17 ม.3 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร 62110 โดย:สมเดช สุรเดช ผอ.รร.ชุมชนบ้านเขาแก้ว คบ.,กศ.ม.

www.สมเดช.com โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว โรงเรียนในฝัน โรงเรียนสุจริต

October 19th, 2011 at 7:20 am

จุมเรียบซัว-สวัสดี เสียงต่างความหมายไม่ต่างภาษาวัฒนธรรมเชื่อมใจเยาวชนไทย-กัมพูชา

 ”จุ ม เรียบ ซัว” คำทักทายของหนุ่มน้อยชาวกัมพูชาชื่อว่าสุพอล หรือ ต๊ะ ซึ่งหนุ่มน้อยผู้นี้แปลความหมายของ จุม เรียบ ซัว ซึ่งตรงกับคำในภาษาไทยว่า “สวัสดี” บรรยากาศการทักทายและสำเนียงภาษาเขมร มีให้เห็นในการจัด กิจกรรมทางวัฒนธรรมระหว่างเยาวชนไทย-กัมพูชา ในการเชื่อมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและการเรียนรู้วิถีชีวิตสู่ประชาคมอา เซียนในปี 2558 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งโครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ของไทย กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สถาบันรามจิตติ องค์การอัปสราประเทศกัมพูชา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)จังหวัดสระแก้วกิจกรรมครั้งนี้ได้พาเหล่าเยาวชนไทย และเยาวชนกัมพูชา รวม 40 ชีวิต มาอยู่ร่วมกันเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน รวมทั้งได้พาไปเรียนรู้ปราสาทหินของทั้ง  2 ประเทศ โดยเยาวชนกัมพูชาจะได้เข้ามาสัมผัส กับปราสาทสด๊กก๊อกธม ฝั่งไทยที่จังหวัดสระแก้ว ส่วนเยาวชนไทย จะได้ข้ามไปสัมผัสปราสาทบันทายชมาร์ ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ถึงแม้ว่าเส้นทางการเดินทางจะไม่สะดวกมากนัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

สุพอล อายุ 18 ปี จากวิทยาลัยบันเตียชมาร์ จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เล่าให้ฟังว่า ได้ถูกคัดเลือกให้เข้ามาร่วมโครงการดังกล่าว รู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ดีที่เยาวชนไทยและกัมพูชาจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ซึ่งการได้มาเจอเพื่อนๆทำให้ได้เรียนรู้ภาษาไทยมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ ตนได้ไปเรียนภาษาไทยเพิ่มจากครู ที่เคยไปอยู่เมืองไทยมา ศึกษามาได้  2 ปี ก็พอพูดได้บ้าง ครูเก็บค่าเรียนวันละ 120 บาท ตนชอบเรียนภาษาไทยมาก ตั้งใจว่าจะรู้ให้ได้  3 ภาษา คือ ภาษาเขมร ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

“เคยได้มาเมืองไทยแถวจังหวัดบุรีรัมย์ มาเยี่ยมหลวงตา รู้สึกว่า ชอบประเทศไทยมาก อยากมาเที่ยวประเทศไทย เพื่อนที่มาครั้งนี้ทำให้เราเห็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนชาวไทย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากมาเที่ยวกรุงเทพมหานคร รู้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่มากสวยงาม หากเป็นไปได้เรียนจบอยากมาทำงานที่เมืองไทย แต่คงไม่อยู่ถาวรคงจะเดินทางไปกลับ เพราะรู้สึกชอบเมืองไทยมาก ที่สำคัญการที่ได้ไปเห็นปราสาทสด๊กก๊อกธม ทำให้เห็นว่า บ้านเมืองเราทั้ง 2 ประเทศมีความเชื่อมโยงกันและมีวิถีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันมาก” สุพอล กล่าว

ขณะที่ หญิงสาวเขมร มาแลน อายุ 20 ปี จากวิทยาลัยเดียวกัน ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมอีกคนหนึ่ง บอกว่า มีความสบายใจอย่างยิ่งที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินกัมพูชา รู้สึกภูมิใจในชาติกำเนิดที่มีอารยธรรมมาแต่โบราณ การได้มาเข้าร่วมกิจกรรมได้มาเรียนรู้กับเพื่อนคนไทย ได้เรียนภาษาไทย หากถามว่า ชอบประเทศไทยหรือไม่ตอบได้เลยว่าชอบ ชอบภาษาที่สวยงาม ชอบอารยธรรมที่งดงาม ที่อยากไปสัมผัส เมืองไทย อยากไปบางกอกหรือกรุงเทพฯ

“โตขึ้นอยากเป็นนักโบราณคดี เพราะที่กัมพูชามีโบราณสถาน    เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการดูแล จึงอยากเป็นนักโบราณคดีเพื่อมาขุดค้นแหล่งโบราณสถาน ปราสาทหินต่าง ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติเรา ส่วนการพัฒนาบ้านเมืองของเรานั้น อยากให้รัฐบาลพัฒนาระบบการศึกษาของชาติ ระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้น ที่สำคัญอยากให้พัฒนาถนนหนทางให้เดินทางสะดวก จะทำให้ประชาชนมีความสุขมากกว่านี้”

ในมุมมองของน้อง ๆ จากประเทศกัมพูชาที่ได้ร่วมกิจกรรมดังกล่าว มาดูอีกมุมมองหนึ่งของเยาวชนไทย เริ่มจากน้องเต้ ภคพณ สมพร อายุ 16 ปี จากโรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา มองว่า ที่ผ่านมาเราอาจจะมีเรื่องทะเลาะกันบ้างกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่วันนี้สถานการณ์ดีขึ้น ทำให้ได้มาเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนเยาวชนประเทศกัมพูชา นับว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ทำให้มาเห็นบ้านเมืองของเขา ถึงแม้เขาจะไม่เจริญเท่าเรา แต่เราก็ได้เห็นรอยยิ้มและมิตรภาพที่เขาต้อนรับเรา ที่สำคัญได้เรียนรู้ภาษาเขมรด้วยตนได้เรียนรู้มาหลายคำเหมือนกัน เช่น โฮมบาย แปลว่า กินข้าว โอน แปลว่า พี่  เนียง แปลว่าน้อง เป็นต้น ส่วนเรื่องประชาคมอาเซียนยอมรับว่ายังไม่ค่อยได้รู้เรื่องนี้มากนักจึงอยาก ให้มีการให้ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียนปี  2558 มากขึ้น จะเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนของเรา และรู้สึกประทับใจที่ได้ไปเข้าชมปราสาทบันทายชมาร์ที่ยิ่งใหญ่มากหากได้รับ การบูรณะ และทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมของเราและของกัมพูชาไม่ต่างกันเชื่อมโยงกัน

ฟังความคิดเห็นของเหล่าเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้กันพอสมควร มาลองฟังเสียงของผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองของทั้ง 2 ประเทศกันบ้างว่าคิดเห็นเช่นไร นายสหวัฒน์ แน่นหนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการ ส่งเสริมให้เยาวชนไทยและกัมพูชา ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่มีความคล้ายคลึงกัน เข้าใจในวัฒนธรรมระหว่างกันในการสร้างความสมานฉันท์ลดความขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดโครงการดังกล่าวระหว่างเยาวชนไทยกับมาเลเซีย เยาวชนไทยกับเยาวชนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ระหว่างเยาวชนไทยกับกัมพูชา ซึ่งตนหวังว่า การจัดกิจกรรมนี้จะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนำไปสู่ การเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต

นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่าถึงแม้ที่ผ่านมาไทยกับกัมพูชา จะมีปัญหาในเรื่องของพรมแดน และปัญหาอื่น ๆ แต่การจัดกิจกรรมครั้งนี้จะทำให้เกิดความแน่นแฟ้นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ระหว่าง 2 ประเทศ อย่างไรก็ตาม จังหวัดสระแก้วกำลังส่งเสริมเด็กและเยาวชนเรียนรู้ภาษาเขมร เพื่อเข้าใจเพื่อนบ้านของเรา ในการ เตรียมพร้อมเยาวชนสู่การเป็นประชาคมอาเซียนด้วย

ด้าน ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผอ.สถาบันรามจิตติ ให้ข้อมูลว่า ทางสถาบันร่วมกับวธ.ส่งเสริมการทำโครงการยุววิจัยอาเซียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเราเองและของประเทศเพื่อน บ้าน ซึ่งครั้งนี้เป็นกลุ่มเยาวชนไทยกับกัมพูชามาเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน กระชับความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างพลเมืองอาเซียนรองรับการเป็นประชาคมอา เซียน ซึ่งอดีตประชาคมแถบนี้อยู่ร่วมกันโดยไม่มีพรมแดน ใช้วัฒนธรรมร่วมกัน ดังนั้นเราจะใช้การอยู่ร่วมกันของคนในอดีตมาให้ความรู้เด็กและเยาวชนว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้เกิดสันติสุขโดยไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน

ขณะที่  นายฮับโต๊ด อธิบดีกรมมรดก กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา กล่าวว่า การที่ไทยและกัมพูชามีกิจกรรมร่วมกันเป็นสิ่งที่ดี และอยากให้มีกิจกรรมอย่างนี้ต่อไปและขยายผลสู่เด็กและเยาวชนของทั้ง 2 ประเทศได้มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ร่วมกัน และทำให้เขาเห็นว่า งานโบราณคดีมีความสำคัญ และควรช่วยกันอนุรักษ์แหล่งโบราณสถานที่ประเทศของเรามีเอาไว้ เพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษา และเชื่อว่าจะมีโครงการความร่วมมือต่าง ๆ เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การศึกษาเส้นทางโบราณเมืองพระนครจนถึงสด๊กก๊อกธม เป็นต้น

กิจกรรมที่ผ่านไปเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ซึ่งต้นกล้าความสัมพันธ์เหล่านี้จะเติบโตไม่ได้ถ้าผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ประเทศไม่ให้ความสำคัญ ที่สำคัญไม่ควรลืมว่า เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า หากประชาคมอาเซียนเกิด คำว่า ผนึกกำลัง คงจะมีให้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้.

มนตรี  ประทุม

Tags:
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 10:16 pm

“แม้ว”เตือนกองทัพอย่าคิดโค่น “น้องปู”

 “ทักษิณ”อัดกองทัพ อย่าคิดโค่นน้องสาวเพราะประชาคมโลกไม่ยอมแน่ แนะทหารให้อยู่ในกรมกองเท่านั้น ยันเลิกเล่นการเมืองแล้ว

เว็บไซต์ข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ รายงานเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยให้สัมภาษณ์จากบ้านพักของเขาที่เมืองดูไบว่า ขอเตือนผู้นำกองทัพว่าอย่าเข้ามาเคลื่อนไหวเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นน้องสาว พร้อมกับระบุว่า กองทัพต่างหากที่เป็นฝ่ายยึดติดอยู่กับอำนาจ “คนพวกนี้เหมือนติดยาบ้า ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยามา คล้ายกับพวกที่เสพติดอำนาจ ซึ่งก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ”

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า ประชาคมโลกจะไม่ยอมรับการก่อรัฐประหารโดยกองทัพ ซึ่งเคยโค่นอำนาจรัฐบาลของตนเมื่อปี 2549 แม้จะยังไม่ตัดประเด็นทิ้งว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะมีก่อรัฐประหารขึ้นมา ส่วนการที่จะป้องกันการก่อรัฐประหารขึ้นมาอีกนั้น ก็ต้องสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ซึ่งหากประชาธิปไตยเจริญรุ่งเรือง กองทัพก็จะอยู่แต่ภายในกรมกองเท่านั้น ตนได้เลิกเล่นการเมืองไปแล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากต้องอาศัยอยู่แต่ในต่างประเทศนานถึง 5 ปี เพื่อหลบหนีโทษจำคุก 2 ปีข้อหาคอร์รัปชั่น โดยยืนยันว่าครอบครัว ประชาชนและบ้านของตนอยู่ที่เมืองไทย ตนคิดถึงพวกเขามาก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางกลับมาประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณอาจเป็นประเด็นล่อแหลมที่ก่อให้ เกิดการไม่มีเสถียรภาพในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาหลายปีนั้นมีแต่เรื่องสับสนวุ่ยวายในทางการเมือง รวมทั้งการชุมนุมประท้วงและเหตุรุนแรงบนท้องถนนด้วย แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็ยืนยันว่า ไม่ได้กุมอำนาจที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นตัวของตัวเอง และขอปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเรื่องที่มีผู้สนับสนุนเขาพยายามที่จะขอพระราช ทานอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 10:14 pm

