหนด องค์ประกอบ วิธีการได้มา และอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ  เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว
- ให้ยุบ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 3
- อนุมัติตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานบริหารการศึกษา นิเทศการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) จาก สพป.หนองคาย เขต 2 และ สพป.หนองคาย เขต 3 ทุกตำแหน่งมากำหนดเป็นตำแหน่งเดิมใน สพป.บึงกาฬ

  • การสรรหาอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 แทนตำแหน่งที่ว่าง

รม ว.ศธ.กล่าวว่า จากการที่อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคล ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 (จ.สงขลา) ว่างลง เนื่องจากนายสงบ มณีพรหม อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในระหว่างการสรรหา เพราะเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้าม จึงทำให้ขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น ไม่สามารถตั้งเป็นอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง พร้อมทั้งให้มีการดำเนินการสรรหาอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงาน บุคคล ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 ใหม่

รมว.ศธ.กล่าวในที่ประชุมเกี่ยวกับนโยบาย “ครูคืนถิ่น” ด้วย ว่า ต้องการให้ครูได้มีโอกาสกลับภูมิลำเนา หรือบ้านเกิด หรืออยู่รวมกับคู่สมรส แต่เนื่องจากมีกฎระเบียบต่างๆ ในการบริหารงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรอบคอบ จึง ขอให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ และให้คณะอนุกรรมการเสนอหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาในครั้งต่อไป

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:55 pm

ปลุกครูตื่นตัวลองคิดนอกกรอบ

จากการเสวนา “ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) พร้อมการเปิดตัวหนังสือ “ครูนอกกรอบ กับ ห้องเรียนนอกแบบ : สรรพวิธีและสารพัดลูกบ้าในห้อง 56” เขียนโดยครูเรฟ เอสควิท ครูสอนดีนอกระบบชาวอเมริกัน ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ครูเรฟ เอส ควิท กล่าวว่า กฎข้อแรกของการเป็นครูคือ ต้องทำให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัย เพราะครั้งแรกที่เด็กไปโรงเรียน เขาจะไปด้วยความหวาดกลัว ทั้งกลัวครูและกลัวกันเอง นอกจากนี้ครูต้องเป็นแบบอย่าง เป็นคนที่เราต้องการให้เด็กเป็น หากต้องการให้เด็กเป็นคนดีและน่ารัก ครูก็ต้องเป็นอย่างนั้นตลอดเวลา หากเราตะโกนใส่เด็กตลอดเวลา คงไม่ได้ผล เพราะเด็กจะเฝ้าดูเราอยู่ ดังนั้นตนจะไม่ทำให้เด็กกลัว หรืออาย

ครูเรฟ กล่าวต่อไปว่า นักเรียนจะมี 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่เป็นของขวัญจากพระเจ้า ฉลาด เรียนเก่ง ชอบโรงเรียน 2. เด็กตกสำรวจ และ 3. เกลียดโรงเรียน พ่อเป็นหัวหน้าแก๊ง และขู่ครูว่าถ้าให้การบ้านจะฆ่าครู ซึ่งครูส่วนใหญ่มักใช้เวลากับเด็กกลุ่มที่ 1 เพราะสอนง่าย แต่ตนจะใช้เวลากับกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มปานกลาง ไม่มีใครสังเกตพวกเขา แต่ตนสังเกตจึงบอกเขาว่า มีใครเคยบอกว่าเก่งหรือไม่ แต่หนูเก่งนะ เด็กจะรู้สึกดีมาก และจะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหมือนกลุ่มที่หนึ่ง และจะส่งผลให้กลุ่มที่สามที่ไม่มีใครคุยด้วยได้คิดว่าควรไปร่วมกับเพื่อน ๆ ตามลำดับ ทั้งนี้ตนอยากย้ำว่าผลของการสอน ไม่ได้อยู่ที่ผลทดสอบปลายปี แต่เป็นผลที่เด็กจะนำไปใช้ได้ในอนาคต นั่นคือผลที่แท้จริง

