17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 28th, 2011 at 6:31 am

คอหวยตื่นแห่ขอหวยวัว 2 หัว

คอหวยตื่นแห่ขอหวยวัว 2 หัว เจ้าของแสนเสียดาย นำร่างลูกวัวถวายวัดดองเก็บไว้ให้ลูกหลานศึกษา

วันนี้ (28 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ที่วัดบวกครกใต้ หมู่ 9 บ้านบวกครกใต้ ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีแม่วัวตกลูกออกมาลักษณะประหลาด เกิดมามีสองหัว โดยมีประชาชนจากอำเภอต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ที่ทราบข่าวต่างเดินทางไปดู อย่างเนืองแน่น จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ปรากฎว่าภายในวัดมีชาวบ้านและบรรดาเซียนหวยจำนวนมากกำลังห้อมล้อมดูซากลูก วัวสีน้ำตาล เพศเมีย อวัยวะทุกส่วนครบถ้วนไม่มีผิดปรกติ แต่มี 2 หัว เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ชั่วโมง ทำให้เหล่านักเสี่ยงโชคต่างพากันจุดธูปเทียนกราบไหว้ซากลูกวัวประหลาด หวังโชคลาภ และมีการนำไปตีเป็นเลขเด็ดต่าง ๆ อาทิ 421 และ 44

ด้าน นายยอด หินใจ อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/1 บ้านบวกครกใต้ หมู่ 9 ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เจ้าของวัวประหลาด กล่าวว่า เลี้ยงแม่วัวพันธุ์ฮินดูบราซิลไว้ 1 ตัว โดยปล่อยให้ผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติ ต่อมาแม่วัวได้เกิดตั้งท้อง

กระทั่งเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมาแม่วัวก็ได้ตกลูกออกมา จึงตนออกไปดูพบว่าลูกวัวมีความแปลกประหลาดที่เกิดออกมามี 2 หัวแต่อวัยวะทุกอย่างเหมือนวัวตามปกติ ซึ่งลูกวัวก็พยายามที่จะยืนขึ้นและส่งเสียงร้องได้ทั้งสองหัว แต่หลังคลอดไม่ถึง 20 นาที ส่วนหัวด้านขวาก็เสียชีวิตลง จากนั้นไม่เกิน 2 นาทีหัวด้านซ้ายก็เสียชีวิตตามไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย จึงตกลงว่าจะนำไปถวายให้ทางวัด เพื่อดองเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชมกันต่อไป.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 11:39 pm

ศาลมุกดาหารจำคุก 13 แดง 20 ปีคดีศาลากลาง-นปช.เร่งประกันด่วน

 ศาลจังหวัดมุกดาหาร ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาตัดสินคดี 29 สมาชิกเสื้อแดงร่วมเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ยกฟ้อง 16 สมาชิกเสื้อแดง ส่วนอีก 13 แดง ไม่รอดคุก ขณะที่แกนนำพร้อมประกันตัว 13 แดง ภายในวันนี้

วันที่ 27 ต.ค. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รายงานว่า ศาลจังหวัดมุกดาหาร ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1459 , 1852 , 2223 , 2354 / 2553 คดีหมายเลขแดงที่ 2160 , 2161 , 2162 , 2163 / 2554 ที่พนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองมุกดาหาร ยื่นฟ้องสมาชิกกลุ่มเสื้อแดง ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัดมุกดาหารเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 มีผู้ต้องหาถูกส่งฟ้องรวมทั้งสิ้น 29 คน ประกอบด้วย

รายชื่อเสื้อแดงทั้ง 29 คน แก้ไข
ผู้ส่งข่าว/ไฟล์    ชูชาติ ตรีประภากร ภูมิภาค-ข่าวสด
จังหวัด    มุกดาหาร
ข้อความ

จำเลยที่ 1 นายจันที แสนลา

จำเลยที่ 2 นายดวง คนยืน

จำเลยที่ 3 นายทวีศักดิ์ แข็งแรง

จำเลยที่ 4 นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี

จำเลยที่ 5 นายทองสี ซาเสน

จำเลยที่ 6 นายไมตรี พันธ์คูณ

จำเลย 7 นายทองมาก คนยืน

จำเลยที่ 8 นายเสกสรร ซาเสน

จำเลยที่ 9 นายเอกพจน์ ศรีโยหะ

จำเลยที่ 10 นายทองดี ชาธิพา

จำเลยที่ 11 นายพิสดาร คนดี

จำเลยที่ 12 นายสมคิด บางทราย

จำเลยที่ 13 นายทองเพชร ศิริสุรักษ์

จำเลยที่ 14 นายสมหมาย เกี้ยงเกา

จำเลยที่ 15 นายนพชัย พิกุลศรี

จำเลยที่ 16 นายพระนม กันนอก

จำเลยที่ 17 นายพรพจน์ พันธ์สุวรรณ

จำเลยที่ 18 นายวิชัย อุสุพันธ์

จำเลยที่ 19 นายสมัคร ลุนริลา

จำเลยที่ 20 นายสันพสิทธิ์ นาโสก

จำเลยที่ 21 นายวินัย ปิ่นศิลปชัย

จำเลยที่ 22 นายวิชิต อินตะ

จำเลยที่ 23 นายประครองหรือครอง ทองน้อย

จำเลยที่ 24 นางบุญเทียน รูปสะอาด

จำเลยที่ 25 นายณัฐพลหรือณัฐ พันธุ์คุณ

จำเลยที่ 26 นายแก่น หนองพุดสา

จำเลยที่ 27 นายทินวัฒน์หรืออุ้นดี้ เมืองโคตร

จำเลยที่ 28 นายเทพชัย ประจิตร

จำเลยที่ 29 นายไพวัลย์ พรเพ็ชร

ผลคำพิพากษา การกระทำของจำเลยที่ 2,3,4,6,15,16,18,19,21,22,23,26 และจำเลยที่ 27 รวม 13 คน เป็นกรรมเดียวผิดกฏหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนแล้ว เห็นสมควรลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี และ ริบของกลาง ส่วนจำเลยที่ 1,5,7,8,9,10,11,12,13,14,17,20,24,25,28 และจำเลยที่ 29 รวม 16 คน ยกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่เรือนจำนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดลงจากบัลลังก์ เพื่อนำตัวผู้ต้องหาที่ศาลสั่งลงโทษกลับเข้าไปควบคุมไว้ที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ส่วนผู้ที่ถูกยกฟ้อง เมื่อออกมาจากห้องพิจารณาคดีต่างร้องให้ตรงเข้าสรวมกอดกับครอบครัวที่มาให้กำลังใจอย่างหนาแน่น ท่ามกลางบรรดาคนเสื้อแดงที่ได้เดินทางมาสมทบเพื่อให้กำลังใจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้รักษาความปลอดภัยเตรียมการณ์ตั้งแต่ช่วงตรู่ โดยวางกำลังไว้รอบเมือง ตามเส้นทางหลักและสี่แยกที่ขบวนรถผู้ต้องขังจะวิ่งผ่าน เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการรับฟังคำพิพากษาของศาลจังหวัดมุกดาหาร เป็นไปด้วยความเรียบร้อยภายหลังจากคำพิพากษา กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมให้กำลังใจ ต่างก็ทยอยกันเดินทางออกจากสถานที่กลับไปด้วยความสงบ ก่อนที่กลุ่มเจ้าหน้าที่จะสั่งถอนตัวจากนั้นในอีก 1 ชั่วโมงให้หลัง

ด้านนายวิสิต สินธุไพร แกนนำกลุ่มนปช. ที่เดินทางมาให้กำลังใจกับกลุ่มเสื้อแดงมุกดาหาร กล่าวว่า เราจะยื่นขอประกันตัวทั้ง 13 คน โดยใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. 7 คน เงินประกันคนละ 1,000,000 บาทเพื่อยื่นขอประกันทั้ง13 คนโดยเร็ว ตนขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกด้วย และจะหาทางดูแลให้ดีที่สุดก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางไปรับประทานอาหารที่บ้านของนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สส.จังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ต่อไป.

ขอบคุณ  : 

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 11:30 pm

“ในหลวง” ทรงห่วงปัญหาน้ำท่วม ทอดพระเนตรระดับน้ำทุกวัน

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบปัญหาอุทกภัย แม้ทรงพระประชวรก็ทรงงานทอดพระเนตรระดับน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน

วันนี้ (27 ต.ค.) ศ.คลินิก น.พ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงประทับอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราช มีความเป็นห่วงเป็นใยพสกนิกรชาวไทยที่ประสบปัญหาอุทกภัยเป็นอย่างมาก แม้จะทรงพระประชวรอยู่ แต่ก็ทรงงานตลอด และได้ทอดพระเนตรระดับน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวันด้วย

นอกจากนี้ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ แจ้งว่า เนื่องจากภาวะน้ำท่วม รพ.ศิริราช จึงงดให้บริการผู้ป่วยนอก และคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ ตั้งแต่วันที่ 27-31 ตุลาคม นี้ โดยทาง รพ.ศิริราช จะเปิดบริการเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน และจะพิจารณารับไว้เฉพาะกรณีที่เจ็บป่วยรุนแรงขั้นวิกฤตเท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทาง รพ.ศิริราช ได้มีการขนย้ายผู้ป่วยหนัก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ตึกอัษฎางค์ ไปไว้ยังตึก 72 ปี และตึกสยามินทร์ ภายใน รพ.ศิริราช เนื่องจากตึกอัษฎางค์อยู่ชิดกับแม่น้ำเจ้าพระยามากที่สุด หากน้ำทะลักเข้ามาก็จะถูกน้ำท่วมก่อน และอาจจะต้องมีการตัดไฟฟ้า จึงต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อป้องกันไว้ก่อน

นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย ยังได้ทำการวางเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าใหม่ หากเกิดน้ำท่วมภายใน รพ.ศิริราช ก็จะใช้ไฟฟ้าสำรองภายในบริเวณ รพ.ศิริราช

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:55 pm

รายงานระบบตรวจสอบน้ำท่วมด้วยตนเอง

อีเอสอาร์ไอ จับมือโกลบเทคและกระทรวงคมนาคม ทำระบบตรวจสอบน้ำท่วมด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์

รายงาน ข่าวจากบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำในการให้บริการระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) หนึ่งในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับบริษัท โกลบเทค จำกัด และกระทรวงคมนาคม จัดทำระบบรายงานสถานการณ์น้ำท่วมบนเว็บไซต์ http://203.150.230.27/FloodMap/index.html ให้บริการประชาชนตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมด้วยตัวเอง โดยเชื่อมต่อข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมและข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดยตรงและรายงานผ่านเว็บไซต์ http://www.mot.go.th/ แบบวันต่อวัน  ซึ่งระบบสามารถระบุตำแหน่ง จุดอพยพ, จุดจอดรถ, เส้นทางที่น้ำท่วม, เส้นทางแนะนำ, แนวป้องกันน้ำท่วมและพื้นที่น้ำท่วม เพื่อรับมือและวิเคราะห์สถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้วิธีการใช้งานเบื้องต้น คือกล่อง “บริการข้อมูล” ด้านซ้ายมือ เลือกเปิด-ปิด เพื่อแสดงผลข้อมูลบนแผนที่ได้ตามต้องการ  กล่อง “Social Media” ด้านซ้ายมือ สามารถเลือกติดตามได้ทั้งยูทูบ และทวิตเตอร์ ส่วนแถบย่อ-ขยายแผนที่ ข้างขวามือของกล่องบริการข้อมูล  คลิกลูกศรด้านบน = ขยาย  คลิกลูกศรด้านล่าง = ย่อ กล่อง “สัญลักษณ์” ด้านขวามือ อธิบายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่แสดงบนแผนที่ หากจะเลือกดูแผนที่ลายเส้น คลิก “NOSTRA”
และหากเลือกดูแผนที่ดาวเทียม คลิก “Bing”

ตรวจสอบน้ำท่วม………..คลิกที่นี่

สำหรับระยะเวลาการอัพเดทข้อมูลขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการข้อมูลนั้น ๆ โดยผู้ใช้งานสามารถดูวันที่ของข้อมูลได้โดยการชี้ เคอร์เซอร์ไปที่ตัวเลือกข้อมูล ทั้งนี้ ทาง อีเอสอาร์ไอได้ติดตามอัพเดทข้อมูลบนเว็บในทุกวัน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:52 pm