แฉสื่อออสซี่นั่งเทียน “แม้ว”ยั่วยุทหาร

 สื่อ ออสซี่มั่วข่าว“ทักษิณ”พูดยั่วยุทหาร “นพดล”แจง”เป็นการคัดลอกจาก นสพ.ไทยแล้วนำไปนั่งเทียน ยันแก้ พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการตัดสินใจของนายกฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวโดยอ้างอิงจากเว็บ ไซต์ ดิ เอจ ดอทคอม สื่อออสเตรเลีย รายงานคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองของไทย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้เตือนทหารไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือยึดอำนาจจากรัฐบาล ภายใต้การบริหารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี น้องสาวของตน เพราะประชาคมโลกจะไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารเด็ดขาดนั้น

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า หลังปรากฏข่าวตนได้โทรศัพท์สอบถามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการยืนยันว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อออสเตรเลียในช่วงเวลาที่ผ่านมา และจากการตรวจสอบจึงทราบว่าสื่อของออสเตรเลียไปคัดลอกบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ให้ไว้กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แล้วน่าจะนำไปวิเคราะห์อีกที อีกทั้งจากการตรวจสอบเว็บไซต์ดิเอจ ก็ไม่ได้เป็นสื่อสารมวลชนของออสเตรเลีย พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าในบทสัมภาษณ์ที่ให้กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์นั้น ไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหมแม้แต่น้อย แต่ได้พูดถึงการรัฐประหารแต่ก็เป็นเชิงหลักการทั่วไป และบางตอนก็เป็นการพูดถึงบทบาทการทำงานของรัฐบาลพลเรือนที่ทำงานร่วมกับทหาร ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี ต่างคนต่างก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

เมื่อถามว่า ส่วนตัวในฐานะนักกฎหมายคนหนึ่งเห็นว่า พ.ร.บ.กลาโหมควรได้รับการแก้ไขหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า หากถามความเห็นส่วนตัวมองไปถึงหลักการที่ว่ารัฐบาลมาจากประชาชน ฉะนั้นการจัดวางตำแหน่งข้าราชการประจำนอกเหนือจากตุลาการและอัยการแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วมักให้เป็นอำนาจของรัฐบาลจัดวางตำแหน่งข้าราชการประจำ เพื่อดำเนินตามนโยบายที่ประกาศต่อประชาชนไว้ แต่กรณีประเทศไทยกลัวการเมืองล้วงลูกข้าราชการประจำ ดังนั้นเราต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้ข้าราชการประจำกับรัฐบาลที่มาจาก ประชาชนทำงานด้วยกันได้ ภายใต้หลักการที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องชั่งน้ำหนักหาความเหมาะสมที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณต่อเรื่องนี้จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมากเพียงใด นายนพดล กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนหนึ่งที่รักประเทศไทย ความเห็นของท่านก็ต้องมีน้ำหนักมากกว่าคนปกติทั่วไป แต่ท้ายที่สุดจะเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลตลอดจนผู้ที่เกี่ยว ข้อง ตอนนี้อาจจะเร็วเกินไปที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืน.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 7:56 pm

คุรุสภา บังคับสอบรับใบวิชาชีพครู ปีละ 2 ครั้งช่วงเดือนม.ค./ก.ค.

นาย ดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดสอบผู้สำเร็จการศึกษาจากคณะครุศาสตร์/ศึกษา ศาสตร์ทุกสถาบัน เพื่อขึ้นทะเบียนขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ว่า เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมคณะอนุกิจการของคุรุสภา ได้ข้อสรุปว่าจะเสนอต่อ คุรุสภา ให้จัดสอบปีละ 2 ครั้ง คือ เดือน ก.ค.และม.ค.ของทุกปี โดยจะเริ่มให้นักศึกษาชั้น ปีที่ 4-5 ทดลองสอบครั้งแรกเดือน ก.ค.55 แต่ยังไม่บังคับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2555 โดยจะเริ่มบังคับผู้สำเร็จการศึกษาหลังวันที่ 31 พ.ค.56 ว่าจะต้องมีผลการสอบมาแสดงในการขึ้นทะเบียนขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยต้องมีผลคะแนนสอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ผู้ที่ทำคะแนนไม่ได้ตามที่กำหนด คุรุสภาจะให้ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ซึ่งสามารถนำสอนในโรงเรียนเอกชนได้แต่ไม่สามารถนำไปสมัครสอบบรรจุเป็นข้า ราชการครูได้

“ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำข้อสอบอยู่ โดยจะมาจาก 3 ส่วน ประกอบด้วย สถาบันผลิตครู ผู้ใช้ครู และข้อสอบที่ใช้ในการเทียบโอนมาตรฐานของคุรุสภา โดยข้อสอบทั้งหมด จะต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนประสานกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อทดสอบหาความยากง่าย และคัดเลือกข้อสอบที่ดีไว้ โดยในแต่ละวิชาจะมีข้อสอบไม่น้อยกว่า 1,500 ข้อ และเปิดศูนย์สอบ 9 ศูนย์ทั่วประเทศ” นายดิเรก กล่าว

 

ที่มา สยามรัฐ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 7:51 pm

ย้ายครูไกลบ้าน ทำครอบครัวแตก!

ตั้งอนุกรรมการฯ ปรับปรุงให้เหมาะสมที่สุด! เกณฑ์ย้ายครู-เลื่อนวิทยฐานะ เพื่อลดปัญหาด้อยประสิทธิภาพในการสอน

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต (มสด.) เปิดเผยว่า นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่อง ตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน เพื่อทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน โดยแต่งตั้งให้ตนเอง เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ ให้ถือว่าเรื่องการย้ายครูคืนถิ่นเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที เพราะปัญหาการย้ายครูคาราคาซังมานาน และยังได้รับการร้องเรียนมากว่าการย้ายครูโดยทั่วไป ไม่ตอบสนองต่อทำงานที่เกิดประสิทธิภาพ เพราะครูถูกย้ายไปในถิ่นที่ห่างไกลจากครอบครัว ก่อให้เกิดปัญหาบ้านแตก ขาดความอบอุ่น จนกลายเป็นปัญหาสังคมในที่สุด ดังนั้น จึงต้องเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เอื้อกับความต้องการของครูที่ขอย้ายมากที่ สุด โดยยึดหลักเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่าย และสร้างความอบอุ่นในครอบครัว เน้นการขอย้ายกลับบ้านของตนเอง หรือย้ายไปอยู่กับคู่สมรส ทั้งนี้ จะพิจารณาคำขอย้ายของครูที่บ้านประสบปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติในครั้งนี้ เป็นลำดับต้นๆ ก่อนด้วย

รศ.ดร.สุขุม กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้ลงนามในประกาศ ก.ค.ศ.เรื่องตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจจัดทำร่างหลักเกณฑ์การวิธีการประเมินวิทยฐานะของข้า ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และแต่งตั้งให้ตนองเป็นประธานอีกคณะหนึ่งด้วย โดยมีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์กฎหมาย กฎระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการ นโยบายที่เกี่ยวข้องและบริบทในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูฯ เพื่อกำหนดแนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูฯ มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ และจัดทำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้มีความเหมาะสม

เนื่องจากในปัจจุบันการขอเลื่อนวิทยฐานะ จะเน้นการทำผลงานวิจัย เป็นเอกสาร ตำรา คล้ายกับการขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งมักเกิดปัญหาเรื่องการจ้างทำผลงาน หรือคัดลอกผลงานผู้อื่น รวมถึงปัญหาการทิ้งชั้นเรียนโดยไม่สนใจเด็ก เพื่อมุ่งแต่จะขอเลื่อนวิทยฐานะ ดังนั้น อ.ก.ค.ศ.จะจัดทำร่างปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการขอเลื่อนวิทยฐานะ โดยคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อครอบคลุมครูทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีผลงาน รางวัล เป็นที่ยอมรับจนได้รับการยกย่องจากสังคมด้วย

“แม้จะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การย้ายของครู และปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะของครูขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมที่มีอยู่ แต่ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ครูจะสามารถขอย้ายและขอเลื่อนวิทยฐานะได้ เพื่อลดปัญหาการด้อยประสิทธิภาพในการทำงานของครู ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯทั้ง 2 ชุดจะเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน จากนั้นคณะกรรมการฯจะนำเสนอ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาและประกาศใช้ต่อไป” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

 

ที่มา สยามรัฐ

Tags:
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 1:31 pm

เตือนบางบัวทอง บางใหญ่ บางกรวย ให้ยกของขึ้น1.50-2เมตร

18 ตค. 2554 13:09 น.

11.20น.กรมชลประทาน ส่งข้อความสั้น เตือน พื้นที่ฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอ.บางบัวทอง บางใหญ่ และบางกรวย จ.นนทบุรี เป็นพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ประชาชนบริเวณดังกล่าว เตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงประมาณ 1.50-2.00เมตร และให้ติดตามการแจ้งเตือนจากส่วนราชการใกล้ชิด

Tags:
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 1:26 pm

จี้”แม้ว”สั่ง”อัมสเตอร์ดัม-เสื้อแดง-นิติราษฎร์”หยุดเคลื่อนไหว

นายอรรถพร พลบุตร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระงับการเคลื่อนไหวของเครือข่ายคนเสื้อแดงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหว ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัว และคณะนิติราษฎร์เพราะในขณะนี้ประเทศไทยต้องการความเป็นเอกภาพเพื่อร่วม แก้ไขภาวะวิกฤติจากอุทกภัยมากกว่าความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

“วันนี้รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็แทบจะหมดสภาพสำหรับการแก้ไขวิกฤติน้ำท่วม อยู่แล้วและสถานการณ์ของประเทศจะยิ่งวิกฤติหนักขึ้นจากภาวะข้าวยากหมากแพง ที่จะเกิดตามมาจนกลายเป็นภาวะทุกขภิกขภัย จึงเป็นหน้าที่ของคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และทุกสีเสื้อ ที่จะร่วมกันแก้ไขสถานการณ์และช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยโดยไม่เลือกข้าง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะพบกับวิกฤติการณ์ที่ร้ายแรงอย่างยิ่งในระยะ2-3เดือน จากนี้ เครือข่ายของระบบทักษิณจึงควรหันมาผนึกกำลังแก้ไขวิกฤตินี้มากกว่าจะตอกย้ำ ความแตกแยกให้รุนแรงขึ้น”นายอรรถพรกล่าว
นายอรรถพรยังกล่าวอีกว่า โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ถูกข้อกล่าวหากระทำผิดกฏหมายไทย โดยถูกกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2554 ใน 2 ข้อหา คือ กระทำความผิดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฏหมายอาญา และ ถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นศาลสถิตยุติธรรม ตามมาตรา 198 ตามประมวลกฏหมายอาญา แต่กลับเคลื่อนไหวในประเทศไทยเหมือนเป็นแขกผู้ทรงเกียรติของรัฐบาล กรณีนี้รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์จึงสุ่มเสี่ยงที่ถูกตั้งคำถามถึงทัศนคติที่มี ต่อสถาบันเบื้องสูงและระบบยุติธรรม
นายอรรถพรยังกล่าวตำหนินายสุนัย จุลพงศธร ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรที่ได้เชิญนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเข้าชี้แจงกรณีปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ว่าใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับใช้พ.ต.ท.ทักษิณอย่างน่ารังเกียจ และนี่คือเหตุผลที่นายสุนัยได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานกมธ.ต่างประเทศ โดยข้ามหัวส.ส.ที่มีความเหมาะสมและอาวุโสในพรรคเพื่อไทยเป็นจำนวนมาก

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 10:43 am

ระทึก48ชม.ท่วมกทม. สุขุมพันธุ์เตือนช่วยตัวเองยื้อไม่อยู่นวนครจม100%

กรุงเทพฯ ระทึก! “นิคมนวนคร” พนังกั้นน้ำแตกหลายจุด ทุกฝ่ายยังยื้ออุดรอยโหว่สุดชีวิต “ศปภ.” เฟอะฟะทำชาวบ้านโกลาหลอีกแล้ว “วิม” โชว์ออฟแถลงสั่งอพยพเอง “น้องปู” ไม่แพ้กันบอกเสียใจสั่งหนีด่วน สุดท้าย “ประชา” ให้แก้ข่าวพัลวันบอกเอ่อแค่ 10% ดูแลได้ “ประธานนิคมฯ” อัดแหลกไม่ช่วยแล้วยังทำป่วนอีก เสนอเปิดประตูน้ำ 5 แห่ง “สุขุมพันธุ์” ชี้ กทม.ยังไม่ปลอดภัย สั่งจับตา “ดอนเมือง-สายไหม” 24 ชั่วโมง “ธรรมกาย-มธ.รังสิต” ปิดรับคนอพยพแล้ว
ในที่สุดสวนนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ซึ่งรัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นพื้นที่กั้นน้ำไม่ให้เข้าท่วมกรุงเทพมหา นคร โดยได้มีการเสริมกำแพงและคันกั้นน้ำสูงถึง 2-3 เมตร รวมถึงเฝ้าจับตาดูตลอด 24 ชั่วโมง ก็ได้แตกเป็นบางส่วนแล้ว หลังจากน้ำปริมาณสูงได้หลากเข้ามา ประกอบกับฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวันที่ 16-17 ต.ค.