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ใครยังอยู่ในกรอบจะถือว่าตกยุค ดังนั้นหากคุณภาพการศึกษาของเรายังเป็นอย่างนี้อีกหนึ่งรุ่นคือ 20-25 ปี คนของเราจะตื้นไปหมดจึงอยากให้เห็นว่า ชีวิตครูมีคุณค่าอย่างยิ่ง เรามีความหมายต่อคนรุ่นต่อไป ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ แต่เป็นเรื่องของสังคมทั้งสังคม เพราะสังคมต้องการการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนเดิมที่สร้างคนไปทำงานในระบบ อุตสาหกรรม แต่ในอนาคตเราต้องสร้างคนให้มีทักษะในการอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงมาก.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:53 pm

สกสค.ปลุกครูมีวินัยในการใช้จ่าย

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนได้ไปศึกษาดูงานด้านการศึกษา สวัสดิการและสวัสดิภาพครูที่สหพันธรัฐเยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องรายได้ของครูและบุคลากรทางการ ศึกษาของไทยกับทางยุโรป เพราะอาชีพครูในยุโรปจะมีรายได้ค่อนข้างสูง และเป็นอาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีรองจากแพทย์ โดยรัฐจะเข้ามาดูแลเรื่องสวัสดิการอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็มีสหภาพครูที่เข้ามามีบทบาทในการต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการ ให้แก่ครู ทำให้ครูมีความมั่นคงในอาชีพ ได้รับการยอมรับจากสังคม และที่สำคัญ ครูในยุโรปไม่มีปัญหาหนี้สิน เนื่องจากมีรายได้ที่สูงเพียงพอ ทำให้ไม่เป็นหนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องนำกลับมาคิด

“จากการดูงาน ผมมองว่าการแก้ปัญหาของครูที่ถูกทางที่สุด ต้องแก้ที่จุดเริ่มต้นคือรายได้ของครูต้องมีมากกว่ารายจ่าย แต่ปัจจุบันครูไทยมีรายได้น้อยมาก เมื่อมีรายได้น้อย ขณะที่รายจ่ายมีมากกว่า ทำให้ครูไทยมีภาระหนี้สิน ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด ดังนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งคุรุสภา สกสค. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (กคศ.) รวมถึงองค์กรครูต้องมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางที่จะทำให้ครูมีรายได้มากกว่ารายจ่าย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการศึกษาดูงาน คือแนวคิดของคนยุโรปที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรวม ถึงเรื่องของความมีวินัยในตนเอง โดยเฉพาะการใช้จ่ายอย่างมีวินัยซึ่งทำให้ไม่เป็นหนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องกลับมาส่งเสริมเรื่องของการ พึ่งพาตนเองและความมีวินัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจังเสียที” นายบำเหน็จ กล่าว.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:52 pm

แนะแจกแท็บเล็ตให้ครู

น.ส.ศศิ ธารา พิชัยชาญณรงค์ รักษาการปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้แทนองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกประจำประเทศไทย ได้เข้าหารือกับตนในเรื่องจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่เด็ก โดยยูเนสโกมีผลการศึกษาการใช้แท็บเล็ตในเด็กแต่ละช่วงชั้น ซึ่งในหลายประเทศเริ่มใช้กันแล้ว ทั้งนี้ยูเนสโกจะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องขององค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงเครือข่าย ซึ่งตนเสนอว่าภาษาในเครื่องแท็บเล็ตควรจะต้องใช้ภาษาไทยทั้งหมด ส่วนช่วงชั้นที่จะใช้นั้นทางยูเนสโกเสนอว่าในหลายแห่ง อาทิ มาเลเซีย จีน มาเก๊า จะไม่เริ่มใช้ในเด็กชั้น ป. 1-6 แต่จะให้เด็กระดับมัธยมศึกษา และยังมีการแจกแท็บเล็ตให้ครูด้วย นอกจากนี้บางประเทศมีการให้คูปองเพื่อให้เด็กนำไปเลือกซื้อแท็บเล็ตเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งนี้ตนจะนำข้อสรุปที่ได้เสนอต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ  และจะนำไปหารือในที่ประชุมองค์กรหลักของ ศธ.ด้วย.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:51 pm