น้ำท่วมใหญ่สินค้าแพง-ขาดแคลนหนัก จับตานโยบายรัฐบาลเหลวตามสายน้ำ

ภาพประชาชนแย่งกันซื้อข้าวของ-อาหาร กักตุนเสบียงเพื่อรับมือน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีสภาพไม่ต่างอะไรกับภาวะประเทศกำลังเผชิญศึกสงคราม ที่สำคัญถึงวันนี้วิกฤติสินค้าขาดแคลน-ราคาแพง ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุดลงง่าย ๆ มิหนำซ้ำประชาชนกลับยิ่งตื่นตระหนกกับมหาอุทกภัยที่กำลังไหลหลากคืบใกล้ตัว ขึ้นทุกวัน

ที่ผ่านมาแม้กระทรวงพาณิชย์ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามลดกระแสไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก กักตุนสินค้าเพื่อลดการขาดแคลน แต่ดูแล้วคงเป็นเรื่องลำบาก เพราะท่ามกลางความมั่วในการแก้วิกฤติน้ำของ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จนทำให้หลาย ๆ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ท่าอากาศยานดอนเมืองต้องจมน้ำ เสียหายเป็นแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาล “เอาอยู่”

ความต้องการสินค้าของประชาชนเพิ่มขึ้นจากปกติ 2-3 เท่าตัว ประกอบกับกำลังการผลิตสินค้าที่หดหายไปจากตลาด เพราะพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร โรงงานผลิตสินค้าและอาหารหลายแห่งในจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีต้องจมน้ำ คลังสินค้าภาคเอกชนอีก 1,200 ตู้คอนเทเนอร์ต้องติดเกาะ เพราะเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ทำให้ขณะนี้สินค้าหดหายไปจากภาวะปกติมากถึง 40%

โดยเฉพาะสินค้ายังชีพ เช่น น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เรือพลาสติก ทราย อิฐ รองเท้าบู๊ตยาง รวมถึงพืชผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ที่หายากยิ่งกว่าทอง มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ หรือหากมีในตลาดมืดราคาพุ่งพรวด 2-3 เท่าตัว เช่น ทรายถุงจาก 25 บาท เป็น 50 บาท อิฐบล็อก 6-8 บาท เป็น 25-30 บาท เรือเล็กก็ขึ้นลำเป็นหมื่นบาท ไข่ไก่ทะลุแผง 200 บาท ราคาแพงหูฉี่ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่จริงปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นมา 2 สัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร และทำงานแบบตั้งรับรอปัญหาก่อนจึงค่อยแก้ไข ทำให้ถึงตอนนี้ ปัญหาสินค้าจึงทวีความรุนแรง กลายเป็นวิกฤติสินค้าซ้อนวิกฤติน้ำท่วม

เพราะลำพังการแก้ปัญหา ด้วยการจัดงานธงฟ้าอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเป็นแค่งานหวังผลช่วยสร้างภาพเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางยากลำบาก จึงเป็นเรื่องยากประชาชนพื้นที่ห่างไกล หรือที่ถูกน้ำท่วมแล้วจะลากสังขารมาขนซื้อของไปกินไปใช้

แม้จะมีการจัดรถโมบายธงฟ้า นำน้ำดื่ม ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องราคาถูก ไปขายให้ประชาชนถึงที่ แต่เมื่อทำจริงแล้วก็เกิดปัญหา พื้นที่ถูกน้ำท่วมรถยนต์เข้าไปขายไม่ได้ และรถธงฟ้าที่มีก็มีจำนวนจุ๋มจิ๋มแค่ 10 คัน เหมือนกับทำแก้บน เมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชนที่รอคอยสินค้ามากเป็นล้าน ๆ คน

ส่วนแนวคิด “เรือธงฟ้า” กระทรวงพาณิชย์ได้ออกข่าวมาร่วมสัปดาห์แล้ว แต่ถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นแค่แนวคิดอยู่ ไม่ได้นำออกมาทำจริงเสียที รวมถึงการผลิตข้าวถุงธงฟ้า ที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะอนุมัติข้าว 1 แสนตันให้ผลิตมาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว แต่ถึงวันนี้กลับยังไม่เห็นข้าวสารราคาถูกจากรัฐบาลออกวางขายช่วยประชาชน ดังนั้นภาพการแก้ปัญหาวิกฤติสินค้าของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงมีความล่าช้า สะเปะสะปะ และขาดการบูรณาการ

ล่าสุดแม้รัฐบาลจะงัดไม้แข็ง สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นแกนนำเร่งนำเข้าสินค้าจำเป็นจากเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผง ปลากระป๋อง ไข่ไก่ ผักสด ผ้าอนามัย เครื่องสูบน้ำ มาจำหน่ายให้ทันสัปดาห์หน้าเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลน และให้นำพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินสัตหีบ นครราชสีมา ศาลากลางจังหวัด องค์การคลังสินค้า เป็นศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมนอกเหนือจากดอนเมือง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินและบริการ (กกร.) อนุมัติรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 16 รายการ ได้แก่ น้ำดื่ม กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทราย ทรายบรรจุถุง อิฐบล็อก เสื้อชูชีพ เรือพลาสติกขนาดเล็ก รองเท้าบู๊ตยาง เครื่องนอน ถังน้ำ เครื่องสูบน้ำ ผลิตภัณฑ์ยาป้องกันน้ำกัดเท้า และเทียนไข เพิ่มเติมจากรายการสินค้าและบริการควบคุมที่มีอยู่เดิม 41 รายการ รวมเป็น 57 รายการ เพื่อใช้มาตรการกฎหมายในการเข้าไปกำกับดูแลสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับ ภาวะน้ำท่วม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและกักตุน

แต่มาตรการเหล่านี้ยังต้องติดตามว่าจะแก้ไขวิกฤติสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนหนึ่งกว่าสินค้าจะนำเข้าจากต่างประเทศได้ ต้องถึงสัปดาห์หน้า หรือวันที่ 1  พ.ย.เป็นต้นไป ขณะที่มวลน้ำก้อนใหญ่ไม่คอยท่า เตรียมถล่มกรุงเทพฯ วันที่ 27-31 ต.ค.นี้แล้ว ดังนั้นกลัวกว่าสินค้าจะนำมาขายกรุงเทพฯ จะเป็นเมืองบาดาลไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งการนำเข้ามาจะเพียงพอแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นนอกจากการวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ภาครัฐน่าจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงประชาชนมากกว่าเดิม เพราะบางพื้นที่ก็น้ำท่วมและร้านสะดวกซื้อก็ปิดไปหลายสาขาแล้ว

ส่วนการตั้งท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นศูนย์กระจายสินค้า ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.แต่ถึงตอนนี้สนามบินกับน้ำท่วมไปแล้ว ดังนั้นจึงสงสัยว่ามีความสามารถกระจายสินค้าแทนที่โกดัง อ.วังน้อยที่ถูกน้ำท่วมได้มากน้อยแค่ไหน และศูนย์กระจายสินค้าอื่นๆ จะเริ่มเปิดใช้ได้เมื่อใด

ขณะที่การใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุม ก็เป็นที่กังขาว่า กระทรวงพาณิชย์จะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีสินค้าหลายรายการที่อยู่ในบัญชีควบคุมอยู่แล้ว เช่น  ไข่ไก่ แต่ภาครัฐก็ไม่สามารถกำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพปล่อยให้ขายเกินราคาฟองละ 7-8 บาท แผงทะลุ 200 บาท ดังนั้นสินค้าที่เพิ่มเข้ามารัฐบาลจะดูแลอย่างไร เพราะตอนนี้ชาวบ้านรู้กันหมดแล้วว่า “ของแพงผิดปกติ” เว้นแต่เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ยังมองไม่เห็น และไม่เห็นตรวจจับจริงได้สักราย

ที่น่ากลัวกว่านั้น อนาคตหากสถานการณ์น้ำท่วมเพิ่มความรุนแรงขึ้น จนกระทบต่อพื้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงงานผลิตอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ปริมาณสินค้าอาจหดหายรุนแรงขึ้นกว่านี้ จึงเป็นการบ้านที่รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องฉุกคิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไร เพราะหากปล่อยให้สินค้าขาด คนไม่มีจะกิน อีกหน่อยอาจวุ่นวายเกิดเป็นกลียุคได้

ถึงวันนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องราคาสินค้าต้องเลิกนั่งเกาะโต๊ะทำงาน รอปัญหาลอยมาถึงแล้วค่อยเริ่มแก้เสียที เพราะบางครั้งเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น บทบาทเจ้าน้ำตา และคำขอโทษที่ออกจากปาก คงไม่เพียงพอ.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:48 pm

บทเรียนราคาแพงจ่ายร้อยล้านเยียวยาเหยื่อประหารผิด

“ไต้หวัน” เตรียมจ่าย 136 ล้าน ให้ญาติเหยื่อความอยุติธรรม ประหารชีวิตผิดคน

วันนี้ (27 ต.ค.) สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ว่า กระทรวงกลาโหมไต้หวันเตรียมจ่ายเงินชดเชย 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 136 ล้านบาท แก่ญาติของพลทหารเจียง กั๊วะ-ชิง สังกัดกองทัพอากาศไต้หวัน ที่ถูกศาลทหารตัดสินให้ประหารชีวิตเมื่อปี 2550 จากความผิดฐานฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 5 ขวบ แต่ต่อมาพบว่าผู้ตายบริสุทธิ์

พลหทารเจียงวัย 21 ปีถูกจับกุมเมื่อปี 2539 หลังเกิดเหตุฆ่าข่มขืนเด็กหญิงรายดังกล่าวในฐานทัพอากาศ และถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตในปี 2550 แต่หลังจากนั้นญาติได้ร้องขอให้รื้อฟื้นคดีพิจารณาใหม่หลายครั้ง จนกระทั่งศาลทหารรับพิจารณาและกลับคำพิพากษา เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ตายได้กระทำผิด และการที่ผู้ตายให้การรับสารภาพ เกิดจากการถูกบีบบังคับและทารุณกรรมทางร่างกาย คดีนี้ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมชายผู้ต้องสงสัยได้อีกราย และขณะนี้กำลังถูกดำเนินคดีในศาล

ทั้งนี้คดีของพลทหารเจียง ทำให้กระบวนการยุติธรรมของไต้หวันถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทั่งประธานาธิบดีหม่า อิง-จิ่ว และกระทรวงกลาโหมต้องออกแถลงขอโทษต่อประชาชน ต่อความผิดพลาดและไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น สำหรับโทษประหารชีวิตเคยถูกยกเลิกไปนานถึง 4 ปี กระทั่งเพิ่งนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตั้งแต่นั้นมีผู้ถูกประหารตามคำสั่งศาลไปแล้วถึง 9 รายแล้ว.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:44 pm

ลุ้นระทึก!มวลน้ำรุกเข้าท่วมจมกรุง

บตา 24 ชม.น้ำหนุน กรุงเทพฯ จมบาดาล ทวีวัฒนาเริ่มวิกฤติ จรัญฯ ขยายวง เจ้าพระยาเอ่อปริ่มสนามหลวง-วิภาฯ ถึงเจ้เล้ง-จ่ออนุสาวรีย์บางเขน แนะเส้นทางออกนอกกรุง

- แสดงเส้นทางเลี่ยง ภาคเหนือ (คลิก)

- แสดงเส้นทางเลี่ยง ภาคอีสาน (คลิก)

- แสดงทางออกจากกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือ และภาคอีสาน (คลิก)

- สรุปรายงานการเกิดอุทกภัย 19 จังหวัด 91 สายทาง (คลิก)

สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ยังน่าวิตก เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจจากเฟซบุ๊ก Thonburi Flood Report เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมแบบอัพเดททุกชั่วโมง รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในเขต อ.ศาลายา จ.นครปฐม และพื้นที่ริมฝั่งคลองทวีวัฒนา ว่าบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย3 ฝั่งเหนือของถนนบรมราชชนนี มุ่งหน้าไปถนนศาลาธรรมสพน์ มีน้ำหลากจากทุ่งด้านตะวันออก เอ่อล้นถนนท่วมแล้วประมาณ 10-20 ซม. ส่วนฝั่งตรงข้ามตลาดพุทธ น้ำท่วมขังถนนทั้งเลนนอกเลนในเกินฟุตบาท ไปจนถึงช่วงฝั่งตรงข้ามโรงงานน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม รถเล็กยังใช้การได้แต่ช้า ส่วนพื้นที่ในซอยดาวทอง ต.ศาลายา ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ ปรากฏว่ามีน้ำเอ่อล้นท่วมทั้งซอย ขณะที่เส้นทางจากถนนชัยพฤกษ์ มุ่งหน้าไปเซ็นทรัลและพาต้าสาขาปิ่นเกล้า พบว่ามีน้ำท่วมขังจนการจราจรวิ่งได้เพียงช่องทางเดียว คาดว่าระดับน้ำจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางจรัญสนิทวงศ์ที่หลายจุดถูกน้ำท่วมขังสูง ล่าสุดมีน้ำท่วมขังในซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 รวมไปถึงหน้าคอนโดออนป้า ซอยจรัสลาภ ที่มีน้ำท่วมขังถึงหัวเข่า

ก่อนหน้านั้น เมื่อกลางดึกวันที่ 26 ต.ค. นายประพัฒน์ ธีรพงศ์ธร ผู้อำนวยการเขตทวีวัฒนา กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในเขตทวีวัฒนา ว่าขณะนี้สถานการณ์มีความเลวร้ายมาก ยอมรับว่ารับมือไม่ไหวจริง ๆ เนื่องจากมวลน้ำไหลจาก จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี และไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาจนมีปริมาณสูงแทบจะไหลทะลักแนวกำแพงเข้าท่วมบ้าน เรือนที่อยู่ริมน้ำ และยังมีคันกั้นน้ำรั่วที่ รร.วัดปุรณาวาส ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อยากให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา และริมคลองมหาสวัสดิ์รีบอพยพออกจากบ้านเรือนภายในวันนี้ เพราะบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ริมน้ำในขณะนี้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ 1 เมตร ซึ่งกระแสน้ำจะแรง หากไม่อพยพภายในวันนี้จะได้รับความเสียหายจำนวนมาก ซึ่งทางเขตอาจต้องใช้มาตรการบังคับ อย่างไรก็ตามทางเขตได้จัดเตรียม ศูนย์พักพิงชั่วคราวในโรงเรียนสังกัด กทม.เพื่อรองรับประชาชนแล้ว

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอีกหลายๆ จุดยังน่าวิตกไม่แพ้กัน บนถนนวิภาวดีรังสิต น้ำที่เอ่อท่วมขังตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. เริ่มขยายวงกว้างยาวไปถึงหน้าหลักสี่ บางจุดมีน้ำท่วมสูงถึงหัวเข่า และเป็นที่น่าจับตามองว่า จะมีการเปลี่ยนที่ทำการของศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหรือไม่ นอกจากนี้ ในวันที่ 27-31 ต.ค. ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุด เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้กรุงเทพฯเกือบทุกจุด จะประสบปัญหาน้ำท่วมขัง โดยคาดว่าจะมีประชาชนส่วนหนึ่งอพยพออกไป แต่อาจเดินทางด้วยความขลุกขลักเพราะเส้นทางสายหลักหลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตามสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คอลเซ็นเตอร์ 1586 ของกรมทางหลวง

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เอ่อล้นเข้าท่วมบริเวณท่าพระจันทร์และท่าช้าง จนทะลักเข้าท่วมถนนมหาราช และถนนพระจันทร์ สูงประมาณา 1 เมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้แผงเหล็กมากั้นปิดการจราจรบนนถนน แต่ก็ยังมีรถ จยย.กับรถกระบะบางคันยังพยายามขับผ่านถนนดังกล่าวเข้าไป

นอกจากนี้น้ำยังได้ทะลักออกมาถึงถนนหน้าพระธาตุ ไล่ตั้งแต่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วัดมหาธาตุ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร และถนนพระลานบริเวณหน้าวัดพระแก้ว โดยระดับน้ำอยู่ในระดับขอบทางเท้า แต่ยังไม่ทะลักเข้าท่วมภายในสนามหลวง ทั้งนี้ก็ยังมีน้ำไหลเข้าท่วมบริเวณประตูทางเข้าวัดพระแก้วเป็นบางส่วน โดนเจ้าหน้าที่ได้เร่งใช้เครื่องสูบน้ำออกมาจนแห้ง

อย่างไรก็ตามร้านค้าบริเวณท่าพระจันทร์ส่วนใหญ่จะปิดให้บริการ โดยเฉพาะตามตรอกที่ติดกับริมแม่น้ำ เช่น ตรอกพระจันทร์กลาง ตรอกนคร ตรอกสนามพระ ที่ระดับน้ำสูงถึงเอว และไหลแรงอย่างมาก แต่ก็ยังมีบางร้านที่ยังเปิดให้บริการอยู่ นอกจากนี้ยังมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่มาตั้งแผงพระเครื่องอยู่ริมถนนพระจันทร์ ข้างวัดมหาธาตุ และรถเข็นแผงลอยขายอาหารบริเวณท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยที่ไม่มีความกังวล และพร้อมที่จะเปิดร้านค้าขายต่อไป

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง ได้นำแผงเหล็กมากั้นทางขึ้นสะพานปิ่นเกล้าฝั่งพระนครมุ่งหน้าไปยังแยกอรุณ อัมรินทร์ เนื่องจากระดับน้่ำบนถนนนั้นท่วมสูงจนไม่สามารถผ่านไปได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้รถทั้งหมดย้อนกลับไปขึ้นสะพานพระราม 8 แทน

ส่วนบริเวณสะพานใหม่ พบว่าที่หน้าห้างบิ๊กซี สะพานใหม่ มีปริมาณน้ำเอ่อล้นท่วมถนนพหลโยธินอย่างต่อเนื่อง ทางห้างได้นำกระสอบทรายวางกั้นไว้ พร้อมกันนำแผงไม้มาวางบนป้ายรถเมล์ให้ประชาชนได้ยืนรอรถเมล์โดยไม่เปียกน้ำ อย่างไรก็ตามห้างยังคงเปิดบริการปกติ ทั้งนี้ทางฝั่นถนนพหลโยธินขาออก รถวิ่งได้ถึงสามแยกสายไหม ทางเจ้าหน้าที่ปิดการจราจรไม่สามารถมุ่งหน้าไปได้อีกต้องกลับรถ ทั้งนี้ปริมาณน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและกำลังมุ่งหน้าไปทางอนุสาวรีย์ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ บางเขน

ทางด้าน รพ.ศิริราช เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต่างเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่นเดียวกันที่ตลาดวังหลัง ซึ่งเป็นจุดค้าขายสำคัญของท่าน้ำศิริราชปรากฎว่าบรรดาผู้ค้าต่างพร้อมใจกัน หยุดเกือบทั้งหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบริเวณชุมชนโดยรอบพบว่าภายในชุมชนวัดกัลยาณมิตร ซึ่งติดริมน้ำนั้นได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งภายในชุมชนส่วนใหญ่น้ำจะมีสีเหลือง เจ้าหน้าที่การประปาจึงได้นำรถน้ำดื่มมาแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 10:42 pm

ลุ้น 29 ต.ค.น้ำทะเลหนุนสูง 2.65 ม.

“อุทกศาสตร์” เผยข่าวดี “เจ้าพระยา” ยังไม่หนุนสูง รอลุ้น 29 ต.ค. คาดขึ้นสูง 2.65 ม. เตรียมเรือยนต์ 10 ลำ อพยพชาวบ้านหนี

วันนี้ (27 ต.ค.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทัพบกกระจายกำลังทหาร ยานพาหนะ ยุโธปกรณ์ ออกไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อท่วมอย่างต่อเนื่อง พร้อมออกลาดตระเวนตรวจสอบพนังกั้นน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา และสถานที่ตั้งของระบบสาธารณูปโภคที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดช่วงสุดสัปดาห์นี้ได้เตรียมเรือยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ขนาด 90  ฟุต จำนวน 10 ลำ เพื่อใช้อพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังส่งกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับหน่วยทหารของกองทัพบกประจำพื้นที่เข้าช่วยเหลือทันที โดยได้ใช้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่และเรือ ช่วยในการสัญจรบริเวณน้ำท่วมสูงใน ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนพหลโยธิน ถนนรามอินทรา ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสายไหม ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนบรมราชชนนี ถนนสิรินธร ถนนราชดำเนินใน ถนนเจริญกรุง ถนนทรงวาด โดยจะให้บริการจนกว่าปริมาณน้ำจะลดลง

ด้าน พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำที่ได้ตรวจสอบในวันนี้วัดระดับน้ำได้ 2.38 เมตร ซึ่งต่ำกว่าที่ได้ประเมินไว้ คือ 2.50 เมตร ซึ่งหากในช่วง 1-2 วันนี้น้ำยังอยู่ในระดับ 2.30-2.40 เมตร ไม่เกิน 2.50 เมตรถือเป็นข่าวดีของกรุงเทพฯ เพราะหมายความว่า มวลน้ำเจ้าพระยาได้ลดลง

ทั้งนี้มวลน้ำสูงสุดจะขึ้นอีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 2.65 เมตร แต่เราได้ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ส่วนประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สังเกตความผิดปกติ หากสงสัยเกี่ยวกับรัศมีของน้ำที่อาจจะเข้ามาในเขตบ้านเรือนสามารถเข้าไปดู รายละเอียด ข้อมูลและแผนที่พื้นที่คาดการณ์ความเสียหายในเว็บไซต์ของกรมชลประทาน ขอยืนยันว่าระดับน้ำจะไม่สูงถึงระดับ 3-4 เมตรตามที่มีกระแสข่าวออกมา คาดว่าข้อมูลที่ออกมาอาจเป็นความคลาดเคลื่อนทางตัวเลข ระดับน้ำในปัจจุบัน เชื่อว่าเรายังสามารถควบคุมได้.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 8:27 pm

น้ำท่วมใหญ่สินค้าแพง-ขาดแคลนหนัก จับตานโยบายรัฐบาลเหลวตามสายน้ำ

ภาพประชาชนแย่งกันซื้อข้าวของ-อาหาร กักตุนเสบียงเพื่อรับมือน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีสภาพไม่ต่างอะไรกับภาวะประเทศกำลังเผชิญศึกสงคราม ที่สำคัญถึงวันนี้วิกฤติสินค้าขาดแคลน-ราคาแพง ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุดลงง่าย ๆ มิหนำซ้ำประชาชนกลับยิ่งตื่นตระหนกกับมหาอุทกภัยที่กำลังไหลหลากคืบใกล้ตัว ขึ้นทุกวัน

ที่ผ่านมาแม้กระทรวงพาณิชย์ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามลดกระแสไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก กักตุนสินค้าเพื่อลดการขาดแคลน แต่ดูแล้วคงเป็นเรื่องลำบาก เพราะท่ามกลางความมั่วในการแก้วิกฤติน้ำของ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จนทำให้หลาย ๆ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ท่าอากาศยานดอนเมืองต้องจมน้ำ เสียหายเป็นแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาล “เอาอยู่”

ความต้องการสินค้าของประชาชนเพิ่มขึ้นจากปกติ 2-3 เท่าตัว ประกอบกับกำลังการผลิตสินค้าที่หดหายไปจากตลาด เพราะพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร โรงงานผลิตสินค้าและอาหารหลายแห่งในจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีต้องจมน้ำ คลังสินค้าภาคเอกชนอีก 1,200 ตู้คอนเทเนอร์ต้องติดเกาะ เพราะเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ทำให้ขณะนี้สินค้าหดหายไปจากภาวะปกติมากถึง 40%