โดยคันกั้นน้ำด้านเหนือของโครงการที่ 1 ติดบ่อบำบัดน้ำเสียได้เกิดรอยแตกยาวประมาณ 10 เมตร ทำให้น้ำทะลักท่วมพื้นที่นิคม บริเวณบ่อพักน้ำและบ่อบำบัดน้ำเสียใกล้โรงงานคูโบต้าแล้ว แม้ทหารโดยกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และชาวชุมชนนวนครจะพยายามเสริมแนวคันดินแล้วก็ตาม แต่ก็มีปัญหาดินสไลด์เนื่องจากเป็นดินเลนอุ้มน้ำ ในขณะที่การใช้เฮลิคอปเตอร์หย่อนตู้คอนเทนเนอร์อุดรอยรั่วก็เป็นไปด้วยความ ยากลำบาก จึงทำได้เพียงชะลอน้ำเท่านั้น

และเมื่อเวลา 11.25 น. แนวพนังกั้นน้ำชั้นแรกก็พังลงมา ทำให้น้ำทะลักเข้านิคมจนถึงพนังกั้นน้ำชั้นที่ 2 ในขณะที่พนักงานโรงงานคูโบต้าและประชาชน นอกจากจะช่วยอุดรอยรั่วแล้ว บางส่วนก็อพยพอย่างโกลาหล แต่ชาวนิคมบางส่วนและทหารก็ยังต่อสู้กับน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อกันไม่ให้น้ำท่วมนิคมขยายวงมากขึ้น

ส่วนชาวหมู่บ้านไวท์เฮาส์ ต.คลอง 1 อ.คลองหลวง ก็มีการเร่งเสริมกระสอบทรายเช่นกัน หลังจากน้ำระบายจากสวนนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ได้ล้นแนวป้องกันและกำแพงบ้านที่สูงกว่า 2 เมตร และบางส่วนก็ซึมผ่านใต้กำแพง รวมทั้งผุดตามท่อระบายน้ำในตัวบ้านหลายหลัง

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 12.15 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เราได้ระดมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งได้เตรียมการไว้หลายวันแล้ว แต่ปัญหาคือกระแสน้ำที่เข้ามาประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูง รวมถึงฝนที่ตกทั้งคืน จึงทำให้น้ำเข้ามาแรงมากเกินกว่าแนวกั้นน้ำจะรองรับไหว ขณะเดียวกันได้สั่งให้เตรียมการอพยพและการเข้าไปช่วยกู้อุตสาหกรรมต่างๆ แล้ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังกล่าวถึงจุดกั้นน้ำอื่นว่า ได้ทำแนวกั้นน้ำไว้อยู่แล้ว หลังจากนี้คงเร่งสำรวจความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งวันนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานทหารช่างและทุกเหล่าทัพ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วยดูแลในจุดรอยต่อของ กทม.ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าในจุดต่างๆ ที่ทำคันกั้นน้ำมีความแข็งแรงเพียงพอ

ปูรับสั่งให้อพยพตั้งแต่เช้า

เมื่อถามว่า ล่าสุดสั่งให้ประชาชนที่นิคมนวนครอพยพใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่าใช่ ได้ทำตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว โดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ. และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม รวมทั้งกองทัพ ได้ลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อประสานงานร่วมกับนิคมนวนคร ดังนั้นเราจึงทราบการเคลื่อนไหวตลอดเวลา อย่างไรก็ตามอาจจะไม่ได้ชี้แจงประชาชนทันที เพราะต้องทำงานแก้ไขปัญหาหน้างาน โดยช่วยระดมกำลังอพยพประชาชนและฟื้นฟูเครื่องจักร ซึ่งเรามีการเตือนเป็นระยะอยู่แล้ว

ถามอีกว่า กทม.ฝั่งดอนเมือง-สายไหมอยู่ในจุดเสี่ยงหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขอเข้าไปประเมินหลังจากที่มีปัญหานิคมนวนครก่อน ทั้งนี้ ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ปกป้องในเมืองหลวงให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องการระบายน้ำนั้น จะพยายามดูและใช้หลักการในพื้นที่ที่มีผลกระทบและเสียหายน้อยที่สุด โดยขอความร่วมมือจากประชาชนเรื่องการทำแนวกั้นน้ำ

ในเวลา 12.00 น. นายวิม รุ่งวัฒนจินดา โฆษก ศปภ.แถลงว่า ขณะนี้ระดับน้ำโดยรอบนิคมนวนครมีปริมาณน้ำที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่ง พล.ต.อ.ประชาได้สั่งการให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นิคมนวนคร หรือพื้นที่โดยรอบเร่งอพยพออกจากพื้นที่และปฏิบัติดังนี้ 1.ให้โรงงานหยุดเดินเครื่องจักร และเร่งอพยพพนักงานออกจากพื้นที่ 2.ขอให้พนักงานและประชาชนโดยรอบพื้นที่นิคม เร่งอพยพทรัพย์สินและชีวิตออกจากพื้นที่ เนื่องจากปริมาณน้ำสูงอย่างต่อเนื่อง 3.ให้ส่วนราชการที่ดำเนินการร่วมกับ ศปภ.เร่งประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน 4.ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สามารถช่วยเหลือตัวเอง โดยการเร่งอพยพออกมาก่อน และ 5.ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

“ปริมาณน้ำที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จะไหลลงสู่บริเวณประตูระบายน้ำเชียงรากน้อย เชียงรากใหญ่ จากนั้นจะไหลลงสู่คลองเปรมประชากร ทำให้บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น จึงอยากให้ประชาชนปฏิบัติตามคำประกาศ ศปภ.อย่างเคร่งครัด” นายวิมกล่าว

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.ในฐานะโฆษก ศปภ.กล่าวว่า สถานที่พักพิงชั่วคราวที่ ศปภ.ได้จัดไว้ให้มี 4 แห่ง คือ 1.มธ.ศูนย์รังสิต รองรับได้ 3,000 คน 2.วัดพระธรรมกาย 5,000 คน 3.อ.ธัญบุรี 20,000 คน และ 4.ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ 1,000 คน

ด้านความพร้อมของศูนย์พักพิงนั้น พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ฝ่ายประชาสัมพันธ์วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วัดมีสถานที่รองรับเพียงพอ แต่หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมเข้ามาภายในวัดเกินระดับที่วัดจะรับได้ คือ 50-60 ซม. ก็พร้อมจะย้ายประชาชนไปอยู่ที่ศูนย์อบรมเยาวชนวัดพระธรรมกาย ที่ จ.นครราชสีมา และ จ.ลพบุรี พร้อมพระและเณรภายในวัดที่มีกว่า 2,000 รูป และอุบาสกอุบาสิกาภายในวัดอีกกว่า 1,000 คนด้วย

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มธ.กล่าวว่า ได้เตรียมการป้องกันน้ำท่วมศูนย์พักพิงด้วยการเร่งเสริมแนวกระสอบทรายสูง 1 เมตรแล้ว โดยปัจจุบันมีผู้อพยพรวม 3,600 คน แบ่งเป็นชั้นล่าง 1,800 คน และชั้นบน 1,800 คน ซึ่งหากน้ำเพิ่มระดับขึ้นก็พร้อมย้ายผู้อพยพไปยังจุดที่สูงกว่าได้
“อาคาร ยิมเนเซียม 1 ได้เปิดรับผู้อพยพเต็มความจุแล้ว อีกทั้งยังไม่มั่นใจด้วยว่าสถานการณ์น้ำท่วมในตอนนี้จะเข้ามาเมื่อใด จึงได้ประสานไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวในบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วัดพระธรรมกาย และ ม.ศรีปทุม ดูแลผู้อพยพที่เข้ามาใหม่แทน โดยมหาวิทยาลัยยินดีประสานความช่วยเหลือ ทั้งเรื่องอาหารหรือเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติม”

‘ประชา’ สั่งแก้ข่าวด่วน

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ประชา ซึ่งได้เดินทางกลับมาจากตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่นิคมนวนคร ได้เรียกทีมโฆษก ศปภ.หารือประมาณ 20 นาที และสั่งให้มีการแถลงข่าวใหม่ เพราะในช่วงเที่ยงนายวิมแถลงประกาศ ศปภ.ด้วยตัวเอง ซึ่งเหตุการณ์คล้ายกับวันที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เคยแถลงข่าวให้ประชาชนอพยพมาแล้ว และต่อมาก็แถลงแก้ข่าวใหม่

ซึ่งมาในครั้งนี้ พล.ต.อ.ประชาระบุว่า หลังจากไปสำรวจพื้นที่นิคมนวนครแล้ว มีความเสียหายประมาณ 10% เท่านั้น ในบริเวณเฟส 1 ส่วนเฟสอื่นๆ ยังควบคุมได้ จึงขอให้ ศปภ.แถลงข่าวใหม่ให้ชัดเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่แผนอพยพประชาชนนั้นควรทำต่อไปเพื่อป้องกันการสูญเสีย

ซึ่งในเวลา 15.10 น. นายวิมก็มาแถลงอีกครั้งว่า เรายังยืนยันขอให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อม เพราะยังไม่สามารถยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าน้ำจะไม่ท่วม เพราะตอนนี้ปริมาณน้ำสูงขึ้น รายงานล่าสุดน้ำท่วมในนิคมนวนครไป 10% ในระดับ 1.5-2 เมตรใน 10 โรงงาน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์สั่งกอบกู้โรงงานเหล่านี้ โดยให้ระดมกำลังทุกภาคส่วนเข้าไปกอบกู้เร็วที่สุด ล่าสุด กองทัพไทยได้สร้างแนวกั้นน้ำที่สองได้บางส่วน แม้จะมีน้ำไหลมาตามรูบ้าง หลังแนวกั้นน้ำที่หนึ่งเกิดรูรั่วจนน้ำทะลัก แต่ประชาชนในพื้นที่ยังอยู่ในสภาวะเสี่ยงและควรอพยพตามประกาศเดิม

เมื่อถามว่า กองทัพให้ความมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ นายวิมตอบว่า จะตอบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ตอนนี้ดูแลได้ 90% ส่วนน้ำอีก 10% หากป้องกันได้แล้วจะเร่งสูบออกไป เพราะตอนนี้กองทัพไทยส่งเฮลิคอปเตอร์ชีนุกนำตู้คอนเทนเนอร์ไปวางกั้นไว้ ส่วนการป้องกันสารเคมีจากโรงงานต่างๆ นั้น เรามีบทเรียนจากนิคมโรจนะ ซึ่งมีไซยาไนด์หลงเหลืออยู่ นายกฯ สั่งให้แม่ทัพภาค 1 ไปนำไซยาไนด์ออกมา จึงขอให้มีการเฝ้าระวัง รวมทั้งขอให้โรงงานแจ้งรายชื่อสารเคมีอันตรายเข้ามาด้วย หากน้ำท่วมจะได้นำสารเคมีดังกล่าวออกมาก่อน