เปิดทางตั้งโรงงานในโรงเรียน

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวตอนหนึ่งในการนำคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เข้าพบ นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า  ส.อ.ท.มาขอรับฟังนโยบายด้านการศึกษา พร้อมหารือใน 5 ประเด็น  คือ 1. การเชื่อมโลกการศึกษากับโลกการทำงาน โดยให้สถาบันการศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา กับ ส.อ.ท.ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการดำเนินงานสหกิจศึกษา ทวิภาคี และระบบโรงเรียน-โรงงานอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้ผู้มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมมาเป็นครู และต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ 2. ปรับระบบการประเมินคุณภาพ 3. เร่งการดำเนินงานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ 4. ผลักดันการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาแบบกลุ่มจังหวัด และ 5. เสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินโครงการแจกแท็บเล็ตสำหรับนักเรียน

ด้าน นายวรวัจน์ กล่าวว่า ข้อเสนอของ ส.อ.ท.ส่วนใหญ่สอดคล้องกับนโยบายของตน ที่กำลังมีการจัดทำหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัด ซึ่ง ส.อ.ท.สามารถใช้ฐานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีทั้งที่ดิน บุคลากร และงบประมาณที่มีกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นฐานในการพัฒนาได้ ตนจะไม่ว่าเลยถ้าจะไปตั้งโรงงานอยู่ในวิทยาลัย หรือโรงเรียน ในสังกัด ศธ. เพราะวันนี้สถานศึกษาจะไม่ใช่สถานศึกษาเพื่อการเรียนรู้ แต่ต้องเป็นสถานศึกษาเพื่อรองรับอุตสาหกรรม หรือการประกอบการ ส่วนการประเมินคุณภาพการศึกษา หลักเกณฑ์และตัวชี้วัดจะเน้นบัณฑิตจบแล้วมีงานทำและสามารถทำงานได้หรือไม่ ซึ่งต่อไปหากสถาบันใดผลิตเด็กออกมาแล้วทำงานไม่ได้ สถาบันไม่ว่าจะเก่าแก่ขนาดไหนก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะศธ.จะจัดสรรงบประมาณ เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต และเงินกองทุนตั้งตัวได้ ให้สถาบันโดยพิจารณาจากผลผลิตที่จบออกมา ทั้งนี้ ส.อ.ท.ต้องตั้งคณะทำงานในระดับจังหวัดขึ้นมาทำงานแบบบูรณาการร่วมกับคณะทำ งานประจำจังหวัดของ ศธ.

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ที่มีการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันฯไปแล้วนั้น ตนดูโครงสร้างแล้วเห็นว่าองค์ประกอบคณะกรรมการบริหารสถาบันฯยังไม่ครบ อาทิ ขาดผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาหรือ มหาวิทยาลัย ที่มีการสอนวิชาชีพเช่นเดียวกัน ดังนั้น จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนโครงสร้างใหม่ ส่วนจะกระทบตำแหน่งประธานบอร์ดของนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบต้องหารือฝ่ายกฎหมายก่อน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:47 pm