โดยเฉพาะสินค้ายังชีพ เช่น น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เรือพลาสติก ทราย อิฐ รองเท้าบู๊ตยาง รวมถึงพืชผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ที่หายากยิ่งกว่าทอง มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ หรือหากมีในตลาดมืดราคาพุ่งพรวด 2-3 เท่าตัว เช่น ทรายถุงจาก 25 บาท เป็น 50 บาท อิฐบล็อก 6-8 บาท เป็น 25-30 บาท เรือเล็กก็ขึ้นลำเป็นหมื่นบาท ไข่ไก่ทะลุแผง 200 บาท ราคาแพงหูฉี่ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่จริงปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นมา 2 สัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร และทำงานแบบตั้งรับรอปัญหาก่อนจึงค่อยแก้ไข ทำให้ถึงตอนนี้ ปัญหาสินค้าจึงทวีความรุนแรง กลายเป็นวิกฤติสินค้าซ้อนวิกฤติน้ำท่วม

เพราะลำพังการแก้ปัญหา ด้วยการจัดงานธงฟ้าอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเป็นแค่งานหวังผลช่วยสร้างภาพเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางยากลำบาก จึงเป็นเรื่องยากประชาชนพื้นที่ห่างไกล หรือที่ถูกน้ำท่วมแล้วจะลากสังขารมาขนซื้อของไปกินไปใช้

แม้จะมีการจัดรถโมบายธงฟ้า นำน้ำดื่ม ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องราคาถูก ไปขายให้ประชาชนถึงที่ แต่เมื่อทำจริงแล้วก็เกิดปัญหา พื้นที่ถูกน้ำท่วมรถยนต์เข้าไปขายไม่ได้ และรถธงฟ้าที่มีก็มีจำนวนจุ๋มจิ๋มแค่ 10 คัน เหมือนกับทำแก้บน เมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชนที่รอคอยสินค้ามากเป็นล้าน ๆ คน

ส่วนแนวคิด “เรือธงฟ้า” กระทรวงพาณิชย์ได้ออกข่าวมาร่วมสัปดาห์แล้ว แต่ถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นแค่แนวคิดอยู่ ไม่ได้นำออกมาทำจริงเสียที รวมถึงการผลิตข้าวถุงธงฟ้า ที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะอนุมัติข้าว 1 แสนตันให้ผลิตมาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว แต่ถึงวันนี้กลับยังไม่เห็นข้าวสารราคาถูกจากรัฐบาลออกวางขายช่วยประชาชน ดังนั้นภาพการแก้ปัญหาวิกฤติสินค้าของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงมีความล่าช้า สะเปะสะปะ และขาดการบูรณาการ

ล่าสุดแม้รัฐบาลจะงัดไม้แข็ง สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นแกนนำเร่งนำเข้าสินค้าจำเป็นจากเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผง ปลากระป๋อง ไข่ไก่ ผักสด ผ้าอนามัย เครื่องสูบน้ำ มาจำหน่ายให้ทันสัปดาห์หน้าเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลน และให้นำพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินสัตหีบ นครราชสีมา ศาลากลางจังหวัด องค์การคลังสินค้า เป็นศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมนอกเหนือจากดอนเมือง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินและบริการ (กกร.) อนุมัติรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 16 รายการ ได้แก่ น้ำดื่ม กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทราย ทรายบรรจุถุง อิฐบล็อก เสื้อชูชีพ เรือพลาสติกขนาดเล็ก รองเท้าบู๊ตยาง เครื่องนอน ถังน้ำ เครื่องสูบน้ำ ผลิตภัณฑ์ยาป้องกันน้ำกัดเท้า และเทียนไข เพิ่มเติมจากรายการสินค้าและบริการควบคุมที่มีอยู่เดิม 41 รายการ รวมเป็น 57 รายการ เพื่อใช้มาตรการกฎหมายในการเข้าไปกำกับดูแลสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับ ภาวะน้ำท่วม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและกักตุน

แต่มาตรการเหล่านี้ยังต้องติดตามว่าจะแก้ไขวิกฤติสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนหนึ่งกว่าสินค้าจะนำเข้าจากต่างประเทศได้ ต้องถึงสัปดาห์หน้า หรือวันที่ 1  พ.ย.เป็นต้นไป ขณะที่มวลน้ำก้อนใหญ่ไม่คอยท่า เตรียมถล่มกรุงเทพฯ วันที่ 27-31 ต.ค.นี้แล้ว ดังนั้นกลัวกว่าสินค้าจะนำมาขายกรุงเทพฯ จะเป็นเมืองบาดาลไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งการนำเข้ามาจะเพียงพอแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นนอกจากการวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ภาครัฐน่าจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงประชาชนมากกว่าเดิม เพราะบางพื้นที่ก็น้ำท่วมและร้านสะดวกซื้อก็ปิดไปหลายสาขาแล้ว

ส่วนการตั้งท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นศูนย์กระจายสินค้า ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.แต่ถึงตอนนี้สนามบินกับน้ำท่วมไปแล้ว ดังนั้นจึงสงสัยว่ามีความสามารถกระจายสินค้าแทนที่โกดัง อ.วังน้อยที่ถูกน้ำท่วมได้มากน้อยแค่ไหน และศูนย์กระจายสินค้าอื่นๆ จะเริ่มเปิดใช้ได้เมื่อใด

ขณะที่การใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุม ก็เป็นที่กังขาว่า กระทรวงพาณิชย์จะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีสินค้าหลายรายการที่อยู่ในบัญชีควบคุมอยู่แล้ว เช่น  ไข่ไก่ แต่ภาครัฐก็ไม่สามารถกำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพปล่อยให้ขายเกินราคาฟองละ 7-8 บาท แผงทะลุ 200 บาท ดังนั้นสินค้าที่เพิ่มเข้ามารัฐบาลจะดูแลอย่างไร เพราะตอนนี้ชาวบ้านรู้กันหมดแล้วว่า “ของแพงผิดปกติ” เว้นแต่เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ยังมองไม่เห็น และไม่เห็นตรวจจับจริงได้สักราย

ที่น่ากลัวกว่านั้น อนาคตหากสถานการณ์น้ำท่วมเพิ่มความรุนแรงขึ้น จนกระทบต่อพื้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงงานผลิตอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ปริมาณสินค้าอาจหดหายรุนแรงขึ้นกว่านี้ จึงเป็นการบ้านที่รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องฉุกคิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไร เพราะหากปล่อยให้สินค้าขาด คนไม่มีจะกิน อีกหน่อยอาจวุ่นวายเกิดเป็นกลียุคได้

ถึงวันนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องราคาสินค้าต้องเลิกนั่งเกาะโต๊ะทำงาน รอปัญหาลอยมาถึงแล้วค่อยเริ่มแก้เสียที เพราะบางครั้งเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น บทบาทเจ้าน้ำตา และคำขอโทษที่ออกจากปาก คงไม่เพียงพอ.

ทีมเศรษฐกิจ

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 27th, 2011 at 8:48 am

‘ฉลอง’ลุยต่อ!ร้องความโปร่งใสจี้แจงบัญชีของบริจาค(ชมคลิปข่าวข้างท้าย)

“ฉลอง เรี่ยวแรง”เดินหน้าต่อจี้ ศปภ.แจงบัญชีของบริจาค เพื่อความโปร่งใส ท้า”ณัฐวุฒิ -จตุพร “เลือกตั้งครั้งหน้าลงส.ส.เขตกทม.พิสูจน์คะแนนนิยม

นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.ออกมาระบุว่าคนเสื้อแดงไม่ใช้อภิสิทธิ์รับของบริจาคช่วยน้ำท่วมว่า เรื่องนี้ถ้าโปร่งใสจริงควรทำบัญชีแจกแจงการบริจาคให้ชัดเจนเพื่อให้เกิด ความสบายใจต่อผู้บริจาคและเพื่อกระจายสิ่งของไปให้ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดง จะจัดงานในวันที่ 29 ต.ค.เพื่อระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมนั้น นายฉลอง กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่านี้ ถ้าไปตั้งโต๊ะรับบริจาคที่แยกราชประสงค์ และอยากรู้ว่าจะมีคนมาเป็นหมื่นหรือไม่ ซึ่งหากมาจริงบริจาคแค่คนละ 100 บาทก็น่าจะได้เงินเป็นล้านบาทแล้ว ตนจะดูว่าจะมีคนเสื้อแดงมาโดยที่ไม่มีส.ส.จัดหรือขนมาหรือไม่ ทั้งนี้ หากวันนี้ยังมั่นใจในกระแสของคนเสื้อแดงเรียกว่าแดงทั้งแผ่นดินว่ามีเยอะ จริง การเลือกตั้งในกทม.หลายเขตคงไม่สอบตกอย่างนี้ ตนขอท้าเลยว่าการเลือกตั้งสมัยหน้าถ้าแน่จริง ทั้งนายณัฐวุฒิ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ควรลงสมัคร ส.ส.เขต จะที่นนทบุรีหรือในกทม.ก็ได้ จะได้รู้ถึงความนิยม อย่าหนีลงอันดับต้นๆในระบบบัญชีรายชื่อ

เย้ยมีจิตวิญญาณ-ภาวะผู้นำมากกว่า

นายฉลอง ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีจิตวิญญาณของคนเสื้อแดงว่า ตนเข้าใจจิตวิญญาณการต่อสู้ของเสื้อแดง และมีวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำมากกว่าแกนนำนปช. ในวันที่มีการสลายชุมนุม แกนนำเสื้อแดงบางคนหนีเอาตัวรอด ไม่มีวุฒิภาวะผู้นำที่ต้องรับผิดชอบที่พาคนไปร่วมชุมนุม และไม่มีอยู่เป็นคนสุดท้ายเหมือนแกนนำคนเสื้อเหลืองเช่นพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่เคยทิ้ง และอยู่เป็นคนสุดท้าย ยอมถูกจับ

ทั้งนี้ตนรู้ว่าคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม 80% ที่ออกมาต่อสู้นั้นเพราะศรัทธาผลงานของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระแสของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เหลือ20% อาจจะหาผลประโยชน์ กับเสื้อแดง

ข้องใจเป็นรัฐบาลแล้วยังไม่เลิกจัดกิจกรรม

นายฉลอง กล่าวอีกว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจ เพราะเมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ทำไมกลุ่มคนเสื้อแดงยังจัดกิจกรรมอะไรกันนักหนา ไม่รู้ว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ ส่วนตัวยังศรัทธาคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ต่อต้านรัฐประหาร หรือจะล้มรัฐธรรมนูญ ปี2550 ตนก็เห็นด้วย แต่ถ้าคิดจะล้มเจ้า นั้นตนไม่เอาด้วย เพราะคนในพื้นที่มีความศรัทธาในแนวทางนี้ คนเสื้อแดงไม่ใช่ว่าจะทำถูกทุกเรื่อง อะไรที่ถูกก็ต้องชื่นชม อะไรที่ถูกรังแกก็ต้องพูด

แต่วันนี้ อย่าทำให้คนรังเกียจ ทุกวันนี้ชาวบ้านก็เห็นว่าทหารมาช่วยเรื่องน้ำท่วมมากมาย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนจ้องจะจุดประเด็นสร้างความขัดแย้ง โดยเฉพาะการจะแก้ ไขพ.ร.บ.กลาโหม ที่ยิ่งสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปเล่นงานทหาร วันนี้เราต้องละลายสี ไม่มีกลุ่ม
นายฉลอง กล่าวด้วยว่า การได้กลับมาเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นมันเลยจุดประสงค์ไปแล้ว เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นส.ส.ก็ควรเป็น ส.ส.ของประชาชน ไม่ใช่ส.ส.ของกลุ่มใดหรือสีอะไร ต้องเข้าใจหลักการนี้ด้วย ไม่ใช่ไม่พอใจเรื่องอะไร ก็จะเอามวลชนมาบีบ การจะผลักดันกฎหมายอะไรควรเป็นไปตามกลไกของสภาฯ

มาชมภาพข่าวที่สมาชิกบน โซเซียลเน็ตเวิร์ต

โพสข้อความฝากมาให้ลองติดตามดูนะ………คลิกชมได้ที่นี่

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:20 pm

พลัง’ไอเดีย’สร้างแบรนด์ ปั่นกระแส’แชร์’โซเชียล มีเดีย

นับจากนี้การสื่อสารทุกรูปแบบจะเปลี่ยนไปอย่างพลิกฝ่ามือ ทุกครั้งที่คุณเห็นมันคืองานโฆษณา ใบไม้ ก้อนหิน สามารถเป็นงานโฆษณาได้หมด