เสนอเปิดประตูน้ำ 5 จุด

ด้าน พล.อ.วิชา ศิริธรรม ที่ปรึกษาและประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจการพิเศษสวนอุตสาหกรรมนวนคร กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 5 จุด ได้แก่ ประตูระบายน้ำเชียงรากน้อย, เชียงรากใหญ่, คลองเปรมประชากร, สารพัน และคลองระพีพัฒน์ เพื่อระบายน้ำที่เอ่อท่วมนิคมขณะนี้ ซึ่งเบื้องต้นส่งผลกระทบต่อโรงงานเกือบ 10% จาก 227 โรง แม้พยายามแก้ไขโดยนำตู้คอนเทนเนอร์ 14 ตู้มาวางกั้นเพื่อลดแรงดันของน้ำ โดยวางไปแล้ว 3 ตู้ แต่คาดว่าก็จะทำได้แค่ประวิงเวลาเท่านั้น เพราะล่าสุดมีรอยรั่วซึมจุดใหม่เพิ่มอีก 1 จุด บริเวณวัดพืชนิมิตร
“รัฐบาล จะเชื่อคนรอบข้างท่าน ที่บอกจนทำให้อุตสาหกรรมล่มไปแล้วหลายแห่ง หรือจะเชื่อผมที่ยืนหยัดรักษาอุตสาหกรรมไว้ ถ้าเชื่อคนที่ชื่อวิชาจะเสียหายอะไรในการเปิดประตูระบายน้ำ ซึ่งหากมีคำสั่งตอนนี้ก็ยังไม่สาย เมื่อเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเป็นแสนล้านบาท และมันคุ้มไหมที่จะกระทบคนงาน 3 แสนคน ท่านไม่ช่วยยังไม่พอ แล้วยังมาสั่งอพยพคนของผมอีก ตอนนี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลต่ำติดดินแล้ว ถ้าช่วยตรงนี้ได้ก็จะฟื้นสถานการณ์และความเชื่อมั่นได้” พล.อ.วิชากล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ในเวลา 16.35 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและหารือกับ พล.อ.อัครเดช ศศิประภา ประธานคณะกรรมการสวนอุตสาหกรรมนวนคร
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า จะประสานงาน ศปภ.ให้ช่วยเจรจาเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 5 แห่งให้ แต่จะเปิดได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาล ส่วนกรณีที่ ศปภ.สั่งอพยพคนออกจากพื้นที่นิคมนั้น โดยส่วนตัวแล้วยังไม่ทราบข้อมูล แต่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันมากกว่า

ล่าสุด สถานการณ์ในนิคมนวนครได้เกิดเหตุพนังกั้นน้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของนิคม ด้านหลังวัดพืชนิมิตร ได้พงลงเป็นทางยาวประมาณ 3-5 เมตร ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมเขตนิคมอุตสาหกรรมซ้ำอีก ขณะที่นายวิมระบุว่า กำแพงกั้นน้ำแนวฝั่งตะวันตกได้แตกออกยาว 3-5 เมตร ทำให้น้ำทะลักเข้ามาอีกด้านของนิคม ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายระดมกำลังเข้าซ่อมแซม คาดว่าไม่เกิน 2 ทุ่มน่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ส่วนความกังวลถึงสถานการณ์น้ำว่าจะเข้าท่วมในเขต กทม.นั้น ศปภ.จะเฝ้าติดตามตลอดทั้งคืน และอาจแถลงความคืบหน้าทุก 2 ชม. โดยล่าสุดนายกฯ ได้สั่งการให้สร้างคันกั้นน้ำใน จ.ปทุมธานีเพิ่มอีก 1 จุด ในเส้นเลียบคลองรังสิต-องครักษ์ตั้งแต่ขณะนี้ ซึ่งจะเป็นแนวป้องกันชั้นที่ 3 พร้อมทั้งเสริมพนังกั้นน้ำ 2 จุดเดิมให้สูงขึ้น

พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า ได้ปิดศูนย์พักพิง 2 แห่ง คือ มธ.และวัดพระธรรมกายแล้ว หลังจากมีผู้ประสบภัยอพยพไปอาศัยจนเต็มความจุ ส่วนที่ อ.ธัญบุรี และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะยังสามารถรองรับได้

สำหรับตลาดไท ซึ่งอยู่ตรงข้ามนิคมนวนครนั้น นายธวัชชัย พิทักษ์ชนากุล รองกรรมการผู้จัดการตลาดไท ยืนยันว่ามีเพียง 10% จากพื้นที่ 350 ไร่ ที่น้ำทะลักเข้าด้านหลัง เนื่องจากน้ำถูกระบายมาจากคลองระพีพัฒน์ด้านทิศตะวันออก ส่วนน้ำที่ทะลักเข้านิคมนวนครนั้น เชื่อว่าไม่สร้างความเสียหายแก่ตลาดเพราะอยู่คนละฝั่งถนน และตลอดแนวตลาดก็มีการสร้างแนวป้องกันที่สูงขึ้น และหากรัฐบาลยังทำแผนเดิมคือ ระบายน้ำผ่านคลองสอง, คลองสาม และคลองสี่ ก็เชื่อว่าน้ำจะไม่ท่วมตลาดไทแน่

ส่วนที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย กรุงเทพมหานคร ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ปริมาณน้ำใน กทม.มีมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แต่ก็ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยระดับน้ำในคลองที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังปกติ ส่วนน้ำในคลองทวีวัฒนาสูงขึ้นประมาณ 10 ซม. แต่ยังไม่มีปัญหา

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ต้องขอบคุณกรมชลประทานที่ปิดประตูระบายน้ำคลอง 1 ครึ่งหนึ่ง และเข้าใจที่ไม่สามารถปิดประตูระบายน้ำได้ทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ยังน่าเป็นห่วง เพราะน้ำได้ทะลักเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ซึ่งมีประชาชนกว่า 127,728 ครัวเรือน ทำให้ กทม.จำเป็นที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อดูแลพื้นที่สายไหมและคลองสามวา โดยจะทำแนวคันกั้นน้ำชั่วคราวตามแนวคลองหกวาล่าง เขตสายไหม ระยะทาง 7 กิโลเมตร จากเดิม 6 กิโลเมตร พร้อมทั้งเพิ่มความสูงอีก 20 เซนติเมตร จากเดิม 30 เซนติเมตร รวมเป็น 50 เซนติเมตร ให้เรียบร้อย  ขณะเดียวกันจะยกระดับถนนเลียบคลองสองและถนนสายไหม ซ.สายไหม 85 ให้สูงขึ้นอีก 30 ซม. และขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยดูแลคันกั้นน้ำด้วย นอกจากนี้ กทม.ได้กระจายกระสอบทรายอีก 600,000 ใบ ส่วนใหญ่ในพื้นที่ตะวันออก
กทม.ผวาดอนเมือง-สายไหม

“ศปภ.อาจมั่นใจว่า กทม.ปลอดภัย ที่จริงผมก็ดีใจ แต่ผมไม่คิดว่า กทม.ปลอดภัย ยังไม่พ้นอันตราย แต่ก็ยังไม่ถึงวิกฤติ ดังนั้นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเขตสายไหมและดอนเมือง ผมอยากให้ประชาชนช่วยเฝ้าระวังดูแลคันกั้นน้ำ ถ้าคันกั้นน้ำที่สายไหมแตกจะมีผลถึงคลองสามวาด้วย”ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าว

วันเดียวกัน ได้มีการเสนอแนวความคิดในการแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่หลากหลาย โดยนายอุเทน ชาติภิญโญ ประธานคณะกรรมการผันน้ำลงทะเล ศปภ.กล่าวว่า ควรระบายน้ำเหนือที่ไหลลงมาให้ไปลงที่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ที่เชื่อมต่อเนื่องไปยังคลองประเวศจนถึงคลองสำโรง ก่อนที่จะดูดน้ำลงสู่ทะเลในระยะทางที่สั้นที่สุด รวมทั้งต้องจัดการชาวบ้านที่รุกล้ำคูคลองมาตั้งบ้านเรือนกว่า 500 หลังคาเรือน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการพื้นที่ ศปภ.เสนอว่า พื้นที่มีน้ำท่วมสูงขาดแคลนเรือถึง 70,000 ลำ จึงได้สั่งการให้นายดำรง พิเดช อธิบดีกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปตัดไม้ไผ่มาทำเป็นแพเพื่อแจกจ่ายประชาชน ซึ่งเชื่อว่าภายในวันที่ 18 ต.ค.จะสามารถนำมาแจกจ่ายประชาชนได้ประมาณ 10,000 ลำ โดยจะทำการแจกจ่ายให้ครัวเรือนละ 1 ลำ ในการใช้วางสิ่งของเครื่องใช้

“โครงการนี้แวบขึ้นมาในสมองไม่ค่อยเต็มสติของผม เพราะไม้ไผ่มีอยู่ในป่า มีมากที่บริเวณ จ.กาญจนบุรี ตัดๆ ขนมาแจก ฉะนั้นแต่ละบ้านจะมีแพ” นายปลอดประสพกล่าว

นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า กทม.อยู่ระหว่างเตรียมจ้างบริษัทที่ปรึกษาในโครงการไฮเวย์น้ำ ที่สามารถเป็นทางด่วนสำหรับทางน้ำไหล งบประมาณ 100 ล้านบาท เบื้องต้นได้พิจารณาถนนคุ้มเกล้า คลองระพีพัฒน์ โดยรูปแบบจะทำเป็นถนนสองชั้น ชั้นบนเป็นถนนสำหรับการสัญจรไปมา ส่วนชั้นล่างใช้เป็นทางไหลของน้ำ ขณะเดียวกัน กทม.จะตั้งคณะกรรมการภัยธรรมชาติ เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติทุกรูปแบบต่อไป.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 7:10 am

อุตุฯเตือนลมหนาวมาเยือนฝนลดลงแล้ว

 พยากรณ์อากาศเตือนไทยตอนบนฝนลดลง ลมหนาวมาเยือน  ภาคใต้ ปริมาณฝนเพิ่มขึ้น อ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร

วันนี้(18 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมด้านตะวันออก ของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนเริ่มมีฝนลดลง และอุณหภูมิจะลดลงได้ 1-3 องศา สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก สุโขทัย และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 27-29 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม ราชบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดจันทบุรีและตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 18th, 2011 at 7:08 am

ระทึก!นวนครเขื่อนแตกแล้วอพยพด่วน

 สุดต้านทาน “นวนคร” เขื่อนดินแตกแล้ว น้ำทะลักเข้านิคมฯ สั่งเร่งอพยพหนีน้ำด่วน

วันนี้ (17 ต.ค.) พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. พร้อม นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน และคณะ ได้เดินทางเข้าตรวจสถานการณ์น้ำท่วมภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี โดยระหว่างการตรวจสอบนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้น เมื่อเขื่อนกั้นน้ำดินซึ่งมีความสูง 2.50 เมตร ที่สร้างขึ้นรอบนิคมอุตสาหกรรม ได้เกิดรอยรั่วของพนังกั้นน้ำ 3 จุด ทางด้านหลังของนิคม ทำให้ระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที น้ำทะลักเข้าท่วมบริเวณถนนภายในนิคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว สูงกว่า 30 เซนติเมตร แม้จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กว่า 300 นาย รถแบกโฮ 10 คัน เพื่อไปทำคันกั้นน้ำแนวที่ 2 แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงดันน้ำเอาไว้ได้ ทำให้ต้องรีบอพยพคนภายในนิคมอุตสาหกรรมอย่างโกลาหล

หลังจากนั้น พล.ต.อ.ประชา ต้องสั่งการให้นำเฮลิคอปเตอร์ “ชีนุก” 2 ลำ เร่งนำกระสอบทรายมาทำคันกั้นน้ำแนวที่ 3 เพื่อพยายามรักษานิคมอุตสาหกรรมนวนครอย่างสุดความสามารถ โดย พล.ต.อ.ประชา และนายชลิตได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สังเกตการณ์สถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานไปยังศูนย์ ศปภ.ดำเนินการสั่งการอพยพคนงานออกจากนิคมอุตสาหกรรมเป็นการด่วน และให้ปิดการดำเนินการเครื่องจักรกลทั้งหมดด้วย ก่อนที่จะเดินทางไปยังศูนย์อพยพที่ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต โดยได้เรียกนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. เข้าพบ เพื่อสั่งการให้ศูนย์ฯ เตรียมการอพยพขึ้นที่สูง โดยเฉพาะโรงครัว ทั้งนี้ ในศูนย์อพยพมีประชาชนอยู่ 3,700 คน เนื่องจากคาดการณ์ว่า น้ำน่าจะมาถึงในช่วงเย็นนี้  ต่อมาได้เดินทางไปดูสถานการณ์น้ำในคลองรังสิต และคลองหกวาสายล่าง ซึ่งเป็นคลองที่รับน้ำก่อนเข้ากทม.ชั้นใน พบว่า ขณะนี้ คันกั้นน้ำยังสูงกว่าปริมาณน้ำ คาดว่าจะรับน้ำได้อีก 60 เซนติเมตร ทำให้มั่นใจว่า น้ำจะไม่เข้าท่วมกทม.ชั้นใน

ต่อมา เวลา 12.30 น. นายวิม รุ่งรัตนจินดา โฆษก ศปภ. แถลงว่า ประกาศ ศปภ.เตือนประชาชนที่อยู่ในนิคมนวนครและพื้นที่โดยรอบ ให้อพยพออกจากพื้นที่ทันที และขอให้โรงงานอุตสาหกรรมหยุดเดินเครื่องจักรการผลิต และเร่งอพยพคนออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบหรือในนิคมอุตสาหกรรม ให้อพยพทรัพย์สินและชีวิต ออกจากพื้นที่ เนื่องจากน้ำมีปริมาณปรับระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศน์ พงษ์เจริญ โฆษกศปภ.กล่าวว่า ได้มีการเตรียมพื้นที่สถานที่พักพิงไว้ 4 แห่ง คือ โดมมธ.รังสิต รับได้ 3,000 คน วัดพระธรรมกาย 5,000 คน อ.ธัญบุรี 2 หมื่นคน และศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ 1,000 คน โดยถ้าผู้อพยพไม่มีรถให้มาขึ้นรถขสมก.ที่เตรียมไว้ 200 คัน ซึ่งจอดรอหน้านิคมนวนคร

อีกด้าน ที่ จ.อุทัยธานี ชาวบ้าน ต.น้ำซึม อ.เมือง ได้นำปลาช่อนอเมซอนที่ติดตาข่ายดักปลามาขายตลาดพัฒนายามเช้า ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี โดยปลามีลักษณะลำตัวใหญ่ ยาวประมาณ 1 เมตร หนัก 12 กิโลกรัม ปากเรียวยาวคล้ายจระเข้ ฟันแหลมคม โดยมีชาวบ้านมามุงดูด้วยความสนใจ เนื่องจากคิดว่าเป็นจระเข้ที่หลุดมาจากสถานการณ์น้ำท่วม.