ชงข้อมูลเพิ่มฟันพระเกษม

 ชงยื่นข้อมูลต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิ่มฟันพระเกษม

เมื่อวันนี้ ( 11 ต.ค.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าหลังจากเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ที่กองปราบปรามให้ดำเนินการกับพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์สามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์นั้น ล่าสุดทราบมาว่าอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์ ยื่นอุทธรณ์กรณีของพระเกษม ติดป้ายไม่ให้ไหว้พระพุทธรูป และศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2551 โดยอัยการจ.เพชรบูรณ์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไปตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย. 2553 ดังนั้น ตนจะเดินทางไปหาข้อมูลจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ใน จ.เพชรบูรณ์ พร้อมข้อมูลสำคัญทั้งพยานเอกสาร และพยานบุคคล และในวันที่ 14 ต.ค. จะนำข้อมูลทั้งหมดไปยื่นแถลงต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อประกอบการพิจารณา และจะขอให้องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาพฤติกรรมของพระเกษม เนื่องจากพระเกษมมีพฤติกรรมขัดต่อศีลธรรม และขัดต่อความศรัทธาของชาวพุทธ ขณะเดียวกันจะขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวด้วย เนื่องจากพระเกษมเจตนาหลบหนี และสร้างความแตกแยกในพระพุทธศาสนา คาดว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาคำร้องของตนประมาณ 1 สัปดาห์.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:45 pm

“พระเทพ” เสด็จฯเยี่ยมน้ำท่วมอยุธยา

 สมเด็จพระเทพฯเสด็จฯเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันนี้ (11 ต.ค.) เวลา 14.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครอยุธยา และพระราชทานถุงยังชีพ ณ โรงสีข้าวมูลนิธิชัยพัฒนา อ.ลาดบัวหลวง จากนั้นเสด็จฯ ทรงเยี่ยมผู้ประสบภัยที่มาพักอาศัยในศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยชั่วคราว ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างความปลาบปลื้มให้กับพสกนิกรผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้เวลา 10.30 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จไปทรงเยี่ยมครัวพระราชทาน และประทานน้ำมันเรือยนต์กับโครงการเติมน้ำใจให้น้ำมัน ณ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา หน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งภาครัฐ เอกชน พร้อมประชาชนเฝ้ารับเสด็จ.

 

Tags:
comments Comments (0)    -
October 11th, 2011 at 6:00 am

ส.ว.แนะรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 สกัดวิกฤตน้ำท่วม ชี้ช่วยเพิ่มอำนาจให้นายกฯสั่งการทุกหน่วยงานช่วยแก้ปัญหาได้ “รสนา” จวกรัฐบาลไร้ฝีมือ

วันนี้ (10 ต.ค.)  ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สมาชิกได้หารือถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในขณะนี้ โดย นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลต้องกล้าประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม เพราะเมื่อประกาศแล้ว ในมาตรา 5 ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเต็มที่ในการสั่งการกระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานต่างๆให้ระดมเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน มาช่วยแก้ปัญหาได้ และยังทำให้หน่วยงานต่างๆมีอำนาจใช้งบประมาณได้ โดยไม่ต้องคอย จะช่วยให้การแก้ปัญหามีเอกภาพ โดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีอำนาจประกาศให้ จ.อยุธยา ลพบุรี เป็นพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉินได้

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพฯ  กล่าวว่า  ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมเกิดจาการวางแผนผิดพลาดของรัฐบาล เพราะ การเก็บน้ำในเขื่อนมากเกินไป ทำให้เมื่อมีปริมาณฝนจากพายุมาก เขื่อนจึงไม่สามารถรองรับน้ำที่เพิ่มขึ้นได้ ถือเป็นปัญหาที่เกิดจากการขาดการวางแผน และฝ่ายการเมืองขาดการตัดสินใจอย่างทันท่วงที  ส่วนการสร้างอาคารกีดขวางเส้นทางน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นจะต้องเร่งดันน้ำออกไปก่อนที่น้ำทะเลจะหนุนภายใน 2-3 วันนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่า รัฐบาลดำเนินการอะไร อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ รวมถึงขอให้ระวังเรื่องการควบคุมโรคระบาดหลังน้ำท่วม เช่น ท้องร่วง ท้องเสียด้วย.

Tags: ,
comments Comments (0)    -