โดยเฉพาะการสื่อสารในรูปแบบของดิจิทัล เมื่อระบบ 5G จะมาสิ้นปีนี้ที่ NEWYORK CITY เมืองเดียวที่พัฒนาไม่หยุด ในทุกๆ ด้าน
5G มาอะไรจะเกิดขึ้น คุณสามารถโหลด APP ได้เพียง 3 กะพริบตา โหลดหนังทั้งเรื่องใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที คุณสามารถถ่ายหนังสั้นแล้วอัพโหลด บน Youtube ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนาน จากที่เคยรอโหลดดูหนังจากยูทูบ คุณแค่คลิก รอ 5 กะพริบตา หนังก็จะมาให้คุณชมตรงหน้า และนี้ยังไม่รวมถึง Smart TV ที่กำลังเติบโตแบบไม่หยุด
การสื่อสารแนวใหม่จะเป็นการให้กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรม เช่น ดิจิทัล บิลบอร์ด ที่คุณสามารถ Interative กับคนได้ทั้งโลก และส่งให้เพื่อนทักทายจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง โดยผ่านบิลบอร์ด ใจกลาง TIME SQUARE  ไปไกลกว่าที่เคยไกล
แต่สิ่งสำคัญที่สุด ยังคงเป็น เรื่องของไอเดีย ในการให้ส่งต่อให้ผู้บริโภค… WOW ถ้าคุณมีเทคโนโลยีดีแค่ไหน แต่ไอเดียเท่าเม็ดแมงลัก ก็เท่ากับว่า คุณเอาเงินค่ามีเดียไปเผาเล่น ไม่เกิดคุณค่าแถมยังเป็นขยะทางสายตา ยกตัวอย่างเช่น บิลบอร์ดต่างๆ ที่ไม่ชวนมอง รกสายตาเวลาขับรถ ไม่สวย ไม่มีรสนิยม
สิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลก แชร์ คือ ไอเดียที่เจ๋ง กับ รสนิยมในการออกแบบ ถ้าคุณมีไอเดียและเจ๋งพอ แบรนด์คุณจะกระจายไปยังมุมต่างๆ ของโลกด้วยเวลาเพียง 1 นาที แบรนด์คุณอาจจะจะไปที่นิวยอร์ก ปารีส ฝรั่งเศส  และมีคนเห็นมากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก ถ้าไอเดียคุณเจ๋งจริง นี้คืออานุภาพของเทคโนโลยี สามารถวัด KPI ได้ เก็บฐานข้อมูลได้
และเป็นความโชคดีของเมืองไทย ที่เราก็ไอเดียเจ๋งๆ ให้กล่าวถึงในวงกว้างผ่าน โซเชียล มีเดีย ว่าเมืองไทยก็สามารถนะ… ถ้าเรามีไอเดียที่เจ๋ง และลูกค้าที่ยอดเยี่ยม กล้าที่เป็นผู้นำของโลก เช่น  กาแฟ เนเจอร์กิฟ ที่นำเข็มขัดมารัดตึกขนาดยักษ์ใจกลางเมืองที่จะบอกว่า มาร่วมลดน้ำหนักกับ ภารกิจเป๊ะ สื่อ Ambient Media นี้ทำให้คนกว่า 300,000 คนเห็นในแต่ละวัน  ซึ่งถือเป็น Case Study ที่น่าศึกษามาก เพราะหลักจากที่สื่อนี้ออกไป คนที่นิวยอร์กก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของงานโฆษณาเมืองไทยว่าสามารถไปไกลกว่า ที่คิด ผ่านสื่อโซเชียล มีเดีย รอบโลก
การที่จะทำให้คนจำนวนมากเข้าร่วมสมัครภารกิจ โดยการคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์  และคลิกเพื่อเข้าสมัครนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายในยุคปัจจุบันนี้ เพราะโลกของอินเทอร์เน็ต มีหลายล้านเว็บไซต์ให้คลิก  ทำไมต้องมาคลิก www.doodeemission.com   ของ กาแฟ เนเจอร์กิฟ  ทางทีมครีเอทีฟ จึงคิดว่า น่าจะต้องหาไอเดียแปลกๆ เพื่อมาเคาะประตูหน้าบ้านให้เขารับรู้ สร้างความประหลาดใจ และสงสัย
เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์ อยากรู้ อยากเห็น ไอเดียจึงต้องกระตุ้นความสนใจแบบประชิดตัวด้วยการ นำเข็มขัดชายหญิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรัดเอว ว่าผอมหรือ อ้วน มารัดตึกที่มีรูปร่างตันๆ อ้วนๆ เหลี่ยมๆ ให้ดูมีเอว มีทรวดทรง โดยการรัดทั้งสองตึกให้ดู IMPACT เพื่อสื่อถึงการลดน้ำหนักได้ทั้งชายและหญิง และประชาสัมพันธ์  www.doodeemission.com  ให้คนเข้ามาคลิกและร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
ถือเป็นสื่อโฆษณาที่มีพลังมาก เพราะเป็นจุดโฟกัสของสายตาทุกคู่ ใจกลางเมือง ถือว่าไอเดียนี้ ประสบความสำเร็จ เกินคาดแบบเข็มขัดคาดไม่ถึงจริงๆ

นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์
นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์
Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:14 pm

พฤติกรรมใช้”โซเชียล เน็ตเวิร์ค”ของคนไทยใน”วิกฤติ”น้ำท่วม

เหตุการณ์น้ำท่วมขณะนี้ สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ การสื่อสารคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป

เหตุการณ์ น้ำท่วมขณะนี้ พบว่า กระทบกับคนไทยหลายๆ คน เกือบครึ่งประเทศ สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ การสื่อสารคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่รับข่าวสารผ่านทางทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่หลังที่เรามี “โซเชียล เน็ตเวิร์ค” ก็กลายเป็นช่องทางสื่อสาร เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ขึ้น เพราะผู้คนต่างต้องการข้อมูลข่าวสารที่ “เร็ว” ตามทันเหตุการณ์ จะให้ไปนั่งรอฟังข่าวจากทีวี หรือวิทยุก็อาจจะไม่ได้มานั่งเฝ้าสื่อพวกนี้กันทั้งวัน

ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันทีที่ข่าวหรือเหตุการณ์เกิดขึ้น ช่องทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค จึงเป็นช่องทางที่คนไทยเริ่มหันไปใช้ และสื่อสารผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลในการให้ข้อมูล ทำให้การรับข้อมูลทางออนไลน์ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมเฝ้าสังเกตจำนวนคนไทย ที่ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ พบว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านข้อความ แต่หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่า จำนวนคนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เพิ่มขึ้น เป็น 2.2 ล้านข้อความ หรือเพิ่มถึง 47% จากเวลาปกติภายในไม่กี่วัน นับเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก
ส่วนตัวผมเองใช้การค้นหาผ่านทางทวิตเตอร์เพื่อตรวจสอบดูว่า พื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่ผมสนใจ ดูว่าน้ำท่วมแล้วหรือยังจากการพูดคุยของคนในทวิตเตอร์ ซึ่งเราจะได้ข้อมูลที่รวดเร็วกว่า เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ แม้แต่การค้นหาผ่าน กูเกิล ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลจากกูเกิลจะใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเป็นวันๆ เพื่อเก็บมูลจากเว็บต่างๆ เข้ามาในระบบให้คนค้นหาได้ นั้นหมายถึง ข้อมูลนั้นล้าหลังไปแล้ว
ขณะที่การค้นหาข้อมูลผ่าน โซเชียล เน็ตเวิร์ค เป็นการหาข้อมูลรวดเร็วยิ่งการวิธีการใดๆ เพราะเป็นการค้นหาแบบทันที (Real Time) ผ่านการพูดคุยและข้อมูลของคุณที่สื่อสารกัน ทำให้เราทราบถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ภายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้า แต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณให้มากๆ ในการรับ หรือบอกต่อด้วย เพราะถือเป็นสื่อที่มีข่าวลือเกิดขึ้นได้มากมายเช่นเดียวกัน

ผมยังได้ศึกษาต่อถึงพฤติกรรมคนไทยที่ใช้ทวิตเตอร์ พบข้อมูลการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เป็นการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 (ปีก่อน) พบว่า คนไทยใช้ทวิตเตอร์วันละประมาณ 38,500 คน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2554 มีคนใช้ทวิตเตอร์มากขึ้น 122,778 คน โตขึ้นมากถึง 257.94% จากปีก่อนเลยทีเดียว

ทั้งยังพบว่า คนไทยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ 376,761 ข้อความต่อวัน เมื่อเดือนตุลาคม 2553 แต่เดือนตุลาคม 2554 คนไทยทวีตเพิ่มมากขึ้นถึง 2,205,706 ข้อความต่อวัน โตมากขึ้น 571% ทำให้ตัวเลขอัตราเฉลี่ยคนไทยเฉลี่ยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ 10 ข้อความต่อคนต่อวัน ในเดือนตุลาคม 2553 เพิ่มเป็น 18 ข้อความต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 87.64% ในตุลาคม 2554

สิ่งที่น่าสนใจของโลก โซเชียล เน็ตเวิร์ค ช่วงน้ำท่วมอีกอย่างหนึ่ง จากเหตุการณ์ที่ “คุณศศิน เฉลิมลาภ” เลขามูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ออกมาวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมกรุงเทพฯ ผ่านทางยูทูบ (Youtube) จากผู้ชายคนหนึ่งที่คนทั่วประเทศแทบไม่รู้จัก กลายเป็นคนที่คนทั่วประเทศต่างให้ความสนใจจากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องน้ำ ท่วมของคุณศศินผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ทำให้จำนวนคนดูคลิปของคุณศศินมีมากมายหลายล้านคนภายในเวลาไม่กี่วัน (ตัวเลขคนดูจากหลายๆ คลิปรวมกัน)

แนวความคิดของคุณศศิน เข้าถึงต่อคนไทยจำนวนมาก จึงส่งผลให้คุณศศินเข้าไปมีบทบาทในสื่ออื่นๆ ทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์  และต้องยอมรับว่ามีผลต่อการแก้ปัญหาเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้ด้วย เช่นกัน
นอกจากนี้ จำนวนคนที่เข้าไปติดตามใน เฟซบุ๊คของคุณศศิน ก็เพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว เพียงเวลาไม่กี่วันคนเข้าติดตามมากถึง 2 หมื่นกว่าคนแล้ว พร้อมกับข้อความให้กำลังใจ สนับสนุน แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางนี้ด้วย

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 10:11 pm

ทรงเยี่ยม…ผู้ประสบอุทกภัย

สมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:47 pm

ไมโครซอฟท์ผุดจอสัมผัสเคลื่อนที่ ผนึกคาร์เนกี้พัฒนา”ออมนิทัช”

ไมโครซอฟท์ ค่ายคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน หนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลกด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ในสหรัฐ พัฒนาอุปกรณ์ใหม่เอี่ยมต่อยอดเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว “คีเน็กต์” ของไมโครซอฟท์ มาผนวกกับกล้องและเครื่องฉายเลเซอร์เกิดเป็นอุปกรณ์วิเศษที่ชื่อ ออมนิทัช สามารถเปลี่ยนกำแพง รถ หรือแม้แต่ฝ่ามือให้เป็นจอสัมผัส ทำให้การเช็กอีเมล์ เล่นอินเตอร์เน็ตหรือพิมพ์งาน เป็นไปได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา

จาก การทดสอบออมนิทัช ซึ่งต้องสวมไว้ที่ไหล่ของผู้ใช้และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถกดปุ่มตัวเลขบนแผงคีย์แพดที่ฉายลงบนมือและเขียนหนังสือใน โน้ตแพดเสมือนบนโต๊ะได้ ถือเป็นความก้าวหน้าแรกของโลกที่จะนำไปสู่การใช้งานมือถือหรือคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องพกพาของจริงไปด้วย แต่ผู้ใช้งานต้องมีเครื่องฉายและอุปกรณ์ผิวเรียบสำหรับการทำงาน