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 10:02 pm

กทม.-ทหารเฝ้าระวัง3ทิศ สกัดน้ำทะลักกรุง เตือน10วันอันตราย

กทม.-ทหารเฝ้าระวัง3ทิศ สกัดน้ำทะลักกรุง เตือน10วันอันตราย

 เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย กรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้รายงานสรุปสถานการณ์น้ำท่วมขังในในกรุงเทพฯ ว่า ฝนตกหนักเมื่อคืนวาน (15 ต.ค.) ทำให้น้ำในคลองสูงขึ้นแต่คลองหลักยังเป็นปกติ โดยฝนตกหนักวัดได้สูงสุดที่เขตธนบุรี 154.5 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองในพื้นที่ ได้แก่ คลองบางพรหม คลองบางเชือกหนัง คลองบางแวก คลองภาษีเจริญ และคลองทวีวัฒนา มีระดับสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่นเดียวกับคลองสายหลักอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ ส่วนพื้นที่อื่นที่มีน้ำท่วมขังได้เร่งสูบน้ำแห้งตั้งแต่เมื่อคืนนี้

ขณะที่สถานการณ์ตอนเหนือของกรุงเทพฯ เขตดอนเมือง สายไหม คลองหนึ่ง หลักหก และรังสิต กทม.ได้ประสานกรมชลประทาน เพื่อขอให้ปิดประตูระบายน้ำคลอง 1 เพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าพื้นที่สายไหม ดอนเมือง และอาจแพร่กระจายไปยังกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก ในพื้นที่คลองสามวา หนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ซึ่งมีปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้ว ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับหน่วยทหารพัฒนาจัดสร้างคันกั้นน้ำ และวางกระสอบทราย บริเวณคลองหกวาสายล่าง ยาว 6 กิโลเมตร

ด้านสถานการณ์ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ระดับน้ำในคลองด้านตะวันออก คลองแสนแสบ คลองประเวศน์บุรีรมย์ คลอง 13 คลองหลวงแพ่ง มีระดับสูง แต่ไม่เพิ่มจากวานนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ในพื้นที่มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ใน 4 เขต ประกอบด้วย คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง ซึ่งทางสำนักงานเขตได้เร่งเข้าไปช่วยเหลือ โดยจัดรถทหารและรถ ขสมก. รับ-ส่งประชาชน พร้อมเสริมคันดิน และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำ รวมทั้งวางกระสอบทราย และสร้างสะพานไม้เป็นทางเดินเพิ่มเติม

ด้านฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ เขตทวีวัฒนา ระดับน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ มีระดับสูง 1.95 ม.รทก. ซึ่งต่ำกว่าคันกั้นน้ำ 85 เซ็นติเมตร โดยกทม.จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความแข็งแรงของแนวกระสอบทรายชุมชนวัดปุรณาวาส ริมคลอง โดยเมื่อวานนี้ได้ร่วมกับกองทัพเรืออุดรอยรั่วแนวคันกระสอบทรายบริเวณริม คลองทวีวัฒนา มหาสวัสดิ์ เขตทวีวัฒนา พร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม กทม.ขอความร่วมมือประชาชนร่วมบริจาคทราย กระสอบทราย ไม้หรือเงิน เพื่อนำไปใช้ในการจัดทำแนวป้องกันน้ำท่วม ในวันพรุ่งนี้ (17 ต.ค.54) เวลา 13.00 น. โดยขอความร่วมมือจากอาสาสมัครร่วมกรอกทรายใส่กระสอบที่ศูนย์ก่อสร้างและ บูรณะถนน 4 ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เขตบางแค

นายเสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต เผยว่า วันที่ 18 ต.ค. ไปจนถึงวันที่ 28-30 ต.ค. ถือเป็นช่วง 10 วันอันตราย ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมในเขตกทม. เพราะจากการติดตามข้อมูลของศูนย์ฯ พบปริมาณน้ำไหลผ่านที่จ.นครสวรรค์ 4,600 ลบ.ม.ต่อวินาที เริ่มชะลอตัว แสดงว่าน้ำเหนือผ่านนครสวรรค์มาแล้ว อีกประมาณ 7 วันจะถึงจ.ปทุมธานี และจ.นนทบุรี จากนั้นอีก 3 วันหรือประมาณวันที่ 28 ต.ค. น้ำจะมาถึงกทม. ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่น้ำทะเลจากอ่าวไทยจะหนุนขึ้นสูงอีกครั้งหนึ่งและ จะหนุนสูงขึ้นกว่าเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยกองทัพเรือคำนวนว่าน้ำเจ้าพระยาจะสูงขึ้น 30 ซม. ซึ่งจะอยู่ระดับ 2.59 เมตร ในขณะที่คันกั้นน้ำสูงเพียง 2.50 เมตร น้ำจึงอาจทะลักคันกั้นของกทม.ได้

 

 

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 9:49 pm

“สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจหลัง ASTV ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม

ASTVผู้จัดการ – เจ้าของดาวเทียมไม่ให้ค้างค่าเช่า เหตุ ASTV จอดับ-หยุดแพร่ภาพผ่านดาวเทียม แต่ยังดูผ่านอินเทอร์เน็ตและฟังผ่านวิทยุได้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เผยเสียดายแต่ไม่เสียใจ ยืนยันสู้ต่อตามอุดมการณ์และจิตวิญญาณของสื่อที่นำเสนอความจริงต่อไป

ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30น. วันนี้ (17 ต.ค.) สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี(ASTV) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 ได้หยุดแพร่สัญญานภาพผ่านดาวเทียมที่เคยทำตามปกติ ท่ามกลางความสงสัยของผู้ชมทางบ้านจำนวนมากที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถามที่สถานี

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวี เปิดเผยภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดจากการที่บริษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ (NewSkies Satellite) เจ้าของดาวเทียม NSS-6 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสัญญาณด้วยเหตุผลที่เอเอสทีวีที่เป็นคู่สัญญาได้ ค้างชำระหนี้ค่าเช่าช่องสัญญาณมานานกว่า 6 เดือนแล้ว โดยหนี้คงค้างมีอยู่ราว 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงเดิมก่อนที่ NSS-6 จะตัดสัญญาณได้มีการเจรจากันมาระดับหนึ่งโดยเอเอสทีวีขอผ่อนชำระจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเกิดขึ้นรายเดือนนั้นก็จะชำระให้ทุกเดือน

“ทาง NSS-6 เปลี่ยนเจ้าของเขาก็เลยไม่ยอม เขาต้องการให้เราจ่ายรวดเดียวซึ่งเราทำไม่ได้ เพราะเราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานซึ่งพนักงานสำหรับเราถือ ว่าสำคัญที่สุด” นายสนธิกล่าว

จากนี้ไปจึงเท่ากับว่าเอเอสทีวีจะหยุดแพร่ภาพผ่านดาวเทียมไปโดยปริยาย แต่สำหรับระบบการรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตและผู้ชมในอเมริกาจะยังสามารถรับชม รายการของเอเอสทีวีได้ตามปกติ รวมทั้งถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านสถานีวิทยุชุมชนความถี่ 97.75 เมกกะเฮิร์ตซ์

นายสนธิกล่าวว่า ตั้งแต่ก่อตั้งมาเอเอสทีวีได้ทำหน้าที่ของสื่อที่นำเสนอความจริง ยืนอยู่บนความถูกต้องจึงมีรายได้จากโฆษณา และเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงน้อยมาก ซึ่งแตกต่างจากสถานีข่าวที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนนายทุน พรรคการเมือง อย่างเช่น ทีวีเสื้อแดง ที่ได้รับเงินอุดหนุนมหาศาล

“เราก่อตั้งมา ปลายปี 2547 ก็เข้าร่วมต่อสู้กับประชาชน เราอยากให้เอเอสทีวีเป็นสื่อที่มีส่วนนำเสนอข้อเท็จจริงต่อสังคม ให้ประชาชนได้มีข้อมูลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ ผมก็พยายามกัดฟันสู้ ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด 7 ปีกว่า แต่ผมคนเดียวก็ไม่ไหว ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาขาย ขายไปแล้วกว่าพันล้าน มีคนพยายามมาเสนอให้เงิน ซึ่งถ้าเรารับก็เท่ากับขายตัว ขายอุดมการณ์ เราคงร่ำรวย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น” ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีกล่าว

เขายังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา 6-7 ปี ตนเองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายหาเงินมาเพื่อให้เอเอสทีวีออกอากาศได้อย่างราบรื่นไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30 ล้านบาท โดยรายได้ทั้งจากการบริจาคของประชาชนและการช่วยเหลือจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ผลิตปุ๋ยออกจำหน่ายช่วยเหลือก็ช่วยได้บ้างแต่ไม่มากและสม่ำเสมอนัก

“ความจริงเอเอสทีวีควรจะอยู่ได้เพราะลำพังพันธมิตรฯ และแฟนพันธุ์แท้เอเอสทีวี ซัก1-2 แสนคน ถ้าร่วมกันบริจาค ช่วยกันสมัครเอสเอ็มเอสคนละไม้คนละมือ ทำไมจะอยู่ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงก็แค่เชียร์เรา แค่อยากมีสื่อแบบนี้ มิหนำซ้ำผมยังถูกใส่ร้ายว่ารับเงินทักษิณ มันถึงมีวันนี้ไง วันที่เอเอสทีวีไม่ได้ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมแล้ว”

ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวียังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยอาจจะต้องการทีวีแค่ช่อง 3 ช่อง 7 ดูละครน้ำเน่า และช่องทีวีอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบิดเบือนข่าว แต่อยู่ได้และมีกำไรมหาศาล ขณะที่โทรทัศน์ที่ต่อสู้ให้ชาติบ้านเมืองและนำเสนอความจริงกลับอยู่ไม่ได้ ซึ่งการทำโทรทัศน์ประเภทหลังต้องใช้ความเสียสละอย่างมาก ทั้งทรัพย์สินและเสี่ยงชีวิต เช่น ถูกฟ้องร้องในคดีต่างๆ กว่า 70 คดีและลอบสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในเดือนพฤษภาคม 2552

“ผมเหมือนคนบ้า คนอื่นก็บอกว่าไอ้สนธินี่มันบ้า เก็บเงินเก็บทองไว้ดีกว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของมึงคนเดียว ไปแบกไว้ทำไม จะมีใครอึดเท่าผมในประเทศนี้ สู้มา 7 ปีกว่า ถามว่าเสียดายมั้ย ก็เสียดายแต่ไม่เสียใจ เหตุผลที่ไม่เสียใจก็เพราะว่า ผมคิดว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้ทำมาขนาดนี้แล้ว นอกจากนี้แล้วยังได้ร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้ ให้กับบ้านเมือง สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย สู้เพื่อเอาข่าวสารที่แท้จริงออกมาให้กับสังคมไทย ซึ่งสื่อมวลชน โทรทัศน์ทุกช่อง ไม่ได้มีข่าวสารที่แท้จริง และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเอาความจริงมาเปิดเผย เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงมีความรู้สึกว่าผมไม่เสียชาติเกิด”

สำหรับอนาคตของเอเอสทีวีนายสนธิ ยืนยันว่า พนักงานและการทำงานในหน้าที่สื่อมวลชนยังจะดำเนินต่อไปเหมือนเดิม โดยถือเป็นโชคดีที่เครือเอเอสทีวีผู้จัดการยังมีเว็บไซต์ข่าวที่มีคนอ่านมาก ที่สุดของประเทศนี้ จึงจะให้เอเอสทีวีออกอากาศผ่านระบบอินเทอร์เน็ตต่อไป

“ผมเคยบอกว่าจะทำASTVจนกว่าจะไม่มีแรงทำ และ วันนี้ก็มาถึง” นายสนธิกล่าวทิ้งท้าย

………………………..

คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” หลัง ASTV ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม

“ทางเราค้างค่าดาวเทียม NSS-6 ประมาณ 6 เดือน คิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ก็ประมาณ 4 แสนเหรียญฯ หรือราว 12 ล้านบาท ในข้อตกลงเดิมเราบอกว่าเราจะเอาเงิน 6 เดือนที่ค้างจ่ายรวดเดียวเลยตอนสิ้นปี ส่วนรายเดือนที่เกิดขึ้นประจำเดือนใหม่ก็จะจ่ายทุกเดือน ทีนี้ทางดาวเทียมเขามีเจ้าของใหม่ เจ้าของใหม่เขาก็ไม่ยอม ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานก่อน สำหรับเราแล้วพนักงานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด มันก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆ

“อย่างที่บอกว่าเอเอสทีวีเป็นทีวีที่ (หยุดคิด) ยืนอยู่บนความถูกต้อง แล้วก็ไม่ค่อยมีใครลงโฆษณาเพราะเราขายความจริง การทำเอเอสทีวีเราไม่ได้เอาเงินจากการคอร์รัปชั่นแล้วมาสร้างทีวีเพื่อสนับ สนุนการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ทีวีเสื้อแดงเขาก็มีเงินเข้ามาสนับสนุนตลอดเวลาไม่มีหยุด ส่วนทีวีอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็มีเงินมีทองของเขา ส่วนของเรานี่เนื้อๆ เลยคือเราต้องกัดฟันต่อสู้ ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนเดียวที่รับผิดชอบ หาเงินหาทอง แล้วก็เอาทรัพย์สินของตัวเองไปขาย เพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้เอเอสทีวีเป็นทีวีที่ต่อสู้ให้กับประเทศไทย เราสู้มาตั้งแต่ปลายปี 2547 รวมเวลาแล้วก็เกือบ 7 ปีที่เราสู้มา ซึ่งเราก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเวลา มีคนที่จะเอาเงินเอาทองมาให้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้เราเปลี่ยนจุดยืนเราก็ไม่เอา … ผมก็พูดว่าผมทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นก็ละกัน เพราะเมื่อถึงวันนี้มันก็เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นของผมคนเดียว

“มีคนที่สนับสนุนเอเอสทีวีอยู่ พันธมิตรฯ ที่ที่ พล.ต.จำลอง (ศรีเมือง) ออกประกาศให้ช่วยเหลือ ซึ่งก็ได้เงินประมาณเดือนละ 3-4 ล้านบาททั้งๆ ที่คนที่เป็นแฟนเอเอสทีวี หรือเป็นพันธมิตรฯ จริงๆ ผมว่าถ้าสักแสนสองแสนคน ช่วยกันคนละ 500 ก็ได้ 40-50 ล้านบาทแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายของเราเดือนนึงเอาจริงๆ ก็ตกประมาณ 30-40 ล้านบาท แม้การขายปุ๋ยของ พล.ต.จำลองจะช่วยได้เยอะ แต่มันก็ไม่แน่นอนเพราะว่าเดี๋ยวน้ำท่วมปุ๋ยก็ขายไม่ออก สินค้าเอเอสทีวีก็มีกำไรตกเดือนละล้านกว่าๆ เท่านั้นเอง SMS ASTV ก็มีสมาชิกประมาณ 4 หมื่นคน จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 1-2 แสนคน โฆษณาอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเพราะไม่มีใครมาลง สาเหตุที่ไม่มีใครมาลงเพราะมันเป็นโทรทัศน์ที่นายทุนไม่อยากลงโฆษณาให้การ สนับสนุน เพราะเราเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป ถ้าเราขายตัวขายอุดมการณ์สัก 30 เปอร์เซ็นต์ เราก็คงอยู่ได้ คงร่ำรวย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น

“เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อประชาชนที่ดูเอเอสทีวีแล้วคิดว่าเอเอสทีวีเป็นทีวีที่ดี ประเทศไทยควรจะมีโทรทัศน์อย่างนี้ แต่ไม่ช่วยกันสนับสนุนให้เอเอสทีวีอยู่ได้ ผมคนเดียวแบกไม่ไหวหรอก ผมแบกมา 7 ปีแล้ว ผมทำได้เพียงแค่นี้ เกินกว่าที่มนุษย์คนนึงจะทำได้ เฉพาะส่วนตัวแล้วขายทรัพย์สินหมดไป 7 ปีนี้ก็พันกว่าล้านแล้ว ผมคิดว่าได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ส่วนอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ต้องว่ากันไป

”ณ วันนี้มีแต่คนเอาแต่ได้ ได้เอา แต่เสียสละไม่ยอม การทำเอเอสทีวีเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่มากเพราะเป็นอันตรายในเรื่องถูก ฟ้องร้องเอย อันตรายในการถูกลอบทำร้ายเอย แล้วก็ยังต้องสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวอีก ผมคิดว่าผม … คนๆ หนึ่งโดนยิงอีก 200 นัด โดนคดีฟ้องในศาลอีก 70 กว่าคดี ผมคิดว่าในประเทศไทยหาคนอย่างผมคงไม่มีอีกแล้ว มิหนำซ้ำยังถูกใส่ร้ายป้ายสีอีก จากพวกพรรคประชาธิปัตย์ และแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์หาว่าผมไปรับเงินทักษิณมา นี่เดี๋ยวก็คงใส่ร้ายผมอีก หาว่าเพราะผมไปรับเงินมาก็เลยแกล้งปิดเอเอสทีวี แต่ความจริงคือเราค้างชำระค่าดาวเทียมเขามา 6 เดือนแล้ว ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะยุบสภาเสียอีก

“สมัยหนึ่ง แม้กระทั่งปัจจุบัน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุที่ออกได้ทุกวันนี้มันออกก็เพราะว่ามันมีเงินสนับสนุนจากทางการเมือง แต่เงินทางการเมืองมาจากไหนล่ะ ก็คือเงินที่โกงกินคอร์รัปชั่นมา เพราะฉะนั้นเอเอสทีวีทุกข่าวเป็นข่าวที่บริสุทธิ์ จุดยืนทุกจุดยืนอยู่บนอุดมการณ์ บนเป้าหมายคือทำให้ชาติอยู่บนทำนองคลองธรรม เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าผมทำได้เพียงแค่นี้ ถามว่าผมเสียดายไหม … ก็เสียดาย ถามว่าผมเสียใจไหม ผมไม่เสียใจ เหตุผลที่ไม่เสียใจก็เพราะว่า ผมคิดว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้ทำมาขนาดนี้แล้ว นอกจากนี้แล้วยังได้ร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้ ให้กับบ้านเมือง สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย สู้เพื่อเอาข่าวสารที่แท้จริงออกมาให้กับสังคมไทย ซึ่งสื่อมวลชน โทรทัศน์ทุกช่อง ไม่ได้มีข่าวสารที่แท้จริง และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเอาความจริงมาเปิดเผย เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงมีความรู้สึกว่าผมไม่เสียชาติเกิด

“แต่ว่าเอเอสทีวีก็ยังออกอยู่ คนก็ยังสามารถที่จะดูได้อยู่ผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วนคนที่อเมริกาก็ยังดูได้ เพราะว่าเราส่งสัญญาณผ่านอินเทอร์เน็ตไปที่อเมริกาและขึ้นดาวเทียมที่ อเมริกา ค่าใช้จ่ายก็ยังพอจะจ่ายได้ เพราะว่ามีสมาชิกที่อเมริกาเขาจ่ายเงินให้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ฟังว่า ถ้าเรามีแฟนพันธุ์แท้เอเอสทีวีหรือพันธมิตรฯ สักแสนคนจากจำนวนล้านคน ซึ่งน่าจะหาได้ ไม่ต้องอะไรแค่รับเป็นสมาชิก SMS เราเดือนละ 200 บาท เราก็อยู่ได้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ มีแค่ 4 หมื่นคน เพราะฉะนั้นแล้ว … (หยุดคิด) ผมก็เห็นใจเขานะ ผมก็เลยคิดเสียว่าวันนี้ไม่มีคนดูเอเอสทีวีผ่านดาวเทียมก็แล้วกัน ถ้าใครอยากดูก็ดูผ่านอินเทอร์เน็ตเอา

เมื่อถามว่าในส่วนของทีมข่าวและรายการจะยังคงดำเนินการต่อไปหรือไม่ สนธิตอบว่า
“ยังทำอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพียงแต่ช่องทางการออกจะออกทางอินเทอร์เน็ตแทน แล้วก็ถ่ายทอดเสียงผ่านทางวิทยุเอฟเอ็ม 97.75 MHz นอกเสียจากว่า … เพราะเงินเดือนพนักงาน 2 เดือนที่แล้วผมก็เพิ่งขายที่ดินส่วนตัวไปผืนหนึ่ง เพื่อเอาเงินจากการขายที่มาจ่ายเงินเดือน ส่วนอุดมการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น เราเสียอยู่อย่างเดียวคือเราไม่มีเงิน ถ้าเรามีเงินเราจะสามารถพัฒนาเอเอสทีวีไปได้อีกหลายระดับและจะช่วยชาติบ้าน เมืองได้ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ … ในสังคมไทยเราเป็นคนปกติ ที่อยู่ในสังคมที่ไม่ปกติ

”ตอนนี้พันธมิตรฯ หรือ คนที่เชียร์เอเอสทีวีที่เชียร์แต่ปาก ไม่ได้ช่วยอะไร ก็รบกวนไปดูช่องฟรีทีวี 3, 5, 7, 9, 11 แล้วกัน แต่พนักงานของเอเอสทีวีก็จะอยู่เหมือนเดิม เราก็จะต่อสู้หาเงินมาจ่าย แต่อย่างน้อยเราก็ลดต้นทุนการจ่ายค่าช่องสัญญาณดาวเทียมได้ ส่วนช่องอื่นๆ อีก 2 ช่อง คือ ช่อง Super บันเทิง กับช่องภาษาอังกฤษที่ออกทรูวิชั่นส์นั้น เขามีรายได้ของเขาเองสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นที่จะต้องดูแลก็คือช่อง นิวส์วัน แล้วก็ยังโชคดีที่มีอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์ข่าวที่คนเข้าเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย

“เอเอสทีวีเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ชัดว่า คนไทยชอบเชียร์ แต่พอถึงเวลาต้องลงเงินลงแรงให้ของดีๆ ต้องมีอยู่ต่อไปก็จะเฉยๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรให้แล้ว ก็กลับไปสู่ยุคเดิม ยุคสมัยก่อนที่ผมทำเอเอสทีวี … ถ้าไม่มีเอเอสทีวีเมืองไทยก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้ววันนี้ก็ไม่มีเอเอสทีวีอีกต่อไป เมืองไทยก็คงจะเปลี่ยนแปลงยากเหมือนกัน”

เมื่อถามว่าที่ผ่านมา ทุกๆ เดือนคุณสนธิหาเงินส่วนตัวมาโปะเอเอสทีวีจำนวนเท่าไหร่?
“เฉลี่ยเดือนละ 20-30 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินส่วนตัว ที่ติดลบประมาณเดือนละ 20 ล้านบาท ปีหนึ่งก็ 240 ล้านบาท คำนวณ 6-7 ปีที่ผ่านมาก็ลองคูณเข้าไปว่าเท่าไหร่ คือ ผมเหมือนคนบ้า คนอื่นก็บอกว่าไอ้สนธินี่มันบ้า เก็บเงินเก็บทองไว้ดีกว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของมึงคนเดียว ไปแบกไว้ทำไม ช่อง 3 ช่อง 7 รวยจะตายไม่เห็นเขาออกมาทำอะไร เขาก็เน้นข่าวบันเทิง ละครต่างๆ เขาก็ร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมือง … สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก สื่อมวลชนที่ไม่พูดความจริง บิดเบือนกลับอยู่ได้ เพราะคนไทยชอบ แต่สื่อมวลชนที่กล้าพูดความจริง ตรงไปตรงมา กลับโดนรังเกียจ หรือถ้าไม่รังเกียจก็เชียร์กันด้วยปาก ที่พูดไม่ได้หมายถึงพันธมิตรฯ ทุกคน เพราะก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังช่วยบริจาค ยังสมัครรับข่าวสารผ่าน SMS ASTV ซึ่งจำนวน 4 หมื่นกว่าคนนี่ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่มันยังไม่พอมันต้องแสนถึงแสนห้าหมื่นคน