วันนี้ตัวอุปกรณ์ยังมีขนาดเทอะทะแต่นักวิจัยเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานจะสามารถ พัฒนาให้มีขนาดเล็กเท่ากับกล่องไม้ขีดและสวมใส่ได้ง่ายเหมือนกับนาฬิกาข้อ มือ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าและประสบการณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:42 pm

จีนช็อกซ้ำ-ชนแล้วถอยทับ”5ขวบ”

วัน ที่ 25 ต.ค. เดลี่เมล์รายงานว่า เกิดเหตุการณ์สะท้อนภาวะจิตใจหยาบกระด้างที่ช็อกสังคมจีนขึ้นอีกครั้ง เมื่อชายคนขับรถบรรทุก 6 ล้อในเมืองหลูโจว มณฑลเสฉวน ฝั่งตะวันตกของจีน ขับรถชนเด็กชายฉง เหมาเคอ วัย 5 ขวบ แล้วถอยหลังเพื่อเดินหน้าไปทับซ้ำจนเสียชีวิต คาดว่าเกิดจากความคิดชั่ววูบว่า ถ้าต้องจ่ายเงินชดใช้ให้กับครอบครัวเด็ก เลือกจ่ายค่าทำศพจะถูกกว่าค่ารักษาพยาบาล

เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน หยุนฟง ขณะเด็กชายเคราะห์ร้ายเดินไปโรงเรียน จาง ฉือเฟิน ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นรถบรรทุกถอยกลับมาเล็กน้อย ก่อนจะขับเดินหน้าอีกครั้ง เด็กชายฉงถูกล้อบดขยี้และลากไปไกล 9 เมตร แม่ของเด็กรู้ข่าวรีบมาที่เกิดเหตุแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับศพลูกที่ติดอยู่ ใต้ล้อรถ จึงได้แต่นั่งร้องไห้เฝ้าอยู่ด้านหลังรถ เป็นภาพที่สะเทือนใจชาวบ้านผู้พบเห็น

ตำรวจในท้องที่เปิดเผยว่า คนขับรถบรรทุกมีชื่อว่า นายเอ๋า ย้ง อายุ 35 ปี มาจากเมืองหลูเซี่ยน หลังเกิดเหตุนายย้งเป็นคนแรกที่โทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจ และเมื่อตำรวจไปถึงจึงกระโดดลงมาจากเก้าอี้คนขับและถามว่าจะต้องจ่ายเท่าไร จากนั้นโต้เถียงกับครอบครัวของเด็กนานร่วม 7 ชั่วโมงเรื่องค่าเสียหาย และปฏิเสธว่าไม่ได้ถอยรถเพื่อขับไปทับเด็กซ้ำ ระหว่างนั้นศพเด็กยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้เคลื่อนย้ายออกไป เนื่องจากชาวบ้านโกรธแค้นและเรียกร้องให้คนขับรถบรรทุกรับผิดชอบด้วยการจ่าย เงินชดใช้ทันที

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สองที่เกิดขึ้นห่างจากกรณีของ เด็กหญิงเยว่ เยว่ วัย 2 ขวบในเมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้งที่ถูกรถชนถึงสองครั้ง นอนกลิ้งบนถนนและไม่มีใครช่วยเหลือที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็น ข่าวดังไปทั่วโลก ซึ่งจุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดสามัญสำนึกและความแล้งน้ำใจของคนจีน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไป

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:38 pm

ท่วมถึงดอนเมือง รันเวย์จม เมืองเอกอพยพวุ่น

ปูแถลงยอมรับกรุงท่วมแน่ น้อยสุด10ซม.-มากสุด1.5ม. บางพลัดกระอัก-เร่งกู้ด่วน! เล็งย้ายศปภ.ไปสนามศุภฯ

น้ำ ถึงดอนเมือง เข้ารันเวย์สนามบินแล้ว ทอท.สั่งปิดสนามบินดอนเมืองถึงสิ้นเดือน สายการบินย้ายไปประจำสุวรรณภูมิ ศปภ.สั่งอพยพผู้พักพิงย้ายไปชลบุรี “ปู”ยังไม่ย้ายศปภ.ออกจากพื้นที่ แต่เล็ง 2 จุดสำรอง สนามศุภฯ-สุวรรณภูมิ ออกทีวีพูลรับ กทม.ท่วมแน่ แต่ตามแต่ลักษณะพื้นที่ แยก 3 จุด ฝั่งธนฯ เหนือ ตะวันออก เลวร้ายสุด ท่วมขัง 10 ซม.-1.5 ม. “ประชา”สั่งอพยพคนเมืองเอก หลังพนังที่หลักหกแตก จรัญฯยังกู้ไม่ได้แถมพนังแตกเพิ่ม “ปลอด”เผยจะมีลมหนุนระดับน้ำน่าวิตก สุขุมพันธุ์เผยน้ำเจ้าพระยาสูงกว่าปี 38 แล้ว เฝ้าระวัง 9 เขต สั่งเพิ่มพนังฝั่งตะวันออกอีก 39 ก.ม. เขาดินสั่งย้ายสัตว์แล้ว “ดร.อานนท์”เชื่อน้ำท่วมกรุงไม่หนัก แต่ห่วงฝั่งธนฯระบายน้ำไม่ดี แถมเจออิทธิพลทะเลหนุน นนท์ยังอ่วม สั่งอพยพบางกรวย อนาถด.ช.วัย 12 ช่วงก่อพนัง กระสอบทรายล้มทับจมน้ำดับ ปทุมฯแย่น้ำท่วมสถานสงเคราะห์หลายแห่ง อาหารขาดแคลน เบนซินกรุงเก่าแพงมหาโหดลิตรละ 100 บาท

ศปภ.ดอนเมืองจ่อท่วม

วัน ที่ 25 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังคงใช้ห้องประ ชุมของสำนักงานการท่าอากาศยานดอนเมือง (อาคารระหว่างประเทศเดิม) เป็นที่ประชุมครม. โดยถนนวิภาวดีรังสิตด้านหน้าของอาคาร น้ำเริ่มล้นทะลักเข้ามาจากถนนพหลโยธินและตามท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่ติดป้ายประกาศรถเล็กห้ามผ่าน ทำให้ถนนวิภาวดีฯ ขาเข้าไม่มีรถสัญจรผ่านไป-มา ยกเว้นรถขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานได้เสริมหินคลุกและกระสอบทรายบริเวณช่องประตู เข้า-ออก แต่น้ำยังซึมเข้ามาด้านในบางส่วน โดยผู้ที่จะเดินทางเข้ามาที่สนามบินดอนเมืองต้องใช้เส้นทางโทลล์เวย์

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้น้ำที่ถนนวิภาวดีฯ เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับถนนพหลโยธิน ตั้งแต่ตลาดสะพานใหม่ ผ่านหน้าโรงพยาบาลภูมิพลหน้าทางเข้ากองบัญชาการกองทัพอากาศ ปริมาณน้ำท่วมสูง 50 ซ.ม. เจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศเสริมหินคลุกและกระสอบทรายเพิ่มและปิดประตูทาง เข้า-ออก บริเวณติดกับสะพานใหม่ดอนเมืองแล้ว เนื่องจากปริมาณน้ำที่ท่วมถนนพหลโยธินมีระดับสูงมาก

เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดการจราจรถนนวิภาวดีทั้งขาเข้าและขาออกเเล้ว หลังจากคันกั้นน้ำบริเวณหลักหกพัง และได้ทะลักออกมาในบางส่วน ทำให้มวลน้ำจากคลองรังสิต ทะลักออกมาบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้ระดับน้ำบนถนนวิภาวดี-รังสิต บริเวณหน้า ศปภ.สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปู”ยังไม่คิดย้ายศปภ.

เวลา 08.15 น. ก่อนประชุมครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอย้ายศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ว่า ศปภ.ยังไม่มีความคิดจะย้าย ศปภ.จะเป็นคนสุดท้ายที่คิดจะย้าย เราต้องดูแลประชาชนก่อน ตัวดอนเมืองปลอดภัย แต่เราห่วงเส้นทางคมนาคมมากกว่า ต้องขอประเมินสถานการณ์ก่อนว่า เมื่อเปลี่ยนเส้นทางระบายน้ำแล้วจะเป็นอย่างไร

ส่วนที่มีปัญหาที่ ประชาชนพังคันน้ำทั้งคลอง 4 คลอง 5 จนน้ำทะลักเข้ามา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประจำจุดไม่สามารถขัดขวางได้นั้น นายกฯ กล่าวว่า จะขอเช็กรายละเอียดดูก่อน

กห.พร้อมช่วยขนสินค้า

ด้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลา โหม ให้สัมภาษณ์ถึงผู้ประกอบการค้าสินค้าปลีก ต้องการให้ทหารช่วยลำเลียงสินค้าออกมาจากคลังสินค้าที่น้ำท่วมวังน้อย เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงว่า ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประสานมา ถ้าต้องการขนสินค้าออกมา ทหารก็พร้อม มีบางห้าง เช่น บิ๊กซี ขอความร่วมมือมาแล้วเพื่อขนสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายประชาชน

รม ว.กลาโหมกล่าวว่า วันเดียวกันนี้ได้ให้กองบัญชาการสงครามพิเศษเริ่มเตรียมระบายน้ำขัง เน่าเสีย โดยเวลา 14.00 น. จะเริ่มครั้งแรกที่ จ.ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา เพราะน้ำเริ่มลด น้ำเน่าเริ่มส่งกลิ่นอย่างมาก

“ปู”เครียดสถานการณ์น้ำ

เมื่อ เวลา 12.55 น. วันเดียวกัน ทีมงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Ying luck Shinawatra ระบุความเห็นของนายกฯ ภายหลังหารือกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า จากการหารือร่วมกัน เห็นตรงว่าจุดที่มีความเสี่ยง และน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ บริเวณแนวคันพระราชดำริ ซึ่งกองทัพร่วมกับกทม. ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เสริมแนวคันกั้นน้ำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำแล้ว นอกจากนั้นบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยามอบหมายให้กรมชลประทาน กองทัพ และกทม. ลงพื้นที่สำรวจความแข็งแรงของแนวคันกั้นน้ำ เพื่อเตรียมการรองรับช่วงน้ำทะเลหนุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันนี้หลังเป็นประธานการประชุม ครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดิน ทางเข้ามายัง ศปภ.ดอนเมือง โดยหลบกลุ่มผู้สื่อข่าวเข้าไปยังห้องทำงานด้านหลังไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ โดยนายกฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ว่าการการประปานครหลวง และผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เข้าหารือและเน้นย้ำให้แก้ไขปัญหาทันที แม้จะมีปัญหาน้ำทะลักเข้ามายังพื้นที่กทม. รวมทั้งหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งเครียด และสั่งการให้เคลื่อนย้ายผู้พักพิงทั้งที่ดอนเมือง และศูนย์อพยพที่มีความเสี่ยงไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ทั้งนี้ คนใกล้ชิดนายกฯ เผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในอาการเครียด เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้

พนังหลักหกพัง-สั่งอพยพด่วน

เวลา 12.30 น. ที่ศปภ. ดอนเมือง พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผอ. ศปภ. แถลงว่า ให้ประชาชนในบริเวณหมู่บ้านเมืองเอกและพื้นที่ใกล้เคียงอพยพภายใน 1-2 ชั่วโมง เนื่องจากคันกั้นน้ำที่ อบต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ชำรุดบางตอน ส่งผลให้มวลน้ำทะลักเข้าหมู่บ้านเมืองเอก และพื้นที่ใกล้เคียงและน้ำจะสูงประมาณ 1-1.5 เมตร โดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้เตรียมยานพาหนะรองรับประชาชนไว้ที่ ม.รังสิต ในหมู่บ้านเมืองเอกไว้แล้ว

จากนั้น พล.ต.อ.ประชาให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องจากคันกั้นน้ำบริเวณอบต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี ชำรุด ส่งผลให้น้ำล้นข้ามฝั่งมา จึงสั่งอพยพประชาชนด่วน โดยสถานที่รองรับเป็นไปตามที่จัดไว้ทั้งสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก สนามศุภชลาศัย และศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ที่เพิ่มจำนวนที่จะรองรับได้อีก 1,000 คน นอกจากนี้ยังได้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวในอีก 4 จังหวัด คือ สระบุรี ชลบุรี นครราชสีมา และราชบุรี ทั้งนี้ยอมรับว่าไม่มั่นใจที่จะรับสถานการณ์น้ำท่วมในกทม.ได้ ซึ่งอยู่ในความเสี่ยง 50-50 โดยพื้นที่ชั้นในอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากน้ำมากและแรง

สั่งย้ายผู้อพยพดอนเมืองด้วย

เวลา 16.00 น. ที่ศปภ. พล.ต.อ.ประชา เผยว่า หลังจากน้ำเริ่มทะลักเข้ามาบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง ทำให้ต้องย้ายผู้อพยพที่อาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง อาคาร 2 ดอนเมือง ไป จ.ชลบุรีแล้ว โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าภายใน 3-4 ชั่วโมงจะสามารถย้ายแล้วเสร็จ ส่วนศปภ.จะย้ายที่ทำการด้วยหรือไม่ ตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือกับฝ่ายทหาร

ศปภ.ยันไม่ย้ายศูนย์

เวลา 16.15 น. ที่ศปภ. นายวิม เผยว่า ศปภ. ยืนยันจะใช้ดอนเมืองเป็นศปภ.ต่อไป เพราะหากน้ำท่วม ก็ยังมีชั้น 2 ให้ทำงาน และเมื่อท่วมดอนเมือง สถานที่อื่นก็ถูกท่วมไปด้วย แต่แจ้งให้คนย้ายของบริจาคที่อยู่ชั้น 1 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศไปยังโกดังคลังสินค้า 2 ซึ่งยกพื้นสูง 1.50 ม. และคาดการณ์ว่า บริเวณดอนเมืองน้ำไม่น่าจะท่วมถึง 1 ม. ส่วนรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในดอนเมืองนั้น ได้แจ้งเตือนให้เคลื่อนย้ายออกจากชั้น 1 ของตัวอาคารทั้งหมด โดยศปภ. ประสานกทม.ขอความร่วมมือกับเอกชนที่มีอาคารสูง

รายงานข่าวจาก ศปภ.แจ้งว่า ค่ำที่ 25 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหารือกับผู้เกี่ยวข้องถึงการตัดสินใจย้ายศปภ. โดยเล็งไว้ 2 ที่ คือ สนามบินสุวรรณภูมิ กับสนามศุภชลาศัย เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า ยังไม่ย้ายในตอนนี้โดยจะรอดูสถาน การณ์และประเมินอีกครั้งในวันที่ 26 ต.ค.

ไฟฟ้า-ประปายังพร้อม

นาย เจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานคร หลวง (กปน.) แถลงว่า กปน.ปรับปรุงระบบการผลิตน้ำประปาตามขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ ขณะนี้ยังคงให้บริการประชาชนในมาตรฐาน และความปลอดภัย ใช้อุปโภคบริโภคได้ แต่ยอมรับว่ามีปัญหากลิ่นและสีของน้ำ ซึ่งเร่งแก้ไขอยู่ คาดว่าจะเรียบร้อยภายในวันที่ 25 ต.ค.นี้ และบางพื้นที่น้ำดิบด้อยคุณภาพ ทำให้ต้องเติมคลอรีนมากกว่าปกติเล็กน้อย หากตั้งทิ้งไว้ กลิ่นคลอรีนจะระเหยไปเอง

นายพิชัย สงวนไชยไผ่วงศ์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กล่าวว่า ยืนยันว่าการจ่ายไฟในพื้นที่ กทม. นนทบุรี และสมุทรปรา การ มีระบบจ่ายไฟที่มั่นคง แม้จะเกิดภาวะน้ำท่วมขัง เพราะเรามีแหล่งจ่ายไฟหลายทาง กรณีสายใดสายหนึ่งมีปัญหา จะมีอีกสายหนึ่งสำรองสามารถจ่ายไฟทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ ผ่านศูนย์สั่งการแบบสการ์ดาที่สามารถตรวจสอบระบบและสภาพการจ่ายไฟในทุก พื้นที่ของกฟน. ได้ นอกจากนั้นยังติดตั้งกล้องซีซีทีวีทุกสถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย ซึ่งจะสามารถติดตามสภาพน้ำ และสภาพการจ่ายไฟฟ้าได้ทุกพื้นที่

Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:35 pm

บึ้ม 15 จุด-ยะลา ครบ 7 ปีตากใบ

ครบ 7 ปี คนร้ายลอบวางบึ้มทั่วยะลา 15 จุดพร้อมๆ กัน ต้อน รับ ผบ.ทร.ที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่ เผยแรงระเบิดเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนกว่า 30 คน เสียชีวิต 3 สาหัสอีกหลายราย เผยจุดที่คนร้ายลงมือก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นบริเวณชุมชน โรงแรม และร้านอาหาร

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 25 ต.ค. ที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร.เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและบำรุงขวัญกำลังพลนาวิกโยธินที่รับ ผิดชอบดูแลพื้นที่ 5 อำเภอใน 2 จังหวัด คือ อ.สายบุรี ไม้แก่น จ.ปัตตานี รวมทั้ง อ.เมือง บาเจาะ และยี่งอ จ.นราธิวาส มี น.อ.สมเกียรติ ผล ประยูร ผบ.ฉก.นย.ภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยกำลังพลนาวิกโยธินให้การต้อนรับ โดยผบ.ทร.ได้มอบเงินบำรุงขวัญแก่กำลังพลทุกหน่วย

ขณะเดียวกัน ผบ.ทร.ได้กล่าวถึงเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายก่อเหตุยิงถล่มจุดตรวจกาเสาะ ก่อนวางระเบิดเพลิงเผาร้านสะดวกซื้อ 2 แห่งกลางเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของนาวิกโยธิน ฉก.นราธิวาส 33 ว่า ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นและไว้วางใจในการทำงานของกำลังพลจากกองทัพเรือ เพียงแต่ขอให้ทุกคนร่วมมือกับกองทัพเรือด้วย อย่างไรก็ตาม ผบ.ทร.ยังได้เน้นย้ำในที่ประชุมว่า เนื่องจากในวันนี้เป็นวันครบรอบ 7 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จึงขอให้กำลังพล 5 อำเภอรับผิดชอบ เฝ้าระวังเพื่อป้องปรามเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ต.อ.นิตินัย หลังยาหน่าย ผกก.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส รับแจ้งจากชาวบ้านพื้นที่ บ.โคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ว่าพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยจอดทิ้งไว้ภายในป่าสวนยางพารา จึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.กระจ่าง รักษ์ณรงค์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน บก.ภ.นราธิวาส ร.ต.ต.พลวัฒน์ เทพษร หน.ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.ภ.จ.นราธิวาส พร้อมกำลังจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบ

ภายในป่าสวนยางพารารกทึบ พบรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้า 4 ประตู สีดำ ทะเบียน บค-9871 สงขลา จอดทิ้งไว้ จากการตรวจสอบพบที่กระจกด้านหน้าคนขับรวมทั้งรอบๆตัวถังมีร่องรอยถูกกระสุน ปืนเอ็ม 16 และ อาก้าเป็นรูพรุนทั้งคัน นอกจากนี้ ที่ท้ายกระบะยังพบยางอะไหล่จำนวน 4 เส้น รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่บรรจุไว้ในถัง เพื่อเตรียมใช้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สภ.เมือง นราธิวาส

ที่ จ.ยะลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันครบรอบ 7 ปี เหตุการณ์สลายม็อบตากใบเมื่อปี 2547 ตั้งแต่เวลา 18.50 น.ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายจุดในเขตเทศบาลนครยะลา จุดแรก บริเวณถนนศรีปุตรา ฝั่งตลาดเก่า จุดที่ 2 บริเวณโรงแรมปาร์ก วิว มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จุดที่ 3 บริเวณโรงแรมยะลาราม จุดที่ 4 หน้าร้านเครื่องเขียนเก่ง จุดที่ 5 ร้านอาหารแซบอีสาน จุดที่ 6 แผงตลาดผลไม้ ในตลาดเมืองใหม่ จุดที่ 7 บริเวณปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา และจุดที่ 8 บ้านมลายู ทาง อ.รามัน จ.ยะลา นอกจากนี้ยังพบว่ามีเหตุระเบิดอีก 7 จุดรวมเป็น 15 จุด เบื้องต้น มีผู้เสียชีวิต 3 รายได้รับบาดเจ็บ 30 เจ้าหน้าที่ต้องตัดสัญญาณโทร.มือถือทุกระบบ

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:30 pm

ณเดชน์ โต้ลั่นถูกเรียกภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน

“ณเดชน์” ปฏิเสธถูกกรมสรรพากรเช็คบิลเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน เจ้าตัวบอกเงินที่หามาได้เสียภาษีตลอด ยันไม่เคยปกปิดรายได้ที่แท้จริง ปัดขึ้นแท่นเป็นคู่ขวัญคู่ใหม่กับ “ญาญ่า” แทนดารารุ่นพี่ “เคน-แอน”

ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอกดาวรุ่งพุ่งแรง จนสินค้าต่างรุมตอมให้เป็นพรีเซ็นเตอร์มากมาย สำหรับ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ซึ่งในปีนี้มีการประเมินรายได้ค่าเหนื่อยของเจ้าตัวคงไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท แต่ล่าสุดมีข่าวกระฉ่อนว่า พระเอกหนุ่มปกปิดรายได้จนโดนกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสูงถึง 5 ล้านบาท แต่กับเรื่องนี้เจ้าตัวปฏิเสธทันทีว่า

“ข่าวว่าผมโดนภาษีย้อนหลัง 5 ล้านบาท ไม่ถึงครับๆ เรื่องว่าผมไปปกปิดก็คงไม่ปิดแล้วนะ เพราะโดนไปเกือบ 5 ล้าน (หัวเราะ) เงินทุกบาททุกสตางค์มีใบกำกับภาษีหมด เพราะให้คุณแม่ยื่นให้ เราเป็นคนที่ยืนอยู่กลางแจ้งไม่สามารถไปทำอะไรที่ผิดกฎหมายได้อยู่แล้วครับ จริงๆ ต้องยอมจ่าย แต่ก็รู้สึกเสียดายมาก แม้ว่ามันจะล้านเดียวก็เสียดาย เงินเราหามาทั้งชีวิตก็อยากเก็บไว้ให้พ่อแม่บ้าง แต่ยังไงก็ต้องทำตามกฎหมาย แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาทครับ สูงเกินไป ไม่ถึง 4 ล้านด้วย”

ส่วนกรณีที่ว่า “ณเดชน์” กับ “ญาญ่า” จะขึ้นมาเป็นคู่ขวัญแทนรุ่นพี่ “เคน ธีรเดช” กับ “แอน ทองประสม” เจ้าตัวแจงว่า


“ไม่จริงครับ เป็นไปไม่ได้ แต่ละคนมีบุคลิกที่ต่างกัน มีการแสดงต่างกัน พี่เขาทั้งคู่เป็นต้นแบบการแสดงของผมและนักแสดงอีกหลายๆ คน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ผมจะมาแทนที่”

แหล่งที่มาของข่าว
ผู้จัดการออนไลน์

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:25 pm

ครม.เดือดอัดกรมชลฯเกียร์ว่าง

ครม. ถกเดือด “ปลอด” อัด จนท.กรมชลฯ เกียร์ว่าง “ธีระ” โต้ จิตวิญญาณกรมชลฯ ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน รับ 29 -31 ต.ค.54 วิกฤติหนัก

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมครม. ซึ่งมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวันตร เป็นประธาน ได้หารือถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกันอย่างเคร่งเครียด เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายอำพน กิติอำพน เลขาฯครม.ได้กล่าวกับครม.ว่า ขณะนี้กระแสน้ำไหลเข้ามายังดอนเมืองเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงขั้นที่จะประชุมกันไม่ได้ ดังนั้น ถ้าจะมีการเคลื่อนย้าย ก็คงเป็นเฉพาะผู้ที่พักพิง ส่วนการดำเนินการแก้ไขปัญหาเราก็ยังต้องอยู่ที่นี่ต่อไป ซึ่งก็ไม่มีใครที่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น