“ก็ถามต่อว่าแล้วพันธมิตรฯ จริงๆ มีถึงแสนห้าหมื่นคนไหม ก็ต้องตอบว่ามีถึงล้านคน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพันธมิตรฯ หน้าจอซึ่งนั่งเชียร์ ซึ่งผมก็เห็นใจเขา บางคนก็บอกว่าธุรกิจก็ไม่ดี เศรษฐกิจก็ไม่ดี ผมก็มองในมุมกลับเหมือนกันว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมเสียเงินไปพันกว่าล้านเพื่อชาติบ้านเมืองนี่ผมเสียไปเพื่ออะไร … แต่ผมไม่ได้เสียดายเงินนะ ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ทำมา 6-7 ปี เสียเงินพันกว่าล้าน ประเทศชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร อย่างน้อยก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แล้วก็ได้เห็นข้อเท็จจริงในสังคม แล้วก็เปลี่ยนทัศนคติ แนวความคิด มีความรู้สึกรักชาติรักแผ่นดินขึ้น แต่เผอิญที่สื่อตัวนี้เป็นสื่อที่ต้องได้รับการสนับสนุน เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุน ผมต้องแบกรับคนเดียวเป็นหลักมันก็ถึงจุดสุดท้ายที่มันต้องหยุด เพราะมันไม่มีให้ (หยุดคิด) ก็อาจจะมีทรัพย์สินอีกชิ้นหนึ่งที่ยังรอขาย ถ้ายังขายได้ก็อาจจะเอาเงินมาทำต่อ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็ยังคงดูผ่านดาวเทียมไม่ได้ต่อไป ต้องดูผ่านอินเทอร์เน็ต แต่การขายของ ณ เวลานี้ก็ไม่ง่าย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีโอกาสที่จะออกอากาศผ่านดาวเทียมดวงอื่นหรือไม่?
“ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ดาวเทียมดวงอื่น เพราะเมื่อเราค้างหนี้เขาเราก็ต้องใช้เขา ถึงจะไปเช่าดาวเทียมดวงอื่น หนี้เก่าเราก็ยังต้องใช้คืนเขา … เขา (ผู้ให้บริการดาวเทียม) ไม่ได้ผิดอะไร เราค้างหนี้เขา เราใช้บริการเขา ตกลงกันแล้วว่าจะจ่ายเดือนละเท่าไหร่ แต่ช่วงนั้นโชคร้ายที่เราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานก่อน เพราะพนักงานทุกคนเขาก็มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขาอยู่ เขาต้องกินข้าว มีบ้านต้องเช่า ต้องผ่อนส่ง รถต้องผ่อน ต้องเลี้ยงดูลูกเมีย ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตกับวิทยุชุมชนไป

”ผมคงแบกความรับผิดชอบแบบนี้ คนเดียวต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมจะทำต่อไปจนไม่มีแรงทำ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว … ไม่มีแรงแล้ว”

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 9:40 pm

“ยิ่งลักษณ์” สั่ง ศธ.จัดสอนเสริมให้เด็กน้ำท่วม

นายกฯ ให้ ศธ.จัดสอนเสริมให้แก่เด็กที่อยู่ในศูนย์พักพิง ขณะที่ “วรวัจน์” ให้สิทธิ์ ผอ.ร.ร.พิจารณาเรื่องเปิดเรียนเทอม 2 เผย หลังน้ำลดเตรียมการจัดระบบการทำงานแบบบูรณาการ ทั้ง ส่ง นศ.ลงไปช่วยซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน อุปกรณ์ในโรงงาน ฟื้นฟูสภาพดิน และส่งเสริมอาชีพ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ว่า ได้รายงานต่อนายกฯ ว่า ขณะนี้ ศธ.ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 9 ศูนย์ใหญ่ซึ่งครอบคลุมการดูแลในพื้นที่ 13 จังหวัด ขณะเดียวกันก็มีศูนย์พักพิงเตรียมไว้รองรับประชาชนมากถึง 1.3 แสนคนใน 104 ศูนย์ ด้วย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องเปิดศูนย์พักพิงระยะยาว นั้น ศธ.จะพิจารณาคัดเลือกบางศูนย์ที่มีความพร้อม

ทั้งนี้ ในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน หากมีความพร้อมก็เปิดได้ตามกำหนดแต่หากจำเป็นต้องเลื่อนออกไป เมื่อเปิดแล้วก็ให้เร่งสอนเสริมให้กับเด็กด้วย ซึ่ง นายกฯ ก็มอบให้ ศธ.รับผิดชอบสำรวจว่าในศูนย์พักพิงใดที่มีเด็ก ๆ ไปรวมตัวอยู่จำนวนมากก็ขอให้ใช้ศูนย์แห่งนั้นเป็นสถานที่เรียนเพื่อสอนเสริม ให้กับเด็กด้วย

ส่วนการเตรียมการฟื้นฟูหลังน้ำลดนั้น ในภาพรวม ศธ.จะจัดระบบแบบบูรณาการ โดยนักศึกษาอาชีวศึกษา และนักศึกษามหาวิทยาลัยจะมีการออกค่ายซึ่งจะมีการกำหนดจุดที่ปลอดภัยและจำ เป็นเร่งด่วนเพื่อให้นักศึกษาเข้าไปฟื้นฟู ซ่อมแซม ทั้งอาคารบ้านเรือน หรือในโรงงานที่ได้รับความเสียหายจะขอความร่วมมือจากวิศวกรโรงงานเข้ามาอบรม ให้นักศึกษาก่อนเพื่อจะได้ออกไปปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรม นักศึกษาที่เรียนด้านเกษตรก็จะเข้าไปช่วยเกษตรกรฟื้นฟูปรับสภาพดิน และจะมีกลุ่มทำหน้าที่สอนอาชีพด้วย

ที่มา – ASTVผู้จัดการออนไลน์

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 9:29 pm

สถานีก.ค.ศ.: ไขข้อข้องใจการประเมินวิทยฐานะ เกณฑ์ ว5 (1)

ศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ.

หลังจากที่ ก.ค.ศ. ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผล งานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และ/หรือที่เรียกว่า เกณฑ์เชิงประจักษ์ หรือเกณฑ์ ว5 นั้น ปรากฏว่าขณะนี้มีผลผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการ นี้ประมาณ 400 กว่าราย ในขณะเดียวกันก็มีข้อหารือต่างๆ เข้ามายังสำนักงาน ก.ค.ศ. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ฯ นี้หลายกรณีด้วยกัน สำนักงานก.ค.ศ.เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนครู จึงขอนำมาไขข้อข้องใจกันในสถานี ก.ค.ศ. แห่งนี้ ดังนี้

1.ถาม ก.ค.ศ.มีแนวทางการพิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติอย่างไร เหตุใดบางรางวัลที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับอย่างแพร่หลาย เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ จึงไม่ได้รับการรับรอง

ตอบ ก.ค.ศ.ได้พิจารณารับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไปตามแนวทางที่ ก.ค.ศ. กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ ว5/2554 ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ คือ

1) ส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ให้รางวัลหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดหลัก เกณฑ์ในการให้รางวัล หรือมีส่วนร่วมในการประเมิน หรือเป็นรางวัลที่หน่วยงานอื่นที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศเป็นผู้ให้ รางวัล

2) ส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัล ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาว่ารางวัลนั้นส่วนราชการ/หน่วยงานที่ให้รางวัลมีการดำเนินการให้ รางวัลอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันยังคงมีการให้รางวัลอยู่

3) มีหลักเกณฑ์การให้รางวัล กระบวนการประเมิน วิธีการและตัวชี้วัดที่ชัดเจน พิจารณาจาก

3.1 การเปิดโอกาสให้ข้าราชการมีโอกาสเข้ารับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง เช่น ในสังกัดทั่วประเทศ ทุกสังกัดทั่วประเทศ หรือระหว่างสังกัดร่วมกันทั่วประเทศ หรือโครงการในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษต่างๆ และ

3.2 ส่วนราชการ/หน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์มีการประเมินในขั้นสุดท้าย และ

3.3 หัวหน้าส่วนราชการ/หัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานอื่น เป็นผู้ลงนามในการประกาศเกียรติคุณ/เกียรติบัตรโล่ ฯลฯ

4) ส่งผลการต่อการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานจนเป็นที่ประจักษ์ พิจารณาจาก

4.1 มีผลงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนการพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาการจัดการศึกษาการส่งเสริมสนับสนุน การจัดการเรียนการสอน เช่น การสร้างนวัตกรรมการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ เสริมสร้างทักษะ ทัศนคติและคุณลักษณะอันพึงประสงค์แก่ผู้เรียน เป็นต้น

4.2 กรณีที่เสนอรางวัลเป็นงานวิจัย งานวิจัยนั้นต้องส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนสถานศึกษา การจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียน การสอน ทั้งนี้ ก.ค.ศ.ได้พิจารณารับรองรางวัลฯตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ซึ่งอาจมีบางรางวัลที่ส่วนราชการไม่ได้เสนอ หรือบางรางวัลที่ส่วนราชการเสนอ แต่เมื่อพิจารณาแล้วมีองค์ประกอบไม่ครบทุกองค์ประกอบ เช่น รางวัลครูดีในดวงใจ สพฐ.มิได้มีการตรวจสอบในขั้นสุดท้าย จึงยังมิได้ให้การรับรองในครั้งนี้ ยังมีอีกหลายคำถามขอให้ติดตามในฉบับหน้าต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการ ขอแจ้งเลื่อนการประชุมสมัชชาการศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6 ในโอกาสวันครูโลก ณ อิมแพคเมืองทองธานี จากเดิมวันที่ 17-19 ตุลาคม 2554 ไปเป็นปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีการเกิดภาวะน้ำหลากและอุทกภัยในหลายพื้นที่ใน ประเทศไทย

Tags: ,
comments Comments (5)    -
October 17th, 2011 at 9:23 pm

สพฐ.เลิกคิดยุบรร.เล็ก

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือถึงแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กกับตัวแทนกลุ่มสภาการศึกษาทาง เลือก และผู้เกี่ยวข้อง โดยสพฐ.จะไม่ยุบรวม หรือยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กแล้ว แต่จะปรับเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการแทน เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของชุมชน โดยตนได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปวางแผนบริหารจัดการโรงเรียน ขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจะต้องให้ชุมชน และองค์กรพัฒนาภาคเอกชน(เอ็นจีโอ)ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยทำข้อตกลงรวมถึง ช่วยทำแผนในการแก้ปัญหาด้วย ซึ่งที่ผ่านมานโยบายยุบรวมและยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม โรงเรียนเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน เป็นอันดับแรก ซึ่งโรงเรียนกลุ่มนี้มีประมาณ 2,500 โรง แต่ขณะนี้มีแนวทางปรับเปลี่ยนที่ชัดเจน เราต้องมองใหม่ว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีโอกาสที่จะทำประโยชน์ในการเรียนรู้ให้ แก่ชุมชน.