ทั้ง นี้ ในที่ประชุม น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้ขอหารือว่า จะมีการเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อใช้เป็นเวทีในการช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือไม่ และประชาชนจะได้ประโยชน์และรับรู้การดำเนินการของรัฐบาล เพราะวันที่ 2-3 พ.ย.นี้ ก็จะมีการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555

ด้าน นายกฯ ระบุ ว่า พร้อมที่จะให้มีการประชุมร่วมรัฐสภาวันไหนก็ได้ เพราะถือเป็นข้อดี ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ แม้จะมานั่งประชุมครม.กันอยู่ ก็ยังมีปัญหาน้ำจุดนั้นจุดนี้ตลอดเวลา จึงไม่ใช่เรื่องการเมืองว่า เราจะตอบหรือไม่ตอบต่อสภา

อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐมนตรีท่านใด ที่จะไปชี้แจง ก็ขอให้ความเห็นใจด้วยว่า รัฐมนตรีต้องอยู่ชี้แจงด้วย
ทั้ง นี้ นายวิทยา ได้เสนอให้เจาะจงรายชื่อรัฐมนตรีที่จะไปตอบชี้แจงเลย ซึ่งนายกฯได้สรุปให้นายฐานิสร์ เทียนทอง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปช่วยกันตอบชี้แจง โดยเฉพาะฝากร.ต.อ.เฉลิม ให้ช่วยตอบให้เคลียร์ไปเลย ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจให้นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เป็นผู้ตอบชี้แจง

นายกฯ ยังได้กำชับด้วยว่า ไม่ว่าใครจะไปตอบ ก็ขอให้ตอบให้ชัดเจน โดยรัฐมนตรีที่ไปชี้แจงต้องเป็นเอกภาพ อภิปรายเสริมกันไปในทิศทางเดียวกัน
ในที่ประชุม ครม. ยัง ระบุด้วยว่า วันนี้ต้องประเมินตัวเองเหมือนกันว่า ที่ผ่านมามีงานเข้ามาไม่ซ้ำกันตลอด ดังนั้น ทุกคนต้องให้กำลังใจกัน เพราะศปภ.เป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งวันที่ 29 พ.ย.นี้ น้ำทะเลจะหนุนสูงมาก ดังนั้น ต้องเร่งระบายน้ำออกให้ได้มากที่สุด และคงต้องประกาศให้หยุดราชการยาวตั้งแต่วันที่ 27-31 ต.ค.นี้

อย่าง ไรก็ตาม ในส่วนของค่าใช้จ่าย ในการดูแลประชาชนตามศูนย์พักพิง มีจำนวนมาก และการบริหารจัดการก็ทำได้ยาก จะเห็นได้ว่า พอเราปรับแผนส่งผู้อพยพกลับบ้านก็ดูดีขึ้น ประชาชนชื่นชอบ และทำให้การบริหารจัดการทำได้ง่าย ดังนั้นในวันที่น้ำขึ้นสูง เราก็ให้ประกาศเป็นวันหยุดไปเลย
กระนั้น ในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการทั้งไฟฟ้า ประปา ห้ามหยุด รวมถึงข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ผอ.สำนัก รองอธิบดีหรือซี 9 ขึ้นไป ก็ต้องสแตนด์บายให้พร้อมในที่ตั้ง ส่วนพนักงานฝ่ายปฏิบัติการทุกหมู่เหล่า ตำรวจ ทหาร ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา ส่วนวันหยุดธนาคารขอให้อยู่ในดุลยพินิจของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง

ทั้ง นี้ ในที่ประชุมครม. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ ฯ ได้ชี้แจงต่อครม.ว่า ก่อนหน้านี้ที่ได้แสดงความเห็นไปนั้น ไม่ได้เป็นการต่อว่าใคร แต่ถ้ามีใครไม่สบายใจ ก็ต้องขออภัยด้วย เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะพูดว่าใคร
อย่าง ไรก็ตาม ก็ต้องพูดความจริงว่า วันที่ 29 ต.ค.นี้ สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่วันที่29 ต.ค.เท่านั้น แต่จะต่อเนื่องถึง 31ต.ค.ที่จะมีลมแรงขึ้นมาอีก เนื่องจากมีลมใต้และจะมีผลทำให้มีปริมาณน้ำสุูงขึ้น 20-30 %

“ที่ น่าเป็นห่วงคือน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อาจจะกระฉอกอีกก็ได้ ซึ่งผมมั่นใจข้อมูลของผม และหากจะมอบให้ผมไปตอบในสภาด้วยก็ยินดี ที่ผ่านสิ่งที่ผมพูดไป ปัญหาส่วนหนึ่งก็หมายถึงว่า มีเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานบางส่วนที่ไม่บริหาร จัดการน้ำ”
ด้าน นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ได้ชี้แจงว่า โดยจิตวิญญาณของกรมชลประทาน ไม่มีหรอกที่ไม่อยากช่วยประชาชน ไม่มีหรอกที่จะไปทำให้น้ำเพิ่มขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีลมที่เปลี่ยนทิศจริง ทำให้น้ำหนุนสูงมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือน้ำกระฉอก โดยที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่วันที่ 29 ต.ค. แต่ควรเป็นตั้งแต่ วันที่ 29-31 ต.ค.เลย

“มัน ไม่มีใครที่จะไปเข้าใจลมได้ทั้งหมด ดังนั้นวันที่ 31 ต.ค. จะเป็นวันที่หนักอีกวันหนึ่ง ซึ่งปัญหาน้ำทะลักที่คลอง 1 มาท่วมถนนวิภาวดี เป็นเพราะน้ำล้นมาจากคลอง 1และคลอง 2 ตอนนี้การดูดน้ำอย่างเดียวอย่างไม่มีความรู้ มันอาจทำให้เป็นปัญหามีน้ำทะลักไหลกลับมาก็ได้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ได้ ปรามในที่ประชุมว่า อย่าเพิ่งถกเถียงกัน และไม่ต้องเป็นห่วงเพราะตอนนี้ศปภ. ได้ตั้งตำรวจจราจรขึ้นเป็นคณะกรรมการ ตรวจประตูระบายน้ำทุกแห่ง และให้รายงานมาทุกชม. เป็นลายลักษณ์อักษร และจะดีมากถ้ากรมชลประทาน จะได้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ด้วย

ด้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม แจ้งต่อครม.ถึงปัญหากำลังพลของกองทัพ ที่จะมาแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า วันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง จะมีทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการหมื่นกว่าคน จากจำนวนที่มีทั้งหมดห้าหมื่นคน ซึ่งก็มีแนวทางเตรียมแก้ไขหลายทาง ไม่ว่าจะไม่ให้ปลดประจำการ หรือเอาทหารเกณฑ์ใหม่มาตัดผม แล้วแจกชุดเครื่องแบบ แล้วให้ลงไปช่วยน้ำท่วมเลยทันที และถ้ายังไม่เพียงพอก็จะระดมกองหนุนที่เป็นพลเรือนมาช่วยด้วยขณะ ที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้เสนอว่า ทางทส.พร้อมที่จะเปิดอุทยานแห่งชาติ ที่อยู่ใกล้กทม.ให้เป็นศูนย์พักพิง และเท่าที่ไปตรวจราชการในต่างจังหวัด พบว่า ยังมีเครื่องสูบน้ำอยู่ตามต่างจังหวัด ทั้งในอบต. อบจ.จำนวนมาก จึงน่าจะระดมนำเครื่องสูบน้ำเหล่านั้นมาช่วยสูบน้ำในกทม.

นอก จากนี้ นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้เสนอให้เลื่อนการจัดงานมหกรรมวันพืชสวนโลก ออกไปเป็นวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จากเดิมที่หนดไว้วันที่ 9 พ.ย.นี้ เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับถนนที่ต้องได้รับการซ่อมแซมหลังจากถูกน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม นายธีระ ได้แจ้งแก้ไขต่อครม.ว่า การเลื่อนงานมหกรรมวันพืชสวนโลก เลื่อนเป็นวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ไม่ใช่วันที่ 16 ธ.ค.นี้

เผย ครม.เด้ง ผู้ว่าฯปทุมฯ เหตุทำงานขัดตา ออกสื่อให้แง่ลบรัฐบาล
ที่ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงมหาดไทย แจ้งได้โยกย้ายนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า จากผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วนนั้น มีรายงานว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากการที่ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ที่ นายพีระศักดิ์ ไม่มีการบริหารจัดการปัญหา และไม่ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเต็มที่ รวมทั้งการดำเนินการในแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างขัดแย้งกับศปภ.อย่างสิ้นเชิง โดยมีความดื้อรั้นในหลายเรื่อง

ขณะ เดียวกัน ก็ยังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ในแง่ลบกับรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว อ.สามโคก จ.ปทุมธานีพัง แต่ไม่ยอมต่อสู้อย่างเต็มที่ และยอมแพ้ง่าย ๆ

นอก จากนี้ ก็ยังเป็นที่รู้กันดีว่า นายพีระศักดิ์ เป็นคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย และยังเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีกระแสข่าวมาตลอดตั้งแต่ช่วงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศว่า จะถูกเด้งเข้ากรุ

 แหล่งที่มาของข่าว
หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
Tags:
comments Comments (0)    -
October 26th, 2011 at 9:16 pm

ณเดชน์ โต้ลั่นถูกเรียกภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน

“ณเดชน์” ปฏิเสธถูกกรมสรรพากรเช็คบิลเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ล้าน เจ้าตัวบอกเงินที่หามาได้เสียภาษีตลอด ยันไม่เคยปกปิดรายได้ที่แท้จริง ปัดขึ้นแท่นเป็นคู่ขวัญคู่ใหม่กับ “ญาญ่า” แทนดารารุ่นพี่ “เคน-แอน”

ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอกดาวรุ่งพุ่งแรง จนสินค้าต่างรุมตอมให้เป็นพรีเซ็นเตอร์มากมาย สำหรับ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ซึ่งในปีนี้มีการประเมินรายได้ค่าเหนื่อยของเจ้าตัวคงไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท แต่ล่าสุดมีข่าวกระฉ่อนว่า พระเอกหนุ่มปกปิดรายได้จนโดนกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสูงถึง 5 ล้านบาท แต่กับเรื่องนี้เจ้าตัวปฏิเสธทันทีว่า…

“ข่าวว่าผมโดนภาษีย้อนหลัง 5 ล้านบาท ไม่ถึงครับๆ เรื่องว่าผมไปปกปิดก็คงไม่ปิดแล้วนะ เพราะโดนไปเกือบ 5 ล้าน (หัวเราะ) เงินทุกบาททุกสตางค์มีใบกำกับภาษีหมด เพราะให้คุณแม่ยื่นให้ เราเป็นคนที่ยืนอยู่กลางแจ้งไม่สามารถไปทำอะไรที่ผิดกฎหมายได้อยู่แล้วครับ จริงๆ ต้องยอมจ่าย แต่ก็รู้สึกเสียดายมาก แม้ว่ามันจะล้านเดียวก็เสียดาย เงินเราหามาทั้งชีวิตก็อยากเก็บไว้ให้พ่อแม่บ้าง แต่ยังไงก็ต้องทำตามกฎหมาย แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาทครับ สูงเกินไป ไม่ถึง 4 ล้านด้วย”

ส่วนกรณีที่ว่า “ณเดชน์” กับ “ญาญ่า” จะขึ้นมาเป็นคู่ขวัญแทนรุ่นพี่ “เคน ธีรเดช” กับ “แอน ทองประสม” เจ้าตัวแจงว่า…

“ไม่ จริงครับ เป็นไปไม่ได้ แต่ละคนมีบุคลิกที่ต่างกัน มีการแสดงต่างกัน พี่เขาทั้งคู่เป็นต้นแบบการแสดงของผมและนักแสดงอีกหลายๆ คน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ผมจะมาแทนที่”

Tags:
comments Comments (0)    -