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:25 am

“อำนวย” จวกสมาร์ทการ์ดเรียนฟรีไร้สาระ

“อำนวย” จวกแนวคิด สพฐ.ใช้สมาร์ทการ์ดในโครงการเรียนฟรี ชี้ไร้สาระ สิ้นเปลืองงบฯ กว่าพันล้านโดยใช่เหตุ ใช้วิธีเก่าแจกเงินตรงให้นักเรียนดีอยู่แล้ว

สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวคิดจะนำบัตรสมาร์ทการ์ดมาใช้ในโครงการเรียนฟรี ในปีการศึกษา 2555 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนให้ธนาคารออมสินไปจัดทำรูปแบบวิธีการก่อนกลับมาเสนอ ในเดือน พ.ย.นี้ โดย สพฐ.ให้เหตุผลว่า การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดจะทำให้ สพฐ.และโรงเรียนวางระบบการแจกเงินเรียนฟรีได้มีประสิทธิภาพกว่าการใช้คูปอง สามารถป้องกันการทุจริตในการส่งมอบรายการที่อุดหนุน และสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย เพราะสามารถตรวจสอบจากฐานข้อมูลกลางของ สพฐ.ได้ ทั้งนี้ รายการที่นักเรียนจะสามารถรูดบัตรซื้อรายการอุดหนุนได้ อาทิ ค่าเสื้อผ้านักเรียน ค่าหนังสือเรียน เป็นต้น

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2554 นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไร้สาระมาก เพราะหาก สพฐ.จะนำเพียงไม่กี่รายการที่อุดหนุนมาแจกผ่านการรูดบัตรนั้น ก็คิดว่าคงไม่คุ้มค่ากับการทำบัตรและการวางระบบสมาร์ทการ์ด ที่จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก ลองคิดดูว่าหากมีเด็ก 10 ล้านคน ต้องใช้บัตรสมาร์ทการ์ด และต้นทุนทำบัตรประมาณ 50 บาท ทำให้ สพฐ.จะต้องใช้งบฯ ถึง 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงบฯ การวางระบบและการจัดซื้อเครื่องรูดบัตรให้โรงเรียนอีก รวมทั้งโครงการแล้วอาจต้องใช้งบฯ ถึงพันล้านบาท และอาจมีปัญหาจุกจิกตามมาได้ เพราะบางรายการอย่างค่าเสื้อผ้านักเรียนที่ สพฐ.จะแจกให้นักเรียนประมาณหัวละ 500-600 บาท ซึ่งโรงเรียนก็จ่ายตรงให้นักเรียนอยู่แล้ว

ดังนั้น สพฐ.จะมาทำให้ยุ่งยากทำไม หรือหากกลัวว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น มันก็คงไม่มีใครโกงอยู่แล้ว เพราะจำนวนเงินดังกล่าวน้อย หากมีการโกงจริงก็ต้องให้ผู้ปกครองมาเรียกร้องก่อน แล้ว สพฐ.ก็ค่อยมาตรวจสอบย้อนหลังเอาก็ได้ สพฐ.ควรจะใช้ระบบแจกตรงแบบเก่าจะดีกว่า และควรปรับกติกาการแจกว่าหากเด็กคนไหนต้องการได้รับการอุดหนุนตามโครงการเรียนฟรี ก็ให้ทำเรื่องขอ ไม่ใช่ไปแจกหมดเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งจะสามารถลดการใช้งบฯ ลงได้

“ผมคิดว่าโครงการที่จะใช้บัตรสมาร์ทการ์ด ดูท่าทางจะแย่กว่าโครงการแจกแท็บเล็ตอีก เพราะตนได้ตั้งข้อสงสัยว่าแนวคิดดังกล่าวอาจจะมีการถอนทุน หรือมีการหากินกันของใครบางคน” ประธานชมรมค่านิยมฯ กล่าว

นายอำนวยกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ตนยังตั้งข้อสงสัยว่า ศธ.ในยุคของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ ได้พยายามรื้อนโยบายเก่าที่ดี อย่างนโยบายห้ามรับแป๊ะเจี๊ยะของรัฐบาลเก่า ซึ่งก็ดีอยู่แล้ว แต่กลับไปรื้อว่าจะมีการเปิดรับ ซึ่งอันนี้ก็ไม่สมควร แต่นโยบายที่ดีอย่างการรับตรงส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบตรง อันนี้ไม่เห็นมีใครพูดถึง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตนก็ได้รับข้อมูลจาก ผอ.โรงเรียนอัตราการแข่งขันสูงในกรุงเทพฯ กว่า 10 ราย ว่า ก่อนหน้าที่นายวรวัจน์จะมีแนวคิดเปิดให้โรงเรียนรับแป๊ะเจี๊ยะบนดินนั้น ได้มี ผอ.โรงเรียนที่เคยรับแป๊ะเจี๊ยะหลายคนไปวิ่งเต้นขอนายวรวัจน์เพื่อให้กำหนด เป็นนโยบาย และเพื่อเรียกผลประโยชน์ที่เคยได้รับให้กลับมา.

 

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 12 ตุลาคม 2554

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:14 am

สพฐ.ตั้งงบฯ55 จ้างครู 5,290อัตรา เงินเดือน 9,140บ.พร้อมประกันสังคม

สพฐ.ตั้งงบฯ55จ้างครู5,290อัตราเงินเดือน9,140บ.พร้อมประกันสังคมแก้ขาดแคลนใน226เขตฯทั่วประเทศ
เมื่อวัน ที่ 12 ตุลาคม นายชินภัทร ภูมิรัตนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสถานศึกษา ที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ จำนวน 45 แห่งว่า หลังจากเปิดให้ยื่นคำร้องของย้ายประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 9-19 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายที่มีตนเป็นประธาน ได้พิจารณากลั่นกรองรายชื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งในจำนวน 45 แห่งนั้น เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 42 แห่ง ที่เหลือเป็นโรงเรียนประถมศึกษา ทั้งนี้ หาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาใดเห็นชอบจากที่ได้เสนอไป ก็สามารถดำเนินการแต่งตั้งต่อไป

นายชินภัทรกล่าวต่อว่า ส่วน การจัดสรรอัตรากำลังเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในปีงบประมาณ2555 นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำคำของบประมาณจัดสรรครูอัตราจ้างเพื่อปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่ขาด แคลนครูแล้ว จำนวน 5,290 อัตรา เงินเดือน 9,140 บาท พร้อมสมทบเงินประกันสังคม จำนวน 5% โดยเป็นการจ้างต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2554 ซึ่งมีเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับการจัดสรรอัตราทั้งหมด 226 เขตพื้นที่การศึกษา อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กรุงเทพมหานคร จำนวน 27 อัตราสพป.กระบี่ จำนวน 21 อัตรา สพป.กาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 56 อัตรา สพป.กาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 68 อัตรา สพป.ชลบุรี เขต 3 จำนวน 69 อัตราสพป.เชียงราย เขต 3 จำนวน 67 อัตรา สพป.เชียงใหม่เขต 3 จำนวน 84 อัตรา สพป.สมุทรสาคร จำนวน 77 อัตรา สพป.นครปฐม เขต 2 จำนวน 56 อัตราสพป.ภูเก็ต จำนวน 63 ตำแหน่ง สพป.แม่ฮ่องสอนเขต 1 จำนวน 66 อัตรา สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 จำนวน 77 อัตรา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติให้ปรับลดงบประมาณปี 2555 ของแต่ละกระทรวง 10% นั้น ในส่วนของ สพฐ.จะปรับลดงบประมาณรายจ่ายพื้นฐานบางส่วน เช่น งบประมาณอาหารกลางวัน แต่จะไม่ให้กระทบกับนักเรียนอย่างแน่นอน ส่วนงบประมาณที่จำเป็นอย่างเงินเดือนและงบประมาณอุดหนุนรายหัวขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถปรับลดได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวล” นายชินภัทรกล่าว

Tags:
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:06 am

ชูครูยุโรปเป็นต้นแบบ “ครูไทย” แม่พิมพ์ “ปลอดหนี้”

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)เปิดเผยว่า จากการศึกษาดูงานด้านการศึกษาสวัสดิการและสวัสดิภาพครูในยุโรปที่สหพันธรัฐ เยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ พอจะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องของรายได้ของครูและบุคลากรทางการ ศึกษาของไทยกับประเทศในยุโรป เพราะอาชีพครูในยุโรปจะมีรายได้ค่อนข้างสูง อีกทั้งเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีรองจากอาชีพแพทย์ โดยรัฐจะเข้ามาดูแลเรื่องสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็มีสหภาพครูที่เข้ามามีบทบาทในการต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการ ให้ครู ทำให้มีความมั่นคงในอาชีพได้รับการยอมรับของสังคม ที่สำคัญไม่มีปัญหาหนี้สิน เนื่องจากมีรายได้ที่สูงพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องนำกลับมาคิด

“จากการดูงาน มองว่าการแก้ปัญหาที่ถูกทาง คือแก้ที่จุดเริ่มต้นคือรายได้ครูต้องมีมากกว่ารายจ่าย ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดดัง นั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคุรุสภาสกสค. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)รวมถึงองค์กรครูต้องมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางที่จะทำให้ครูมีรายได้มากกว่ารายจ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการศึกษาดูงาน คือแนวคิดของคนในยุโรปที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงเรื่องการใช้จ่ายอย่างมีวินัยซึ่งทำให้ไม่เป็นหนี้ ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องกลับมาส่งเสริมเรื่องการพึ่งพาตน เองและความมีวินัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง” นายบำเหน็จกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

Tags: ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 7:01 am

จี้วิจัยแท็บเล็ตร.ร.ห่างไกล

พ.ญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำโครงการวิจัยทดลองใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอน 5 โรงเรียนนำร่องว่า ตนเห็นด้วยกับการทำวิจัย แต่อยากเสนอแนะให้วิจัยกับโรงเรียนต่างจังหวัด ตลอดจนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลด้วย ไม่ใช่ทำวิจัยแต่โรงเรียนชั้นนำซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะโรงเรียนตามพื้นที่ดังกล่าว ประสบปัญหาอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครูไม่เพียงพอ หรือ ผู้ปกครองไม่มีความรู้ในการแนะนำบุตรหลาน การทำวิจัยกับโรงเรียนเหล่านี้ จะทำให้ผลการวิจัยมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวว่า ก่อนรัฐบาลจะประกาศเป็นนโยบาย ทำไมจึงไม่วิจัยหรือศึกษาเรื่องนี้ก่อน ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะวิจัยกับนักเรียนร.ร.สาธิต มศว ประสานมิตร ที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย บุคลากรครู ซึ่งสพฐ. ต้องวัดผลวิจัยด้านอื่นด้วย ไม่ใช่วัดแค่ผลสัมฤทธิ์การเรียนเพียงอย่างเดียว เช่น พฤติกรรมเด็ก หรือความปลอดภัยหลังใช้แท็บเล็ต

“สพฐ. ต้องเป็นกลาง หากผลวิจัยออกมาไม่ดีก็ต้องปรับปรุง ทั้งนี้อยากให้ลงไปวิจัยกับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ซึ่งถือเป็นโรงเรียนกลุ่มใหญ่ที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของโรงเรียนทั้งหมด แต่โรงเรียนเหมือนสาธิต มศว ประสานมิตร มีไม่กี่สิบโรง จึงอาจนำผลวิจัยมาใช้ด้วยกันไม่ได้” ประธานชมรมค่านิยมฯ กล่าว

 

ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags: , ,
comments Comments (0)    -
October 17th, 2011 at 6:57 am

ศธ.สนองนโยบายปราบยาเสพติด เล็งแจก 2 ขั้นครูที่ทำสำเร็จ แถมให้สิทธิพิเศษขอย้ายได้ก่อน

กระทรวง ศึกษาธิการสนองนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลด้วยการปูนบำเหน็จ ให้กับครูที่จัดโครงการต่อต้านยาเสพติดประสบความสำเร็จ ด้วยการพิจารณาให้ 2 ขั้น หรือให้สิทธิโยกย้ายเป็นกลุ่มแรก โดย น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ รักษาการปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์หลังประชุมร่วมกับตัวแทนองค์กรหลักของ ศธ. เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของ ศธ.และนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพ ติดของรัฐบาลเพื่อให้การดำเนินการเห็นผลในทางปฏิบัติ จึงมีการเสนอหลายแนวทาง เช่น เฝ้าระวังนักเรียนกลุ่มเสี่ยง การปรับหลักสูตรพัฒนาการอบรมทั้งครูและนักเรียน

“รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในด้านต่างๆ เช่นโรงเรียนใดที่สามารถรณรงค์แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ อาจจะให้รางวัลเพิ่มงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้เป็นพิเศษ หรือบุคลากรทางการศึกษาที่สามารถจัดโครงการต่อต้านยาเสพติดได้ประสบความ สำเร็จ อาจให้ 2 ขั้น หรือให้สิทธิพิจารณาโยกย้ายเป็นอันดับแรกแก่กลุ่มครู ผู้บริหารที่ตั้งใจปฏิบัติตามนโยบาย ” น.ส.ศศิธารากล่าว และว่า นอกจากนั้นต้องกลับไปทบทวนข้อกฎหมายหรือมาตรการลงโทษครูที่กระทำความผิดด้วย เพราะปัจจุบันพบว่ามีทั้งนักเรียนที่เสพ นักเรียนที่ค้าและครูที่ขายยา โดยมอบให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อมูลนักเรียนที่ติดยา ครู นักเรียนที่ค้ายาเสพติด เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการวางแผนดำเนินการ และจำเป็นต้องทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัวด้วยการจัดกิจกรรมเรียกความสนใจจากสังคม เช่น จัดประกวดโรงเรียนสีขาว และทำลายยาเสพติดโชว์ เป็นต้น

น.ส.ศศิธารากล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวคิด จากนี้จะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารครู ศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำรายละเอียดเสนอที่ประชุมครั้งหน้า เมื่อที่ประชุมพิจารณาแล้วจะได้เสนอขอความเห็นชอบจากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

 

ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tags: ,
comments Comments (0)    -